- หน้าแรก
- เกมข้อความพิศวง
- บทที่ 37 เผชิญหน้ากับผู้เรียกวิญญาณ
บทที่ 37 เผชิญหน้ากับผู้เรียกวิญญาณ
บทที่ 37 เผชิญหน้ากับผู้เรียกวิญญาณ
ในฐานะผู้เล่น ตัวตนของเล่ยจื่อที่เป็นผู้ลาดตระเวนของเขา ก็เปรียบเหมือนตัวละครหนึ่งที่เขาเล่นและก่อนหน้านี้หยางเฉินก็ติดต่อกับผู้เรียกวิญญาณผ่านตัวละครนี้มาโดยตลอด
ตอนนี้ หยางเฉินจำเป็นต้องออกหน้าติดต่อกับผู้เรียกวิญญาณด้วยตัวเอง ขอให้เขาช่วยจัดการศัตรูตรงหน้าที่แสนยุ่งยากนี้
แน่นอนว่าย่อมมีปัญหาตามมาเป็นเงาตามตัว อย่างแรก ผู้เรียกวิญญาณไม่รู้จักหยางเฉิน เขาอาจคิดไปว่าหยางเฉินฆ่าเล่ยจื่อแล้วแย่งเอาป้ายเรียกวิญญาณมาครอบครองหรือไม่?
หยางเฉินอาจจะลองอธิบายแต่ผู้เรียกวิญญาณจะเชื่อหรือไม่ก็อีกเรื่องหนึ่ง ต่อให้เชื่อ ก็ยังไม่แน่ว่าเขาจะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ
เพราะสิ่งที่ผู้เรียกวิญญาณเคยสัญญาไว้ คือจะช่วยเล่ยจื่อหากตกอยู่ในอันตรายแต่หยางเฉินไม่ใช่เล่ยจื่อ แท้จริงแล้วเขาก็เป็นแค่สายลับของเล่ยจื่อเท่านั้น ไม่อยู่ในขอบเขตที่ผู้เรียกวิญญาณให้คำมั่นว่าจะช่วยเหลือ
“ได้แต่เสี่ยงดวงแล้ว อย่างน้อยก็ดีกว่านั่งรอความตาย!” หยางเฉินกัดฟันคิด แม้ต่อไปอาจโดนผู้เรียกวิญญาณฆ่าทิ้ง แต่ก็ยังดีกว่าตายด้วยน้ำมือของเจ้าของบ้านผีสิงนี้
“เรียกวิญญาณ!”
หยางเฉินตะโกนลั่นในความมืด ป้ายเรียกวิญญาณในมือร้อนผ่าว แผ่ออกมาด้วยกลิ่นอายลึกลับน่าหวาดหวั่น
ทั้งหยางเฉินและเจ้าของบ้านผีสิง ต่างสะท้านเฮือกเมื่อรับรู้ถึงถึงพลังอำนาจที่พุ่งพล่านออกมาจากป้ายนั้น
ความรู้สึกที่เรียกว่าความกลัวเกาะกุมหัวใจ ทั้งสองตัวสั่นงันงกโดยไม่อาจห้ามได้
“ช่างเป็นแรงกดดันที่น่าสะพรึงกลัว นี่คืออำนาจข่มขวัญของผู้เรียกวิญญาณผู้ก้าวสู่กึ่งเทพอย่างงั้นเหรอ!”
หยางเฉินนึกถึงปฏิกิริยาของเล่ยจื่อ เมื่อครั้งอยู่ในค่ายกองคาราวานและเห็นเงาฉายของเทพเจ้าแห่งความมั่งคั่งปรากฏ ตอนนั้นเล่ยจื่อทั้งตัวแข็งทื่อ ไม่อาจขยับได้แม้แต่นิ้วเดียว
หากผู้ลาดตระเวนยังถึงขั้นนั้นได้ แล้วพวกเขาที่เป็นแค่มนุษย์ธรรมดาจะรอดไปได้อย่างไร เมื่อกำลังเผชิญหน้ากับกึ่งเทพที่กำลังจะเสด็จมา?
เจ้าของบ้านผีสิงยิ่งตื่นตระหนก เขาเข้าใจดีว่าเมื่อหยางเฉินชักป้ายไม้นั้นออกมา กลิ่นอายอันน่ากลัวที่ปะทุออกมา หมายความว่าอะไร
“เขากำลังเรียกหาเทพเจ้าที่คอยดูแลเขา!”
“ทำไมเทพเจ้าของเขาถึงมีอำนาจกดขวัญน่ากลัวถึงขนาดนี้? แม้แต่เทพเจ้าที่ฉันมี ก็ไม่เคยทำให้หวาดกลัวได้ถึงขนาดนี้…ไม่…มันไม่จริง!”
เจ้าของบ้านผีสิงถูกกดข่มจนหัวใจแตกสลาย
เขาเองก็เป็นเพียงสายข่าวของผู้ลาดตระเวน แต่กลับยกย่องผู้ลาดตระเวนที่หนุนหลังตนว่าเป็นเทพเจ้า คิดว่าอีกฝ่ายที่ติดต่อและมอบพลังพิเศษให้ตนนั้นคือเทพเจ้าโดยแท้
ทว่าความจริง ระดับพลังของกึ่งเทพหรือแม้กระทั่งเทพที่แท้จริงนั้น เขาไม่รู้ซึ้งเลยสักนิด
ส่วนผู้ลาดตระเวนที่หนุนหลังเขา ก็ชื่นชอบอยู่แล้วกับการถูกมนุษย์ธรรมดาบูชาเป็นเทพเจ้า จึงไม่เคยแก้ไขความเข้าใจผิดนั้น ทำให้เจ้าของบ้านผีสิงถูกปิดบังจากความจริงโดยสิ้นเชิง
แรงกดข่มอันลี้ลับยังคงแผ่ออกจากป้ายไม้กลางอากาศ ก่อให้เกิดกระแสน้ำวนสีดำวนหมุน นั่นคือประตูมิติ เมื่อมันก่อตัวสมบูรณ์ เทพเจ้าจากแดนไกลจะอาศัยมันเสด็จ มายังที่นี่ชั่วครู่
ต่อหน้าแรงกดดันนั้น เจ้าของบ้านผีสิงสิ้นหวังหัวใจแตกสลาย
“ด้วยร่างกายมนุษย์เช่นฉัน ไม่มีทางรอดจากการบดขยี้ของเทพเจ้านั้นได้เด็ดขาด!” ใต้แรงกดดันราวมหาสมุทร เขาสั่นระริกหนักขึ้นเรื่อยๆ
แต่แล้ว สัญชาตญาณเอาตัวรอดก็ยังชนะความกลัว
“ฉันต้องขอพึ่งพลังจากเทพเจ้า!”
เขาวิ่งกลับเข้าไปในห้องเมื่อครู่ โซซัดโซเซคว้ากระจกแต่งตัวทรงรีออกมาอุ้มไว้ในอ้อมแขน
เมื่อได้กระจกบานนี้ เขารู้สึกมีหลักยึด ความกลัวลดลงไปทันที
“ท่านเทพ! ข้ารับใช้ผู้ภักดีของท่านกำลังเผชิญอันตราย ขอท่านโปรดเมตตา ยื่นพระหัตถ์ช่วยขจัดภัยครั้งนี้ที!”
เจ้าของบ้านผีสิงรีบคุกเข่ากระแทกหน้าผากลงกับพื้นตรงหน้ากระจกอย่างร้อนรน เลือดไหลซึมออกมาเปื้อนเต็มหน้าผากขาวซีด
เขาใช้นิ้วแต้มเลือดบนหน้าผาก ทาลงไปบนกระจก พิธีบูชายัญจึงเสร็จสิ้นและแล้วผิวน้ำของกระจกก็เริ่มปรากฏกระแสน้ำวนสีดำหมุนวน…
ในกระจกก็ปรากฏการหมุนวนของพลังมืดแต่แรงกดดันชั่วร้ายที่ปล่อยออกมานั้น กลับอ่อนกว่ามากเมื่อเทียบกับพลังจากพอร์ทัลวิญญาณที่ปรากฏขึ้นกลางอากาศ
ฝั่งเจ้าของบ้านผีสิง ผู้ลาดตระเวนของเขาสามารถสร้างเพียงช่องทางเชื่อมต่อระหว่างมิติในกระจก
แต่ฝั่งหยางเฉินป้ายเรียกวิญญาณของเขากลับอาศัยแผ่นไม้ เรียกพอร์ทัลวิญญาณขึ้นโดยตรงกลางอากาศ
ความแตกต่างของพลังจึงชัดเจนมาก ป้ายเรียกวิญญาณของหยางเฉิน มีพลังระดับกึ่งเทพที่ไม่อาจประมาทได้
พอร์ทัลวิญญาณทั้งสองฝ่ายก่อตัวเกือบพร้อมกัน พลังที่คล้ายกันแต่ก็แตกต่างจ้องมองกันอยู่
“ท่านเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่!” เจ้าของบ้านผีสิงก้มกราบกรานหน้ากระจก
จากในพอร์ทัลวิญญาณเผยออกมาเป็นใบหน้าที่ขรึมเศร้า จมูกงุ้ม รอยแผลเป็นน่ากลัวบนแก้ม เขาจ้องเจ้าของบ้านผีสิงแวบหนึ่ง ก่อนจะหันไปมองหยางเฉิน
เขาคือผู้ลาดตระเวนจากโลกอีกฟากหนึ่ง รับใช้เทพเจ้าแห่งรัตติกาล เป็นทาสของความมืด ในสายตาเทพ เขาไม่มีค่าที่จะต้องกราบไหว้อย่างต่ำต้อยขนาดนี้
แต่ครั้งนี้ เมื่อมีสายลับบูชาเขาเป็นดั่งเทพ เขากลับสัมผัสได้ถึงความยิ่งใหญ่ ราวกับตนเองถูกยกสูงขึ้น
“ลุกขึ้นเถิด ข้ารับใช้ผู้ซื่อสัตย์ ปัญหาของเจ้า ข้าจะจัดการให้เอง” เขากล่าวพลางเสพสุขกับการถูกเคารพบูชา
จากนั้นจึงมองไปที่พอร์ทัลวิญญาณตรงหน้าหยางเฉินและก็รับรู้ได้ว่าพลังด้านหลังนั้นน่าจะเป็น “กึ่งเทพ”
แม้กึ่งเทพจะแข็งแกร่งพอฆ่าผู้ลาดตระเวนอย่างเขาได้อย่างง่ายดา แต่พวกเขาก็ยังไม่ใช่เทพจริงๆที่แค่เหลือบตามองก็ฆ่าคนได้ อีกทั้งตอนนี้ก็ยังถูกกั้นด้วยโลกทั้งใบ แค่จ้องกันผ่านช่องทางเท่านั้น จึงไม่ถึงขั้นต้องหวาดกลัวตาย
เมื่อคิดได้แบบนั้น เขาก็กล้าและมั่นใจมากขึ้น เพื่อไม่ให้เสียภาพลักษณ์ต่อทาสผู้ศรัทธาของเขา
“ท่านเทพเจ้า เราสองล้วนเป็นสิ่งยิ่งใหญ่ ทำไมไม่ก้าวถอยคนละก้าว อยู่ร่วมอย่างสงบเล่า?”
แต่แล้ว เสียงจากพอร์ทัลวิญญาณอีกด้านก็ดังขึ้น
“จงอธิบายมา มนุษย์ที่เรียกข้ามา เจ้าถือป้ายเรียกวิญญาณมาได้อย่างไร?”
ที่แท้ผู้เรียกวิญญาณ เองก็งงเช่นกัน เขาจำได้ว่าตนเคยมอบป้ายนี้ให้กับผู้ลาดตระเวนที่ชื่อเล่ยจื่อ แล้วเหตุใดมันถึงมาอยู่ในมือของมนุษย์จากโลกอื่น?
เสียงของเขาแฝงความโกรธ หากไม่ได้คำตอบที่พอใจ เขาจะฆ่าหยางเฉินทิ้งและเอาป้ายคืนไป
โชคดีที่ยังมีโอกาสอธิบาย ไม่ได้ถูกฆ่าทันที หยางเฉินรีบเรียบเรียงคำตอบ
“ท่านเทพผู้ยิ่งใหญ่ ผมเป็นเพียงสายลับของผู้ลาดตระเวน แผ่นป้ายในมือนี้ ผมยืมมาจากเขาเท่านั้น”