- หน้าแรก
- เกมข้อความพิศวง
- บทที่ 24 มลทินคือปุ๋ยแห่งศรัทธา
บทที่ 24 มลทินคือปุ๋ยแห่งศรัทธา
บทที่ 24 มลทินคือปุ๋ยแห่งศรัทธา
【เผชิญหน้ากับสถานการณ์อันแสนประหลาดนี้ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน คุณกลับไร้หนทางแก้ไข คุณไม่รู้วิธีขับไล่สิ่งชั่วร้าย ไม่เช่นนั้นคุณคงจะลองทำการขับไล่สิ่งชั่วร้ายให้ม้าไปแล้ว บางทีอาจก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึง】
【เมื่อคุณดึงบังเหียนก็ยังไม่อาจทำให้ม้าหันเปลี่ยนทิศทางได้ คุณจึงเลือกปลุกซูอี้】
【คุณจึงเพิ่งเข้าใจว่าคนที่ใจใหญ่เมื่อหลับแล้ว ต่อให้ฟ้าผ่าก็ไม่สะดุ้ง คุณลองทั้งตบแก้ม จับจุดคนสลบก็ยังไม่สามารถปลุกนางได้ กลับกันกลับทำให้คุณหงุดหงิดขึ้นมาแทน คุณซึ่งเป็นคนใจร้อนเมื่อใจร้อนขึ้นมาแล้วก็มักจะมองข้ามหลายสิ่งหลายอย่าง】
【คุณสังเกตเห็นทันใดนั้น ภาพตรงหน้าปรากฏเงาซ้อน ราวกับโลกตรงหน้าของคุณไม่เคยเป็นจริงอีกต่อไป เมื่อรถม้าเข้าสู่ถนนด้านขวาที่เขียนว่าอวิ๋นหมิง คุณก็เหมือนถูกพาเข้าสู่พื้นที่ที่ไม่ใช่ความจริง】
【บางทีนี่เองอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้ความพยายามปลุกซูอี้ของคุณล้มเหลว】
【เงาซ้อนตรงหน้ายิ่งเด่นชัดขึ้น แม้แต่สีสันก็แยกออกจากกัน คุณมองเห็นขอบเงาของมือทั้งสองของตนเองล้อมด้วยเงาสีสันรุ้งหลายสี ต่อมาก็ถูกความมืดมิดกลืนกิน】
【ในทัศนียภาพ มีเพียงวัตถุใกล้ๆที่เป็นสีขาว อากาศและสิ่งของที่อยู่ไกลออกไปทั้งหมดกลับกลายเป็นสีดำสนิท ซูอี้ที่อยู่ตรงหน้าของคุณถูกความมืดปกคลุม คุณมองเห็นได้เพียงแค่มือของตนเองเท่านั้น】
【เกิดการกระแทกรุนแรงขึ้นทันใด รถม้าหยุดกะทันหันบนถนน แรงเฉื่อยทำให้คุณกลิ้งออกจากตัวรถม้า ตกลงบนถนนอันแสนมืดมิด】
【คุณชันศีรษะขึ้น สิ่งที่คุณมองเห็นในโลกนี้เหลือเพียงภาพขาวดำและทัศนวิสัยของคุณถูกจำกัดอยู่ในระยะเพียงหนึ่งเมตร ไกลกว่านั้นไม่สามารถมองเห็นได้แล้ว】
【ความสามารถของสัตว์เลี้ยงฝ้นร้ายยามรัตติกาลของคุณถูกจำกัด คุณจึงไม่สามารถสร้างการรับรู้ใดๆกับมันได้อีก สถานการณ์ตอนนี้ทำให้คุณรู้สึกสิ้นหวัง】
【นี่คือพลังของอวิ๋นหมิงอย่างนั้นเหรอ? จริงๆ แล้วตอนนี้คุณก็ยังไม่ใช่เวลาที่จะสัมผัสกับอวิ๋นหมิง คุณลูบไปที่ตราป้องกันกองคาราวานที่แขวนอยู่บนลำคอ มันยังคงให้ความรู้สึกปลอบประโลม อย่างน้อยคุณก็ยังสามารถทนรับการโจมตีได้ฟรีเก้าครั้ง】
【คุณคลานกลับไปเหมือนทารกแรกเกิด พยายามปีนกลับขึ้นรถม้าและเมื่อคุณปีนไปถึงล้อรถม้า คุณก็พบตัวต้นเหตุที่ทำให้รถม้าสั่นสะเทือนและหยุด มันคือแผ่นป้ายสีขาวแผ่นหนึ่งในทัศนียภาพ】
【คุณหยิบมันขึ้นมา บนแผ่นนั้นมีเหลี่ยมมุมนูนๆเว้าๆ คุณลูบลงบนรอยเว้าที่เรียบกว่าด้านอื่นๆเพื่อถอดความด้วยการสัมผัสผู้ลาดตระเวนหมู่บ้านน้ำศักดิ์สิทธิ์】
【นี่กลับเป็นป้ายระบุตัวตนของผู้ลาดตระเวนหมู่บ้านน้ำศักดิ์สิทธิ์ คุณสงสัยว่าทำไมตนเองถึงเก็บของสิ่งนี้ได้ที่นี่ หรือว่าผู้ลาดตระเวนหมู่บ้านน้ำศักดิ์สิทธิ์เคยมาที่นี่มาก่อน?】
【คุณเคยได้ยินมาว่าครั้งก่อนหน้าที่เกิดภัยพิบัติ เทพเจ้าแห่งรัตติกาลได้เลือกผู้ลาดตระเวนหมู่บ้านน้ำศักดิ์สิทธิ์เป็นเครื่องบูชา จึงเลื่อนภัยพิบัติออกไปได้ด้วยการสังเวย】
【และตอนนี้ป้ายระบุตัวตนของผู้ลาดตระเวนหมู่บ้านน้ำศักดิ์สิทธิ์กลับตกอยู่ที่นี่ นี่หมายความว่าเทพเจ้าแห่งรัตติกาลก็อยู่แถวนี้ด้วยใช่หรือไม่? ถนนที่ถูกระบุว่าอวิ๋นหมิงนี้ มันจะพาไปยังสถานที่ของเทพเจ้าแห่งรัตติกาลใช่ไหม?】
【บนป้ายระบุตัวตนของผู้ลาดตระเวนมีเจตจำนงอยู่หนึ่งสาย เมื่อคุณรับรู้มัน มันก็ซึมเข้าสู่สมองของคุณโดยตรง ถ่ายทอดข้อความหนึ่งให้แก่คุณ】
【เมื่อท่านพบป้ายที่ข้าทิ้งไว้ ข้าคงมิอาจไม่อยู่บนโลกใบนี้แล้ว ข้าไม่แน่ใจว่าผู้ที่ได้รับข้อความนี้เป็นผู้ลาดตระเวนหรือไม่ แต่ข้าขอร้องท่านให้ช่วยทำสิ่งหนึ่ง คือส่งต่อข้อมูลนี้ให้ผู้ลาดตระเวน】
【อย่าเชื่อพระเจ้าองค์ใดทั้งสิ้น เพราะพวกนั้นครั้งหนึ่งก็เคยเป็นมนุษย์ การคาดหวังว่ามนุษย์ผู้ละโมบว่าจะมอบความช่วยเหลืออย่างไม่เห็นแก่ตัวนั้น เป็นความเขลา】
【เทพเจ้าต้องการก็เพียงเครื่องบูชาที่ถูกแปดเปื้อน มลทินคือปุ๋ยชั้นดีในการเพาะปลูกศรัทธาและ ศรัทธานั่นแหละคือรากฐานที่แท้จริงของความแข็งแกร่งของเทพเจ้า】
【ภายใต้การล่อลวงของเทพเจ้า ข้าเปิดประตูส่งข้ามโลก จากมนุษย์ต่างโลกได้มาซึ่งเครื่องบูชาเพียงพอที่จะใช้แทนผู้ลาดตระเวน เครื่องบูชาเหล่านี้เบื้องหลังคือมนุษย์ที่ถูกทรมานบอบช้ำเต็มไปด้วยความแค้น ความกลัว ความโกรธ แม้พวกเขาจะเป็นมนุษย์ต่างโลกแต่ข้าก็ยังรู้สึกผิดบาปอย่างลึกซึ้ง】
【ความอยากของเทพเจ้าไม่มีที่สิ้นสุด ยิ่งกว่ามนุษย์ผู้ละโมบใดๆ ต่อมา ข้าผู้มือแปดเปื้อนบาปจึงได้ค้นพบว่าแท้จริงแล้วตัวข้าเองที่มือเปื้อนมลทินนี่แหละ คือเครื่องบูชาที่เทพเจ้าปรารถนามาโดยตลอด】
【ดังนั้น สุดท้ายแล้วข้าก็ยังคงต้องกลายเป็นเครื่องสังเวย ไม่ใช่เพียงแค่ข้าแต่ยังมีผู้ลาดตระเวนคนอื่นๆที่ไม่อาจหลีกหนีพ้นต่อชะตากรรมนี้ได้เช่นเดียวกัน การเป็นผู้ลาดตระเวน มีเพียงการต่อต้านเทพเจ้าเท่านั้น ถึงจะได้เงื่อนไขแห่งการรอดเพียงริบหรี่!】
ข้อความที่ผู้ลาดตระเวนหมู่บ้านน้ำศักดิ์สิทธิ์ทิ้งไว้บนป้ายโลหะ ทำให้หยางเฉินสะท้านใจอย่างรุนแรง
"เฮ้อ ไม่นึกเลยว่าเครื่องสังเวยที่ถูกแปดเปื้อนทั้งหมด กลับมาจากต่างโลก ที่ที่พูดถึงว่าเป็นต่างโลก แท้จริงแล้วคือที่แบบไหนกันแน่?”
หยางเฉินครุ่นคิด เขากลัวจริงๆว่าต่างโลกที่พวกนั้นกล่าวถึง ก็คือสถานที่ที่เขาอาศัยอยู่ในตอนนี้เอง
ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่อีกฝ่ายพูดถึงเรื่องการส่งผ่านมิติ ก็คล้ายกับเกมที่หยางเฉินกำลังเล่นอยู่ตอนนี้อย่างมาก
ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงๆ งั้นเกมนี้ก็ไม่ใช่สิ่งอื่นไกล นอกจากเป็นช่องทางนำเข้าของผู้ลาดตระเวนจากอีกฝั่งโลกนั่นเอง
“ผู้ลาดตระเวนใช้เกมอวิ๋นหมิงนี้ ในการนำเข้าเครื่องสังเวยที่ถูกแปดเปื้อนจำนวนมหาศาลจากต่างโลกอย่างนั้นเหรอ?” หยางเฉินกัดฟันแน่น ข้อมูลนี้ทำเอาเขาสั่นสะท้านไปทั่วทั้งร่าง
“ความแค้น ความกลัว ความโกรธและมลทินแห่งอารมณ์ทั้งหลาย สามารถบ่มเพาะศรัทธา ทำให้ศรัทธาเติบโตแข็งแรงและศรัทธานั่นเองคือรากฐานที่แท้จริงของพลังเทพเจ้า เทพเจ้าล่อลวงผู้ลาดตระเวน ให้พวกเขาอาศัยเกมยูหมิง เก็บเกี่ยวเครื่องสังเวยที่ถูกแปดเปื้อนจากต่างโลก ก่อเกิดเป็นห่วงโซ่หนึ่งเส้น”
“และเมื่อผู้ลาดตระเวนค้นพบว่ายิ่งตนช่วยเทพเจ้าสะสมเครื่องสังเวยมากเท่าใด มือตนเองก็ยิ่งเปรอะเปื้อนมลทินมากขึ้นเท่านั้น ความจริงแล้ว อีกด้านหนึ่ง เทพเจ้าก็กำลังทําให้ผู้ลาดตระเวนแปดเปื้อนไปพร้อมกัน ใช้ผู้ลาดตระเวนเป็นปุ๋ยเลิศรส คอยบ่มเพาะเอาไว้!”
ได้รับข้อมูลเพียงพอแล้ว ร่างกายของหยางเฉินก็ขนลุกชันไปทั่วทั้งตัว รู้สึกสยดสยองถึงขั้วหัวใจ ตอนนี้เขาพอจะเข้าใจแล้วว่าภายใต้ผืนน้ำลึกนั้นมีห่วงโซ่เชื่อมโยงใดซ่อนอยู่
เพียงแต่ว่าตอนนี้ยังไม่อาจแน่ใจได้ว่าห่วงโซ่เส้นนี้ปลายสุดเชื่อมโยงมาถึงโลกที่หยางเฉินอาศัยอยู่หรือไม่ หากมันเชื่อมมาถึงจริงๆเช่นนั้นโลกที่เขาอยู่ก็ไม่ต่างอะไรกับคลังอาหารของอวิ๋นหมิงเลย
นึกภาพออกได้ว่าเขาเองก็อาจเป็นเพียงสัตว์เลี้ยงที่ถูกอวิ๋นหมิงกักขังไว้ รอวันที่คมมีดสังหารแห่งบาปจะฟันลงมาได้ทุกเมื่อ
เวลานี้ หยางเฉินรู้สึกน่าละอายต่อความคิดบางอย่างที่ตนเคยมี แต่ก่อนเขากลับคิดอย่างไร้เดียงสาว่าจะอาศัยเกมอวิ๋นหมิงนี้เป็นบันไดไปสู่ความรุ่งโรจน์ เดินไปถึงจุดสูงสุดของชีวิต
ความคิดนั้นในตอนนี้ดูเป็นความคิดที่ชั่วร้ายชะมัด หากเขาพึ่งพาอวิ๋นหมิงเพื่อก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดได้จริง สิ่งที่เขามีทั้งหมดก็จะเต็มไปด้วยบาปเช่นกัน
นั่นไม่ใช่ทางเลือกที่เขาควรก้าวเดินเลย
“ดังนั้น เส้นทางที่ถูกต้องก็ได้วางอยู่ตรงหน้าฉันอย่างชัดเจนแล้วสินะ ฉันจำเป็นต้องยืนหยัดต่อต้านเทพเจ้าอย่างนั้นเหรอ?”
“ฮึ่ก!” หยางเฉินพ่นลมหายใจออกมาแรงๆ “การเป็นศัตรูกับเทพเจ้า ไม่ต่างอะไรกับการหาหนทางตายเอง แต่ถึงอย่างนั้น อย่างน้อยต่อจากนี้ไป ฉันก็ไม่จำเป็นต้องโง่เง่าทำตามคำสั่งของเทพเจ้าโดยไม่คิด ฉันควรมีแผนการเป็นของตนเองสักที”
หยางเฉินรู้สึกกดดันมหาศาลแต่เมื่อคิดลึกๆ แล้วก็ไม่ได้กดดันมากถึงขนาดนั้น
“เทพเจ้าที่มอบคำสาปรัตติกาลให้ผู้ลาดตระเวน ก็ถูกสิ่งมีชีวิตผู้ยิ่งใหญ่และไม่อาจเอ่ยนามปิดผนึกไว้แล้ว แม้มันจะไม่อาจขวางกั้นเทพเจ้าแห่งรัตติกาลในการควบคุมผู้ลาดตระเวนได้ แต่เทพเจ้าแห่งรัตติกาลก็ยังสามารถฆ่าผู้ลาดตระเวนได้ทุกเมื่อ แต่ในเวลาเดียวกัน สิ่งนี้ก็แสดงให้เห็นว่าโลกนี้มีพลังต่อต้านเทพเจ้าดำรงอยู่และพลังนั้นแข็งแกร่งถึงขนาดผนึกเทพเจ้าแห่งรัตติกาลได้!”
“บางทีในอนาคต ผู้ลาดตระเวนอาจมีโอกาสได้ติดต่อกับสิ่งมีชีวิตผู้ยิ่งใหญ่และไม่อาจเอ่ยนามนั้น อาศัยพลังของเขา หลุดพ้นจากการควบคุมของเทพเจ้าแห่งรัตติกาลโดยสิ้นเชิง”
“แม้ผู้ลาดตระเวนที่ฉันใช้จะไม่มีสายสัมพันธ์ใดกับฉันเลยก็ตาม แต่ฉันก็ไม่อาจทนเห็นเขาถูกเทพเจ้าหลอกลวงและควบคุม สุดท้ายถูกเทพเจ้าใช้เสร็จแล้วก็โยนทิ้ง กลายเป็นอาหารบนโต๊ะ”
“ในตอนนี้ ผู้ลาดตระเวนของฉันยังไม่ได้ส่งสัญญาณให้ฉันหาเครื่องสังเวยให้เขา นั่นอาจเป็นเพราะผู้ลาดตระเวนคนนี้สูญเสียความทรงจำ หรือไม่ก็อาจจะเป็นเพราะจิตใจของเขาแท้จริงแล้วไม่ได้เป็นคนชั่วร้าย เล่ยจื่อเป็นคนใจร้อน คนแบบนี้โดยมากก็ไม่เลวร้ายเกินไปนัก ฉันควรเชื่อใจเขาไปก่อน”
หยางเฉินยืนยันท่าทีของตนเองแล้วว่าเขาควรจะทำเช่นไรต่อ
ตอนนี้เขาก็เข้าใจชัดเจนในใจแล้ว