เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 6 - หมากสะเทือนฉางอัน ก้าวที่หก ลวงหมาก

บทที่ 6 - หมากสะเทือนฉางอัน ก้าวที่หก ลวงหมาก

บทที่ 6 - หมากสะเทือนฉางอัน ก้าวที่หก ลวงหมาก


☀☀☀☀☀

ในขณะเดียวกับที่ตี๋เหรินเจี๋ยกำลังมุ่งหน้าไปยังเขตฉางเล่อ อี้ซิงเพิ่งกลับมาถึงเรือนเล็ก ก็เห็นหมิงซื่ออิ๋นยืนอยู่หน้าหน้าต่าง ทอดมองแสงจันทร์สีแก้วผลึกที่สาดส่องไปทั่วทั้งนครฉางอัน

จ้องมองไปยังหอคอยที่ครึกครื้นรุ่งเรือง สว่างไสวไปด้วยแสงสีเสียงแห่งราตรีที่อยู่ไกลออกไป สีหน้าเจือไปด้วยความรู้สึกห่างเหินที่อี้ซิงไม่คุ้นเคย

หมิงซื่ออิ๋นไม่ได้หันกลับมา ก็ได้ยินเสียงผีผาดังขึ้น หยางอวี้หวนอุ้มผีผาในอ้อมแขน ค่อยๆ ร่อนลงมายืนข้างกายอี้ซิง ทันใดนั้นร่มบุปผาคันหนึ่งก็ลอยมา พลันมีมือข้างหนึ่งยื่นออกมารับร่มไว้ ผิวร่มยกขึ้นเล็กน้อย เผยให้เห็นใบหน้าที่เปี่ยมเล่ห์กลของกงซุนหลี

จากนั้นก็เป็นเสียงลมดังขึ้นอย่างรวดเร็ว เผยฉินหู่ราวกับก้อนหินก้อนหนึ่งหล่นกระแทกลงมา...

หมิงซื่ออิ๋นถึงได้ค่อยๆ หันกลับมา มองดูสมาชิกทั้งสี่ของเหยาเทียน

"ตี๋เหรินเจี๋ยไปพบอาหลีแล้ว ถามนางเรื่องที่ใช้ 'จันทราหวนคืนสู่ยอดผา' ในคืนนั้น อีกทั้งเขาอาจจะเริ่มสงสัย 'เงา' แล้ว สองสามวันนี้หากข้าไม่อนุญาต! พวกเจ้าห้ามติดต่อกับ 'เงา' โดยพลการ! อาหลี สองสามวันนี้เจ้าอย่าเพิ่งเคลื่อนไหว" หมิงซื่ออิ๋นกล่าวเรียบๆ

"ขอรับ!" / "เจ้าค่ะ!" อี้ซิงและกงซุนหลีพยักหน้ารับคำก่อน

"ตี๋เหรินเจี๋ยไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่รับมือง่าย ภารกิจในช่วงสองสามวันนี้ พวกเจ้าทำไปถึงไหนแล้ว?"

อี้ซิงเอ่ยปากก่อน "ข่าวกรองของเกาเยว่ซิ่วเช่อไม่มีปัญหาใดๆ ข้าปิดบังตัวตนใช้หมากกระดานที่เหลืออยู่ไปทดสอบเขา ก็ปลุกสัญชาตญาณรักหมากของเขาขึ้นมาได้อย่างง่ายดาย..."

เผยม่านหู่ลูบศีรษะที่เต็มไปด้วยขนนุ่มของตน ยิ้มกล่าว "จากนั้นก็ให้ข้าออกหน้าไปพูดกระตุ้นสองสามคำ เตือนเขาว่าในฉางอันมียอดฝีมือหมากกระดานอยู่ตามที่ต่างๆ เขาก็มุ่งตรงไปยังเขตผิงคังทันที!"

กงซุนหลีก็วางร่มบุปผาในมือลง ดวงตาเผยแววฉลาดหลักแหลมที่ยากจะบรรยาย "ข้าซ่อนตัวอยู่ข้างๆ ใช้ความสัมพันธ์ของเหล่าพี่สาว ช่วยกระจายข่าวเรื่องที่เขาชนะขาดลอยหลายครั้งออกไปอย่างรวดเร็ว ยังจงใจแต่งเรื่องราวขึ้นมาสองสามเรื่อง ทำให้ทุกคนยิ่งไม่พอใจ ตอนนี้เรื่องของนักหมากฝูซางดังไปทั่วฉางอันแล้ว..."

"วันนี้ พอเรื่องที่นักหมากฝูซางเอาชนะยอดฝีมือราชสำนักทั้งสามแพร่สะพัดออกไปอีก จะต้องกลายเป็นเรื่องใหญ่โตครึกโครมอย่างแน่นอน ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ไปทั่วทั้งเมือง!"

หยางอวี้หวนดีดสายผีผาสองสามครั้ง กล่าวเสียงเบา "ข้าใช้เสียงพิณควบคุมรองทูตอีกคนหนึ่งของคณะทูตไว้แล้ว พรุ่งนี้เมื่อเข้าเฝ้า เขาจะพูดในสิ่งที่ไม่ควรพูดออกมา!"

"ดีมาก!"

หมิงซื่ออิ๋นเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย แสงจันทร์สาดส่องต้องใบหน้าเขา ทำให้ใบหน้าครึ่งหนึ่งของเขาสะท้อนแสงสีหยกเรืองรอง แต่อีกครึ่งหนึ่งกลับจมอยู่ในเงามืด

"การวางแผนของอี้ซิงสำเร็จงดงาม หลังจากที่สูบพลังใจของยอดฝีมือราชสำนักทั้งสามจนหมดสิ้น นักหมากฝูซางก็เอาชนะไปได้อย่างขาดลอยจริงๆ! แต่เท่านี้ยังไม่พอ พรุ่งนี้จักรพรรดินีให้เจ้าไปรับมือองค์ชายฝูซางผู้นั้น แต่เวลายังไม่ถูกต้อง หากต้องการให้แผนการดำเนินไปอย่างราบรื่น พวกเราต้องยืดกระดานนี้ออกไปจนถึงสี่วันให้หลัง ขณะเดียวกันก็ต้องทำให้การประลองครั้งนี้เป็นที่จับตามองมากยิ่งขึ้น!" หมิงซื่ออิ๋นกล่าวอย่างสงบ

"ดังนั้น ข้าจึงให้พี่อวี้หวนไปโน้มน้าวรองทูตของคณะทูตฝูซาง ขยายความมืดในใจของเขาออกมา!"

"ทุกคนวางใจได้เลย! ข้าจะต้องไปเอาแผนผังกลไกลับของฉางอันมาให้ได้สำเร็จ ค้นหาทางลับของศาลต้าหลี่ ช่วยอาหลีขโมยข่าวกรองออกมา พิสูจน์ความบริสุทธิ์ของกองทัพพิทักษ์กำแพงเมืองและท่านแม่ทัพซูเลี่ยให้ได้!"

หูทั้งสองข้างของเผยฉินหู่สั่นไหวสองสามครั้งราวกับแมวตัวใหญ่ กำหมัดแน่นกล่าว

กงซุนหลีที่อยู่ข้างๆ เม้มปากเล็กน้อย ถลึงตาใส่เขาหนึ่งที กอดร่มบุปผาโต้แย้ง "ท่านอาจารย์ ทำไมต้องให้เจ้าเสือไปทำภารกิจนี้ด้วย เขาซุ่มซ่ามจะตาย ให้เขาไปขโมยแผนผังกลไลับของฉางอัน อาจจะทำเสียเรื่องได้! มอบภารกิจนี้ให้อาหลีเถอะเจ้าค่ะ! รับรองไม่พลาดแน่นอน!"

หมิงซื่ออิ๋นหันขวับกลับมา หันหลังให้พวกเขา "อาหลี ตอนนั้นเจ้ามีภารกิจอื่น..."

"อ๋า!" กงซุนหลีหูลู่ตกลงอย่างผิดหวัง

อี้ซิงอ้าปากทำท่าจะพูด แต่ก็หยุดไป เมื่อเห็นหมิงซื่ออิ๋นจัดแจงทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว กำลังจะหันกายจากไป เขาถึงได้เอ่ยปาก "ท่านอาจารย์ ตี๋เหรินเจี๋ยเข้าใกล้อาหลีแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นยังสงสัยมาถึงข้า สถานการณ์ของ 'เงา' ก็ยิ่งอันตรายมากขึ้น! ในเมื่อแผนการดำเนินมาถึงขั้นนี้แล้ว จะให้ 'เงา' หยุดเคลื่อนไหว..."

หมิงซื่ออิ๋นห้ามคำพูดต่อจากนั้นของอี้ซิง ให้คนอื่นๆ ของเหยาเทียนแยกย้ายกันไป เหลือเพียงอี้ซิงไว้ตามลำพัง

ในตอนนี้ดวงจันทร์ถูกเมฆบดบัง เรือนเล็กจมอยู่ในความมืดมิด หมิงซื่ออิ๋นมองดูลูกศิษย์ที่ตนเองให้ความสำคัญที่สุด กล่าวเสียงเบา "แผนการของเจ้าดีมาก สำหรับกระดานหมาก เจ้าควบคุมมันได้ดียิ่งขึ้นเรื่อยๆ! แต่มีอยู่จุดหนึ่งที่เจ้าทำให้ข้าผิดหวังเล็กน้อย!"

อี้ซิงก้มหน้าลงเล็กน้อย "เป็นศิษย์ไร้ความสามารถ มิอาจทำให้ท่านอาจารย์ภูมิใจได้"

"นี่ไม่เกี่ยวกับความสามารถ..." หมิงซื่ออิ๋นจ้องมองเขา "เจ้าใจอ่อนเกินไป!"

"เมื่อมองเห็นกระดานหมากทะลุปรุโปร่ง ก็ควรจะคำนวณคุณค่าของเม็ดหมากทุกเม็ดได้อย่างชัดเจน หากผู้วางแผนมิอาจตัดใจทิ้งเม็ดหมากที่ไร้ประโยชน์ไปได้ ผู้นั้นย่อมต้องพ่ายแพ้!"

"เหอะๆ... แม้แต่ข้าเองก็ยังมิอาจทำได้อย่างสมบูรณ์..."

หมิงซื่ออิ๋นมองดูมือขวาของตน ห้านิ้วงองุ้ม ค่อยๆ กำเข้าหากันเป็นหมัด "มิอาจตัดใจทิ้งได้... ความรู้สึกที่ไร้ประโยชน์และอ่อนแอนี้!"

"ดังนั้น ข้าจึงหวังว่าเจ้าจะทำได้ดีกว่าข้า!"

อี้ซิงก้มหน้าลง "ข้าจะทำให้ท่านอาจารย์ภูมิใจ... แต่ว่า 'เงา'!"

"ในเมื่อเจ้ารู้ว่าเขาคือ 'เงา' ก็ควรจะเข้าใจว่า ทันทีที่เขาปรากฏตัวในที่สว่าง ความหมายทั้งหมดในการดำรงอยู่ของเขา ก็จะสลายไปทันที!"

หมิงซื่ออิ๋นกล่าวเรียบๆ "ดูท่าเจ้ายังจำหลายสิ่งที่เขาสอนเจ้าได้ บางสิ่ง เขาสอนได้ดีมากจริงๆ แต่ข้าไม่หวังว่าเจ้าจะเรียนรู้ความอ่อนแอของเขามาด้วย!"

ในใจของอี้ซิงปรากฏภาพชายผู้ที่มักจะหัวเราะอย่างสดใส จะลูบหัวของตน และแย่งกับหมิงซื่ออิ๋นเพื่อที่จะเป็นอาจารย์ของตน

"เจ้าเป็นคน ไม่ใช่เครื่องจักรเดินหมาก" 'เงา' ที่แพ้หมาก เอื้อมมือไปกวนกระดานหมากจนเละ กล่าวอย่างจริงจัง "อี้ซิง เจ้ารู้หรือไม่ว่าในหมากของเจ้าขาดอะไรไปมากที่สุด? เจ้าเป็นแบบนี้ เป็นยอดฝีมือราชสำนักไม่ได้หรอกนะ!"

ตนเองในวัยเยาว์ไม่ยอมรับ...

"คือเล่ห์เหลี่ยมกลอุบายของผู้คน... กลับไปทำการบ้านวิชากลไกที่ข้าสั่งไว้ เพิ่มขึ้นอีกสิบเท่า!" 'เงา' ลุกขึ้นยืน หัวเราะเสียงดังใส่ตนเองที่กำลังโกรธจนตัวสั่น "ฮ่าฮ่า... แบบนี้สิถึงจะน่าสนใจ! ไม่อย่างนั้นข้าก็นึกว่าเจ้าเป็นหุ่นกลไกที่ทำหน้าเย็นชาอยู่เรื่อย! ซิงน้อยตอนโกรธนี่น่ารักจริงๆ!"

"ถือซะว่านี่เป็นบทเรียนหนึ่งที่ข้าสอนเจ้าก็แล้วกัน!"

'เงา' ยิ้มกล่าว "เจ้ากำลังเดินในทางที่แคบเกินไป! หมากกระดานน่ะ! ไม่จำเป็นต้องมีไว้เพื่อชัยชนะเพียงอย่างเดียว ในนั้นยังมีเล่ห์เหลี่ยมของผู้คน ยังมีการเสพสุข ยังมีมิตรภาพ สิ่งที่อยู่นอกกระดานหมาก สำคัญกว่าสิ่งที่อยู่ในกระดานหมากเสียอีก! ไม่อย่างนั้นถ้าเจ้าได้เป็นยอดฝีมือราชสำนักแล้ว เจ้ายังคิดจะเอาชนะฝ่าบาทสักเก้าแต้มสิบแต้มหรือ? ข้าได้ยินมาว่า ฝ่าบาทของพวกเราน่ะ เป็นจอมห่วยหมากเลยนะ..."

"หากการเป็นยอดฝีมือราชสำนัก จะต้องเดินหมากอย่างเสแสร้ง ถ้าอย่างนั้นข้าก็ขอไม่เป็นดีกว่า!" อี้ซิงกล่าวอย่างดื้อรั้น ราวกับมีบางสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์ในใจถูกลบหลู่

'เงา' ยิ้มเล็กน้อย "เจ้าก็เหมือนข้าในตอนนั้น ล้วนมองบางสิ่งบางอย่างสำคัญยิ่งกว่าชีวิตของตนเอง ข้าเคยคิดว่าวิชากลไกเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่... มีเพียงการสูญเสียบางสิ่งไปเท่านั้น เจ้าถึงจะเข้าใจ..."

"ย่อมต้องมีบางสิ่ง ที่จะเพิ่มความหมายที่เหนือกว่าทุกสิ่งให้กับชีวิตของเจ้า!"

"เมื่อชีวิตของเจ้ากลายเป็นศูนย์รวมของความหมายเหล่านั้นทั้งหมดแล้ว กลไก หมากล้อม ก็มิอาจอยู่เหนือพวกมันได้อีกต่อไป!"

"นี่ไม่ใช่การไม่ศรัทธาอีกต่อไป แต่เป็น... เจ้าเติบโตขึ้นแล้ว!"

"แพ้ชนะ ไม่ใช่ทุกสิ่งของหมากล้อม หมากล้อม ยิ่งไม่ใช่ทุกสิ่งของเจ้า..."

'เงา' อดกล่าวไม่ได้ "อาหลีก็น่ารักขนาดนั้น อวี้หวนก็งดงามปานนั้น เหตุใดเจ้าถึงเอาแต่คิดจะเล่นหมากกระดาน? อย่าเพิ่งไม่พอใจ... ในเมื่อเจ้าคิดว่าหมากล้อมสำคัญมาก ถ้าอย่างนั้นข้าถามเจ้า หมากล้อมสำคัญ หรือว่า 'หมิง' (หมิงซื่ออิ๋น) สำคัญกว่า?"

อี้ซิงถึงกับตอบไม่ถูกไปชั่วขณะ 'เงา' ก้มตัวลง ลูบหัวเขายิ้มเบาๆ "ในชีวิตของเจ้า คนที่สำคัญจะมีมากขึ้นเรื่อยๆ"

รอยยิ้มของ 'เงา' ค่อยๆ เลือนหายไป อี้ซิงรู้สึกมาตลอดว่าเบื้องหลังรอยยิ้มที่แสนอิสระของเขา กลับกำลังแบกรับแรงกดดันบางอย่างที่ทำให้คนหายใจไม่ออกเอาไว้ บางที... เบื้องหลังรอยยิ้มของ 'เงา' อาจซ่อนบางสิ่งที่โหดร้ายยิ่งกว่าอดีตของตนเองไว้

แต่เขาก็ยังคงสอนให้ตนเองรักในการใช้ชีวิต รักในพวกพ้อง

"แพ้ชนะไม่ใช่ทุกสิ่งของหมากล้อม หมากล้อมไม่ใช่ทุกสิ่งของเจ้า..."

นี่คือคำสอนของ 'เงา'

"หากปราศจากแพ้ชนะ จักรวาลในกระดานหมากก็ไร้ซึ่งความหมาย หากปราศจากชัยชนะ เช่นนั้นทุกสิ่งที่เราหวงแหน ก็จะไร้ซึ่งความหมาย..."

นี่คือคำสั่งสอนและความคาดหวังของท่านอาจารย์...

เขาเคยคิดว่าสามารถก้าวเดินไปตามเส้นทางที่ท่านอาจารย์ชี้แนะได้อย่างแน่วแน่ แต่ในวินาทีนี้ เขาถึงได้เข้าใจว่า แท้จริงแล้วสิ่งที่ 'เงา' บอกกับเขา มันได้ประทับรอยตราไว้ในใจเขาเสียแล้ว

อาหลี พี่อวี้หวน 'เงา' หรือแม้กระทั่งเจ้าเสือที่ซุ่มซ่ามตัวนั้น ก็ล้วนเป็นคนที่เขาเห็นว่าเป็นดั่งครอบครัวไปแล้ว!

และนี่ก็คือบทเรียนที่ท่านอาจารย์ไม่ได้สอน...

หากปราศจากชัยชนะ ทุกสิ่งที่ตนเองหวงแหนก็จะไร้ซึ่งความหมาย... แต่หากปราศจากสิ่งที่หวงแหน ชัยชนะก็ไร้ซึ่งความหมายเช่นกันมิใช่หรือ?

หรือว่า ชัยชนะ ไม่ใช่เพื่อปกป้องสิ่งล้ำค่าของตนเองหรอกหรือ?

'เงา'... ก็คือคนที่ตนเองหวงแหนเช่นกัน!

ในวินาทีนี้ อี้ซิงถึงได้ตระหนักว่า คำตอบที่ท่านอาจารย์ต้องการนั้น มันยากเย็นที่จะเอ่ยปากเพียงใด เขาใช้เสียงที่แหบแห้งที่สุด หรือถึงขั้นเป็นเสียงที่ทำให้ตนเองตกใจเมื่อเอ่ยออกมา กล่าวเสียงเบา "ท่านอาจารย์ อี้ซิงทำได้ดีกว่านี้ได้... สามารถ..."

"ถ้าเช่นนั้นก็จงไปทำซะ!"

หมิงซื่ออิ๋นไม่ฟังต่อ สะบัดแขนเสื้อ เดินหายเข้าไปในความมืดมิด ไม่หันกลับมาอีก!

ทิ้งไว้เพียงอี้ซิงที่ยืนนิ่งตะลึงอยู่กับที่...

............

"หากบนโลกนี้มีห้องปิดตายอยู่จริง ถ้าอย่างนั้นหอเก็บเอกสารลับของศาลต้าหลี่ ก็คือห้องปิดตายที่มีการป้องกันแน่นหนาที่สุด!"

ตี๋เหรินเจี๋ยใช้นิ้วแตะอยู่ที่ริมฝีปากล่าง กลับมายังหอเก็บเอกสารลับพร้อมกับสั่วหยวนหลี่และหยวนฟาง ยืนอยู่เบื้องหน้าดอกบุปผาพันล้านซ้อนกลีบสีทองขนาดมหึมานั้น หลี่หยวนฟางอ้าปากค้างอย่างไม่รักษาภาพพจน์ ร้องอุทาน "สุด สุดยอด!"

สั่วหยวนหลี่จิบสุราจากขวดแบนในมือ กล่าวอย่างดูแคลน "ถ้าอย่างนั้นห้องปิดตายที่ป้องกันแน่นหนาที่สุดในโลกนี้ ก็เลยถูกคนเข้ามาเดินเล่นจนทั่ว? ยังต้องให้พวกเรามาสืบหาผู้บุกรุก!"

ตี๋เหรินเจี๋ยไม่ได้ปฏิเสธ เพียงหันกลับมากล่าวอย่างจริงจัง "คู่ต่อสู้ของพวกเราไม่ใช่คนธรรมดา!"

เขากวาดตามองผนังทองแดงกำแพงเหล็กที่หลอมขึ้นจากทองแดง ปิดทึบทั้งสี่ด้านนี้ แม้แต่หน้าต่างที่แกะสลักลวดลายไว้ ก็เป็นเพียงของประดับเท่านั้น ไม่สามารถเปิดออกได้ ที่นี่คือตำหนักทองแดงขนาดมหึมาที่ปิดตายห้องหนึ่ง

เสียงของเขาก้องกังวานอยู่ในตำหนัก "ในการออกแบบหอเหล็กนี้ตั้งแต่ต้น ก็ได้คำนึงถึงการเก็บรักษาแฟ้มข้อมูลข่าวกรองไว้แล้ว ภัยคุกคามที่ข่าวกรองทั้งหมดหวาดกลัวที่สุดมีเพียงสามอย่าง..."

หลี่หยวนฟางยกมือขึ้น "ข้ารู้! คือไส้ศึก คนทรยศ และสายลับ!"

ตี๋เหรินเจี๋ยหันกลับมามองเขาอย่างเย็นชา หูใหญ่ๆ ของหยวนฟางพลันลู่ตกลง ไม่กล้าพูดมากอีก

ตี๋เหรินเจี๋ยชูสามนิ้วขึ้น "คือป้องกันไฟ ป้องกันโจร และป้องกันแมลงและหนู ดังนั้นหอด้านในที่เก็บข่าวกรองของหอเก็บเอกสารลับจึงถูกสร้างไว้ที่สามชั้นบน ใต้ฝ่าเท้าคือหอด้านนอกที่เหล่าสายลับและขุนนางของศาลต้าหลี่ใช้ตรวจสอบข่าวกรอง ถัดลงไปอีกชั้นคือหอเลขานุการ ที่ใช้รวบรวมและวิเคราะห์ข่าวกรองที่สายลับจากทั่วทุกสารทิศรายงานกลับมา"

"หอด้านในตั้งอยู่ที่สูงสามชั้น ทั้งแห้งและระบายอากาศได้ดี เหมาะที่สุดสำหรับการเก็บรักษาตำราและม้วนบันทึก ขณะเดียวกันทางเข้าออกเพียงสองทาง ทางหนึ่งตั้งอยู่ที่จุดที่เด่นชัดที่สุดของหอด้านนอก อีกทางหนึ่งทอดไปยังหอเลขานุการ ยิ่งอยู่ภายใต้สายตาของเหล่าสายลับที่ทำงานล่วงเวลานับไม่ถ้วน!"

"ในวันนั้นข้าก็อยู่ที่หอด้านนอกชั้นนั้น ทางเข้าในหอเลขานุการ ก็ไม่มีผู้ใดเห็นว่าเคยเปิดออก!"

"ส่วนประตูใหญ่ที่คนร้ายใช้หลบหนี กลับเปิดได้จากภายในเท่านั้น เพื่อความสะดวกในการโยกย้ายข่าวกรองในยามฉุกเฉิน"

หูใหญ่ๆ ของหยวนฟางสั่นไหว กล่าวอย่างตื่นเต้น "ถ้าอย่างนั้นนี่ก็คือห้องปิดตายที่ป้องกันแน่นหนา ไร้ช่องโหว่น่ะสิ!"

"ห้องปิดตายมักจะถูกทำลายจากภายใน เป็นลุงฝูที่เปิดประตูใหญ่จากด้านใน จากนั้นก็แกล้งทำเป็นถูกวางยาจนสลบไป!" หยวนฟางกำหมัดเล็กๆ ใบหน้าเล็กจิ๋ววิเคราะห์อย่างเคร่งเครียด

"แม้ว่าเจ้ากรมศาลต้าหลี่จะมีเหตุผลที่จะสงสัยทุกคน แต่ข้าก็ยังยินดีที่จะเชื่อมั่นในตัวลุงฝู... แน่นอน ว่าก็ได้เริ่มการสืบสวนเขาแล้วเช่นกัน เพื่อหลีกเลี่ยงอคติส่วนตัวของข้า จะให้รองเจ้ากรมศาลต้าหลี่อีกคนหนึ่งเป็นผู้รับผิดชอบ!"

"ช่องระบายอากาศ!"

สั่วหยวนหลี่จิบสุราไปอึกหนึ่ง ชูนิ้วขึ้นหนึ่งนิ้ว "เมื่อครู่เจ้าก็พูดแล้ว! ภายในหอด้านในทั้งแห้งและระบายอากาศได้ดี และที่นี่ก็ไม่มีกลิ่นอับชื้นแม้แต่น้อย แสดงว่าการระบายอากาศดีเยี่ยม ควรจะมีการติดตั้งช่องระบายอากาศไว้ไม่น้อยเลย"

"ช่องระบายอากาศคับแคบอย่างยิ่ง ต่อให้เป็นเด็กที่ผอมแห้งก็ยังปีนเข้ามาไม่ได้ ห้องปิดตายเช่นนี้ ทำให้ข้านึกถึงคดีเก่าคดีหนึ่ง..." สั่วหยวนหลี่มองตี๋เหรินเจี๋ย

ตี๋เหรินเจี๋ยเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย "หยวนหลี่ เจ้ายังจำได้จริงๆ ด้วย..."

"เจ้ากับข้ารู้จักกันก็เพราะคดีนี้ ข้าจะลืมได้อย่างไร?"

หลี่หยวนฟางที่อยู่ข้างๆ ฟังอย่างงุนงง แต่กลับเห็นคนทั้งสองสบตากันยิ้ม กล่าวออกมาพร้อมกัน "คดีฆาตกรรมนางระบำในห้องปิดตายเขตผิงคัง!"

แววตาของตี๋เหรินเจี๋ยลึกล้ำ ยืนอยู่ในแสงสว่างที่สาดส่องมาจากตะเกียงข้างๆ มองดูสั่วหยวนหลี่ที่ถูกเงาทอดทับร่าง ยืนอยู่ครึ่งหนึ่งในความมืด ครึ่งหนึ่งในแสงสว่าง!

เขายิ้มกล่าว "ปรมาจารย์ด้านกลไกชื่อดังของเขตผิงคังถูกฆาตกรรม นางระบำกลไกที่ปรมาจารย์สร้างขึ้น งดงามล่มเมือง เรียกได้ว่าไร้ผู้ใดเปรียบ แต่กลับมีเรื่องน่าเศร้าอยู่อย่างหนึ่ง คือภรรยาของเขาเสียชีวิตไปก่อนวัยอันควร..."

"ดังนั้นทุกครั้งที่ถึงวันครบรอบวันตายของภรรยา เขาจะมายังหอสุ่ยเก๋อ (หอเหนือน้ำ) ริมแม่น้ำชวีเจียงเพียงลำพัง นั่งมองนางระบำกลไกที่ตนเองสร้างเลียนแบบรูปลักษณ์ของภรรยาร่ายรำ ที่นั่นเป็นสถานที่ที่สี่ด้านล้อมรอบด้วยน้ำ สงบท่ามกลางความวุ่นวาย จากหอนางโลมข้างๆ เหล่านางระบำและนักท่องเที่ยวนับไม่ถ้วนล้วนมองเห็นห้องเล็กๆ ที่สร้างอยู่บนแม่น้ำชวีเจียงนี้ได้อย่างชัดเจน เห็นเงาของปรมาจารย์ทอดทับอยู่บนหน้าต่าง และเส้นทางเพียงสายเดียวที่ทอดไปยังหอสุ่ยเก๋อ ก็อยู่ภายใต้การเฝ้ามองขององครักษ์หลายคน แต่ในคืนนั้น ปรมาจารย์กลับถูกพบว่าถูกฆาตกรรมในหอสุ่ยเก๋อ!"

"สิ่งที่ทำให้ข้าสับสนในคดีนี้อย่างแท้จริง กลับเป็นจดหมายลาตายที่ปรมาจารย์เขียนไว้ด้วยเลือด!" ตี๋เหรินเจี๋ยหวนนึกถึงสิ่งที่ตนเองได้เห็นในวันนั้น ถึงกับยังมีความสะเทือนใจอยู่บ้าง

"แม้บาดแผลจะฉกรรจ์ แต่ก็ไม่ได้ทำให้ปรมาจารย์สิ้นใจในทันที มีดทำปลาดิบเล่มเล็กๆ เล่มหนึ่ง ปักคาอยู่ที่ท้องของปรมาจารย์ เขายังมีเวลาพอที่จะร้องขอความช่วยเหลือ หรือแม้แต่มีเวลาที่จะทิ้งเบาะแสไว้ แต่ปรมาจารย์กลับเลือกที่จะจุ่มเลือดเขียนจดหมายลาตายฉบับหนึ่ง อ้างว่าเพราะคิดถึงภรรยาที่จากไป เศร้าโศกจนมิอาจห้ามใจได้ จึงได้ปลิดชีพตนเอง!"

"ไหวอิงในตอนนั้นเพิ่งได้รับการแต่งตั้งจากจักรพรรดินีให้เป็นรองเจ้ากรมศาลต้าหลี่ เพราะอายุยังน้อย จึงเป็นช่วงที่ขุนนางในศาลต้าหลี่ไม่ค่อยให้ความเชื่อถือนัก และปรมาจารย์ก็เป็นที่เคารพนับถืออย่างสูง ยิ่งเป็นผู้ที่บรรลุวิชากลไกในระดับสูงสุดของฉางอัน ครอบครองวิชากลไกที่ล้ำลึกอย่างยิ่งยวดอยู่มากมาย"

"ดังนั้นจักรพรรดินีจึงมีรับสั่งให้สืบสวนอย่างเข้มงวด" สั่วหยวนหลี่เล่าเรื่องราวในอดีตให้ฟังอย่างไม่รีบร้อน

"ในขณะที่ทุกคนในศาลต้าหลี่ล้วนเห็นว่าคดีนี้ไม่มีข้อพิรุธใดๆ ก็ยังมีตี๋น้อย (พี่ตี๋) ที่มองจากวิธีการกำมีดและตำแหน่งของบาดแผล ตัดสินว่าปรมาจารย์ไม่มีทางที่จะแทงตนเองจนเสียชีวิตจากตำแหน่งนี้ได้ จดหมายลาตายฉบับนั้น แม้จะเป็นลายมือของปรมาจารย์เขียนเอง แต่ปรมาจารย์กลับไม่ได้ฆ่าตัวตาย แต่เป็นการฆาตกรรม!"

ตี๋เหรินเจี๋ยกลับส่ายหน้ายิ้ม "ในตอนนั้นข้าเห็นว่า การที่จะทำให้ปรมาจารย์ยอมสละชีวิตถึงเพียงนี้ เพื่อปกปิดให้ฆาตกร จะต้องเป็นคนที่สนิทสนมอย่างยิ่งยวด จึงได้เตรียมที่จะเริ่มสืบจากคนข้างกายของปรมาจารย์!"

"แต่คนเหล่านั้นไม่ว่าจะมีหลักฐานพิสูจน์ที่อยู่หรือไม่ ก็ล้วนไม่น่าจะมีความสามารถในการไขห้องปิดตายได้ ในตอนนั้นหยวนหลี่ในฐานะผู้ที่มีวิชากลไกสูงส่งที่สุดในศาลต้าหลี่ ถูกส่งไปรวบรวมของใช้ส่วนตัวของปรมาจารย์ กลับใช้คำพูดเพียงประโยคเดียวปลุกข้าให้ตื่น!" ตี๋เหรินเจี๋ยกล่าวอย่างแผ่วเบา "ห้องปิดตายทั้งหมด ล้วนเป็นห้องปิดตายในเชิงจิตวิทยา ในหอสุ่ยเก๋อแห่งนั้นไม่ได้มีเพียงปรมาจารย์แค่คนเดียว..."

"แต่ว่า เมื่อกี้ไม่ใช่ว่าบอกว่ามีเพียงคนเดียวหรอกหรือขอรับ?" หยวนฟางเบิกตากว้าง

"เพราะยังมีอีกหนึ่งที่ไม่ใช่คน นางระบำกลไกที่ปรมาจารย์สร้างเลียนแบบภรรยาที่ล่วงลับไปแล้ว!"

"แต่ว่าบนแกนกลไกของหุ่นกล ล้วนมีการตั้งกฎหมายกลไกไว้ล่วงหน้าแล้ว อย่าว่าแต่ฆ่าคนเลย พวกมันแม้แต่ทำร้ายคนก็ยังเป็นไปไม่ได้!" หยวนฟางยังคิดจะโต้แย้ง

"ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้!" สั่วหยวนหลี่กลับพลันเกรี้ยวกราดขึ้นมา สะบัดแขนเสื้อหัวเราะเยาะ "ใครบอกว่ากฎหมายกลไกคือบัญญัติสวรรค์!"

ตี๋เหรินเจี๋ยยิ้มกล่าว "ดังนั้น นี่จึงเป็นส่วนที่ยอดเยี่ยมที่สุด หยวนหลี่ได้จำลองวิธีการฆาตกรรม ณ จุดเกิดเหตุ พิสูจน์ให้เห็นถึงความเป็นไปได้ในการหลบเลี่ยงกฎหมายกลไก!"

ความทรงจำของตี๋เหรินเจี๋ย ย้อนกลับไปในค่ำคืนนั้นเมื่อหลายปีก่อน

สั่วหยวนหลี่ในชุดขาว คุกเข่านั่งอยู่หน้าโต๊ะ สั่งการนางระบำกลไกที่ดูทำอะไรไม่ถูกอยู่ข้างๆ ว่า "ช่วยข้าหั่นปลาดิบจานหนึ่ง ได้ยินมาว่าปลาหยกคลุกทองคำของหอบุปผาแม่น้ำชวีเจียงเขตผิงคังโด่งดังที่สุด เป็นหนึ่งในสุดยอดของฉางอัน ข้าน้อยปกติเงินเดือนมีจำกัด กลับไม่มีวาสนาได้ลิ้มลอง วันนี้ ก็ขอถือโอกาสไหวอิงสักครั้ง!"

นางระบำกลไกหยิบมีดกระเบื้องสำหรับหั่นปลาดิบขึ้นมา เดินมาอยู่เบื้องหน้าสั่วหยวนหลี่ ในขณะที่กำลังจะลงมีดไปบนปลาสด ทันใดนั้นมีดสั้นในมือก็พลันแทงออกไปราวกับสายฟ้าฟาด ทำเอาทุกคนตกใจไปตามๆ กัน

เมื่อตั้งสติกลับมาได้ กลับเป็นสั่วหยวนหลี่ที่ในชั่วพริบตาที่รวดเร็วจนตามองไม่ทันนั้น ใช้นิ้วมือคีบมีดสั้นเล่มนั้นไว้ ด้วยพละกำลังของหุ่นกล มีดสั้นที่ถืออยู่ในมือกลับนิ่งสนิทขยับไม่ได้

ในขณะที่นางระบำกลไกแทงมีดสั้นในมือออกไป ดวงตากลับมองไปยังทิศทางอื่น

พอหันศีรษะกลับมา เห็นตนเองกำลังถือมีด ก็ยิ่งทำอะไรไม่ถูก แววตาตื่นตระหนกราวกับลูกกวางน้อยที่ไร้ทางสู้

ตี๋เหรินเจี๋ยไม่รู้ว่าตนเองมองเห็นแววตาจากหุ่นกลได้อย่างไร

แต่เหตุผลที่ทำให้เขาละเลยความเป็นไปได้ที่นางระบำกลไกอาจจะเป็นฆาตกรโดยสัญชาตญาณ ก็คือแววตาที่บริสุทธิ์นั้น

"ที่แท้เจ้าก็คือคนที่ฆ่าปรมาจารย์!" เจ้าของเขตผิงคังโกรธจนกระโดดโลดเต้น "เจ้าหลบเลี่ยงกฎหมายกลไกได้อย่างไร ส่งตัวนางไปให้กรมอวี๋เหิงจัดการ ให้กรมอวี๋เหิงมาสืบสวน!"

ในตอนนั้น เหล่าชนชั้นสูงที่ข้างกายมีนางระบำกลไกที่ปรมาจารย์สร้างขึ้นห้อมล้อมอยู่ ต่างก็ราวกับถูกเหล็กร้อนนาบ ผลักนางระบำในอ้อมแขนออกไป มองดูเครื่องจักรสังหารเหล่านั้นอย่างหวาดกลัว

"ที่แท้นางระบำกลไกที่ปรมาจารย์สร้างขึ้น กลับมีจุดบกพร่องร้ายแรงถึงเพียงนี้ ยังจะฆ่าเจ้าของได้อีก!"

เสียงซุบซิบพูดคุยของทุกคน ล้วนดังเข้าหูของตี๋เหรินเจี๋ย

"มิน่าล่ะปรมาจารย์ถึงได้ทิ้งจดหมายลาตายไว้ หากทำให้คนรู้ว่าเขาถูกหุ่นกลของตนเองฆ่าตาย พริบตาเดียวก็คือชื่อเสียงป่นปี้!"

ในตอนนั้น เขามองดูสั่วหยวนหลี่ ที่ยืนอยู่ ณ จุดตัดของแสงและเงาเช่นเดียวกับวันนี้ ในแววตามีบางอย่างที่บอกไม่ถูก...

สั่วหยวนหลี่ก้าวขึ้นไปข้างหน้าหนึ่งก้าว กล่าวอย่างเย็นชา "ช้าก่อน นางไม่ใช่ฆาตกร เป็นเพียงมีดเล่มหนึ่งที่ฆาตกรตัวจริงใช้ประโยชน์เท่านั้น! หากนางรู้ตัวจริงๆ ว่าตนเองกำลังฆ่าคน แล้วไฉนเลยจะมาเปิดเผยต่อหน้าสาธารณชนเช่นนี้!"

สั่วหยวนหลี่เดินไปไม่กี่ก้าวก็มาอยู่เบื้องหน้านางระบำ จ้องมองดวงตาที่งดงามราวกับอัญมณีของนาง กล่าวเสียงเบา "ในสายตาของนาง นั่นเป็นเพียงการทำปลาดิบเท่านั้น!"

"มีคนแอบดัดแปลงนาง ปนเปแนวคิดระหว่างการทำปลาดิบและการฆ่าคนในกลไกของนาง ทำให้นางกลายเป็นอาวุธสังหารของผู้อื่นโดยไม่รู้ตัว ในชั่วพริบตาที่นางแทงมีดเล่มนั้นออกไป ยังทำให้นางเบนสายตาไปทางอื่น นางไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตนเองกำลังฆ่าคน วิชากลไกอันชั่วร้ายเช่นนี้..."

สั่วหยวนหลี่ใช้นิ้วแตะลงไปบนหน้าผากของนางเบาๆ เครื่องประทินโฉมรูปดอกท้ออันงดงามนั้นหลุดร่วง เผยให้เห็นกลไกสร้างอันซับซ้อนที่อยู่ด้านหลัง!

"จะต้อง มาจากไห่ตู!"

สั่วหยวนหลี่ค่อยๆ ลุกขึ้นยืน "ข้าได้ยินมาว่าระยะนี้มีช่างกลคนหนึ่งมาจากไห่ตู ชื่อเสียงโด่งดังมาก ยังเคยมาถกเถียงวิชากลไกกับปรมาจารย์ แต่กลับถูกปรมาจารย์ตำหนิว่า กลไกไม่ใช่สิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างเย็นชาไร้ความรู้สึก กลไกก็มีชีวิต..."

"ปรมาจารย์ครอบครองวิชากลไกลับอยู่มากมาย เท่าที่ข้ารู้ ช่างกลจากไห่ตูผู้นั้นอาศัยการขอคำชี้แนะเป็นฉากบังหน้า ลอบสืบอยู่หลายครั้ง ปรมาจารย์ไม่รังเกียจที่จะเผยแพร่วิชากลไก จึงได้สอนเขไปมากมาย สุดท้ายเมื่อมองทะลุถึงธาตุแท้ของเขาที่เป็นเพียงการใช้ประโยชน์จากกลไก จึงได้ตัดขาดความสัมพันธ์กับเขา!"

สายตาของสั่วหยวนหลี่จับจ้องไปยังชาวไห่ตูผู้มีผมสีทองตาสีฟ้าคนหนึ่งในที่นั่ง!

"เจ้านี่มันพูดจาเหลวไหล... ปรมาจารย์มีความเป็นไปได้โดยสิ้นเชิงที่จะใช้วิชากลไกของไห่ตู ดัดแปลงหุ่นกลของตนเอง!" ชาวไห่ตูโต้กลับเป็นภาษาทางการของฉางอันอย่างคล่องแคล่ว

ตี๋เหรินเจี๋ยกลับเดินไปยืนอยู่ข้างกายสั่วหยวนหลี่ มองชาวไห่ตูอย่างสงบ พูดว่า "จุดประสงค์ที่เจ้าฆ่าปรมาจารย์ น่าจะเป็นเพื่อขโมยวิชากลไกลับ ตำราลับในอกเสื้อของปรมาจารย์หายไปอย่างน่าพิศวง นี่ต่างหากคือสาเหตุที่จักรพรรดินีมีรับสั่งให้ศาลต้าหลี่สืบสวน วิธีการที่เจ้าเอาตำราลับไปแม้จะแยบยล แต่ก็ยังถูกข้าไขปริศนาได้!"

ตี๋เหรินเจี๋ยล้วงตำราลับออกมาจากอกเสื้อ โยนลงบนโต๊ะ ตะคอกเสียงดัง "นี่คือของที่ค้นเจอจากในกล่องลับบนสิ่งที่เจ้าสร้างขึ้น บัดนี้เจ้ายังมีอะไรจะแก้ตัวอีก?"

ชาวไห่ตูนั่งทรุดลงกับพื้น สายลับศาลต้าหลี่ที่อยู่รอบๆ กรูเข้าไป ล็อกตัวเขาไว้...

หลังจากคลี่คลายคดีนี้ได้ ในยามที่ ตี๋เหรินเจี๋ย ไปตามหา สั่วหยวนหลี่ กลับเห็นเขากำลังยืนอยู่นอก หอสุ่ยเก๋อ จ้องมอง นางระบำกลไก ผู้นั้น นางระบำกำลังถือหวีงาช้างอัน งดงาม หวีผมของตนเองอย่างช้าๆ อยู่ในหอ บนใบหน้าปราศจากความเศร้าโศกใดๆ!

"เบื้องบนจะจัดการกับนางอย่างไร?" สั่วหยวนหลี่ถามเสียงเบา

ตี๋เหรินเจี๋ยลังเลเล็กน้อย ส่ายหน้าตอบ "นางแม้จะไม่ใช่ฆาตกรตัวจริง แต่ก็ได้ละเมิดกฎหมายกลไกแล้ว ตามกฎหมายต้องส่งตัวให้กรมอวี๋เหิงจัดการ"

"เจ้ารู้หรือไม่ว่าเหตุใดปรมาจารย์เมื่อเห็นนางระบำฆ่าตนเอง แต่กลับยังคงทิ้งจดหมายลาตายไว้ในลมหายใจสุดท้าย?"

สั่วหยวนหลี่ถอนหายใจอย่างแผ่วเบา "เขาคงจะรักนางสินะ! อาจจะเป็นเงา อาจจะเป็นที่พึ่งทางใจ อาจจะเป็นการพึ่งพาอาศัยกัน หรืออาจจะเป็นเพียงความผูกพันกับผลงานของตนเอง... ในชั่วพริบตาที่ปรมาจารย์เห็นนางลงมือ เขาคงจะเข้าใจเล่ห์กลเหล่านี้ในทันที แต่เพื่อที่จะปกป้องนาง ปรมาจารย์จึงเลือกที่จะละทิ้งความแค้น จุ่มเลือดของตนเอง เขียนจดหมายลาตาย!"

"สำหรับหุ่นกลแล้ว การที่ถูกกรมอวี๋เหิงจัดการถือเป็นความอัปยศอย่างใหญ่หลวง... แกนกลไกของนางจะถูกถอดแยกชิ้นส่วน เพื่อให้กรมอวี๋เหิงใช้ศึกษาวิธีการทำลายกฎหมายกลไก ชิ้นส่วนล้ำค่าบนร่างก็จะถูกนำกลับไปใช้ใหม่..."

สั่วหยวนหลี่จ้องมองหอสุ่ยเก๋อบนแม่น้ำชวีเจียงนี้ กล่าวเสียงเบา "ปรมาจารย์คงไม่อยากให้นางต้องเผชิญกับเรื่องเหล่านี้ จึงได้ทำทั้งหมดนี้สินะ!"

คนทั้งสองค่อยๆ เดินเข้าไปในหอ ได้ยินนางระบำกล่าวเสียงเบา "นายท่าน... นายท่านเป็นข้าที่ฆ่าจริงๆ หรือ?"

นางระบำค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ในแววตามีประกายบางอย่างที่ตี๋เหรินเจี๋ยอ่านไม่ออก สั่วหยวนหลี่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ค่อยพยักหน้าเล็กน้อย

นางระบำค่อยๆ ลุกขึ้นยืน สั่วหยวนหลี่กลับดึงตี๋เหรินเจี๋ยเดินออกจากหอสุ่ยเก๋อ พวกเขาหันกลับไป มองเห็นนางระบำกลไกกำลังร่ายรำอย่างเงียบเชียบอยู่ในหอคอยที่ว่างเปล่า เงาของนางทอดทับอยู่บนผนังกระดาษ ช่างงดงามเป็นพิเศษ

คนทั้งสองจ้องมองผ่านช่องประตูอยู่เช่นนั้นจนจบบทระบำ กลับเห็นนางระบำกลไกคงท่าหันกลับมาจ้องมองไว้ ค้างอยู่อย่างนั้นชั่วนิรันดร์

ตี๋เหรินเจี๋ยพุ่งเข้าไปในหอสุ่ยเก๋อ กลับเห็นเพียงรูปปั้นกลไกที่เงียบสงบ

ในดวงตาที่งดงามของนาง ไร้ซึ่งประกายอีกต่อไป...

"หุ่นกลไม่หลั่งน้ำตาหรอก!"

สั่วหยวนหลี่ดูเหมือนจะเย็นชา ไร้ความรู้สึก เดินตามเข้ามา กล่าวเสียงเบา "คนเราไม่สามารถหยุดการเต้นของหัวใจตนเองได้ แต่พวกมันกลับสามารถหยุดการทำงานของแกนกลไกได้เอง ดังนั้นหากหุ่นกลตัวหนึ่งเลือกที่จะจากไป ก็ไม่มีผู้ใดสามารถรั้งไว้ได้!"

"พวกเขาจะได้อยู่ด้วยกันหรือไม่?" ตี๋เหรินเจี๋ยถอนหายใจเสียงเบา

"มีข่าวลือว่าใต้ฉางอันไห่ฉือ (สระสมุทรฉางอัน) มีสวรรค์ของเหล่าหุ่นกลอยู่ เมื่อหุ่นกลอันเป็นที่รักของผู้คนใกล้จะพังทลาย ทุกคนก็จะนำมันไปใส่ไว้ในโคมบุปผา ส่งลงไปในสระสมุทร"

"ในวันเทศกาลซ่างหยวน (เทศกาลโคมไฟ) หากสายสัมพันธ์ระหว่างคนผู้หนึ่งกับสหายหุ่นกลของเขาแนบแน่นเพียงพอ เขาจะสามารถมองเห็นอดีตของตนเองกับมันได้ในสระสมุทร!"

ระหว่างทางกลับ ตี๋เหรินเจี๋ยเห็นเหล่าผู้มีอำนาจมากมายขับไล่นางระบำกลไกของตนเองออกจากประตู ทอดทิ้งพวกนางไว้ในเขตโรงงานร้างชั้นล่างของฉางอัน

แม้ว่าตี๋เหรินเจี๋ยจะคลี่คลายคดีปริศนาได้ แต่เหล่านางระบำกลไกที่เคยงดงามเจิดจ้าในอดีต ผลงานชิ้นเอกของปรมาจารย์ที่ล้ำค่าหาที่เปรียบมิได้ กลับถูกทอดทิ้งอย่างไม่ใยดีเช่นนี้! นางระบำกลไกผู้สง่างามยืนนิ่งอยู่ในเขตโรงงานกลไกที่ทั้งด่างพร้อยและกึ่งรกร้าง อาภรณ์หรูหราบนร่างค่อยๆ ซีดจาง...

ตี๋เหรินเจี๋ยเห็นภาพนี้ ในใจกลับเกิดความสงสัยขึ้นมา ตนเองคลี่คลายคดีปริศนาได้ ไขความจริงที่ปรมาจารย์ยอมแลกด้วยชีวิตเพื่อปกปิดมันไว้อย่างสุดความสามารถ แต่ทั้งหมดนี้ ตกลงแล้วเป็นเรื่องดีหรือร้ายกันแน่?

สิ่งที่ปรมาจารย์ยินยอมสละชีวิตเพื่อปกป้องมันไว้ กลับถูกทำลายลงเช่นนี้ ตนเองทำถูกแล้วจริงๆ หรือ?

ตี๋เหรินเจี๋ยทำได้เพียงหลับตาลง

ไม่ว่าจะอย่างไร ความจริงย่อมไม่ผิด!

ในตอนนี้สายตาของสั่วหยวนหลี่กลับจ้องมองหุ่นกลเหล่านี้เนิ่นนาน ในแววตาของเขา ปรากฏความเจ็บปวดรวดร้าวที่ตี๋เหรินเจี๋ยมิอาจเข้าใจได้

"ถ้าหากพวกมันก็มีความรู้สึกเช่นกัน คงจะ... คงจะเกลียดพวกเรามากสินะ!"

เสียงถอนหายใจนี้แผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน เกือบจะทำให้ตี๋เหรินเจี๋ยคิดว่าตนเองหูแว่วไป

นับแต่นั้นมา ตี๋เหรินเจี๋ยก็พบว่าทัศนคติของสหายผู้นี้ของตนที่มีต่อหุ่นกลยิ่งสุดโต่งมากขึ้น หรือถึงขั้นแนะนำเขาว่าอย่าได้จัดวางหุ่นกลไว้ในตำแหน่งสำคัญของศาลต้าหลี่ ขับไล่หุ่นกลออกไปจากภายในศาลต้าหลี่จนเกือบจะหมดสิ้น เหลือไว้เพียงบางส่วนในป้อมยามรอบนอกเท่านั้น

ภายในหอเก็บเอกสารลับศาลต้าหลี่ หลี่หยวนฟางที่ฟังเรื่องราวคดีฆาตกรรมนางระบำเขตผิงคังจบ ก็เช็ดน้ำตาที่หางตา สะอื้นกล่าว "ปรมาจารย์กับนางระบำน่าสงสารจัง! พวกไห่ตูเลวร้ายที่สุด!"

"กลับมาที่คดี..." ตี๋เหรินเจี๋ยหันกลับมา "หยวนหลี่ก็คิดว่าโจรใช้วิธีการที่คล้ายคลึงกับคดีที่เขตผิงคัง? ให้หุ่นกลมาไขห้องปิดตาย!"

"แต่ว่า ที่นี่ไม่มีหุ่นกลนี่ขอรับ!" หยวนฟางสงสัย

"ดังนั้น นี่จึงเป็นจุดบอดในใจ!" สั่วหยวนหลี่ก้มลงไปที่ช่องระบายอากาศช่องหนึ่ง มองเข้าไปด้านใน ยิ้มเล็กน้อย "เจอแล้ว!"

ตี๋เหรินเจี๋ยและหลี่หยวนฟางก้มหน้าลงไปพร้อมกัน ศีรษะของคนทั้งสองเกือบจะชนกัน ตี๋เหรินเจี๋ยส่งสายตามรณะให้หลี่หยวนฟางหนึ่งที หยวนฟางก็รีบถอยไปอยู่ข้างๆ อย่างว่าง่าย

หลังจากสังเกตการณ์ปากช่องอย่างละเอียด ตี๋เหรินเจี๋ยก็ครุ่นคิด "ด้านในมีรอยขีดข่วน!"

"สถานที่ที่คนยากจะผ่านเข้าไปได้ ขอเพียงเปลี่ยนความคิดสักหน่อย ก็จะสามารถผ่านเข้าไปได้..." สั่วหยวนหลี่กล่าวเสียงเบา

"หมายความว่า มีคนถอดชิ้นส่วนกลไก ส่งเข้ามาทางรูเล็กๆ นี้ จากนั้นก็บังคับประกอบจากด้านนอก แล้วค่อยควบคุมกลไกให้โจมตีลุงฝู เปิดห้องปิดตาย" หยวนฟางพลันตื่นรู้ขึ้นมา

สีหน้าของสั่วหยวนหลี่เคร่งขรึม พยักหน้าเล็กน้อย กล่าวเสียงเบา "กลไกชนิดนี้ประณีตอย่างยิ่งยวด ต้องใช้แกนกลไกขนาดจิ๋วที่หาได้ยากยิ่ง ช่างกลทั่วไปไม่มีทางได้สัมผัส ไม่รู้ว่านี่จะเกี่ยวข้องกับตลาดมืดหรือไม่?"

"พวกเราไขวิธีการที่โจรเข้ามาในหอเก็บเอกสารลับได้แล้ว! แต่พวกมันฝ่าป้อมยามรอบนอกเข้ามาได้อย่างไร? ศาลต้าหลี่ของพวกเราคงไม่รั่วเป็นตะแกรงขนาดนั้นหรอกนะ!"

สั่วหยวนหลี่ยืดเส้นยืดสาย หยิบขวดสุราแบนๆ ในอกเสื้อขึ้นมา กรอกใส่ปากตนเองอีกอึก ตี๋เหรินเจี๋ยเห็นเขาเช็ดสุรา ก็ยื่นผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งให้เขา กล่าวเสียงเบา "เรื่องนี้ข้ามีเบาะแสแล้ว! ตอนนี้พวกเราก็จงไปสอบปากคำ!"

สั่วหยวนหลี่มองดูผ้าเช็ดหน้าในมือ นิ่งอึ้งไปเล็กน้อย พลันยิ้มกล่าว "เมื่อก่อนเจ้าไม่เคยยุ่งเรื่องพวกนี้!"

พูดจบก็เช็ดมืออย่างไม่ใส่ใจ ยัดผ้าเช็ดหน้ากลับคืนไป

ตี๋เหรินเจี๋ยเดินช้าลงเล็กน้อยอยู่ด้านหลัง มองดูแผ่นหลังของเขา หยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาดมเล็กน้อย กล่าวเสียงเบา "กลิ่นยา? เขากินยาพร้อมกับสุรา?"

เขามองสั่วหยวนหลี่ที่ไม่เคยห่างสุราแวบหนึ่ง ไม่รู้ว่าเขากินยามานานเท่าไหร่แล้ว!

ตี๋เหรินเจี๋ยเก็บผ้าเช็ดหน้าที่เปื้อนสุราไว้กับตัว ก้าวเดินฉับๆ ไปยังหอด้านนอก

ในตอนนี้ เหล่าสายลับที่ถูกแยกกันไปสอบปากคำ ได้มารวมตัวกันอยู่ที่หอด้านนอกแล้ว หุ่นกลหัวกลมเกลี้ยงตัวหนึ่งถูกพวกเขาล้อมไว้ตรงกลาง สายลับมากประสบการณ์คนก่อนหน้านี้ทั้งละอายใจ ทั้งยินดี ลูบหัวเจ้าเจ็ด

"เป็นพวกเราที่ประมาทเกินไป! ที่แท้เจ้าเจ็ดไม่ได้ทำงานผิดพลาด เป็นพวกเราเองที่ละเลยเบาะแสที่มันส่งให้มาตลอด!"

"ต่อไปนี้สัญญาณเตือนภัยที่เจ้าเจ็ดส่งมา ไม่ว่าพวกเราจะพบอะไรหรือไม่ก็ตาม จะต้องไปตรวจสอบอย่างละเอียด!"

สายลับหนุ่มก็เข้าไปลูบหัวกลมๆ ของเจ้าเจ็ดกล่าวอย่างตื่นเต้น เจ้าเจ็ดเอียงคอ ดวงตาสีแดงหรี่ลงเป็นเส้น... ทุกคนพากันเข้าไปล้อม ลูบหัวมันคนละทีสองที

ในตอนนั้นเอง เมื่อตี๋เหรินเจี๋ยเดินเข้ามา เหล่าสายลับก็พลันเงียบกริบดุจจั๊กจั่นในฤดูหนาว ครั้งนี้พวกเขาทำพลาดครั้งใหญ่หลวง หากไม่ใช่เพราะท่านตี๋ตื่นตัวสังเกตเห็นความผิดปกติ พวกเขาก็รอรับโทษกันถ้วนหน้าได้เลย!

ท่านซือคงไม่มีทางปล่อยพวกเขาไปแน่!

"ถ้าอย่างนั้น วิธีการที่โจรใช้บุกทะลวงการป้องกันของศาลต้าหลี่ก็คือ..." สั่วหยวนหลี่มองหุ่นกลเจ้าเจ็ด ขมวดคิ้ว หันไปถามตี๋เหรินเจี๋ย

เหล่าสายลับของศาลต้าหลี่ต่างก็เคยได้ยินทัศนคติของสั่วหยวนหลี่ที่มีต่อหุ่นกลมาบ้าง ในใจหลายคนรู้สึกดูแคลนอยู่บ้าง หากไม่ใช่เพราะเขายืนกรานที่จะขับไล่หุ่นกลทั้งหมดออกไปจากภายในศาลต้าหลี่ เรื่องในครั้งนี้ก็อาจจะไม่เกิดขึ้น

"คือความไว้เนื้อเชื่อใจ!"

ตี๋เหรินเจี๋ยกล่าวช้าๆ "พวกมันใช้ประโยชน์จากความไม่เข้าใจกันระหว่างหุ่นกลกับมนุษย์ ทำลายความสัมพันธ์ของความไว้เนื้อเชื่อใจ! ที่เจ้าเจ็ดรายงานผิดพลาดหลายครั้ง น่าจะเป็นเพราะคนเหล่านั้นจงใจทดสอบ อาจจะใช้กลไกขนาดเล็กอะไรทำนองนั้น หลังจากที่เจ้าเจ็ดส่งสัญญาณเตือนภัยหลายครั้ง และเจ้าพวกโง่เง่าเหล่านี้กลับไม่ทันสังเกตแม้แต่น้อย ความสัมพันธ์ของความไว้เนื้อเชื่อใจของพวกเขาก็ถูกทำลาย และอาชญากรก็ใช้ประโยชน์จากจุดนี้ สร้างจุดบอดในเชิงจิตวิทยาขึ้นมา ลอบเร้นเข้ามาในศาลต้าหลี่!"

"พูดอีกอย่างก็คือ!" สั่วหยวนหลี่กล่าวอย่างสงบ "อาจกล่าวได้ว่าโจรใช้ประโยชน์จากความสัมพันธ์ของความไว้เนื้อเชื่อใจนี้ ทำให้แนวป้องกันทั้งสองสายของหุ่นกลและป้อมยามรบกวนซึ่งกันและกัน!"

"ข้าให้คนไปวาดตำแหน่งที่เจ้าเจ็ดส่งสัญญาณเตือนภัยในคืนนั้นออกมาแล้ว พวกเขาน่าจะเดินมาตามเส้นทางนี้!" ตี๋เหรินเจี๋ยกางม้วนบันทึกม้วนหนึ่งออก ก็คือเส้นทางการเคลื่อนไหวโดยรวมของอาหลีและอี้ซิงในคืนนั้น

"ดังนั้น..." สั่วหยวนหลี่เอ่ยปากเล็กน้อย จากนั้นก็ตกอยู่ในความเงียบ

"ดังนั้นเจ้าเจ็ด อาจจะเห็นเหตุการณ์การลอบเข้ามาของคนทั้งสองด้วยตาตนเอง รู้เบาะแสมากกว่าพวกเรา!" ตี๋เหรินเจี๋ยกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ สั่วหยวนหลี่ตกอยู่ในความเงียบงันราวกับความตาย สายลับมากประสบการณ์ที่อยู่ข้างๆ กล่าวตะกุกตะกัก "ท่านตี๋ นี่ท่านจะให้เจ้าเจ็ด..."

"ทั่วทั้งเมืองฉางอัน มีเพียงกรมอวี๋เหิงเท่านั้นที่สามารถอ่านความทรงจำในแกนกลไกได้ การที่ต้องการจะได้เบาะแสการลอบเข้ามาของคนทั้งสองในวันนั้น ก็ต้องส่งตัวเจ้าเจ็ดให้กรมอวี๋เหิง!"

คำพูดของตี๋เหรินเจี๋ย ทำให้ทั้งห้องโถงตกอยู่ในความเงียบงัน

เจ้าเจ็ดได้ยินชื่อของตนเอง ก็เพียงแค่เอียงศีรษะ เอาหัวไปถูไถมือของตี๋เหรินเจี๋ย นิ้วของตี๋เหรินเจี๋ยแข็งทื่อไปชั่วขณะ หดห้านิ้วกลับมาอย่างแผ่วเบาจนแทบมองไม่เห็น กุมไว้ในฝ่ามือ

"ข้าไม่เห็นด้วย!" สายลับมากประสบการณ์กล่าวอย่างขุ่นเคือง "เจ้าเจ็ดไม่ได้ทำอะไรผิด ทำไมต้องส่งตัวมันไปให้พวกสารเลวที่กรมอวี๋เหิงด้วย? ท่านตี๋ลืมคดีนางระบำกลไกเขตผิงคังไปแล้วหรือ?"

"ใช่แล้ว เจ้าเจ็ดเป็นคนของศาลต้าหลี่พวกเรา อยู่ๆ จะส่งตัวไปให้กรมอวี๋เหิงได้ยังไง!"

สายลับคนอื่นๆ ก็พากันสอดปากพูด

"พอได้แล้ว!" ตี๋เหรินเจี๋ยตวาดห้ามพวกเขาอย่างทรงอำนาจ "ในสามกรมตุลาการ กรมอวี๋เหิงรับผิดชอบคดีทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายกลไก และเป็นหน่วยงานเดียวที่สามารถถอดชิ้นส่วนหุ่นกลได้ ตามกฎหมายกลไกแล้ว ศาลต้าหลี่พวกเราไม่มีอำนาจ และก็ไม่มีความสามารถที่จะดึงความทรงจำในแกนกลไกออกมา!"

"บัดนี้เบาะแสเดียว อยู่ที่ตัวเจ้าเจ็ด ข้าจะให้กรมอวี๋เหิงรักษาสติสัมปชัญญะของเจ้าเจ็ดไว้ หลังจากดึงความทรงจำออกมาแล้ว ก็จะฟื้นฟูให้กลับเป็นเหมือนเดิม!"

"แต่ท่านตี๋น่าจะรู้ว่า การถอดชิ้นส่วนแกนกลไก มันเจ็บปวดทรมานสำหรับหุ่นกลเพียงใด การล่วงล้ำเข้าไปในความทรงจำในแกนกลไก มันเป็นการหยามเกียรติเพียงใด หากไปยื่นข้อเรียกร้องเช่นนี้ในหมู่ช่างกล ก็ถือเป็นการยั่วยุและดูหมิ่นอย่างร้ายแรง!"

สายลับมากประสบการณ์น้ำตานองหน้าแล้ว กำหมัดแน่นกล่าว "พูดถึงที่สุดแล้ว คนที่ทำผิดคือพวกเรา ไม่ใช่เจ้าเจ็ด ท่านตี๋จะลงโทษ ก็ควรจะลงโทษพวกเรา ไม่ใช่ส่งตัวเจ้าเจ็ดออกไป!"

ตี๋เหรินเจี๋ยกล่าวเสียงเข้ม "ปล่อยให้คนเข้ามาในหอเก็บเอกสารลับ เกือบจะชิงข่าวกรองลับสุดยอดไปได้ ความรับผิดชอบนี้พวกเจ้ารับไหวหรือ!"

"ส่งตัวเจ้าเจ็ดไปกรมอวี๋เหิงซะ!"

ตี๋เหรินเจี๋ยทิ้งไว้เพียงคำพูดประโยคสุดท้ายนี้ ก็หันกายจากไป หุ่นกลเจ้าเจ็ดเอียงศีรษะกลมเกลี้ยง ดวงตากะพริบปริบๆ มองดูเหล่าสายลับที่โดยรอบพลันตกอยู่ในความเงียบและความเศร้าโศกขุ่นเคือง ไม่เข้าใจว่าเหตุใดพวกเขาถึงได้เศร้าโศก จึงได้แต่ก้มหน้าลง แสงในดวงตาหม่นลง อยู่เป็นเพื่อนพวกเขาอย่างหงอยเหงา!

ในตอนนี้ภายในห้องโถงเงียบสงัดไร้เสียง สั่วหยวนหลี่เผยรอยยิ้มเย้ยหยัน กล่าวเสียงเบา "นี่แหละคือเหตุผลที่ข้าไม่เคยสร้างหุ่นกลอัจฉริยะ!"

ไม่นานช่างกลสองสามคนที่สวมเครื่องแบบกรมอวี๋เหิง ท่าทางหยิ่งผยอง ก็มาถึงศาลต้าหลี่ คุมตัวเจ้าเจ็ดกลับไปกรมอวี๋เหิง แม้แต่คนเฝ้าประตูของศาลต้าหลี่ยังมองตามแผ่นหลังของพวกเขาอย่างไม่พอใจ มีคนตะโกนใส่พวกเขาว่า "ระวังหน่อย! เจ้าเจ็ดเป็นหุ่นกลของศาลต้าหลี่พวกเรา ไม่ใช่อาชญากรที่ละเมิดกฎหมายกลไก!"

"หุ่นกลที่ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนเองได้ ก็ต้องให้กรมอวี๋เหิงมาถอดชิ้นส่วน ปรับปรุงตรรกะการทำงานของพวกมัน!"

ช่างกลของกรมอวี๋เหิงกล่าวอย่างเย็นชา "พวกเจ้าคงไม่อยากให้หุ่นกลของศาลต้าหลี่ไร้ประโยชน์แบบนี้ตลอดไปหรอกนะ! มิน่าล่ะถึงได้ปล่อยให้คนเข้ามาในหอเก็บเอกสารลับของพวกเจ้าได้... ฮึ่ม!"

"เจ้าพูดว่าอะไรนะ?" สายลับผู้นั้นกล่าวอย่างโกรธเคือง "หุ่นกลของศาลต้าหลี่พวกเราไม่ใช่ของไร้ประโยชน์นะ เจ้าพูดจาให้มันดีๆ หน่อย!"

"อีกอย่าง อะไรคือจะถอดชิ้นส่วนเจ้าเจ็ด ส่งมันกลับมาในสภาพเดิมให้พวกเราด้วย!"

"ไม่ใช่แค่หุ่นกลตัวนี้ ถึงตอนนั้นหุ่นกลทั้งหมดของศาลต้าหลี่ ก็จะต้องถูกกรมอวี๋เหิงอัปเกรดดัดแปลง! อัลกอริทึมตรรกะจะยิ่งสมบูรณ์แบบมากขึ้น!" ช่างกลเพียงแค่ทิ้งคำพูดประโยคนี้ไว้อย่างเย็นชา ก็ขึ้นรถเทียมจากไป!

............

ในความมืดมิด ชายลึกลับที่ร่วมมือกับอี้ซิงไขกลไกหอเก็บเอกสารลับในวันนั้น ก็ได้ปรากฏตัวขึ้นในกรมอวี๋เหิง

เขจ้องมองเจ้าเจ็ดที่ถูกขังอยู่ในคุกกลไกด้านล่าง

ดวงตาสีแดงเรืองรองของเจ้าเจ็ดมองมายังเขา ชายลึกลับลังเลเล็กน้อย แต่ก็ยังยื่นมือข้างหนึ่งออกมา ปลายนิ้วของเขามีประกายแสงวาบขึ้น ทะลุผ่านยอดศีรษะของเจ้าเจ็ด พร้อมกับพลังงานสายหนึ่งที่พุ่งเข้าไปในแกนกลไกของมัน ดวงตาของเจ้าเจ็ดค่อยๆ หม่นแสงลง ค่อยๆ ไร้ซึ่งแววตา...

แมงมุมกลไกตัวหนึ่งคลานออกมาจากแขนเสื้อของชายลึกลับ คลานมาจนถึงบนศีรษะของเจ้าเจ็ด ขาทั้งแปดของมันทำงานพร้อมกัน ไม่นานก็งัดแงะแกนกลไกในศีรษะของเจ้าเจ็ดออกมาได้ คลานกลับไปบนมือของชายลึกลับ

เขากำแกนกลไกนั้นไว้ในมือ หยุดยืนอยู่หน้าประตูคุกเล็กน้อย จนกระทั่งเจ้าเจ็ดเย็นชืดไร้อุณหภูมิโดยสิ้นเชิง ถึงได้หันกายหายลับไปในความมืด

............

"ว่าอะไรนะ เมื่อคืนกรมอวี๋เหิงมีคนลอบเข้าไป เจ้าเจ็ดถูกทำลาย! แกนกลไกถูกขโมยไป?"

ตี๋เหรินเจี๋ยกำลังอยู่ที่หน้าโต๊ะ จัดการเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเข้าเฝ้าจักรพรรดินีของคณะทูตฝูซางในวันพรุ่งนี้ ทันใดนั้นเมื่อได้ยินข่าวนี้ ก็พลันลุกพรวดขึ้นมา

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 6 - หมากสะเทือนฉางอัน ก้าวที่หก ลวงหมาก

คัดลอกลิงก์แล้ว