เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 4 - หมากสะเทือนฉางอัน ก้าวที่สี่ เปิดกระดาน

บทที่ 4 - หมากสะเทือนฉางอัน ก้าวที่สี่ เปิดกระดาน

บทที่ 4 - หมากสะเทือนฉางอัน ก้าวที่สี่ เปิดกระดาน


☀☀☀☀☀

ภายในลานบ้านเล็กๆ ที่เงียบสงบและงดงามแห่งหนึ่ง อี้ซิงคุกเข่าอยู่หน้ากระดานหมาก กล่าวเสียงเบา "ท่านอาจารย์ อี้ซิงไร้ความสามารถ ภารกิจล้มเหลวแล้วขอรับ!"

อาหลีกอดร่มบุปผาที่ขาดรุ่งริ่งยืนอยู่ข้างๆ ใบหูยาวๆ ลู่ตกลง กล่าวอย่างท้อแท้ "ซิงทำได้ดีมากๆ แล้ว! เป็นเพราะอาหลีช้าเกินไปต่างหาก ถึงได้..."

ชายผู้นั้นที่อยู่ใต้ต้นสนข้างๆ ก็กระแอมไอออกมาสองสามครั้ง กล่าวว่า "ความร้ายกาจของตี๋เหรินเจี๋ย เกินกว่าที่ข้าคาดไว้มาก เป็นเพราะการเตรียมข้อมูลของข้ามีปัญหาเอง ข้าน่าจะสืบให้รู้ล่วงหน้าว่าเมื่อวานตี๋เหรินเจี๋ยอยู่ทำงานล่วงเวลาเพื่อจัดการเรื่องคณะทูตฝูซาง!"

หมิงซื่ออิ๋นยืนอยู่ตรงข้ามกระดานหมาก จ้องมองกระดานหมากนิ่ง ทันใดนั้นก็สะบัดแขนเสื้อหันหลังกลับไป ยิ้มอย่างอ่อนโยนพลางทอดสายตามองไปยังที่ไกลๆ "นี่ไม่ใช่ความผิดของพวกเจ้า! พวกเจ้าทำได้ดีที่สุดแล้ว แต่ย่อมมีบางเรื่องที่เหนือความคาดหมายของพวกเรา ต่อให้เป็นแผนภาพอัฏฐลักษณ์ ก็มิอาจหยั่งรู้ใจคนได้ทั้งหมด"

"แต่ท่านอาจารย์ ถ้าข้าสามารถคำนวณได้อีกสักก้าว..." อี้ซิงเงยหน้าขึ้นกล่าวอย่างร้อนรน

หมิงซื่ออิ๋นยื่นมือออกไป วางลงบนศีรษะของเด็กหนุ่ม กล่าวด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นแต่อ่อนโยน "บนกระดานหมาก มีเส้นตัดกันแนวตั้งแนวนอนอย่างละสิบเก้าเส้น รวมทั้งหมดสามร้อยหกสิบเอ็ดจุด เมื่อกระดานจบลง ทุกจุดล้วนถูกเติมเต็ม เหลือเพียงสถานะขาวกับดำสองอย่าง เจ้ารู้หรือไม่ว่าหากนับรวมทุกกระดานที่เป็นไปได้ จะมีผลลัพธ์ทั้งหมดกี่แบบ?"

อี้ซิงไม่เคยครุ่นคิดถึงปัญหานี้มาก่อน เขาก้มหน้าใช้เม็ดหมากขาวดำเป็นเครื่องนับ เริ่มคำนวณคำตอบทั้งหมดของหมากล้อม

"ทั้งหมด... ทั้งหมดคือ สองยกกำลังสามร้อยหกสิบเอ็ด ประมาณสี่จุดเจ็ดคูณสิบยกกำลังหนึ่งร้อยแปดขอรับ!"

อี้ซิงเงยหน้าขึ้น เขาไม่คิดเลยว่ามันจะเป็นตัวเลขที่มหาศาลถึงเพียงนี้!

อาหลีที่อยู่ข้างๆ ยังคงยืนนับนิ้วอย่างงุนงง ชายผู้นั้นดึงแขนเสื้อเธอเล็กน้อย เธอจึงเงยหน้าขึ้นอย่างรู้ตัว เมื่อได้ยินตัวเลขที่อี้ซิงคำนวณออกมาได้อย่างรวดเร็ว ในดวงตาเล็กๆ ของเธอก็เต็มไปด้วยความสงสัยอย่างใหญ่หลวง นับไม่ถูกเลยว่านี่เป็นตัวเลขที่มหาศาลเพียงใด

"เพียงแค่ผลแพ้ชนะของหมากล้อม ก็มีมากถึงสองยกกำลังสามร้อยหกสิบเอ็ดแบบแล้ว แต่ผลลัพธ์เหล่านี้มีเพียงสองคำตอบ แพ้ หรือ ชนะ!" หมิงซื่ออิ๋นสะบัดแขนเสื้อลุกขึ้นยืน "และการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดของหมากล้อม ก็เป็นเพียงการเพิ่มตัวเลือกที่สามเข้าไป บนจุดตัดสามร้อยหกสิบเอ็ดจุดนี้ นั่นคือ 'ว่าง'!"

"พูดอีกอย่างก็คือ การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดของหมากล้อม ก็มีเพียงสามยกกำลังสามร้อยหกสิบเอ็ดแบบเท่านั้น!" น้ำเสียงของหมิงซื่ออิ๋นเรียบเฉย เห็นได้ชัดว่าในลานบ้านมีสี่คน แต่กลับราวกับเป็นบทละครที่เขากับอี้ซิงแสดงกันอยู่สองคน

ชายผู้นั้นเบ้ปากอย่างไม่สบอารมณ์ จิบสุราฉางเล่อชุนจากน้ำเต้าสุราที่ห้อยอยู่ที่เอว ทันใดนั้นก็ไอโขลกออกมาอย่างรุนแรง ใบหน้าปรากฏสีแดงก่ำอย่างคนขี้โรค หมิงซื่ออิ๋นเพียงหันกลับมามองเขาแวบหนึ่ง...

อี้ซิงคำนวณความหมายของตัวเลขนี้ไม่ออกแล้ว!

เขารู้เพียงว่าต่อให้เป็นทุกสิ่งทุกอย่างในฉางอัน หรือแม้แต่การดำรงอยู่ทั้งหมดบนทวีปราชา ก็ยังไม่อาจเติมเต็มกระดานหมากเล็กๆ แผ่นนี้ได้!

"หนึ่งหยินหนึ่งหยาง เรียกว่า 'เต๋า'..."

"เม็ดหมากขาวดำเพียงสองสี กลับสามารถแตกหน่อก่อเกิดเป็นตัวเลขที่พวกเรามิอาจนับจนสิ้นสุดได้ชั่วชีวิต"

"แต่การเปลี่ยนแปลงที่ราวกับจักรวาลอันไร้ที่สิ้นสุดนี้ เมื่อตกลงบนกระดานหมาก กลับมีเพียงสองคำตอบเท่านั้น!"

หมิงซื่ออิ๋นกล่าวอย่างสงบ "นั่นก็คือ แพ้ชนะ!"

"หากปราศจากซึ่งแพ้ชนะ จักรวาลในกระดานหมากก็ไร้ซึ่งความหมาย เช่นเดียวกับที่สรรพสิ่งถือกำเนิดจากหยินหยาง และจบสิ้นลงที่หยินหยาง!"

หมิงซื่ออิ๋นหยิบวัตถุอาคมข้างกายขึ้นมา พลังอันยิ่งใหญ่แห่งวิถีอสูรแปรเปลี่ยนเป็นแผนภาพอัฏฐลักษณ์นับไม่ถ้วน สุดท้ายในวัตถุอาคม ก็ย่อส่วนเหลือเพียงแผนภาพหยินและแผนภาพหยางที่เรียบง่ายที่สุด!

เมื่อมองดูการเปลี่ยนแปลงอันลึกล้ำของแผนภาพอัฏฐลักษณ์ที่ผุดขึ้นในวัตถุอาคมนั้น กงซุนหลีก็มีสีหน้าเลื่อมใสยิ่ง ใบหูสั่นไหวไปมาอย่างอยากรู้อยากเห็นยิ่งนัก แต่ในแววตาของชายผู้นั้นกลับมีความเคร่งขรึมอยู่แวบหนึ่ง เขจ้องมองวัตถุอาคมที่ลอยอยู่กลางฝ่ามือของหมิงซื่ออิ๋น ในแววตามีร่องรอยของความหวาดเกรงอยู่ลางๆ

"ภายในเส้นตัดสิบเก้าสาย นอกจากจักรวาลอันไร้ที่สิ้นสุดแล้ว ยังมีการคำนวณของจิตใจคน! การเปลี่ยนแปลงของหมากล้อม ต่อให้ทุ่มเทสติปัญญาของคนทั้งใต้หล้า จะสามารถคำนวณได้ถึงหนึ่งในหมื่นหรือไม่? ดังนั้น อย่างไรเสีย นี่ก็ยังคงเป็นเกมระหว่างคนกับคน"

หมิงซื่ออิ๋นค่อยๆ ยิ้มเย็นชา

อี้ซิงก้มหน้าลงเล็กน้อย มองเห็นการเปลี่ยนแปลงอันไร้ที่สิ้นสุดซ่อนอยู่ระหว่างเส้นตัดบนกระดานหมากในมือ ราวกับซ่อนจักรวาลทั้งใบเอาไว้ข้างใน

"ไม่มีผู้ใดสามารถคำนวณทุกสิ่งทุกอย่างได้!" หมิงซื่ออิ๋นหันหลัง กอดอกกล่าว "ครั้งนี้ล้มเหลว! ครั้งหน้าก็แค่ชนะกลับมาก็สิ้นเรื่อง! ข้าเองก็เคยล้มเหลว..."

หมิงซื่ออิ๋นหันหลังให้อี้ซิง ในแววตาเผยให้เห็นสีหน้าที่มิอาจบรรยายได้ ซึ่งแฝงไว้ด้วยความสิ้นหวังหลังจากการพังทลายของทุกสิ่ง

เขากล่าวเสียงเบา "เพียงแต่ อย่าล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่า!"

"เพราะราคาของความล้มเหลว มันช่างเจ็บปวดรวดร้าวถึงขั้วหัวใจเสมอ!" หมิงซื่ออิ๋นหันหลังให้อี้ซิง ไม่ได้หันกลับมา ในขณะนี้ไม่มีผู้ใดมองเห็นสีหน้าที่มิอาจบรรยายได้ในดวงตาของเขา ภายใต้ความสงบนิ่งนั้น ราวกับแฝงไว้ด้วยความสิ้นหวังหลังจากการพังทลายของทุกสิ่ง เฉกเช่นความมืดมิดสุดขั้วที่ขับเน้นสีขาวบริสุทธิ์ซึ่งมิอาจยอมให้มีสิ่งเจือปนได้แม้แต่น้อย!

อี้ซิงและอาหลีได้ยินเช่นนั้นก็รีบก้มหน้าลง ชายผู้นั้นเพียงแค่ดื่มสุราเงียบๆ ยืนอยู่ข้างๆ ได้ยินหมิงซื่ออิ๋นกล่าวอย่างเรียบเฉย "หมากกระดานนี้ยังเดินไม่จบ แพ้ชนะยังเร็วเกินไปที่จะตัดสิน! อาหลี เงา... พวกเจ้าไปทำธุระของตัวเองก่อนเถอะ!"

อาหลีพยักหน้าอย่างว่าง่าย พลางดึงแขนเสื้อของชายผู้นั้นลากเขาออกไป ชายผู้นั้นตะโกนอย่างเกียจคร้าน "อย่าลืมส่วนที่สัญญากับข้าไว้เล่า! ศาลต้าหลี่เขาก็จ่ายเบี้ยหวัดนะ ต่อให้อยู่ในองค์กรตัวร้าย ก็ต้องจ่ายค่าจ้างตามงานสิ!"

"พี่สาวอวี้หวนจะเป็นคนจัดการให้เจ้าเอง!" อาหลีตะโกนเสียงเบา

ชายผู้นั้นถอนหายใจ "นางทำหน้าเย็นชาแบบนั้น ทำเอาคนรับเงินไม่มีความสุขเลย! สู้เล่นหมากเดิมพันชนะเงินจากเจ้าซิงน้อยยังสนุกกว่า!"

คนทั้งสองค่อยๆ เดินจากไป เสียงก็ค่อยๆ เบาลง

เมื่อห่างออกจากลานบ้าน "เลิกโกงเงินค่าขนมของอาซิงได้แล้ว!" อาหลีตะโกนเสียงดังฟังชัด

เสียงของชายผู้นั้นก็ดังขึ้นเล็กน้อย "เจ้าอย่าพูดจาส่งเดช ข้าไปโกงเมื่อไหร่กัน!"

"ถ้าไม่โกง เจ้าจะไปชนะซิงได้ยังไง? อีกอย่างพี่สาวอวี้หวนบอกว่า เคยเห็นเจ้าสลับหมาก! นางถึงได้ทำหน้าเย็นชาใส่เจ้า... อีกอย่างเหยาเทียนก่อตั้งขึ้นมาเพื่อทำให้ทุกคนมีความสุขนะ ทำไมเจ้ารู้จักแต่เงิน?" กงซุนหลีที่เดินออกจากลานบ้านสะพายร่มบุปผาที่ซ่อมเสร็จแล้ว หันไปถามชายผู้นั้น

ชายผู้นั้นจ้องมองไปเบื้องหน้า ไร้ซึ่งสีหน้าพิเศษใดๆ กล่าวเรียบๆ "อยากให้ทุกคนมีความสุข ก็ต้องทำให้ตัวเองมีความสุขก่อนสิ!"

เขาเหลือบมองกงซุนหลีแวบหนึ่ง "ไม่มีเงิน จะมีความสุขได้อย่างไร?"

คนทั้งสองเดินห่างออกไปไกล หมิงซื่ออิ๋นที่ยังคงอยู่ในลานบ้าน สีหน้ากลับยิ่งดูลึกล้ำยากหยั่งถึง เขาเอ่ยปากช้าๆ

"แต่ข้าสอนเจ้าไว้อย่างไร?"

อี้ซิงเอ่ยปากช้าๆ "ในสายตาของนักเดินหมาก ควรมีเพียงแพ้ชนะเท่านั้น นอกจากนั้นแล้ว ทุกสิ่งอย่างล้วนเป็นสิ่งที่สามารถละทิ้งได้!"

"เจ้าควรจะคำนวณมูลค่าของเม็ดหมากแต่ละเม็ดให้ชัดเจน!" หมิงซื่ออิ๋นกล่าวอย่างเย็นชา

"บนกระดานหมาก มีเพียงแพ้ชนะเท่านั้น นอกจากนั้นอารมณ์ความรู้สึกใดๆ ไม่ว่าจะเป็นความเห็นใจ ความหวาดกลัว ความแค้นเคือง ความยินดี หรือความเคารพ ล้วนเป็นเพียงอุปสรรคของชัยชนะ! เมื่อเจ้าคำนวณมูลค่าของหมากแต่ละเม็ดได้อย่างชัดแจ้ง เลือกทิ้งเลือกเก็บอย่างใจเย็น ชัยชนะก็จะอยู่ในกำมือของเจ้า นอกจากชัยชนะแล้ว ขาวดำก็ไม่มีมูลค่าอื่นใด วิถีแห่งการเดินหมาก มิอาจไม่ชนะ!"

หมิงซื่ออิ๋นค่อยๆ ลุกขึ้น หันกลับไปมองตำหนักไท่จี๋ที่สูงตระหง่านอยู่ไกลๆ ซึ่งกำลังก้มลงมองนครฉางอัน

แววตาของเขาค่อยๆ ลึกล้ำขึ้น ไม่ได้หันกลับมา กล่าวอย่างสงบ "ดังนั้น อย่าทำให้ข้าผิดหวังอีก!"

อี้ซิงลุกขึ้นยืนอย่างเคร่งขรึม กล่าวว่า "ขอรับ! ท่านอาจารย์!"

ในสมองของเขาหวนนึกถึงข่าวกรองที่ได้เห็นในหอเก็บเอกสารลับวันนั้น แม้ว่าหลายครั้งจะเป็นเพียงการมองผ่านไปแวบเดียว แต่จุดสำคัญหลายแห่ง เขาก็จดจำไว้ในสมองแล้ว ในตอนนี้ เมื่อมองดูกระดานหมากเบื้องหน้า แผนการหนึ่งก็ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในใจเขา

"ข้าเตรียมแผนการหนึ่งไว้แล้ว... ครั้งนี้ ข้าจะนำชัยชนะมาให้ท่านอาจารย์ให้ได้"

หมิงซื่ออิ๋นหันมามองเขา ราวกับกำลังรอคอยคำพูดต่อไป

แต่เพิ่งพูดจบ อี้ซิงก็รู้สึกว่าจิตใจของตนเริ่มสับสนเล็กน้อย!

เขากดข่มอารมณ์ที่ซับซ้อนเหล่านั้นลง ใช้เสียงที่ไร้ความรู้สึกกล่าวย้ำ "ครั้งนี้ ซิงจะนำชัยชนะมาให้ท่านอาจารย์ให้ได้!"

"ถ้าเช่นนั้นก็ไปทำซะ!" หมิงซื่ออิ๋นกล่าวเรียบๆ "ละทิ้งเม็ดหมากที่ไร้ค่านั้นไป คำนวณทุกสิ่งอย่างด้วยความเย็นชา สุดท้ายก็จงคว้าชัยชนะมาอย่างใจเย็น ตอนนี้ มันก็แค่เพิ่งจะเปิดกระดานเท่านั้น!"

............

"ท่านตี๋ ยังไม่พักผ่อนอีกหรือขอรับ?"

หลังจากผ่านค่ำคืนที่น่าตื่นเต้น จนทำให้ศาลต้าหลี่เละเทะไปหมดคืนนั้น ในที่สุดหลี่หยวนฟางก็จัดการเรื่องที่ตามมาจนเสร็จสิ้น เขียนรายงานเป็นตั้งๆ พอกลับมาที่พักก็เห็นหอเก็บเอกสารลับยังมีแสงไฟลอดออกมา จึงหาวพลาง เดินเข้ามาดู

ก็เห็นตี๋เหรินเจี๋ยกำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะของลุงฝู จุดตะเกียงสว่าง จ้องมองสถานที่เกิดเหตุซึ่งถูกปิดล้อมไว้ในหอเก็บเอกสารลับเบื้องหน้า

มือขวาของเขาเท้าคาง ราวกับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างอย่างลึกซึ้ง

"ข้ากำลังคิดถึง ร่องรอยที่หลงเหลืออยู่ในที่เกิดเหตุ" ตี๋เหรินเจี๋ยขมวดคิ้วเล็กน้อย หอเก็บเอกสารลับเป็นสถานที่ที่มีการป้องกันแน่นหนาที่สุดในศาลต้าหลี่ กลับปล่อยให้โจรบุกรุกเข้ามาได้ หากไม่ใช่เพราะเขาตื่นตัวพอ เกือบจะเกิดเป็นคดีใหญ่ไปแล้ว

หากมีคนรู้ว่า ศาลต้าหลี่ที่รับผิดชอบคุ้มครองฉางอัน และเชี่ยวชาญการคลี่คลายคดีร้ายแรงคดีใหญ่ กลับถูกโจรงัดแงะเข้ามาได้ ไม่รู้ว่าพวกขุนนางศาลหงหลูจะหัวเราะเยาะกันขนาดไหน!

หยวนฟางได้ยินเช่นนั้นก็สะดุ้งเฮือก แม้แต่ความง่วงงุนที่มีอยู่ก็หายเป็นปลิดทิ้ง กล่าวอย่างตื่นเต้นปนกังวล "ท่านตี๋ ข้าพอจะช่วยอะไรได้บ้างหรือไม่ขอรับ?"

ตี๋เหรินเจี๋ยเห็นดวงตาของหลี่หยวนฟางเป็นประกาย ก็นึกขึ้นได้ว่าหยวนฟางถูกตนดึงตัวเข้ามาอยู่ในศาลต้าหลี่นานแล้ว มัวแต่ยุ่งอยู่กับคดีไก่บินหมาโดดของชาวบ้านละแวกใกล้เคียง! เจ้าหน้าที่สืบสวนคดีร้ายแรงคดีใหญ่ของศาลต้าหลี่แท้ๆ ทั้งวันกลับทำได้แค่คลุกคลีอยู่กับพวกทหารยามอู่โหวของศาลหงหลู ก็ลำบากไม่น้อย

เขาลุกขึ้นเดินไปยังตำแหน่งที่พวกตนบุกเข้ามาในหอด้านใน และเผชิญหน้ากับหัวขโมย

"ในบรรดาสองคนที่บุกเข้ามาเมื่อคืน ร่างที่ผอมบางน่าจะเป็นสตรี นางว่องไวอย่างยิ่ง นับตั้งแต่ที่พวกเราเผชิญหน้ากับนาง จนกระทั่งคนทั้งสองหนีไป นางเคลื่อนผ่านทหารยามของพวกเราไปยี่สิบหกคน ไม่มีผู้ใดสกัดกั้นได้ ตอนที่เข้ามาในหอเก็บเอกสารลับ ยิ่งไปกว่านั้นยังลอบเข้ามาจากช่องแสงบนหลังคาที่คับแคบ แม้แต่เด็กก็ยังยากที่จะมุดเข้ามาได้ หรือแม้แต่กระทั่งเปิดกลไกที่ซ่อนหีบทองคำด้วยตัวเอง!"

ตี๋เหรินเจี๋ยมองดอกบุปผาพันล้านที่เบ่งบานอยู่ใจกลางหอเก็บเอกสารลับ กลไกชั้นหนังสือของหอเก็บเอกสารลับซับซ้อนหลายชั้น คนนอกไม่รู้กฎเกณฑ์ ต่อให้ต้องการค้นหาข่าวกรองที่ตรงกันก็ยังยากลำบาก นับประสาอะไรกับหีบทองคำที่อยู่ภายใต้การปกปิดหลายชั้น!

ในหีบทองคำซ่อนข่าวกรองที่สำคัญที่สุดของศาลต้าหลี่ไว้ ปริศนาการล่มสลายของราชวงศ์หลี่ในอดีต! ความลับของราชวงศ์หยางที่เก่าแก่กว่านั้น! แผนที่รวมเส้นทางลับกลไกตามเขตต่างๆ ในฉางอัน! และข่าวกรองที่เกี่ยวข้องกับองค์จักรพรรดินี! ตลอดจนความลับบางอย่างที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ของเมืองแห่งกลไกอย่างฉางอัน...

หากข่าวกรองเหล่านี้ถูกขโมยไป ต่อให้เป็นเพียงการเปิดหีบทองคำ ขโมยไปเพียงชิ้นเดียว ก็จะกระทบต่อความปลอดภัยของฉางอัน!

"ฝีมือสูงส่งถึงเพียงนี้ ข้าให้คนไปตรวจสอบรายชื่อโจรสาวที่เคยปรากฏตัวตามที่ต่างๆ ตลอดหลายปีที่ผ่านมาแล้ว!"

หลี่หยวนฟางกล่าวอย่างตื่นเต้น "ท่านตี๋ ข้าไปสืบหามาได้นะขอรับ!"

ตี๋เหรินเจี๋ยหันไปมองที่โต๊ะแวบหนึ่ง ตรงนั้นมีแฟ้มข้อมูลโจรสาวที่จับได้และยังจับไม่ได้ตลอดหลายปีที่ผ่านมาวางอยู่... แฟ้มข้อมูลเช่นนี้ ศาลต้าหลี่ย่อมต้องเก็บรักษาไว้ และมันก็อยู่บนชั้นหนังสือข้างๆ นี่เอง

หลี่หยวนฟางมองตามสายตาของตี๋เหรินเจี๋ย ก็สังเกตเห็นเช่นกัน จึงกล่าวอย่างผิดหวังเล็กน้อย "ท่านตี๋ตรวจสอบพบแล้วหรือขอรับ?"

ตี๋เหรินเจี๋ยใช้มือแตะคาง ส่ายหน้าช้าๆ

"นางไม่จำเป็นต้องมีประวัติอาชญากรรมก็ได้!" ตี๋เหรินเจี๋ยกล่าว "โจรทั่วไป ล้วนไปลักขโมยทรัพย์สิน สิ่งที่กลัวที่สุดก็คือศาลต้าหลี่ ในหอเก็บเอกสารลับมีทรัพย์สินอะไรให้ขโมย? ดังนั้นคนผู้นี้น่าจะเหมือนกับพวกเรา เป็นสายลับเช่นกัน! อีกอย่าง หยวนฟาง เจ้าสังเกตเห็นร่มในมือนางหรือไม่?"

"ร่มบุปผาคันนั้นหรือขอรับ?"

หยวนฟางย่อมจำร่มคันนั้นที่อยู่ในมือของโจรได้อย่างชัดเจน มันคล่องแคล่วว่องไวอย่างยิ่ง ปัดป้องลูกธนูที่ยิงมาจากทุกสารทิศได้!

"ใช่แล้ว! นั่นไม่ใช่ร่มกันฝนทั่วไป แต่เป็นร่มบุปผาที่ใช้ในการแสดง" ตี๋เหรินเจี๋ยร่างสูงโปร่งเอนหลังเล็กน้อย จ้องมองที่เกิดเหตุ กอดอกกล่าว "คนเช่นนี้ หากปลอมตัวเป็นนางรำ หรือนางขับร้อง ย่อมจะเข้าถึงข่าวกรองได้ง่ายกว่า!"

"อีกอย่างนางรำฝึกฝนการร่ายรำ สามารถฝึกฝนวิชาตัวอ่อนได้อย่าเปิดเผย การจะมีฝีมือเช่นนี้ก็ไม่แปลก!"

"ดังนั้น เจ้ารู้แล้วหรือยังว่าควรจะเริ่มสืบสวนจากตรงไหน?"

"ข้ารู้แล้วขอรับ! พวกเราควรจะเริ่มจากเขตผิงคัง เขตฉางเล่อ!" หลี่หยวนฟางพลันตาสว่าง กล่าวด้วยสีหน้าเลื่อมใส

ตี๋เหรินเจี๋ยเพียงพยักหน้าเล็กน้อย ไม่ได้แสดงท่าทีภูมิใจอันใด

เขาในวัยที่เพิ่งผ่านพิธีสวมหมวกกลับต้องมาดูแลหนึ่งในสามศาลยุติธรรมของฉางอัน นั่นคือ ศาลต้าหลี่ ผู้บังคับใช้กฎหมาย และเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของฉางอัน

ในตอนแรกอย่าว่าแต่ขุนนางในศาลเลย แม้แต่ราชสำนักก็ เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังอื้ออึง ผู้คนมากมายไม่ยอมรับ หากไม่ใช่เพราะองค์จักรพรรดินีสนับสนุนอย่างเต็มที่ เรื่องนี้ย่อมมิอาจผ่าน สภาจงซู ไปได้

แต่หลายปีมานี้ ตี๋เหรินเจี๋ยอาศัยความสามารถในการคลี่คลายคดีของตนเอง บีบให้ทุกคนต้องยอมรับจนได้ กลายเป็นแขนขวาแขนซ้ายขององค์จักรพรรดินี

จนถึงทุกวันนี้ ไม่มีผู้ใดกล้าสงสัยในความสามารถของตี๋เหรินเจี๋ยอีกแล้ว!

"ยังมีเด็กหนุ่มอีกคนที่ใช้หมากล้อมเป็นอาวุธ... ไม่ได้เห็นมานานแล้ว นักพรตวิถีอสูรกลสวรรค์ที่เชี่ยวชาญถึงเพียงนี้!" ตี๋เหรินเจี๋ยมีสีหน้าเคร่งขรึม คดีในครั้งนี้ เด็กหนุ่มลึกลับคนนั้นตั้งแต่ต้นจนจบ วางแผนอย่างเป็นระบบระเบียบ แม้จะถูกตนเองขัดขวางการกระทำ ก็ยังสามารถถอยกลับไปได้อย่างใจเย็น

ไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่จะรับมือได้ง่ายๆ!

ตี๋เหรินเจี๋ยหันกลับมา จ้องมองที่เกิดเหตุที่ถูกรักษาไว้ตั้งแต่ตอนกลางวัน ทุกร่องรอยในที่นี้ เขาไม่ปล่อยผ่านแม้แต่อย่างเดียว

ในขณะนี้ ตี๋เหรินเจี๋ยกำลังจ้องมองหอเก็บเอกสารลับทั้งหมดอย่างเหม่อลอย ร่องรอยเหล่านั้นราวกับมีชีวิตขึ้นมา ร่างของหัวขโมยสองคนในตอนกลางวัน สิ่งที่พวกเขาเห็นตอนบุกเข้ามาในหอเก็บเอกสารลับ รอยเท้า ร่องรอยความเสียหายของร่มบุปผาที่หลงเหลืออยู่บนเส้นกลไก ลุงฝูที่ถูกวางยา หนึ่งก้าวหนึ่งก้าวที่หมุนไป จนกระทั่งไขจานทองคำของกลุ่มชั้นหนังสือบุปผาพันล้านทั้งหมด...

ร่องรอยนับไม่ถ้วนเหล่านั้น กำลังประกอบกันขึ้นเบื้องหน้าตี๋เหรินเจี๋ย ร่างเป็นเงาลางๆ สามร่าง และค่อยๆ ชัดเจนขึ้นทีละน้อยตามความคืบหน้าของเบาะแส เพียงแต่ยังคงเลือนรางอยู่บ้าง ห่างไกลจากการที่จะมองเห็นใบหน้าที่แท้จริงของพวกเขา

หลี่หยวนฟางถามเสียงเบา "ท่านตี๋ ตอนนี้ท่านกำลังดูอะไรอยู่หรือขอรับ?"

"ดูคนที่สาม!"

หลี่หยวนฟางมีท่างุนงงเล็กน้อย "คนที่สาม? แต่ว่า หัวขโมยวันนี้มีแค่สองคนไม่ใช่หรือขอรับ?"

"ไม่ใช่!" ตี๋เหรินเจี๋ยส่ายหน้าเล็กน้อย "ยังมีคนที่สามที่ซ่อนตัวได้ลึกกว่า! สถานการณ์ภายในหอเก็บเอกสารลับ ลุงฝูที่ถูกวางยาจนสลบ รู้ภูมิประเทศและยามในที่แจ้งที่ลับของศาลต้าหลี่..." ตี๋เหรินเจี๋ยแววตาจับจ้องในบัดดล "และความเข้าใจที่มีต่อตัวข้า!"

"เรื่องเหล่านี้ล้วนบ่งบอกว่า คดีในครั้งนี้ยังมีคนที่สามอยู่!"

"เขาล่วงรู้สถานการณ์ของศาลต้าหลี่ มองเห็นช่องโหว่ของหอเก็บเอกสารลับ วางแผนการในตอนเริ่มต้น! เขายังเข้าใจข้า รู้ว่าข้ามีชั้นหนังสือคดีเก่าที่เตรียมจะรื้อฟื้นขึ้นมาสืบสวนใหม่ คนผู้นี้ต้องอยู่ข้างกายข้าอย่างแน่นอน!"

"ตอนกลางวัน พวกเราบุกเข้ามาในหอเก็บเอกสารลับ เห็นหัวขโมยสองคนพุ่งพรวดออกจากประตู ความสนใจของพวกเราจึงถูกดึงดูดไป!" ตี๋เหรินเจี๋ยจ้องมองเงาที่อยู่ด้านหลังชั้นหนังสือ กล่าวอย่างเคร่งขรึม "ส่วนคนที่สามก็ซ่อนตัวอยู่หลังชั้นหนังสือ รอจนพวกเราสองคนถูกล่อออกไป ก็แฝงตัวเข้าไปในหมู่สายลับที่ตามมาสมทบอย่างเงียบเชียบ..."

หลี่หยวนฟางตกใจจนขนลุกชัน "ท่านตี๋หมายความว่า คนที่สามเป็นคนของศาลต้าหลี่พวกเราเองหรือขอรับ?"

ตี๋เหรินเจี๋ย กล่าวเสียงเบา "ก่อนที่ความจริงจะปรากฏ พวกเราทำได้เพียงสงสัยทุกสิ่งอย่าง! แต่คนที่สามซ่อนตัวได้ลึกมาก ไม่ใช่ว่าจะหาตัวออกมาได้ง่ายๆ!"

"ตอนนี้ต้องเริ่มจากหัวขโมยสองคนที่มีลักษณะเฉพาะชัดเจนก่อน! คนที่ใช้ร่มบุปผาและหมากเป็นอาวุธ คนเช่นนี้มีไม่มากนัก หยวนฟาง! ช่วงนี้เจ้าลำบากหน่อย ช่วยไปสืบหาข่าวคราวที่เกี่ยวข้องให้มากหน่อย! ตอนนี้เจ้าไปพักผ่อนก่อนเถอะ! อย่าให้เสียงานวันพรุ่งนี้"

"ขอรับ!"

หยวนฟางกระโดดโลดเต้น ใบหูใหญ่สองข้างสั่นไหวไปมา วิ่งออกไปแล้ว!

หนึ่งวันต่อมา...

"เป้าหมายของภารกิจคราวก่อน คือแผนที่ลับเขตต่างๆ ของฉางอันที่เก็บไว้ในหอเก็บเอกสารลับศาลต้าหลี่! บนนั้นบันทึกเส้นชีพจรกลไก ทางลับ ช่องว่างระหว่างกำแพง รูปทรง และโครงสร้างของหนึ่งร้อยแปดเขตในฉางอัน!"

"แต่ละเขตในฉางอันถูกแบ่งแยกด้วยกำแพงเขตกลไก ต่างฝ่ายต่างเป็นอิสระ คนส่วนใหญ่เกรงว่าแม้แต่เขตที่ตนเองอาศัยอยู่ก็ยังไม่รู้จักดี... นับประสาอะไรกับการเปลี่ยนแปลงของกลไกในนั้น!"

หมิงซื่ออิ๋นกอดอกยืนอยู่ในลานบ้านเล็กๆ ที่ห่างไกลและเงียบสงบ กำชับต่อหน้าสมาชิกหน่วยเหยาเทียนทุกคนอย่างเคร่งขรึม

ชายผู้นั้นที่ร่วมภารกิจกับอี้ซิงและกงซุนหลีในวันนั้น เงา ก็กำลังพิงอยู่กับต้นสน ดื่มสุราขุ่นทีละถ้วย

นอกจากกงซุนหลี อี้ซิง และเงา ที่ปฏิบัติภารกิจในคืนนั้นแล้ว ครั้งนี้ แม้แต่เผยฉินหู่และหยางอวี้หวนก็มาด้วย ยืนอยู่ข้างๆ อี้ซิงและคนอื่นๆ

เจ้าเสือน้อยดูเหมือนจะกำลังตั้งใจฟังอย่างจดจ่อ แต่สายตาของเขากลับจับจ้องอยู่ที่หูของกงซุนหลีข้างๆ อย่างเห็นได้ชัด หางที่อยู่ด้านหลังสะบัดไปมา เผยให้เห็นธาตุแท้ของเขา...

หมิงซื่ออิ๋นเหลือบมองเผยฉินหู่ที่เห็นได้ชัดว่ากำลังเหม่อลอย สีหน้าพลันเย็นชาลง

อี้ซิงซึ่งเป็นคนเดียวที่รู้แผนการทั้งหมดนอกจากหมิงซื่ออิ๋น รีบรับคำพูดของอาจารย์มากล่าวต่อ "ดังนั้น แผนที่เขตฉางอันลับสุดยอดฉบับนี้ ถูกเก็บไว้เพียงสองแห่งเท่านั้น..."

"หนึ่งคือหอเก็บเอกสารลับที่เก็บข่าวกรองลับของศาลต้าหลี่ และอีกที่ก็คือ..."

หมิงซื่ออิ๋นจ้องมองไปยังพระราชวังที่สูงตระหง่านอยู่ไกลๆ ซึ่งตั้งอยู่บนจุดสูงสุดของฉางอัน เอ่ยปากช้าๆ "อีกที่หนึ่งก็คือตำหนักไท่จี๋!"

"เงา สถานการณ์ของศาลต้าหลี่เป็นอย่างไรบ้าง?"

หมิงซื่ออิ๋นหันไปถามชายผู้เกียจคร้านทันที

ชายผู้นั้นยืดตัวตรง ส่ายหน้ากล่าว "หลังจากแผนการในวันนั้นล้มเหลว ตี๋เหรินเจี๋ยก็สรุปวิธีการที่พวกเราลอบเข้าไปได้อย่างรวดเร็ว และอุดช่องโหว่ในการป้องกันทั้งหมดไปแล้ว! ตอนนี้สายลับของศาลต้าหลี่แบ่งเป็นสามผลัดทั้งในที่แจ้งและที่ลับ เฝ้าระวังสถานการณ์ภายในศาลต้าหลี่อย่างเข้มงวด ในช่วงเวลาสั้นๆ นี้ ไม่มีทางที่จะลอบเข้าไปได้อีก!"

บนใบหน้าของเขาปรากฏแววลังเลชั่วขณะ แล้วกล่าวเสริม "เขายังสั่งให้เด็กรับใช้ตัวเล็กๆ ของเขาไปสืบเบาะแสของเม็ดหมากสองเม็ดที่อี้ซิงทิ้งไว้ ตามความเข้าใจที่ข้ามีต่อเขา ไม่นานเขาก็จะย้ายเป้าหมายมายังสองเขตใหญ่อย่างฉางเล่อและผิงคัง..."

ที่ตั้งของลานบ้านเล็กๆ นี้ ก็คือเขตฉางเล่อนั่นเอง!

หมิงซื่ออิ๋นหยิบเม็ดหมากบนโต๊ะขึ้นมาเม็ดหนึ่ง วางไว้ตรงระหว่างคิ้วของตน เผยรอยยิ้มที่ยากหยั่งถึง กล่าวเสียงเบา "คิดจะตามรอยนักเดินหมากผ่านเม็ดหมากรึ มีแต่จะทำให้เขากระโจนลงมาในกระดานหมาก กลายเป็นส่วนหนึ่งในการวางหมากของข้าเท่านั้น!"

"เขายังไม่คู่ควรที่จะมาเดินหมากกับข้า!"

"อี้ซิง แผนของเจ้าล่ะ?"

อี้ซิงเดินไปที่ขอบกระดานหมาก หยิบเม็ดหมากสีดำเม็ดหนึ่ง วางลงบนตำแหน่งเทียนหยวน

เสียงของเขาใสกระจ่างและเยือกเย็น เป็นระเบียบอย่างยิ่ง พลางพูด พลางใช้เม็ดหมากขาวดำในมือวางลงบนกระดานหมาก จัดเรียงเป็นรูปทรงของเขตต่างๆ รอบตำหนักไท่จี๋คร่าวๆ และชี้ไปยังตำหนักไท่จี๋ที่ตำแหน่งเทียนหยวนกล่าว "ตำหนักไท่จี๋คือจุดที่สูงที่สุดในฉางอัน ดังนั้นไม่ว่าจะมองจากตำแหน่งใดในฉางอัน ก็มิอาจมองเห็นสถานการณ์ภายในได้อย่างชัดเจน"

"อีกทั้งการป้องกันของตำหนักไท่จี๋ก็แน่นหนากว่าศาลต้าหลี่ และไม่มีเงาคนที่สองแฝงตัวอยู่ข้างใน พวกเราแทบไม่รู้ภูมิประเทศ การจัดกำลัง หรือกลไกภายในเลย แม้แต่วิธีที่จะเข้าไปข้างในก็ยังเป็นปัญหา"

ชายผู้นั้นเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย มองอี้ซิงกล่าว "ดังนั้นโอกาสที่ดีที่สุดที่จะปะปนเข้าไปก็คือ..."

"คณะทูตฝูซาง!" ในสมองของอี้ซิง ข่าวกรองเกี่ยวกับคณะทูตฝูซางในวันนั้นยังคงชัดเจน ราวกับไหลผ่านเบื้องหน้าเขา

กงซุนหลีกล่าวอย่างฮึกเหิม "อาหลีปลอมตัวได้นะ ปะปนเข้าไปในคณะทูต สับเปลี่ยนกับคนข้างใน!"

อี้ซิงกลับส่ายหน้า "คณะทูตจะได้รับการต้อนรับอย่างเป็นทางการ ตลอดเวลาที่อยู่ในตำหนักไท่จี๋ล้วนมีศาลต้าหลี่เข้ามาเกี่ยวข้อง การเคลื่อนไหวไม่เป็นอิสระ ไม่ว่าคนใดก็ล้วนมีสายลับจับตามองอยู่ตลอดเวลา!"

"แต่ข้าสังเกตเห็น..."

อี้ซิงเงยหน้าขึ้น ในสมองฉายภาพข่าวกรองแผ่นนั้นที่มองผ่านไปอย่างเร่งรีบในหอเก็บเอกสารลับวันนั้นแวบหนึ่ง องค์ชายเกาเยว่มีฝีมือหมากล้อมสูงส่งอย่างยิ่ง เป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งในแคว้นฝูซาง แต่เมื่อไม่กี่วันก่อน เพิ่งจะพ่ายแพ้ให้แก่ศิษย์ของตนเอง เต้าเช่อ ครั้งนี้ที่มาฉางอัน น่าจะเป็นไปเพื่อสัมพันธไมตรีของสองแคว้น และเพื่อมาประลองฝีมือหมากล้อมที่สูงส่งกว่าในโลกหล้า...

"เกาเยว่ซิ่วเช่อ หัวหน้าคณะทูตฝูซางในครั้งนี้ เป็นคนบ้าหมากล้อม การมาฉางอันก็เพื่อมาประลองฝีมือกับยอดฝีมือแห่งเหอลั่ว"

"ข้าตรวจสอบดูแล้ว โอกาสที่ดีที่สุดที่จะปะปนเข้าไปในตำหนักไท่จี๋ นอกจากงานเลี้ยงพระราชทานในวันขึ้นปีใหม่ที่จะจัดขึ้นในตำหนักไท่จี๋แล้ว ก็มีวันเฉลิมพระชนมพรรษาขององค์จักรพรรดินี หรือแม้แต่งานเทศกาลโคมไฟซ่างหยวน ก็จะเปิดตำหนักไท่จี๋ ให้ประชาชนร่วมเฉลิมฉลอง ตอนนี้แม้จะไม่ใช่เทศกาลซ่างหยวนหรือวันเฉลิมพระชนมพรรษา แต่พวกเราสามารถสร้างโอกาสเช่นนี้ขึ้นมาได้!"

หมิงซื่ออิ๋นเผยรอยยิ้มพอใจ มองอี้ซิงที่ทำหน้าเครียดขรึม ยิ้มกล่าว "พูดต่อสิ..."

"เกาเยว่ซิ่วเช่อมาครั้งนี้ ย่อมต้องทูลขอให้องค์จักรพรรดินีส่งที่ปรึกษาหมากล้อมมาประลองฝีมือด้วย! หากก่อนหน้านี้เกาเยว่ซิ่วเช่อเอาชนะยอดฝีมือหมากล้อมของฉางอันมาได้อย่างต่อเนื่อง จนมีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่ว แต่ที่ปรึกษาของสถาบันหมากล้อมกลับไม่มีผู้ใดสามารถเอาชนะเขาได้! ฉางอันย่อมต้องเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อื้ออึง เกี่ยวข้องกับเกียรติภูมิของแคว้น ในสายตาของท่านอาจารย์ องค์จักรพรรดินีจะรับมืออย่างไรหรือขอรับ?"

"ฮ่าฮ่าฮ่า..." หมิงซื่ออิ๋นเงยหน้าหัวเราะ "ด้วยนิสัยของราชสำนักฉางอันที่ชอบโอ้อวดความสำเร็จเช่นนี้ เรื่องที่ทำให้พวกเขาเสียหน้าขนาดนี้ พวกเขาย่อมต้องเชิญยอดฝีมือหมากล้อมทั่วฉางอันมา คัดเลือกคนหนึ่งไปเอาชนะนักเดินหมากฝูซางผู้นั้น!"

"ต่อให้ อู่เจ๋อเทียน จะหัวเราะแล้วปล่อยผ่านไปได้ แต่ ซือคงเจิ้น ย่อมไม่อาจทนเห็นฉางอันพ่ายแพ้ให้แคว้นเล็กๆ ที่อยู่ใต้อาณัติได้ แม้ว่าจะเป็นเพียงเกมการละเล่นก็ตาม!"

อี้ซิงเงยหน้าขึ้น มองหมิงซื่ออิ๋น กล่าวต่อ "การประลองครั้งนี้ย่อมต้องเป็นที่จับตามองของชาวโลก ก่อนที่กระดานนี้จะเริ่มขึ้น เหล่าขุนนางขุนนางย่อมต้องแห่กันมาชมอย่างแน่นอน ในสายตาของท่านอาจารย์ องค์จักรพรรดินีจะทรงหาวิธีปิดบัง เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ฉางอันต้องเสียหน้า หากการประลองนี้พ่ายแพ้หรือไม่?"

หมิงซื่ออิ๋นยืดตัวลุกขึ้นยืน พยักหน้ากล่าว "ข้ารู้แล้วว่าเจ้าจะพูดอะไร! ด้วยนิสัยของอู่เจ๋อเทียน นางย่อมต้องให้การประลองนี้ดำเนินไปอย่างเปิดเผย! ภายใต้การเป็นสักขีพยานของทุกคน เอาชนะฝูซางอย่างสง่างาม! ดังนั้น ในวันนั้น ตำหนักไท่จี๋ย่อมต้องเปิดออก ให้ชาวเมืองฉางอันทุกคนมาเป็นสักขีพยานในวินาทีนั้น!"

อี้ซิงยื่นมือไปหยิบเม็ดหมากสีดำที่ตำแหน่งตำหนักไท่จี๋ขึ้นมา กล่าวเสียงเบา "นี่ก็คือโอกาสที่จะลอบเข้าไปในตำหนักไท่จี๋!"

............

วันนี้คือวันที่องค์จักรพรรดินีให้คณะทูตฝูซางเข้าเฝ้า!

เหล่าสายลับของศาลต้าหลี่แฝงตัวอยู่ในหมู่ประชาชนที่พากันมายืนดูอยู่สองฟากฝั่งถนน คอยพิทักษ์ความปลอดภัยของฉางอันอย่างเงียบๆ

ตี๋เหรินเจี๋ยยังคงคิดถึงคดีโจรกรรมในศาลต้าหลี่เมื่อหลายวันก่อน สองสามวันนี้ นอกจากจะยุ่งอยู่กับการเตรียมงานอารักขาคณะทูตฝูซางเข้าฉางอันแล้ว เขาก็เอาแต่สืบหาเบาะแสต่างๆ ของคดีนี้ แต่หลายวันที่ผ่านมา นอกจากจะเรียบเรียงเหตุการณ์ในคดีได้หนึ่งรอบแล้ว การสืบสวนเกี่ยวกับหัวขโมยทั้งสองกลับไม่มีความคืบหน้าใดๆ

เบื้องหน้าคือขบวนของคณะทูตฝูซางที่เดินทางอย่างยิ่งใหญ่ ข่าวกรองที่เกี่ยวข้อง ตี๋เหรินเจี๋ยล้วนจำได้ขึ้นใจแล้ว

ในตอนนี้ พวกเขากำลังนั่งอยู่บนเรือบุปผาที่ขับเคลื่อนด้วยกลไกวิถีอสูร แล่นอยู่บนถนนจูเชว่ เรือบุปผาสูงเกือบสิบจั้ง ราวกับพระราชวัง ประดับประดาไปด้วยโคมไฟรูปสัตว์อสูรและแถบผ้าหลากสี บนเรือยังมีนางรำกลไกกำลังร่ายรำอย่างอ่อนช้อย

ท่าทางของพวกเธองดงามยิ่ง ดีดผีผาในมือ เป่าขลุ่ยหลูเซิงและคงโหว ยังมีนักดนตรีคอยตีกลองเจี๋ยกู่ประกอบอยู่ข้างๆ

ในคณะทูตฝูซาง มีคนหนึ่งที่โดดเด่นสะดุดตาที่สุด เขาสวมอาภรณ์หรูหรา อายุราวสามสิบกว่าปี ความสูงห้าฉื่อถือว่าโดดเด่นเล็กน้อยในหมู่คณะทูตฝูซาง ใต้ริมฝีปากมีหนวดสั้นสองกระจุก สวมชุดคาริกินุสีดำขาว

เขาคือทูตพิเศษของคณะทูตฝูซางในครั้งนี้ องค์ชายเกาเยว่

"ได้ยินมาว่าหลังจากที่ทูตฝูซางเข้าฉางอันมา องค์ชายของแคว้นนี้ก็ไปท้าประลองกับนักเดินหมากชื่อดังของฉางอันทั่วทุกแห่ง ตอนนี้ชนะมาสามสิบสองกระดานแล้ว!"

ขุนนางสูงศักดิ์คนหนึ่งที่อยู่ข้างๆ กล่าวเสียงเบากับสหาย

"นักเดินหมากแคว้นเล็ก ชนะแค่พวกมือสมัครเล่นในสำนักหมากล้อมทั่วไปไม่กี่กระดาน ก็มาอวดอ้างว่าฉางอันไร้คนเก่งงั้นหรือ?" สหายของเขาไม่พอใจอย่างมาก

"นักเดินหมากที่องค์ชายฝูซางเอาชนะได้ ไม่ใช่แค่พวกมือสมัครเล่นไม่กี่คนนะ หลิ่วซื่อหง แห่งเขตผิงคังที่เล่นหมากเร็ว เคยเดินหมากโดยไม่นับสาม ประลองกับคนเก้าคนพร้อมกัน ทุกคนล้วนพ่ายแพ้ภายในชั่วเวลาดื่มชาถ้วยเดียว ครั้งนี้ถูกองค์ชายฝูซางเชิญไป ทั้งสองคนต่างก็เล่นหมากเร็ว ตอนแรกเสียงวางหมากดังไม่ขาดสาย แต่หลิ่วซื่อหงกลับยิ่งเดินยิ่งช้า ต่อมามักจะต้องครุ่นคิดอยู่นาน จึงจะวางหมากได้ก้าวหนึ่ง สุดท้ายแค่ช่วงกลางกระดานก็ขอยอมแพ้แล้ว!"

"กู่ชิงซง แห่งเขตฉวีฉือที่มีฝีมือหมากแข็งแกร่งที่สุด เล่นหมากเก่งกาจในการต่อสู้ มักจะอาศัยฝีมือหมากเอาชนะในระหว่างการต่อสู้ที่ชุลมุน แต่พอประลองกับองค์ชายฝูซาง กลับถูกฆ่ามังกรใหญ่!"

"ยังมีคนบ้าหมากที่เล่นหมากพนันกับคนในหอนางโลมเขตผิงคัง คุณป้ากู้ ที่เดินหมากด้วยลูกเล่นแพรวพราว เป็นสตรีแต่กลับเอาชนะนักเดินหมากนับไม่ถ้วนในเขตไคหมิง ท่านซุนนายกอง ที่คำนวณหมากเป็นหนึ่ง ชอบเล่นหมากตาบอดกับคน... องค์ชายฝูซางใช้หมากพนัน หมากพลิกแพลง หมากตาบอด ประลองกับพวกเขาทีละคน ทั้งหมดล้วนเอาชนะขาดลอยในช่วงกลางกระดาน!"

ชาวบ้านข้างๆ กางมือถอนหายใจ "ถ้าอย่างนั้นยอดฝีมือหมากล้อมของฉางอัน ก็ถูกองค์ชายน้อยฝูซางตบแพ้เรียบเลยน่ะสิ?"

เมื่อพูดถึงตรงนี้ ชาวเมืองฉางอันโดยรอบต่างก็ถอนหายใจอย่างหดหู่ ไม่พอใจอย่างมากที่เห็นแคว้นต่างชาติตัวแทนมาอวดเบ่งในฉางอัน

ฉางอันคือเมืองหลวงที่หมื่นแคว้นหลั่งไหลมาสักการะเข้าเฝ้า ตั้งอยู่ใจกลางดินแดนเหอลั่ว!

ทุกสิ่งทุกอย่างของฉางอัน ล้วนเป็นตำนานที่ผู้คนจากที่อื่นเฝ้าใฝ่ฝัน แฟชั่น วัฒนธรรม วิชากลไก ตลอดจนบทกวี วิถีหมาก ของเมืองนี้ ล้วนเป็นที่ยกย่องของใต้หล้า กวี นักดาบ นางรำ นักเดินหมากจากต่างแดน ต้องมาสร้างชื่อเสียงในฉางอันให้ได้ ถึงจะนับว่ามีชื่อเสียงสะท้านใต้หล้าอย่างแท้จริง

ชาวเมืองฉางอันหัวเราะเยาะความป่าเถื่อนของเสวียนยง ดูแคลนความป่าเถื่อนของอวิ๋นจง สมเพชสงครามในดินแดนสามส่วน เหยียดหยามวิชากลไกของไห่ตูที่ขโมยมาจากฉางอัน...

ฝูซางยิ่งเป็นเพียงแคว้นเล็กใต้อาณัติ

เมืองนี้อ้าแขนต้อนรับ ชาวเมืองมีทัศนคติที่อดทนอดกลั้นต่อขนบธรรมเนียมของต่างชาติทั้งหมด เปิดกว้างและยอมรับทุกวัฒนธรรมและทุกชนเผ่า

ในขณะเดียวกัน เมืองนี้ก็หยิ่งทะนงในตัวเองอย่างลึกซึ้ง ชาวเมืองฉางอันไม่คิดว่าฉางอันจะมีที่ใดที่ด้อยกว่าคนอื่น

"นักเดินหมากชื่อดังตามเขตต่างๆ ว่ากันตามจริงก็เป็นแค่ระดับกลางเท่านั้น!"

บัณฑิตหนุ่มคนหนึ่งเงยหน้าขึ้นอย่างฮึกเหิม กล่าวอย่างมั่นเหมาะ "ยอดฝีมือแห่งแคว้นที่แท้จริงของฉางอัน ล้วนอยู่ในสถาบันหมากล้อม องค์ชายฝูซางผู้นี้เย่อหยิ่งจองหอง ยามเข้าเฝ้าองค์จักรพรรดินี ย่อมต้องทูลขอประลองกับฉางอัน รอเพียงฝ่าบาทมีราชโองการ ให้เหล่าที่ปรึกษาในสถาบันหมากล้อมออกโรง ย่อมต้องเอาชนะองค์ชายฝูซางได้อย่างราบคาบ ทำให้เขาได้เห็นถึงความแข็งแกร่งที่แท้จริงของวิถีหมากแห่งฉางอัน!"

"ที่ปรึกษาหลี่ ได้รับสมญานามว่า 'พระพุทธรูปหิน' ฝีมือช่วงกลางกระดานไร้เทียมทานทั่วใต้หล้า การปิดเกมก็ไร้ช่องโว่าง การเดินหมากอดทนหนักแน่น คนอื่นมักจะไม่เข้าใจ คิดว่าฝีมือหมากของตนไม่ต่างจากเขานัก แต่พอถึงช่วงปิดเกม กลับพ่ายแพ้ยับเยินไม่เป็นท่า ถึงเพิ่งจะรู้ตัวว่าสถานการณ์หมากเสียเปรียบไปนานแล้ว!"

"ที่ปรึกษาหวัง การเปิดเกมห้าสิบก้าวแรกไร้เทียมทานทั่วใต้หล้า หากไม่ใช่เพราะชราภาพ ร่างกายอ่อนแอ สภาพจิตใจไม่ดีพอ น่าจะเป็นมือหนึ่งแห่งวิถีหมากของฉางอัน หากเป็นการเดินหมากช้า เกรงว่าแม้แต่ที่ปรึกษาที่ฝีมือสูงสุดไม่กี่คน ก็ยังต้องยอมก้มหัวให้ เดินหมากดำก่อน!"

"ที่ปรึกษากู้ ยอดฝีมือแห่งแคว้นตั้งแต่วัยเยาว์ พลังการคำนวณเป็นหนึ่ง นักเดินหมากแคว้นเล็กอย่างฝูซาง เกรงว่าแม้แต่หน้าก็ยังไม่ได้เห็น!"

ตี๋เหรินเจี๋ยเลิกคิ้วข้างหนึ่ง คิดในใจ "เจ้าพวกนี้ช่างอวดดีเสียจริง..."

เขากวาดตามองชาวเมืองฉางอันที่กำลังวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างออกรสชาติ รวมถึงหุ่นกลข้างกายพวกเขา ไม่มีผู้ใดมีปัญหา แม้แต่พวกเลือดผสมที่มีลักษณะของเผ่าอสูร ก็ยังยืนอยู่อย่างสงบเสงี่ยม

"หมาก!" ตี๋เหรินเจี๋ยนึกถึงเม็ดหมากสองเม็ดที่ตนพกไวในอก พลางนึกถึงคดีเมื่อหลายวันก่อน แววตาก็มืดลงเล็กน้อย

เมื่อเรือบุปผาของคณะทูตเข้าไปในตำหนักไท่จี๋แล้ว ตี๋เหรินเจี๋ยก็พาลูกน้องถอนกำลัง กลับไปยังศาลต้าหลี่...

ในห้องหนังสือของหอด้านนอกชั้นล่างของหอเก็บเอกสารลับ ตี๋เหรินเจี๋ยใช้นิ้วคีบเม็ดหมากสีขาวเม็ดหนึ่งขึ้นมา จ้องมองอยู่นาน เห็นเพียงเม็ดหมากสีขาวนี้มีเนื้อสัมผัสราวกับหยกขาวเนื้อแพะ ถือไว้ในมือก็อุ่นขึ้นเล็กน้อย ให้ความรู้สึกนุ่มนวลอย่างประหลาด

"หมาก... หมากอีกแล้ว!"

ในตอนนี้ หลี่หยวนฟางก็ผลักประตูเข้ามา ประสานมือคารวะ "ท่านตี๋!"

ตี๋เหรินเจี๋ยพลันหันกลับมา สองตายิ้มกล่าว "หยวนฟาง วันนี้ถ้ายังไม่มีผลลัพธ์อะไรอีก วันหยุดคราวหน้าเจ้าก็ไม่ต้องหยุดแล้ว!"

หลี่หยวนฟางรีบล้วงเม็ดหมากสีดำเม็ดหนึ่งออกมาจากอก "บ่าววิ่งไปทั่วทุกสำนักหมากล้อมใหญ่ๆ ในเมืองแล้วขอรับ ไปถามทั้งหลิ่วซื่อหง คุณป้ากู้ กู่ชิงซง นักเดินหมากชื่อดังเหล่านี้ของฉางอัน หรือแม้แต่ไปสอบถามพวกพ่อค้าชาวหูในตลาดตะวันตกที่รู้กว้างเห็นไกลที่สุด หรือแม้แต่พวกพ่อค้าจากไห่ตู ก็ไม่มีผู้ใดเคยเห็นวัสดุที่คล้ายกับเม็ดหมากนี้เลยขอรับ!"

"โอ้!"

ตี๋เหรินเจี๋ยรับหมากดำในมือเขามา เพิ่งจะสัมผัส ไอเย็นสายหนึ่งก็แผ่ออกมาจากเม็ดหมากสีดำ ทำให้สมองปลอดโปร่ง

ถูกหลี่หยวนฟางซ่อนไว้ในอกมานานขนาดนี้ กลับไม่ติดไออุ่นมาแม้แต่น้อย ไอเย็นที่แผ่ออกมา ยังมีสรรพคุณช่วยให้จิตใจตื่นตัวสมองปลอดโปร่งอีกด้วย

ของล้ำค่าหายากเช่นนี้ ในฉางอันที่รวบรวมของแปลกจากหมื่นแคว้นและคนเก่งกาจไว้ ก็ยังไม่มีผู้ใดรู้จัก ก็นับเป็นเรื่องแปลกประหลาดโดยแท้!

"หากมีเพียงเม็ดหมากสีขาวนี้ ข้าคงจะคิดว่านี่ทำมาจากหยกอุ่นที่หายากในโลก แต่เม็ดหมากทั้งขาวดำสองเม็ดนี้ วัสดุกลับเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างน่าประหลาด ทั้งยังมีคุณสมบัติทั้งเย็นและอุ่น..." ตี๋เหรินเจี๋ยสีหน้าเคร่งขรึม กล่าว "เม็ดหมากทั้งสองที่ลึกลับนี้ หรือว่า จะเป็นของล้ำค่าหนึ่งเดียวในโลกจริงๆ?"

เม็ดหมากสีดำขาวสองเม็ด พลิกไปมาในนิ้วของเขา ทำให้ตี๋เหรินเจี๋ยตกอยู่ในภวังค์ความคิด

"แล้วร่มล่ะ?" ตี๋เหรินเจี๋ยถามต่อ

หลี่หยวนฟางล้วงกระดาษขาวแผ่นหนึ่งออกมาจากอก ด้านบนคือภาพวาดร่มบุปผาที่อาหลีใช้ในวันนั้น ซึ่งตี๋เหรินเจี๋ยเป็นผู้วาด เขากล่าวเสียงเบา "บ่าวไปสอบถามสายข่าวมาหลายคน เป็นจริงดังที่ท่านตี๋คาดการณ์ไว้ ร่มนี้เป็นร่มบุปผาที่ใช้ในการร่ายรำจริงๆ ด้วยขอรับ รูปแบบคล้ายคลึงกับที่พบบ่อยในเขตฉางเล่อและเขตผิงคัง!"

"แต่ว่าสองเขตนั้นเป็นเขตที่มีการแสดงขับร้องและฟ้อนรำ นางรำกับนักดนตรีไม่นับหุ่นกลก็มีเป็นพันแปดร้อยคน การจะค้นหาร่างที่คล้ายกับโจรสาวในคืนนั้น ยากเหลือเกินขอรับ!"

"จับตาดูสองเขตนั้นต่อไป! คัดกรองนางรำที่มีชื่อเสียงทั้งหมด"

ตี๋เหรินเจี๋ยฟันธงว่าร่างที่ผอมบางน่าจะเป็นสตรี นางว่องไวอย่างยิ่ง สามารถเข้ามาจากช่องระบายอากาศที่คับแคบ แม้แต่เด็กก็ยังยากที่จะมุดเข้ามาได้ ยิ่งไปกว่านั้นยังไขกลไกที่ซับซ้อนในหอเก็บเอกสารลับได้!

ฝีมือสูงส่งถึงเพียงนี้ เขาได้ส่งคนไปตรวจสอบแฟ้มข้อมูลโจรสาวที่มีชื่อเสียงในศาลต้าหลี่ตลอดหลายปีที่ผ่านมาแล้ว!

กลับไม่มีผู้ใดตรงกันเลย อีกทั้งเป้าหมายของหัวขโมยกลุ่มนั้นก็ชัดเจนอย่างยิ่ง นั่นคือแฟ้มข้อมูลลับที่เก็บไว้ในศาลต้าหลี่ ไม่ใช่ทรัพย์สิน และไม่มีโจรคนไหนกล้ามาขโมยของถึงถิ่นศาลต้าหลี่ คนผู้นี้ก็เหมือนกับพวกเขา ควรจะเป็นสายลับ

คนเช่นนี้ หากใช้สถานะเป็นนางรำ นางขับร้อง ย่อมจะเข้าถึงข่าวกรองได้ง่ายกว่าอย่างเห็นได้ชัด! อีกทั้งนางรำฝึกฝนการร่ายรำ สามารถฝึกฝนวิชาตัวอ่อนได้อย่างเปิดเผย การจะมีฝีมือเช่นนี้ก็ไม่แปลก!

ดังนั้นตี๋เหรินเจี๋ยจึงเบนความสนใจไปยังบุคคลที่มีสถานะใกล้เคียงกัน ส่งคนไป ด้านหนึ่งไปสืบหาเบาะแสของเม็ดหมากทั้งสองตามสำนักหมากล้อมใหญ่ๆ อีกด้านหนึ่งก็คือไปสืบสวนในสองเขตใหญ่อย่างผิงคังและฉางเล่อ ตอนนี้รายงานของหยวนฟาง ก็มายืนยันเบาะแสที่สำคัญอย่างยิ่งยวดข้อหนึ่ง!

เม็ดหมากสีดำขาวสองเม็ด พลิกไปมาในนิ้วของเขา ทำให้ตี๋เหรินเจี๋ยตกอยู่ในภวังค์ความคิด

"ท่านตี๋! ฝ่าบาทมีรับสั่งเรียกเข้าเฝ้า!"

สายลับศาลต้าหลี่ที่มารายงานขัดจังหวะความคิดของตี๋เหรินเจี๋ย...

เมื่อตี๋เหรินเจี๋ยมาถึงตำหนักไท่จี๋ ก็สังเกตเห็นว่าบรรยากาศในตำหนักค่อนข้างผิดปกติ

ขุนนางคนหนึ่งรีบเดินออกมาตามทางเดินในวัง ปากก็พึมพำ "แพ้แล้ว! แพ้แล้วจริงๆ!"

ตี๋เหรินเจี๋ยเดินสวนกับเขา เข้าไปในหมิงถางที่องค์จักรพรรดินีประทับอยู่ พอเข้ามาในท้องพระโรง สิ่งแรกที่เห็นคือที่ปรึกษาหมากล้อมผมขาวโพลนสองคน กำลังถือหมากวิเคราะห์เกมย้อนหลังอยู่ที่ขั้นบันได บรรยากาศในท้องพระโรงหนักอึ้งราวกับปรอท เหล่านางกำนัลขันทีต่างก็เดินเหินเบาไม้เบามือ ไม่กล้าส่งเสียงดัง

ร่างขององค์จักรพรรดินีบนท้องพระโรงประทับอยู่บนบัลลังก์มังกร ทอดพระเนตรการวิเคราะห์เกมย้อนหลังของเหล่าที่ปรึกษา เพียงแค่เงาพระวรกายด้านข้าง ก็งดงามยิ่งนัก ทั้งยังสง่างามยิ่ง

ตี๋เหรินเจี๋ยเดินมาถึงหน้ากระดานหมาก เมื่อเห็นกระบวนหมากที่ที่ปรึกษาทั้งสองกำลังวิเคราะห์ย้อนหลัง ก็ยอดเยี่ยมไร้ที่ติจริงๆ ในใจเขาก็สะดุดขึ้นมาแวบหนึ่ง คิดในใจ "ยี่สิบก้าวแรกนี้ ช่างเปิดกว้างยิ่งนัก นี่มันคือกระบวนหมากของที่ปรึกษาหวังนี่นา แค่ดูกระดานหมาก องค์ชายน้อยฝูซางแม้จะได้เปรียบจากกระบวนหมากที่ไม่คุ้นตาไปบ้าง แต่ก็นับเป็นยอดฝีมือแห่งยุคคนหนึ่งแล้ว!"

"ตี๋ชิงมาแล้วหรือ!" องค์จักรพรรดินีสังเกตเห็นตี๋เหรินเจี๋ยเข้ามา จึงเงยพระพักตร์ขึ้น หันมายิ้มกล่าว "ดูท่าทางหวาดกลัวของพวกเขาเถิด ข้าจะเพราะเรื่องเล็กน้อย รู้สึกเสียหน้า ก็เลยโมโหใหญ่โต ลงโทษพวกเขารึ?"

"ก็แค่แคว้นเล็กใต้อาณัติ มีสุดยอดนักเดินหมากโผล่มาอีกคนเท่านั้น!"

"ฉางอันกว้างใหญ่ เหอลั่วกว้างขวาง รองรับคนได้ทุกคน!"

อู่เจ๋อเทียนค่อยๆ ก้าวลงจากบัลลังก์มังกร ให้ที่ปรึกษาทั้งสองหยุดการวิเคราะห์เกม "ตี๋ชิง ที่ข้าโมโหน่ะ คือท่าทีของพวกเขา ก่อนที่จะชนะ ก็ท่าทางข่มขู่ อวดดี พอแพ้ไปกระดานหนึ่งก็พูดไม่ออก สีหน้าเคร่งเครียด พอแพ้กระดานที่สอง... ข้ามองลงมาจากข้างบน ขุนนางทั้งกลุ่มมีแต่ไอดำทะมึน ทำเอาทูตต่างบ้านต่างเมืองดูแคลน พอถึงกระดานที่สาม พากันเงียบกริบจนได้ยินเสียงเข็มตก..."

"ข้าโมโหที่พวกเขาแพ้ไม่เป็น! พวกเขาแพ้ไม่เป็น ทำให้ข้าก็แพ้ไม่เป็นไปด้วย!"

"ดังนั้น กระดานต่อไป... ต้องชนะเท่านั้น!"

ตี๋เหรินเจี๋ยก้มศีรษะลงกล่าว "ฝ่าบาท กระหม่อมเป็นแต่สืบคดี ไม่เป็นหมากล้อม! หากมีพระบัญชาให้กระหม่อมไปสืบสวนว่ายอดฝีมือหลี่ ยอดฝีมือหวัง ยอดฝีมือกู้ แพ้ได้อย่างไร กระหม่อมย่อมต้องน้อมรับพระบัญชา แต่การจะให้กระหม่อมไปค้นหานักเดินหมากที่จะต้องชนะให้ได้..."

"นั่นไม่จำเป็น!" องค์จักรพรรดินีถอนพระทัย "ยอดฝีมือหวัง ข้าไม่โทษเขา อย่างไรเสียก็ชราภาพแล้ว ยี่สิบก้าวแรกของหมาก ทุกคนต่างก็บอกว่าดี น่าเสียดายที่เดิมทีควรจะเดินได้ห้าสิบก้าว ตอนนี้สามสิบก้าวก็ใช้การไม่ได้แล้ว! เป็นคนที่แพ้เร็วที่สุด ยอดฝีมือหลี่ช่วงกลางกระดานไร้เทียมทาน ผลลัพธ์ก็ทำได้เพียงยื้อสุดกำลัง ช่วงปิดเกมที่เขาถนัดที่สุดก็ยังสะเปะสะปะ เล่นได้เละเทะไปหมด ยอดฝีมือกู้ วันนี้ป่วย! ไม่ได้มาตามราชโองการ เป็นที่ปรึกษาหลิ่วมาเล่นแทนเขา"

"แต่สุดท้ายก็ยังแพ้ไปก้าวหนึ่ง!"

ตี๋เหรินเจี๋ยขมวดคิ้วเล็กน้อย องค์จักรพรรดินีสังเกตเห็นดังนั้น จึงยิ้มกล่าว "ข้าให้คนไปตรวจสอบแล้ว ยอดฝีมือกู้ป่วยจริงๆ ชั่วครู่ชั่วยามคงไม่หายดี ดังนั้น ข้าจึงสั่งให้เขาเสนอชื่อคนหนึ่งคน มาเป็นตัวแทนฉางอันของข้า รับมือกับองค์ชายน้อยฝูซาง หากแพ้ ก็จะลงโทษรวมกับครั้งนี้ไปด้วย!"

ที่ปรึกษาผมขาวหงอกคนหนึ่งที่อยู่ด้านล่าง รีบประสานมือกล่าว "ฝ่าบาท เฒ่ากระหม่อมยินดีรับมือกับองค์ชายฝูซางผู้นั้น สร้างชื่อเสียงให้แคว้นพ่ะย่ะค่ะ!"

อู่เจ๋อเทียนกลับตัดบทเขา "ที่ปรึกษาฉือ ในสถาบันหมากล้อม ฝีมือหมากของท่านก็ยังไม่ถึงขั้นหนึ่ง ฝีมือเป็นเช่นไร ข้าย่อมรู้แจ้งแก่ใจ อีกอย่างฉางอันมีพยัคฆ์ซ่อนมังกร แม้สถาบันหมากล้อมจะใหญ่โต ข้ากลับไม่กล้าพูดว่ายอดฝีมือทั่วหล้าล้วนอยู่ในกำมือข้าแล้ว ควรรอพบคนที่ยอดฝีมือกู้เสนอชื่อมาก่อน แล้วค่อยตัดสินใจ!"

ที่ปรึกษาฉือจึงต้องถอยกลับไปอย่างห่อเหี่ยว...

อู่เจ๋อเทียนและตี๋เหรินเจี๋ยพูดคุยกันสองสามคำ ความขุ่นมัวเมื่อครู่ก็ค่อยๆ สลายไป บรรยากาศในท้องพระโรงค่อยๆ กลับสู่ภาวะปกติ ในตอนนั้นเองก็มีขันทีเข้ามารายงาน "ฝ่าบาท นักพรตโบตั๋นขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ!"

องค์จักรพรรดินียิ้ม "ข้าให้ยอดฝีมือกู้เสนอชื่อยอดฝีมือหมากล้อมให้ข้า เขากลับบอกว่านักพรตโบตั๋นสายหยินหยางของข้า มีฝีมือหมากอยู่เหนือกว่าเขาเสียอีก ให้เขาเข้ามาเถอะ!"

ตี๋เหรินเจี๋ยเงยหน้ามองไป เห็นเพียงนักพรตโบตั๋นผู้มีชื่อเสียงว่าสุภาพอ่อนโยนและสง่างามเป็นเลิศ กำลังนำเด็กหนุ่มอายุราวสิบสี่สิบห้าปีคนหนึ่ง ค่อยๆ เดินเข้ามาในท้องพระโรง

องค์จักรพรรดินียิ้ม "ชิงมาเพื่อรับคำท้ารึ?"

หมิงซื่ออิ๋นคุกเข่าลงกล่าว "ข้ามาเพื่อเสนอชื่อนักเดินหมากให้ฝ่าบาท เพื่อประลองกับองค์ชายฝูซางพ่ะย่ะค่ะ!"

"โอ้! พวกเจ้าคนหนึ่งผลักให้คนหนึ่ง สุดท้ายแล้วใครกันที่จะเป็นตัวแทนจุดสูงสุดแห่งวิถีหมากของฉางอันได้?" ดวงเนตรขององค์จักรพรรดินีดุจไข่มุกจ้องมองหมิงซื่ออิ๋น สายพระเนตรราวกับสามารถมองทะลุจิตใจคนได้

"ศิษย์น้อยอี้ซิง ฝีมือหมากอยู่เหนือข้าไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ!"

หมิงซื่ออิ๋นส่งสัญญาณให้เด็กหนุ่มข้างกาย

ตี๋เหรินเจี๋ยเห็นเด็กหนุ่มร่างผอมบางร่างสูงสง่าราวกับต้นหยก เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ใบหน้าด้านข้างที่งดงามเรียบเฉยไร้ระลอกคลื่น ชายเสื้อคลุมยาวที่สวมอยู่ วาดลวดลายภูเขาสายน้ำด้วยสีครามเข้ม ปลายแขนเสื้อตั้งขึ้น แขนเสื้อม้าทะมัดทะแมง ที่เอวคาดด้วยแถบผ้าปักลายเมฆมงคลสีคราม ขับเน้นให้ผมยาวที่ราวกับย้อมด้วยหมึกดำสยายอยู่ด้านหลัง

สิ่งที่ทำให้เขาจดจำได้ในทันที กลับเป็นดวงตาที่เจิดจรัสราวกับดวงดาวของเด็กหนุ่มคู่นั้น ขาวดำแบ่งแยกชัดเจน ยิ่งกว่าเม็ดหมากเสียอีก

องค์จักรพรรดินีผู้ชื่นชอบความงามเลิกคิ้วเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าค่อนข้างชื่นชม

แต่ที่ปรึกษาฉือข้างๆ กลับขมวดคิ้วอย่างแรง ทูลต่อองค์จักรพรรดินี "ฝ่าบาท เด็กน้อยยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมเช่นนี้ จะไปชนะทูตฝูซางได้อย่างไร? ขอทรงโปรดลงอาญาหมอดูหยินหยางผู้นี้ฐานหลอกลวงเบื้องสูงด้วยพ่ะย่ะค่ะ!"

แต่ชื่นชมก็ส่วนชื่นชม สำหรับการที่จะให้เด็กหนุ่มคนหนึ่งเป็นตัวแทนฉางอันในการรับมือนั้น องค์จักรพรรดินีก็ยังคงมีความรอบคอบอยู่บ้าง นางมองใบหน้าที่ยังคงมีเค้าความเยาว์วัยของอี้ซิง ทรงลังเลเล็กน้อย "เจ้ารู้หรือไม่ว่าที่ปรึกษาหมากของข้า ล้วนเป็นบุคคลระดับหนึ่งที่หมกมุ่นอยู่ในวิถีหมากมาหลายสิบปี ผ่านสมรภูมินับร้อยนับพัน! เจ้ายังไม่ถึงวัยสวมหมวก เหตุใดจึงกล้าพูดง่ายๆ ว่าชนะพวกเขาแล้ว?" "นักพรตโบตั๋น ยอดฝีมือเคอ บอกว่าฝีมือหมากของเจ้าชนะเขาแล้ว และเจ้าก็ยังบอกว่า ฝีมือหมากของศิษย์เจ้า ชนะเจ้าอีก!"

"ฮึ่ม! พวกเจ้าแพ้มาสามกระดาน ทำให้ข้าเสียหน้าไปไม่น้อย หรือจะเป็นเพราะหวงแหนชื่อเสียงของตน ถึงได้ส่งเด็กหนุ่มคนนี้มาเป็นแพะรับบาป?"

"ได้ยินมาว่าฝ่าบาท ก็ทรงขึ้นครองราชย์ตั้งแต่ยังเยาว์วัยเช่นกัน!"

นักพรตโบตั๋นยิ้มเล็กน้อย อี้ซิงเงยหน้าขึ้นอย่างไม่เกรงกลัว สบตากับสตรีผู้มีอำนาจสูงสุดในฉางอันโดยตรง กล่าวอย่างสงบ "ท่านตี๋ก็เช่นกัน รับหน้าที่ดูแลศาลต้าหลี่ตั้งแต่วัยเพิ่งสวมหมวก ไม่ทราบว่าเคยถูกคำพูดไร้สาระของคนธรรมดาสามัญรบกวนบ้างหรือไม่? พวกเขาก็ล้วนเป็นคนที่มีหนวดเครายาวเฟิ้มกันทั้งนั้น หรือจะเก่งกาจกว่าฝ่าบาทและท่านตี๋เล่า? ฉางอันภายใต้การปกครองของฝ่าบาทมีผู้มีความสามารถมากมาย การจะมีอัจฉริยะด้านหมากล้อมโผล่มาอีกสักคน ฝ่าบาทมิต้องทรงประหลาดใจไปหรอกพ่ะย่ะค่ะ"

"เจ้า!" ที่ปรึกษาฉือที่มีหนวดเครายาวเฟิ้มอยู่ข้างๆ โกรธจนพูดไม่ออก

"ฮ่าฮ่า!" องค์จักรพรรดินียิ้มเล็กน้อย แววตาฉายแววชื่นชม เห็นได้ชัดว่าทรงพอพระทัยอย่างยิ่ง "ข้ากับตี๋ชิง ย่อมเป็นคนไม่ธรรมดาอยู่แล้ว แต่คนเรามิอาจตัดสินกันที่ภายนอกได้ การประลองหมากครั้งนี้ เกี่ยวข้องกับเกียรติภูมิของฉางอัน ย่อมมิอาจตัดสินใจเพียงเพราะคำพูดสามสองคำนี้ได้ เอาอย่างนี้ ตี๋ชิง..."

ตี๋เหรินเจี๋ยที่อยู่ข้างๆ ประสานมือรับคำ ก็ได้ยินองค์จักรพรรดินีตรัสว่า "เจ้าก็จงเป็นคนออกข้อสอบ ทดสอบเขาแทนข้าที!"

ตี๋เหรินเจี๋ยหันกลับไปมองอี้ซิงแวบหนึ่ง ในเรื่องวิถีหมาก เขาไม่อาจเรียกได้ว่าสูงส่ง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการไปทดสอบยอดฝีมือแห่งแคว้น! คำถามเดียวยากคนสองคน ช่างเป็นนิสัยของฝ่าบาทผู้นี้โดยแท้

อู่เจ๋อเทียนลุกขึ้นยืน ก้าวลงจากบันไดมายืนขวางหน้า ที่ปรึกษาหมากทั้งสอง มองตี๋เหรินเจี๋ยและอี้ซิง มุมปากยกยิ้มเล็กน้อย ท่าทางอยากจะชมดูละครยิ่งนัก

ตี๋เหรินเจี๋ยจนปัญญาต่อนิสัยขี้เล่นเป็นครั้งคราวของฝ่าบาทผู้นี้ เหลือบมองที่ปรึกษาทั้งสองที่กำลังวิเคราะห์เกมย้อนหลังอยู่ด้านหลังแวบหนึ่ง ในใจก็มีแผนการขึ้นมาทันที กระแอมไอเล็กน้อย ล้วงเม็ดหมากขาวดำสองเม็ดนั้นออกมาจากแขนเสื้อ ยื่นให้ อี้ซิงดู

เม็ดหมากสองเม็ดนี้ ก็คือที่หัวขโมยทิ้งไว้ในคืนนั้น

ตี๋เหรินเจี๋ยจงใจกวาดตามองสีหน้าของทุกคนในท้องพระโรงอย่างไม่จงใจ แววตาที่เปี่ยมไปด้วยความสนใจขององค์จักรพรรดินี ความประหลาดใจไม่แน่นอนของที่ปรึกษาหมากทั้งสอง ความสงบนิ่งเฉยเมยของอี้ซิง เอ่ยปากกล่าว "ทายหมาก ทายถูกสีขาวได้เดินก่อน!"

พูดจบ ก็แบ่งเม็ดหมากถือไว้ในมือซ้ายขวา

อี้ซิงจ้องมองเม็ดหมากที่ตนเองทำตกไว้ตอนก่อเหตุ ไม่เพียงแต่ไม่ตึงเครียดแม้แต่น้อย กลับยังรู้สึกว่ามันช่างธรรมดาเสียเหลือเกิน เขากล่าวอย่างสงบ "ข้าทายขวา"

ตี๋เหรินเจี๋ยแบมือขวาออก กลับเป็นหมากดำ!

อันที่จริง ในมือทั้งสองข้างของเขาไม่ได้มีเม็ดหมากที่แน่นอน ไม่ว่าอี้ซิงจะทายมือข้างไหน ก็จะกลายเป็นหมากดำที่ได้เดินทีหลังอยู่ดี!

ตี๋เหรินเจี๋ยผู้ถือหมากขาวเอ่ยปากก่อน "ตะวันออกสอง เหนือห้า!"

อี้ซิงพลันเงยหน้าขึ้น มองไปยังตี๋เหรินเจี๋ย แววตาถึงเพิ่งจะมีแววอยากจะเอาชนะขึ้นมาบ้าง ที่ปรึกษาฉือผู้นั้นกลับชะงักไป มองดูกระดานหมากอย่างรวดเร็วแวบหนึ่ง กล่าวอย่างประหลาดใจ "นี่จะเล่นหมากตาบอดรึ?"

ที่ปรึกษาอีกคนก็ไม่สนใจอู่เจ๋อเทียนที่อยู่ข้างๆ แล้ว กล่าวอย่างเคร่งขรึม "หมากตาบอดแค่ยี่สิบก้าวก็ต้องมั่วแล้ว พวกเราต่อให้เผชิญหน้ากับกระดานหมากประลองกัน พลังใจก็ยังมิอาจเอาชนะได้! ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการไม่มีกระดานหมาก ไม่มีเม็ดหมาก มีเพียงกระดานในใจเท่านั้น!"

"เล่ากันว่าที่ปรึกษาหวังในวัยหนุ่ม กลับสามารถเล่นกระดานในใจได้ห้าสิบก้าว นี่ก็คือที่มาของสมญานาม 'เปิดเกมห้าสิบก้าวไร้เทียมทาน' ของเขา แต่การใช้วิธีนี้เดินจนจบทั้งกระดาน เกรงว่าคงต้องเป็นเซียนหมากในตำนานมาเอง ถึงจะมีความสามารถนี้!"

ในแววตาของอี้ซิงปรากฏรอยยิ้มแวบหนึ่ง ทั้งร่างราวกับถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมา เปล่งประกายความคมกล้าที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับเด็กหนุ่มที่อ่อนโยนคนก่อนหน้านี้ เขาไม่รอถึงสองลมหายใจ ก็ตอบรับทันที "ตะวันออกสี่ เหนือห้า!"

"ตะวันออกสี่ เหนือหก!"

"ตะวันออกสาม เหนือห้า!"

"ตะวันออกสาม เหนือหก!"

ทั้งสองคนผลัดกันไปมา เริ่มเล่นหมากตาบอด ที่ปรึกษาทั้งสองคอยวางหมากวิเคราะห์เกมย้อนหลังอยู่ข้างๆ เพิ่งจะเดินได้หกเจ็ดเม็ด ที่ปรึกษาฉือก็เผยสีหน้าตกตะลึง "นี่มัน..."

อู่เจ๋อเทียนที่อยู่ข้างๆ ส่งสัญญาณให้เขาเงียบเสียง องค์จักรพรรดินีจ้องมองกระดานหมาก ยิ้มกล่าว "ตี๋ชิงช่างรู้จักฉวยโอกาสจริงๆ ใช้บันทึกหมากที่พวกเจ้ากำลังวิเคราะห์ย้อนหลังอยู่เสียด้วย เมื่อครู่ข้าได้ยินพวกเจ้าพูดว่า ที่ปรึกษาหวังเปิดเกมได้เปรียบเล็กน้อย จนกระทั่งถึงก้าวที่สี่สิบสาม ถึงได้พลาดท่าไปก้าวหนึ่ง"

ที่ปรึกษาฉือรีบอธิบาย "ท่านตี๋แม้จะใช้บันทึกหมากที่พวกเราวิเคราะห์ย้อนหลังอยู่ แต่ท่านตี๋ก็ไม่ได้เห็นพวกเราวิเคราะห์ย้อนหลังตั้งแต่ต้นจนจบ ที่เห็นเป็นเพียงบันทึกหมากที่ไม่สมบูรณ์ อาศัยเพียงบันทึกหมากที่ไม่สมบูรณ์ที่เห็นเพียงชั่วพริบตา กลับสามารถเล่นหมากตาบอดกับเด็กหนุ่มผู้นี้ได้ สติปัญญาของท่านตี๋เห็นได้ชัดเจนยิ่งนัก หากไม่ใช่เพราะเขายุ่งอยู่กับราชการ ไม่ได้สนใจในวิถีหมาก เกรงว่าเพียงแค่ฝึกฝนสามห้าปี ก็เป็นยอดฝีมือแห่งยุคได้แล้วพ่ะย่ะค่ะ!"

"ถ้าอย่างนั้น... เด็กหนุ่มคนนั้นเล่า?"

ที่ปรึกษาฉือมีสีหน้าลังเลเต็มที ที่ปรึกษาอีกคนที่อยู่ข้างๆ ถึงได้กล่าวตะกุกตะกัก "เหมือนเกินไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ! องค์ชายฝูซางถือหมากขาวเดินก่อน ก้าวที่สองของที่ปรึกษาหวังที่ถือหมากดำ ใช้วิธีการเดินหมาก 'เจิ้นเสินโถว' ที่เขาศึกษามาสิบปี นับแต่นั้นมาก็ได้เปรียบเล็กน้อย จนกระทั่งถึงก้าวที่สี่สิบสอง ก็สร้างสถานการณ์ 'หนึ่งเม็ดล่าสองทาง' ขึ้นมาได้ หมากขาวตัดสินใจลำบาก ตามหลักแล้ว ก็ควรจะทิ้งหมากไปหลายส่วน"

ที่ปรึกษาฉือก็ถอนหายใจ "แต่องค์ชายฝูซางเกาเยว่ซิ่วเช่อ ในก้าวที่สี่สิบสาม กลับใช้ 'หนึ่งเม็ดแก้การล่าสองทาง' ที่ยอดเยี่ยมอย่างยิ่ง แก้กระบวนหมาก 'เจิ้นเสินโถว' ไปได้ นี่ถึงได้ทำให้ที่ปรึกษาหวังตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ จนกระทั่งจบกระดานก็มิอาจพลิกกลับมาชนะได้!"

"บันทึกหมากเช่นนี้ กับการประลองของคนทั้งสองในตอนนี้ ช่างเหมือนกันราวกับแกะ!"

ที่ปรึกษาฉือกล่าวอย่างลังเล "หากไม่ใช่เพราะการประลองทั้งสามกระดาน เพิ่งจะเกิดขึ้นในวังหลวง บันทึกหมากยังไม่แพร่ออกไปข้างนอก ข้าคงจะสงสัยว่า เด็กหนุ่มคนนั้นได้ดูการประลองนั้นมาก่อนแล้ว เตรียมตัวมาอย่างดี?"

ที่ปรึกษาอีกคนกลับส่ายหน้า "ถ้าเตรียมตัวมาอย่างดี ก็ยิ่งไม่ควรวิเคราะห์ย้อนหลังกระดานนี้ พวกเราศึกษาอยู่หลายชั่วยาม ก็ยังมิอาจทำลายกระบวนท่า 'หนึ่งเม็ดแก้การล่าสองทาง' ที่ยอดเยี่ยมนั้นขององค์ชายฝูซางได้ เขาถือหมากดำ เป็นฝ่ายเดียวกับที่ปรึกษาหวัง หากยังไม่เปลี่ยนกระบวนหมากอีก มิใช่ว่าจะต้องแพ้รึ?"

"พูดอย่างนี้ก็คือ อี้ซิงถ้าเดินต่อไป จะแพ้?"

องค์จักรพรรดินีเลิกพระขนงขึ้นเล็กน้อย ดอกไม้สีแดงบนหน้าผากสั่นไหวเล็กน้อยราวกับหยดน้ำ รอยแต้มสีแดงบนแก้มทั้งสองก็ปรากฏขึ้น รอยยิ้มคล้ายมีคล้ายไม่มี

ที่ปรึกษาทั้งสองพยักหน้าเล็กน้อย "หากเขาทำลายกระบวนท่าที่ยอดเยี่ยมนั้นไม่ได้ ต้องแพ้อย่างแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ!"

ทั้งสามคนเป็นเพียงผู้เฝ้าดู ย่อมไม่รู้ความจริง มีเพียงตี๋เหรินเจี๋ยที่กำลังประลองกับอี้ซิงอยู่เท่านั้น ที่รู้สึกได้ลึกซึ้งที่สุด

ในตอนนี้เขาต้องใช้สมาธิทั้งหมด ถึงจะสามารถจดจำเม็ดหมากที่ทั้งสองคนวางลงในใจได้ ด้านหนึ่งก็ต้องครุ่นคิดถึงการประลองในก้าวต่อไป

"หมากตาบอดกระดานในใจ ช่างสิ้นเปลืองพลังใจมากเกินไปจริงๆ! หากไม่ใช่เพราะข้าจดจำบันทึกหมากได้ ไม่จำเป็นต้องคิดและใช้ฝีมือหมากมากนัก ตอนนี้ก็คงจะพ่ายแพ้ไปนานแล้ว! แต่ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้น หมากล้อมก็ควรจะมีการเปลี่ยนแปลงที่หลากหลาย ไม่มีทางที่จะบังเอิญถึงเพียงนี้ ยังคงซ้ำรอยกระดานก่อนหน้านั้น..."

"นอกเสียจาก!" ตี๋เหรินเจี๋ยเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย มองอี้ซิงที่กำลังดื่มด่ำอยู่ในโลกของตนเอง ราวกับอยู่เหนือกระดานหมาก กลายเป็นผู้วางหมากที่ควบคุมทุกสิ่งอย่าง

"นอกเสียจากว่าเขาจงใจเล่นไปตามข้า!"

"ไม่สิ ไม่ใช่ เขาไม่ได้เล่นไปตามข้า แต่เขาได้ก้าวข้ามบททดสอบท้าทายในตอนนี้ไปแล้ว เขากำลังเลียนแบบความคิดของที่ปรึกษาหวัง ประลองหมากกับเกาเยว่ซิ่วเช่อข้ามผ่านกาลเวลาอยู่ต่างหาก!"

"ทั้งกระดานหมากล้วนอยู่ในการควบคุมของเขา!"

"เขาไม่ได้กำลังเล่นหมากกับข้า แต่กำลังยืมมือข้า เพื่อสร้างการประลองในครั้งนั้นขึ้นมาใหม่!"

ในใจของตี๋เหรินเจี๋ยเกิดคลื่นระลอกหนึ่ง นี่ไม่เพียงแต่เป็นความผ่อนคลายที่คล่องแคล่วอยู่บนกระดานหมากเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นการคำนวณจิตใจคน แจ่มแจ้งดุจฝ่ามือ!

ตั้งแต่ที่เด็กหนุ่มคนนั้นก้าวเข้ามา ก็ควรจะสังเกตเห็นแล้วว่าที่ปรึกษาหมากทั้งสองกำลังวิเคราะห์เกมย้อนหลังตามรับสั่ง และในตอนที่ตนเองใช้วิชาหมากตาบอด วางเม็ดแรกในกระดานในใจ ก็ยิ่งเข้าใจในทันทีถึงการฉวยโอกาสของตี๋เหรินเจี๋ย

เดิมทีขอเพียงเขาใช้วิธีวางหมากที่แตกต่างออกไป ตี๋เหรินเจี๋ยก็ทำได้เพียงใช้ฝีมือหมากระดับสี่ห้าขั้นของตนเองรับมือ อาศัยความทรงจำที่น่าทึ่งของตน ทดสอบว่าในการประลองที่ดุเดือด อี้ซิงจะสามารถจดจำเม็ดหมากที่ตนเองวางลงไปได้หรือไม่

นี่ก็นับเป็นการทดสอบชนิดหนึ่ง!

แต่เมื่อเทียบกับการประสานมือที่ราวกับการวิเคราะห์เกมย้อนหลังเช่นนี้ มันช่างง่ายดายเกินไปนัก วิธีการของอี้ซิงในตอนนี้ เท่ากับยื่นอาวุธไปถึงหน้าคู่ต่อสู้ จากนั้นก็มัดมือตัวเองไว้ข้างหนึ่งแล้วค่อยประลอง

ไม่เพียงแต่ต้องนำกระบวนหมากของที่ปรึกษาหวังมาใช้ เพื่อประสานกับบันทึกหมากที่ตี๋เหรินเจี๋ยจดจำได้ ยิ่งไปกว่านั้นยังต้องประลองกับเกาเยว่ซิ่วเช่อข้ามผ่านกาลเวลา ขณะเดียวกัน ก็ต้องประลองความทรงจำและพลังการคำนวณกับตี๋เหรินเจี๋ย!

สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ ยี่สิบก้าวแรกที่เขาวางลง เหมือนกับที่ปรึกษาหวังไม่มีผิด!

ราวกับที่ปรึกษาหวังเข้าสิงร่างอย่างไรอย่างนั้น

"เด็กหนุ่มคนนี้ ช่าง... หยิ่งผยองเสียจริง!"

ในใจของตี๋เหรินเจี๋ยเกิดความรู้สึกที่รุนแรงขึ้นมาสายหนึ่ง นั่นคือความรู้สึกตื่นเต้นที่ได้พบคู่ต่อสู้ที่สมน้ำสมเนื้อ แม้ว่าตี๋เหรินเจี๋ยจะไม่ได้ทุ่มเทเวลาให้กับวิถีหมากมากนัก แต่หากพูดถึงการรับรู้ถึงความซับซ้อนของจิตใจคน กลับมีความเฉียบแหลมเช่นเดียวกับเด็กหนุ่ม!

ในที่สุด ก้าวที่ยี่สิบเก้า ก็ปรากฏความแตกต่างจากบันทึกหมาก

"ตะวันออกหนึ่ง เหนือห้า!" อี้ซิงกล่าวเรียบๆ

ที่ปรึกษาทั้งสองที่กำลังวางหมากตาบอดอยู่ข้างๆ พลันเงยหน้าขึ้น คนหนึ่งวางหมากดำลง กล่าวเสียงเบา "กระบวนหมากเปลี่ยนแล้ว!"

ที่ปรึกษาฉือส่ายหน้าเล็กน้อย "ยังไม่เปลี่ยน... วันนี้ที่ปรึกษาหวังเดินถึงก้าวนี้ ก็ผ่านไปครึ่งชั่วยามแล้ว เหนื่อยล้าจนหมดแรง พลังใจเหือดหาย ดังนั้นตั้งแต่ก้าวนี้เป็นต้นไปกระบวนหมากถึงได้สะเปะสะปะ เมื่อครู่หลังจากที่เขาทำสมาธิพักผ่อนอยู่หลายชั่วยาม ตอนที่วิเคราะห์เกมย้อนหลัง ก็เปลี่ยนกระบวนหมากจากตรงนี้!"

"เด็กหนุ่มคนนี้ เพียงแค่ใช้กระบวนหมากของที่ปรึกษาหวังในยามที่สมบูรณ์ที่สุด วางหมากก้าวนี้... หรือว่าได้คำนึงถึงว่าในตอนนั้นที่ปรึกษาหวังพลังใจถดถอยแล้ว ถึงได้มาวางหมากตรงนี้?"

"หากเป็นอย่างแรก เด็กหนุ่มคนนี้เลียนแบบที่ปรึกษาหวัง ก็ย่อมมีฝีมือหมากสูงส่งเทียบเท่าห้าสิบก้าวแรกของเขา..."

คนทั้งสองพลันเงียบไปพร้อมกัน คำวิจารณ์ห้าสิบก้าวแรกของที่ปรึกษาหวัง ชาวโลกล้วนรู้ดี นั่นคือไร้เทียมทานทั่วใต้หล้า! ส่วนเด็กหนุ่มพลังกายเปี่ยมล้น ย่อมไม่มีทางปรากฏอาการอ่อนแรงหลังห้าสิบก้าวอย่างน่ากลัวแน่นอน

หากจะแข็งใจพูดว่ามีข้อด้อย ก็คงเป็นเพียงแค่ตอนปิดเกม ประสบการณ์อาจจะยังน้อยไปบ้าง

แต่นี่ก็เท่ากับเป็นที่ปรึกษาหวังในแบบที่ไม่มีข้อด้อย

เด็กหนุ่มคนนี้ขอเพียงเลียนแบบที่ปรึกษาหวัง ก็ไร้เทียมทานทั่วใต้หล้าแล้ว! ที่ปรึกษาฉือที่เดิมทีคึกคัก อยากจะรับมือกับเกาเยว่ซิ่วเช่อ ในตอนนี้ทำได้เพียงนิ่งเงียบไป

หลังจากที่หลุดออกจากบันทึกหมาก ตี๋เหรินเจี๋ยก็เริ่มรับมือด้วยฝีมือหมากของตนเอง เพราะมีกระดานขององค์ชายฝูซางและที่ปรึกษาหวังให้ใช้อ้างอิง ในตอนแรกก็ยังพอรับมือได้อย่างคล่องแคล่ว แต่ไม่นานก็ถูกหมากดำสี่ก้าวรวด ห่อหุ้มล่าหมาก พ่ายแพ้ไป

อี้ซิงเอ่ยปากช้าๆ "กระบวนหมากของท่านยุ่งเหยิงแล้ว ท่านแพ้ไปแล้วเก้าแต้ม ไม่จำเป็นต้องประลองต่อแล้ว!"

ตี๋เหรินเจี๋ยวิเคราะห์เกมย้อนหลังในใจ นับมูลค่าของเม็ดหมากอย่างชัดเจน ถอนหายใจเล็กน้อย "ข้าแพ้แล้ว! น่าเสียดายที่วิถีหมากไม่ใช่สิ่งที่ข้าถนัด มิฉะนั้นข้ากลับสนใจอยากจะประลองกับเจ้าอีกสักกระดาน ประลองกันสักตั้ง!"

ตี๋เหรินเจี๋ยลุกขึ้นยืนเตรียมกลับไปทูลรายงาน กลับได้ยินเสียงของอี้ซิงดังมาจากด้านหลัง "ถ้าเช่นนั้น ท่านตี๋ถนัดสิ่งใดหรือ?"

"ฮ่าฮ่า... เจ้าคือยอดฝีมือแห่งแคว้น ข้าคือนักสืบเทวดาแห่งฉางอัน สิ่งที่พวกเราถนัดไม่เหมือนกัน เทียบกันไม่ได้หรอก" ตี๋เหรินเจี๋ยยิ้มอธิบาย

แต่เสียงของอี้ซิงยังคงเย็นชาเรียบเฉย "นั่นก็ไม่แน่?"

ตี๋เหรินเจี๋ยหันหลังให้อี้ซิง แววตาราวกับฉายแววความทรงจำแวบหนึ่ง "ความรู้สึกที่เขาให้ข้า คล้ายกับหัวขโมยที่บุกรุกศาลต้าหลี่ในวันนั้นมาก..."

เช่นเดียวกันที่ใช้หมากล้อมเป็นอาวุธ เช่นเดียวกันที่คำนวณจิตใจคนอย่างละเอียด...

ตี๋เหรินเจี๋ยราวกับเหยียบลงไปบนเม็ดหมากนั้นอีกครั้ง พลังวิถีอสูรที่คล้ายมีคล้ายไม่มีกำลังทำให้ร่างกายของเขาชา

เสียงในวันนั้นดังก้องขึ้นมาอีกครั้ง

"คนเขลาที่แยกแยะขาวดำไม่ออก ย่อมมิอาจมองทะลุจุดและเส้นบนกระดานหมากได้!"

นี่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับโทนเสียงที่ได้ยินข้างหู แต่ตี๋เหรินเจี๋ยกลับสัมผัสได้โดยสัญชาตญาณว่า พวกมันมีคุณสมบัติที่คล้ายคลึงกันอย่างยิ่ง! ในตอนนี้เขายังบอกไม่ถูก... แต่สักวันหนึ่ง เขาจะต้องค้นพบความเชื่อมโยงระหว่างมันให้ได้

เมื่อเห็นว่าหมากตาบอดกระดานในใจจบลงแล้ว องค์จักรพรรดินีก็หันกลับมาถามที่ปรึกษาทั้งสองอย่างใคร่รู้ "หวยอิงแพ้ไปอย่างนี้รึ? เด็กหนุ่มคนนั้นทำลายกระบวนท่าที่ยอดเยี่ยมของเกาเยว่ซิ่วเช่อได้หรือไม่?"

ที่ปรึกษาคนหนึ่งกล่าวอย่างลำบากใจ "น่าจะนับว่าทำลายได้นะพ่ะย่ะค่ะ! ครึ่งหลังกระดานหมากแตกต่างกัน ท่านตี๋หยั่งรู้ฟ้าดิน อาศัยเพียงบันทึกหมากส่วนหนึ่ง กระบวนหมากที่วางลงก็ไม่ต่างจากระดับของพวกกระหม่อมแล้ว แต่เด็กหนุ่มคนนั้น..."

เขาเหลือบมองที่ปรึกษาฉือข้างๆ เห็นเขามีสีหน้าห่อเหี่ยว จึงรับคำพูดต่อ "ฝีมือหมากของเด็กหนุ่มคนนั้น มีแววห้าสิบก้าวแรกของที่ปรึกษาหวังแล้วพ่ะย่ะค่ะ อีกทั้งยังเป็นที่ปรึกษาหวังในแบบที่ไม่ได้ชราภาพ พลังกายไม่ถดถอย ดังนั้นแทบจะไม่มีข้อผิดพลาดเลย เกาเยว่ซิ่วเช่อก็มิอาจเอาชนะได้..."

"แน่นอน กระดานนี้อย่างไรเสียก็ไม่ใช่องค์ชายเกาเยว่เป็นคนเดินด้วยตนเอง ทั้งสองคนนี้ใครสูงใครต่ำ... ข้าน้อย ข้าน้อยยังมิอาจแยกแยะได้พ่ะย่ะค่ะ!"

องค์จักรพรรดินียิ้ม "ฉางอันมีผู้กล้ามากหลาย เด็กหนุ่มองอาจยิ่งนัก! พูดอย่างนี้ก็คือ เขามีคุณสมบัติที่จะรับมือกับองค์ชายน้อยฝูซางผู้นั้นแล้ว?"

"เพียงแค่กระดานนี้ เด็กคนนี้ก็มีคุณสมบัติที่จะเป็นตัวแทนฉางอัน ประลองกับฝูซางแล้วพ่ะย่ะค่ะ!"

ที่ปรึกษาฉือทำได้เพียงก้มหน้ายอมรับ

องค์จักรพรรดินีก้มมองกระดานหมาก เส้นตัดสิบเก้าสายที่สลับกันไปมานั้น ล้อมรอบเป็นช่องสี่เหลี่ยมสามร้อยยี่สิบสี่ช่อง คล้ายกับเขตและถนนหนทางของฉางอันอย่างยิ่ง

องค์จักรพรรดินีหยิบเม็ดหมากขึ้นมาเม็ดหนึ่ง วางลงบนจุดเทียนหยวน ก็คือตำแหน่งของตำหนักไท่จี๋ กล่าวอย่างแช่มช้อย "เด็กหนุ่มคนนี้เลียนแบบกระบวนหมากของหวังชิง ก็สามารถเก่งกาจกว่าต้นแบบได้ หากเขาเดินกระบวนหมากของตนเอง ฝีมือจะเป็นเช่นไร?"

ที่ปรึกษาทั้งสองมองหน้ากัน ต่างก็ส่ายหน้า "นั่นก็มิใช่สิ่งที่พวกกระหม่อมจะจินตนาการได้แล้วพ่ะย่ะค่ะ!"

"ฉางอันมีเด็กหนุ่มผู้มีความสามารถเช่นนี้ ข้าก็ปลาบปลื้มใจด้วย แพ้ชนะชั่วครั้งชั่วคราว กลับไม่ใส่ใจแล้ว!"

อู่เจ๋อเทียนค่อยๆ หันกลับมา มองอี้ซิงอย่างชื่นชม "แม้จะเป็นเช่นนั้น แต่ฉางอันอย่างไรเสียก็มีคนว่างงานมากเกินไป ในหมู่ชาวบ้านเริ่มมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อื้ออึง หากเจ้าแพ้กระดานนั้น เกรงว่าจะมีทั้งคำครหาและคำสรรเสริญมากมาย หากมิอาจทนรับเกียรติยศและคำดูแคลนเช่นนี้ได้ ข้าแข็งขืนสั่งให้เจ้าขึ้นเวที กลับจะเป็นเรื่องไม่ดี!"

"เจ้ามีความมั่นใจกี่ส่วน?"

เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นอย่างไม่เกรงกลัว สบตากับสตรีผู้มีอำนาจสูงสุดในฉางอันโดยตรง อู่เจ๋อเทียนในดวงตาของเขา ไม่ได้เห็นความหวาดกลัวแม้แต่น้อย

เสียงของเขาใสกังวานและหนักแน่น กล่าวว่า "อี้ซิง จะต้องชนะอย่างแน่นอน!"

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 4 - หมากสะเทือนฉางอัน ก้าวที่สี่ เปิดกระดาน

คัดลอกลิงก์แล้ว