เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 38 การประลองเวทระหว่างผู้มีอำนาจเบื้องหลัง

บทที่ 38 การประลองเวทระหว่างผู้มีอำนาจเบื้องหลัง

บทที่ 38 การประลองเวทระหว่างผู้มีอำนาจเบื้องหลัง


ไม่ว่าเขาจะอธิบายอย่างไร ก็ไม่สามารถปฏิเสธความจริงที่ว่าป้ายเรียกวิญญาณต่้องได้มาจากมือของเล่ยจื่อ ไม่อย่างนั้น ผู้เรียกวิญญาณจะมองว่าคำอธิบายของเขาเป็นคำโกหก เขาก็จะต้องประสบหายนะ

แต่นี่ก็นำมาซึ่งปัญหาอีกข้อหนึ่ง ทำไมผู้ลาดตระเวนถึงมอบสิ่งของสำคัญอย่างอย่างป้ายเรียกวิญญาณให้กับสายลับ? การกระทำเช่นนี้ มันไม่ใช่การดูหมิ่นผู้เรียกวิญญาณเหรอ?

พูดอีกอย่างก็คือสำหรับเล่ยจื่อแล้ว นี่มันอันตรายอย่างมาก หากผู้เรียกวิญญาณยังคงติดใจเรื่องนี้ ต่อไปเล่ยจื่อก็คงไม่ได้มีชีวิตที่ดีแน่

หยางเฉินในใจนึกถึงจุดนี้มานานแล้ว ดังนั้นก่อนที่ผู้เรียกวิญญาณจะโกรธ เขาจึงรีบยกเหตุผลที่พอฟังขึ้นได้ทันทีว่า

“ท่านผู้เรียกวิญญาณ ผู้ลาดตระเวนของผมแม้จะไม่ใช่คนในโลกเดียวกับผมแต่เราก็เป็นเพื่อนที่ดีมากๆ เขารู้ว่าผมมีอันตราย จึงนำป้ายเรียกวิญญาณมาให้ผมยืมชั่วคราว ผมรู้ดีว่าเขาทำเช่นนี้ต้องเสี่ยงต่อการถูกท่านลงโทษ ผมเองก็รู้สึกติดค้างใจ เพียงแต่หากผู้ลาดตระเวนไม่ทำเช่นนี้ เขาก็จะสูญเสียเพื่อนคนนี้ไป!”

คำอธิบายของหยางเฉิน ทำให้ผู้เรียกวิญญาณที่แต่เดิมตั้งใจจะโกรธ ต้องกลั้นโทสะไว้

“เพื่อน?”

น้ำเสียงของผู้เรียกวิญญาณกลับกลายเป็นอ่อนโยนลง

เขาเองก็เคยมีเพื่อนอยู่หนึ่งคน เพื่อนที่สนิทกันมาก

แม้เพื่อนคนนั้นจะเป็นเพียงผู้ลาดตระเวน ตำแหน่งฐานะต่ำต้อยกว่าตัวเขาผู้เป็นกึ่งเทพอย่างมาก ทว่ามิตรภาพที่มีความต่างกันอย่างสุดขั้วเช่นนี้ กลับมั่นคงมากกว่า อย่างน้อยมิตรภาพเช่นนี้จะไม่เกิดการหักหลังง่ายๆ

แต่เพื่อนคนนั้นของเขาได้หายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย เขาไม่อาจยื่นมือช่วยเหลือได้ทันเวลา จึงสูญเสียเขาไปตลอดกาล

คำตอบของหยางเฉิน สะกิดเข้าถึงส่วนอ่อนโยนในใจของผู้เรียกวิญญาณ เขาไม่โกรธอีกต่อไปที่เล่ยจื่อมอบป้ายเรียกวิญญาณให้กับมนุษย์ต่ำต้อยเพราะมนุษย์ต่ำต้อยคนนี้ มีสถานะเป็นเพื่อน เช่นนั้นก็ไม่ต่ำต้อยเลยแม้แต่น้อย

“ไม่คิดเลยว่าผู้ลาดตระเวนที่ชื่อเล่ยจื่อ จะมองมนุษย์ที่เล็กจ้อยเป็นเพื่อน นับว่าพิเศษทีเดียว ดีมาก” ผู้เรียกวิญญาณราวกับได้เห็นตัวเองในอดีต

เพียงแต่ ในอดีตเขาไม่อาจช่วยเพื่อนคนนั้นพ้นจากความตายได้ ปัจจุบันเขาก็ไม่อาจปล่อยให้โศกนาฏกรรมเช่นนั้นเกิดขึ้นซ้ำอีก

เสียงของผู้เรียกวิญญาณดังมาจากภายในพอร์ทัล

“ผู้ลาดตระเวน ข้าให้เจ้าสองทางเลือก หนึ่ง เป็นศัตรูกับข้า ข้าจะตามหาและฆ่าเจ้าให้ได้ สอง รีบๆกลับไปซะ อย่ามาอับอายขายขี้หน้าอยู่ที่นี่!”

แรงกดดันบดขยี้ถาโถมไป ทำให้ผู้ลาดตระเวนในกระจกฝั่งตรงข้ามถึงกับนิ่งเงียบไป

ผู้ลาดตระเวนคนนั้นในใจก็หวาดหวั่นไม่น้อย เขายังสามารถทำตัวไม่หวั่นไหวได้ ก็เพราะว่ากึ่งเทพตรงข้ามยังไม่รู้ตัวตนของเขา!

แต่สิ่งนี้ไม่ได้หมายความว่าในการประลองระหว่างกัน เขาจะมีความได้เปรียบอะไร

ไม่ว่าจะเป็นผู้ลาดตระเวนหรือกึ่งเทพ ก็ไม่มีความสามารถที่จะเจาะทะลุช่องทางเดินทางไปยังโลกอื่นได้ สิ่งที่สามารถทำได้มีเพียง เทพที่แท้จริงเท่านั้น ส่วนสิ่งมีชีวิตต่ำกว่าเทพ จะทำได้ก็เพียงส่งสิ่งของผ่านช่องทางไปเท่านั้น

นี่ก็หมายความว่าการประลองระหว่างพวกเขา ไม่ใช่การแข่งพลังตนเองแต่คือการเปรียบกันที่อาวุธลี้ลับที่ส่งมอบให้กับสายลับ

กึ่งเทพหนึ่งตน ตามทฤษฎีแล้ว แค่นำเอาเครื่องมือวิญญาณออกมาอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็สูงกว่าของผู้ลาดตระเวนอยู่หลายขั้น หากแข่งกันจริงๆ ผู้ลาดตระเวนคนนี้ก็ไม่อาจทนทานไหว

“ท่าน เราต่างก็ถอยกันคนละก้าวดีหรือไม่ ข้าจะชดเชยให้ท่านด้วยของบางอย่าง แล้วท่านก็ไม่ต้องไปใส่ใจกับเรื่องขัดแย้งเล็กๆระหว่างสายลับอีกแล้ว ท่านว่าอย่างไร?” ผู้ลาดตระเวนอีกฝ่ายพยายามเกลี้ยกล่อม

เจ้าของบ้านผีสิงถือว่าเป็นสายลับที่ดีมาก เขาขยันและพยายามอย่างมาก ในเวลาอันสั้นก็สามารถจัดหาของบูชายัญที่ถูกปนเปื้อนมาให้มากมาย ซึ่งนั่นหมายความว่าหากเทพแห่งรัตติกาลเลือกเขาเป็นเครื่องสังเวย เขาก็สามารถนำของบูชายัญปนเปื้อนเหล่านั้นออกมาแทนได้ทันที

สายลับที่ขยันและทำงานหนักเช่นนี้ เจ้านายคนไหนจะไม่ชอบกัน หากต้องเสียไปแล้วไปหาคนใหม่ ก็ใช่ว่าจะหาที่ดีกว่าได้ง่ายๆ

อีกทั้ง ตั้งแต่การตามหาสายลับ ไปจนถึงสร้างความสัมพันธ์ใกล้ชิด กระทั่งควบคุมสายลับได้อย่างสมบูรณ์ กระบวนการเหล่านี้ย่อมไม่ง่าย ต้องทุ่มต้นทุนจำนวนมาก

ผู้ลาดตระเวนคนนั้นก็ไม่ใช่พวกที่ชอบหาเรื่องใส่ตัว สถานการณ์นี้ หากจะเกลี้ยกล่อมให้อีกฝ่ายยอมถอย ก็จำเป็นต้องใช้วิธีเกลี้ยกล่อม

แต่เมื่อเผชิญหน้ากับผู้เรียกวิญญาณซึ่งเป็นกึ่งเทพแล้ว เขาน่าจะต้องพังพินาศเสียมากกว่าจะเจอแต่ความล้มเหลว

ผู้เรียกวิญญาณคนนี้โดยปกติปกป้องลูกน้องของตนสุดชีวิต ไม่ชอบเห็นคนใหญ่กว่ากดขี่คนเล็กกว่า ยิ่งเมื่อหยางเฉินเพิ่งบอกว่าเขาเป็นสายลับของเล่ยจื่อด้วยแล้ว เรื่องนี้ยิ่งไม่อาจทนได้

และเล่ยจื่อนั้น เป็นสายลับของผู้เรียกวิญญาณด้วยเช่นกัน

กล่าวอีกนัยหนึ่ง เท่ากับว่าหยางเฉินก็เป็นสายลับโดยอ้อมของผู้เรียกวิญญาณด้วย

ผู้เรียกวิญญาณส่งเสียงฮึกเหิมออกมา โต้กลับอย่างชี้ขาดว่า “คิดจะมาชวนข้าถอย เจ้าผู้ที่เป็นเพียงคนลาดตระเวนตัวเล็กๆ คนเล็กคนน้อยอย่างเจ้า ไม่มีสิทธิ์ต่อรอง แม้ข้าจะให้เจ้าเลือกแต่จริงๆแล้วเจ้าไม่ได้มีทางเลือก”

คำพูดนี้ทำให้ผู้ลาดตระเวนอีกฝ่ายนิ่งไปชั่วครู่ ไม่รู้จะตอบอย่างไรดี

ผู้เรียกวิญญาณไม่ใช่คนพูดง่าย วันนี้หากจะรักษาสายลับนี้ไว้ ต้องยอมจ่ายราคาสูง

ผู้ลาดตระเวนนิ่งเงียบไปไม่กี่วินาที เขากัดฟันพูดว่า “ท่าน ข้าเข้าใจดีว่าตะเกียงวิญญาณของพวกท่านต้องการหัวใจวิญญาณ ข้าพอมีช่องทาง สามารถช่วยท่านหาได้จำนวนมาก พร้อมส่วนลดเจ็ดเปอร์เซ็นต์ ให้ท่าน เราอาจจะได้กลายเป็นพันธมิตรต่อกันก็ได้”

ผู้ลาดตระเวนพูดอย่างจริงใจ เขาคิดว่าข้อเสนอนี้คือข้อเสนอที่สูงแล้ว

แน่นอนความจริงเขาไม่ได้มีช่องทางอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน เขาเพียงแค่ปั้นภาพสวย พอบทว่าน้ำสงบลง เขาจะบอกสายลับให้หนีให้ไกล อย่าให้ตนต้องการปวดหัวอีก

“ข้าไม่เคยใช้ไส้ตะเกียงเลย” คำตอบจากผู้เรียกวิญญาณต่อมาทำให้ผู้ลาดตระเวนรู้สึกหวาดกลัว “เจ้ารู้เรื่องกึ่งเทพน้อยเกินไป เจ้าผู้ลาดตระเวนผู้ต่ำต้อย เจ้าไปตายซะเถอะ!”

เมื่อคำว่า “ตาย” หลุดออกจากปากของผู้เรียกวิญญาณ ไปพร้อมกับคำสาปคำหนึ่ง ถูกพัดผ่านออกมาจากพอร์ทัลวิญญาณ

เมื่อคำสาปผ่านเข้ามายังโลกที่หยางเฉินอยู่ ตามกฎของโลกนั้น คำสาปถูกลดทอนลงอย่างมาก

มันเหมือนเปลวไฟที่กำลังลุกในน้ำ เมื่อมันเกิดขึ้น มันก็กำลังจะดับลง

พลังคำสาปค่อยๆหรี่แผ่ว จนเมื่อผ่านเข้ามาในกระจก พลังของคำสาปเหลือน้อยมากแล้ว

แต่คำสาปยังคงสัมผัสติดกับผู้ลาดตระเวนคนนั้น ในพริบตา ผู้เรียกวิญญาณก็รับรู้ตำแหน่งที่ผู้ลาดตระเวนอยู่ทันที

ผู้ลาดตระเวนเองยังไม่รู้ตัวเลยว่าถูกคำสาปแล้ว

“คิดจะฆ่าข้าง่ายๆงั้นหรือ? เจ้าเล่นตลกอยู่หรือ?” น้ำเสียงผู้ลาดตระเวนเย้ยหยัน แล้วกล่าวต่อไปว่า “หรือว่าเจ้าก็ไม่ใช่กึ่งเทพหรอก แค่ใช้เครื่องมือลี้ลับบางอย่างมาสร้างข่าวให้ดูใหญ่โต?”

เมื่ออีกฝ่ายไม่ยอมละ ความสุภาพของผู้ลาดตระเวนก็หมดไป เขายอมเสียสายลับหนึ่งคนก็ได้แต่ตนเองยังปลอดภัย

จากพอร์ทัลในกระจก มีวัตถุสีดำคล้ายเครื่องพ่นโผล่บีบทะลุออกมา พร้อมเสียงฮึดฮัดไม่พอใจกล่าวว่า

“เครื่องพ่นนี้ได้รับพลังจากเทพเจ้าแห่งรัตติกาล จะทำให้เจ้าได้พรางตาต่อสภาพต้านทานของเทพแห่งรัตติกาลชั่วคราว ข้าขอดูหน่อยสิว่ากึ่งเทพคนนั้นจะดึงของอะไรออกมา เพื่อทำลายการปกป้องจากเทพแห่งรัตติกาลได้?”

ผู้ลาดตระเวนดูมั่นใจในไอเท็มที่ตนเสนอ

พอร์ทัลในอากาศหมุนแรงขึ้นและมีวัตถุอีกชิ้นถูกผลักให้เด่นขึ้นจากภายใน

หยางเฉินเห็นว่า นั่นคือธงโลหิตแบบโบราณชิ้นหนึ่ง ด้านบนเขียนด้วยอักษรโบราณสีดำสองตัวว่า “เรียกวิญญาณ”

เสียงของผู้เรียกวิญญาณดังขึ้นว่า “พกธงเรียกวิญญาณนี้ เจ้าจะได้รับพลังระดับกึ่งเทพ พลังใดก็ตาม ที่ต่ำกว่ากึ่งเทพจะไม่มีผลต่อเจ้าทั้งสิ้น”

จบบทที่ บทที่ 38 การประลองเวทระหว่างผู้มีอำนาจเบื้องหลัง

คัดลอกลิงก์แล้ว