เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 12: รู้กันหมด

บทที่ 12: รู้กันหมด

บทที่ 12: รู้กันหมด


ความมืดมิดปกคลุมบริเวณโดยรอบ ความเงียบงันอันน่าขนลุก จู่ๆ ร่างสีดำก็เข้ามาใกล้มากขึ้น พร้อมส่งเสียงหัวเราะประหลาดสร้างความไม่สบายใจให้คนฟัง

มันไม่มีแขนขา ปรากฎแค่ลำตัวขนาดเท่าศีรษะมนุษย์ที่ลอยอยู่ในอากาศ ดวงตาสีแดงเข้มจับจ้องไปที่หญิงสาวในชุดขาวราวกับเป็นเหยื่อ

ในช่วงเวลาถัดมา ร่างกายไม่สมประกอบก็งอกมือพิการออกมาและเอื้อมมือไปที่หัวใจของหญิงสาว

มือนั้นลอดผ่านร่างของหญิงสาว แต่มันกลับคว้าได้เพียงความว่างเปล่า

ดวงตาของร่างสีดำเบิกกว้างด้วยความไม่เชื่อ

เด็กสาวเงยหน้าขึ้น และใบหน้าไร้อัตลักษณ์ก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้นบนหน้าจอ...

“ย่าห์!”

สุนัขเขี้ยวเพลิงกระโจนเข้าสู่อ้อมแขนของเฉียวซาง

ไม่อยากดูแล้ว!

เฉียวซางลูบหัว แอบผิดหวังในใจเล็กๆ...

สองวันมาป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ เฉียวซางปฏิเสธคำเชิญของฟางซือซือที่จะออกไปเที่ยวและเลือกอยู่บ้านเพื่ออ่านหนังสือ

นอกเหนือจากการใช้เวลาในการลงทะเบียนตัวเองเป็นผู้ฝึกสัตว์อสูรและลงทะเบียนสุนัขเขี้ยวเพลิงที่ศูนย์รับรองผู้ฝึกสัตรอสูรแล้ว เธอใช้เวลาเกือบทั้งหมดของเธอจมอยู่กับหนังสือ

อาจเนื่องมาจากการตื่นขึ้นของโดเมนสมอง ความทรงจำของเธอจึงดูดีขึ้นกว่าในชีวิตก่อนมาก แค่อ่านครั้งเดียวมันก็ฝังอยู่ในความทรงจำของเธอแล้ว

และวันเวลาก็ผ่านไปอีกวัน ช่วงเวลาที่ต้องกลับไปโรงเรียนก็มาถึง

“สุนัขเขี้ยวเพลิง ทำตัวดีๆนะ ฉันจะปล่อยแกทันทีที่โรงเรียนเลิก” เฉียวซางพยายามเกลี้ยกล่อม

เนื่องจากตอนนี้มันเบื่อกับการละเล่นออกและเข้า เข้าและออกแล้ว มันเลยปฎิเสธที่จะเข้าไปในตำราอย่างรุนแรง

พอคราวนี้เฉียวซางพยายามเอามันกลับเข้าไป มันเลือกที่จะขัดขืน

เห็นชัดว่ามันชอบอยู่ข้างนอกมากกว่า

“ย่าห์”

สุนัขเขี้ยวเพลิงส่ายหัว แสดงความต้องการของตัวเองชัด

เฉียวซางถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย จริงอยู่โรงเรียนไม่ได้เข้มงวดในการนำสัตว์อสูรในสัญญาไปเรียนด้วย แต่เนื่องจากนักเรียนส่วนใหญ่ยังไม่แม้แต่จะปลุกพลังขึ้นได้ สุนัขเขี้ยวเพลิงจะดึงดูดความสนใจมากเกินไป

เฉียวซางไม่ต้องการเป็นอยู่กลางแสงสปอร์ตไลท์

“ถ้าแกยอมกลับเข้าไป ตอนขากลับวันนี้ฉันจะซื้อผลลูกยอแดงให้กิน” เฉียวซางพยายามล่อลวง

สุนัขเขี้ยวเพลิงหันหน้าหนีอย่างหยิ่งผยอง

มันไม่เห็นอยากกินสักหน่อย

ริมฝีปากของเฉียวซางกระตุก

แม่ของเธอซื้อผลลูกยอแดงมาหกผล เฉียวซางให้สุนัขเขี้ยวเพลิงกินสี่อันในวันแรก และให้มันกินอย่างวันละลูกในสองวันถัดมา

มันเบื่อเร็วขนาดนี้เลยเหรอ?

“ถ้าแกไม่ยอมกลับเข้าตำรา ฉันจะทิ้งแกไว้บ้านนี่แหละ”

“จะไปละนะ”

“ฉันจะไปจริงๆนะ”

เฉียวซางเอนตัวลงบริเวณหน้าประตู แสร้งทำเป็นใส่รองเท้าเพื่อเตรียมตัว

“ย่าห์!”

สุนัขเขี้ยวเพลิงกระโจนเข้าสู่อ้อมแขนของเฉียวซาง เงยหน้าขึ้นมองด้วยแววตาที่เศร้าสร้อยและน้ำตาที่ล้นเอ่อ

“ถ้าแกอยากไปกับฉัน ก็อยู่ในตำราไปก่อน ฉันสัญญาว่าเลิกเรียนเมื่อไหร่จะรีบปล่อยแกออกมาทันที” เฉียวซางให้คำมั่นสัญญา

“ย่าห์” สุนัขเขี้ยวเพลิงก้มหัวลงท่าทีอ่อนลงกว่าก่อนหน้ามาก

เห็นสิ่งนี้ใจของเฉียวซางก็ยวบเหลวจนแทบจะกลายเป็นน้ำ

มันยังเป็นแค่เด็กน้อยอยู่เลย

สวนชิงเฉิง ตั้งอยู่ภายในเขตการศึกษาของโรงเรียนมัธยมต้นเหวินเฉิง ซึ่งอยู่ห่างออกไปเพียง 9 กิโลเมตร

การเดินทางไปที่นั่นสามารถทำได้โดยใช้รถประจำทางสาย 23, 36, 57 หรือรถไฟใต้ดินสาย 5 ไม่ก็ 7

เฉียวซางไม่ได้ขึ้นรถไฟใต้ดินอย่างที่ทำเหมือนแต่ก่อน

บนรถประจำทางหมายเลข 36 สุนัขเขี้ยวเพลิงโผล่หัวออกมามองลอดไปนอกหน้าต่างจากแขนของเฉียวซางปล่อยให้ลมพัดผ่านขนของมันอย่างเป็นสุข

รู้สึกตื่นเต้นที่ได้เห็นโลกภายนอก

“ตอนเราไปถึงโรงเรียนแล้วแกต้องทำตัวดีๆนะรู้ไหม?” เฉียวซางกล่าวพลางยิ้มด้วยความเอ็นดู

“ย่าห์!”

สุนัขเขี้ยวเพลิงตอบรับคำอย่างกระตือรือร้น

เห็นแบบนี้แล้วเฉียวซางอดไม่ได้ที่จะลูบหัวน้อยๆของมัน

เมื่อพวกเขามาถึง สุนัขเขี้ยวเพลิงก็ยอมให้เฉียวซางเรียกมันกลับไปในตำราอสูรอย่างเชื่อฟัง ถึงกระทั่งกระดิกหางอย่างมีความสุข

ห้อง 3-7 โรงเรียนมัธยมเหวินเฉิง

“นี่เธอการบ้านเสร็จยัง? ขอฉันลอกหน่อยสิ”

“ดูสิดู เห็นไหมว่ากำลังปั่นอยู่เหมือนกัน”

“เมื่อวานพวกนายได้ดูการแข่งขันในภูมิภาคเหลียนโปหรือเปล่า?”

"แน่นอน ฉันจ้องอยู่หน้าทีวีตั้งแต่ทุ่มนึง มังกรเกล็ดโลหิตของหลินจินหยางโคตรเท่เลย!”

"โคตรจริง! แล้วเห็นเจ้ามดกินเหล็กนั่นป่ะ? เกล็ดมันสีทอง! เกิดมาพึ่งเคยเห็นนี่แหละมดสีนี้! มันช่างจ้าซะเหลือเกิน!”

“ได้ยินมาว่าไท่ซูซูจากห้อง 9 ได้รับคำแนะนำให้เข้าโรงเรียนมัธยมเซินซุ่ย”

“อ้าว? ข่าวก่อนหน้านี้ลือกันว่าเธอจะเข้าหลี่ตันไม่ใช่เหรอ?”

“ลือกันว่าเธอไม่ผ่านน่ะ เลยต้องไปเรียนที่เซินซุ่ยแทน”

“หึ เข้าหลี่ตันที่เป็นอันดับหนึ่งในมณฑลเจ้อไห่ไม่ได้เลยมาเข้าโรงเรียนอันดับสองที่เข้าได้ง่ายๆแทนสินะ น่าขำจริงๆ”

“จ้าๆแม่คุณ ถ้าง่ายขนาดนั้นหล่อนก็สอบเข้าให้ดูหน่อยละกัน”

ตอนนั้นเองจู่ๆร่างเพรียวปรากฏขึ้นที่ประตูห้องเรียน

ขณะที่ร่างนั้นเดินเข้ามา เสียงซุบซิบทั้งหลายก็จางหายไปในทันที

เฉียวซางนั่งอยู่ลงบนที่นั่งของเธอ สังเกตเห็นสายตาหลายคู่เหลือบมองมาทางเธอ

เมื่อสัมผัสได้ถึงบรรยากาศแปลกๆ ในห้องเรียน เฉียวซางก็ลูบจมูกและกระซิบกับฟางซือซือ “นี่เธอได้บอกคนในชั้นรึเปล่าว่าฉันปลุกพลังขึ้นเองน่ะ?”

ฟางซือซือที่กำลังขะมักเขม้นลอกการบ้าน พึ่งสังเกตุเห็นการมาถึงของเฉียวซาง

“นายหญิงในที่สุดนายหญิงก็เสร็จมาเรียนสักทีนะเพคะ” ดวงตาของฟานซือซือฉายแววลิงโลด

“ฉันไม่ได้พูดอะไรเลย ฉันไม่ใช่พวกปากสว่างที่จะเอาเรื่องของคนอื่นไปโพนทะนาสักหน่อย” วิธีการพูดของเธอกลับมาเป็นปกติ

“อย่ามาแหลซะให้ยากเลยหล่อนน่ะ”

“แล้วทำไมทุกคนถึงจ้องฉันล่ะ?”

“ก็แม่เธอล่อมาโรงเรียนตั้งสองวันติดๆกัน คนอื่นก็เลยสงสัยน่ะว่ามีอะไรเกิดขึ้นรึเปล่า” ฟางซือซืออธิบาย

เฉียวซางหยุดชั่วคราว “มาสองวันติดกัน?”

"ใช่ๆ"

ถึงจะเดาได้อยู่แล้ว ว่าแม่เธอลืมขอหยุดกับอาจารย์ไว้ แต่เธอก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกห่อเหี่ยว

เดี๋ยวอาจารย์ต้องเรียกเธอไปที่ห้องพักอาจารย์เพื่อเทศนาอีกแน่...

ในขณะนั้นฟางซือซือกล่าวเสริมว่า “แถมทุกคนยังรู้ไปทั่วอีกแล้วด้วย ว่าคนที่ได้ 0 คะแนนล่าสุดคือใคร”

ถึงอาจารย์ประจำชั้นจะไม่ได้เอ่ยชื่อเฉียวซางออกมาเพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของเธอเอาไว้ แต่การที่มีผู้ปกครองมาที่โรงเรียน ทุกคนก็เดาได้ทันทีว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น

อันที่จริงหากไม่มีสิ่งต่างๆเกิดขึ้น พวกเขาคงลืมเลือนเรื่องนี้ไปโดยปริยาย เพราะทุกคนรู้ดีว่าผลการเรียนของเฉียวซางนั้นห่วยแตก การถูกเรียกเข้าห้องพักอาจารย์นับเป็นกิจวัตรประจำวันของเธอ

แต่เมื่อมีการเรียกผู้ปกครองเข้าพบเรื่องราวมันเลยต่างออกไปโดยสิ้นเชิง

โดยปกติแล้ว อาจารย์ประจำชั้นจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับผู้ปกครอง เว้นแต่จะมีปัญหาสำคัญ เช่น การทะเลาะวิวาทหรือการประพฤติมิชอบขั้นร้ายแรง

เมื่อเฉียวซางหยุดเรียนหนึ่งวันแถมโดดหายไปอีกวัน ข่าวลือซุบซิบก็แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว และในไม่ช้าทุกคนก็รู้ว่าเรื่องกันหมด

เฉียวซางอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ แม้ว่าเธอจะไม่รู้สึกอายแม้แต่้น้อย

ในโรงเรียนข่าวลือแพร่สะพัดเร็วพอๆกับไฟป่า การได้ 0 คะแนน จนถูกเรียกผู้ปกครองไม่ใช่เรื่องร้ายแรงอะไรขนาดนั้น

จริงอยู่ที่ในวัยนี้ เด็กบางคนอาจรู้สึกละอายใจ แต่เฉียวซางไม่แม้แต่จะกระอักกระอ่วน

“ว่าแต่เธอทำการบ้าวิชาวิเคราะห์พืชมารึยัง? เอามาลอกหน่อย” ฟางซือซือสะกิดเฉียวซางด้วยข้อศอกของเธอ

“ฉันไม่ได้มาโรงเรียนด้วยซ้ำ ฉันจะรู้เรื่องการบ้านได้ยังไง? แถมคนที่ได้อันดับสี่จากล่างสุดจะมาลอกการบ้านจากอันดับสามจากล่างสุดเนี่ยนะไม่แปลกไปหน่อยรึไง?” เฉียวซางตอบด้วยความโกรธ

“นายหญิงอย่าพูดถึงตัวเองแบบนั้นสิเพคะ” ฟางซือซือบ่นอุบพร้อมหน้ามุ่ย

“ฉันแค่คิดว่าแม่เธออาจจะเอาการบ้านไปให้ตอนที่แม่เธอมาในวันศุกร์ อิจฉาคนที่ไม่ต้องทำการบ้านชะมัด”

เฉียวซาง: "..."

โดยไม่สนใจท่าทีชวนขบขันของฟางซือซือ เฉียวซางจมอยู่ในห้วงความคิดอันลึกซึ้ง

อันที่จริงเธอยังไม่รู้เหตุผลด้วยซ้ำว่าแม่เธอมาโรงเรียนอีกวันทำไม

จบบทที่ บทที่ 12: รู้กันหมด

คัดลอกลิงก์แล้ว