- หน้าแรก
- ผู้ตรวจการชายแดนรกร้าง
- บทที่ 210 - อาณาเขตแห่งการรับรู้ และแหล่งติดเชื้อชนิดดีอันทรงพลัง! (ตอนฟรี)
บทที่ 210 - อาณาเขตแห่งการรับรู้ และแหล่งติดเชื้อชนิดดีอันทรงพลัง! (ตอนฟรี)
บทที่ 210 - อาณาเขตแห่งการรับรู้ และแหล่งติดเชื้อชนิดดีอันทรงพลัง! (ตอนฟรี)
บทที่ 210 - อาณาเขตแห่งการรับรู้ และแหล่งติดเชื้อชนิดดีอันทรงพลัง! (ตอนฟรี)
☆☆☆☆☆
รางวัลแต้มอุทิศห้าหมื่นแต้มในครั้งเดียว
การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระยะยาวมูลค่าสี่แสนแต้มอุทิศ
บวกกับสิทธิ์ขาดในตำบลต้าโปและอุปกรณ์ภารกิจที่จัดเต็มขั้นสูงสุด
หากเลือกที่จะล้มเลิก คนธรรมดาที่ต้องเข้าไปเสี่ยงตายแทนจะได้รับรางวัลมหาศาลเช่นนี้หรือ
ย่อมเป็นไปไม่ได้
สำหรับคนธรรมดา แต้มอุทิศหนึ่งหมื่นแต้มต่อคนก็ถือเป็นตัวเลขดาราศาสตร์แล้ว มากกว่านี้กลับจะดูไม่น่าเชื่อถือ
แต่การที่ต้องเผชิญหน้ากับเฉิงเหยี่ย เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเมืองแห่งความสุข ข้อเสนอที่เหล่าผู้อาวุโสยื่นให้ ถือว่าจริงใจอย่างที่สุด
เฉิงเหยี่ยไม่มีความลังเลใดๆ
เพราะรางวัลที่เห็นภายนอกเหล่านี้ เทียบไม่ได้เลยกับมูลค่าที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง ไม่ต้องพูดถึงรางวัลจากการยกระดับภารกิจเป็นระดับทำลายล้างที่สถานีตรวจสอบอาจจะมอบให้ แค่การที่ผู้อาวุโสหนุนหลัง ก็เพียงพอที่จะทำให้เขาเหมือนฝ่ายอุดมคติที่เคยคุมสถานีตรวจสอบในอดีต ก้าวข้ามไปสู่การมีอำนาจในมืออย่างแท้จริง
มีอำนาจแล้ว ยังจะกลัวไม่ได้แต้มอุทิศอีกหรือ
เห็นได้ชัดว่าผู้อาวุโสเฉียนมองแผนการของเขาออก ทายถูกว่าสิ่งที่เขาต้องการจริงๆ คืออะไร จึงไม่ได้ให้รางวัลเป็นเงินทองจอมปลอมเหล่านั้น
เพียงแค่การที่เขาได้อำนาจควบคุมตำบลต้าโปอย่างอิสระ หลุดจากระบบของสถานีตรวจสอบ ต่อให้บอกว่ามีค่าล้านแต้มอุทิศ ก็ยังถือว่าประเมินต่ำไป
“ท่านผู้อาวุโส ท่านไม่ได้บอกหรือครับว่ามีแต่พ่อค้าที่พูดเรื่องเงิน?”
เฉิงเหยี่ยยิ้มเล็กน้อย พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “สำหรับสถานีตรวจสอบแล้ว ข้างในนั้นยังมีสหายร่วมงานของผมและผู้คนเกือบพันติดอยู่ เจ้าหน้าที่ตรวจสอบอย่างผมย่อมต้องเข้าไปช่วยคนอยู่แล้ว สำหรับเมืองแห่งความสุข ที่นี่เลี้ยงดูผมมาเกือบยี่สิบปี ตอนนี้เศษเสี้ยวของวิเศษสามารถนำผลประโยชน์มหาศาลมาให้เมืองแห่งความสุขได้ การได้เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาเมืองหลบภัย ก็เป็นสิ่งที่ผมควรทำเช่นกันครับ”
“ฮะ”
แม้จะเดาได้ว่าเฉิงเหยี่ยจะตอบตกลง แต่พอได้ยินคำพูดนี้ ผู้เฒ่าเจิงก็ยังอดหัวเราะหึออกมาไม่ได้
เป็นครั้งแรกที่เขายอมลืมตาขึ้นมา
แต่ใต้เปลือกตานั้นกลับเป็นเบ้าตาดำมืดสองข้าง ทำให้เฉิงเหยี่ยใจเต้นรัว ขนหัวลุกซู่ รู้สึกเหมือนกำลังเผชิญหน้ากับแหล่งติดเชื้อก็ไม่ปาน
ในหัวของเขาถึงกับแวบภาพตอนที่หลอมรวมเพลิงพิทักษ์ใจ เห็นเซียนสองคนกำลังต่อสู้กัน
ช่างเป็นกลิ่นอายที่แข็งแกร่งและคุ้นเคยเสียนี่กระไร
กลิ่นอายตรงหน้า ช่างคล้ายคลึงกับแรงกดดันของเซียนที่รั่วไหลออกมาในตอนนั้นอย่างน่าประหลาด
แม้จะเล็ดลอดออกมาเพียงเสี้ยวธุลี แต่แก่นแท้แห่งความน่าสะพรึงกลัวก็ไม่ได้แตกต่างกันเลย
เมื่อมองให้ดี เบ้าตาคู่นั้นเหมือนหลุมดำสองบ่อที่กำลังหมุนวน ดูดกลืนความมืดรอบข้างไม่หยุดหย่อน
แม้แต่ความมืดมิดของค่ำคืน ก็ยังไม่ลึกล้ำเท่าในเบ้าตาคู่นั้น ถูกบดขยี้และกลืนกินทีละน้อย ไม่เหลือแสงใดให้เล็ดลอด
สิ่งที่ทำให้เฉิงเหยี่ยตกใจยิ่งกว่าคือ เขาสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า ในส่วนลึกของหลุมดำนั้นมีดวงตาคู่หนึ่งซ่อนอยู่ กำลัง “จ้อง” มองมาที่เขาอย่างไม่วางตา
และสิ่งที่ถูกจ้องมอง ไม่ใช่ตัวเขา แต่เป็น... เจ้าลูกไฟ ที่อยู่ในมิติวิญญาณ?!
จะต้องถอนการติดตั้งเพลิงพิทักษ์ใจ เพื่อซ่อนความจริงเรื่องพลังเหนือธรรมชาติหรือไม่?
ความคิดเพิ่งจะผุดขึ้นมา
แต่สิ่งที่ทำให้เฉิงเหยี่ยประหลาดใจก็คือ ผู้เฒ่าเจิงเพียงแค่ลืมตามองชั่วครู่ แล้วก็ค่อยๆ ปิดตาลงอีกครั้ง ไม่เปิดโอกาสให้เขาได้ครุ่นคิดเลยแม้แต่น้อย
วินาทีต่อมา แรงดึงดูดที่คุ้นเคยก็ส่งมาอีกครั้ง ประคองร่างเขาให้ทะลุผ่านม่านพลังคลื่นน้ำนั้น กลับลงสู่พื้นดินอย่างมั่นคง
ตรวจไม่พบ?
หรือว่า...
“ในตัวเขามีร่องรอยการเคลื่อนไหวของสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติ แปลกดี”
ผู้เฒ่าเจิงขมวดคิ้วครุ่นคิด “ไม่ใช่เส้นทางของยอดมนุษย์ยุคเก่า ไม่ใช่ทิศทางที่เรากำลังเดินอยู่ในตอนนี้ กลับเหมือนกับ... ตัวเขาเองนั่นแหละคือสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติ?”
“เป็นเส้นทางใหม่ที่ไม่เคยเห็นจริงๆ”
ผู้อาวุโสเฉียนพยักหน้าเล็กน้อย น้ำเสียงแฝงความประหลาดใจ “กลิ่นอายคล้ายกับเหยี่ยวอัคคีของหลิวคุนมาก แต่กลับอ่อนแออย่างน่ากลัว เหมือนพวกแดนเหนือธรรมดาครึ่งก้าว ที่เพิ่งปลุกพลังพรสวรรค์ได้เพียงน้อยนิด แต่สิ่งที่เขาปลุกขึ้นมาดูเหมือนจะไม่ใช่พรสวรรค์ แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงทาง 'แก่นแท้'”
“แก่นแท้...”
ผู้เฒ่าเจิงทวนคำนี้ซ้ำๆ พลันยกมือขึ้นกวาดไปในอากาศธาตุเบื้องหน้า
กลุ่มหมอกรวมตัวกันทันที ค่อยๆ ปรากฏใบหน้าของสตรีผู้หนึ่งขึ้นมา นั่นคืออวี๋เอ่อหลาน
“เสี่ยวอวี๋ มีอะไรคืบหน้าไหม?”
“ท่านผู้เฒ่าเจิงคะ เมื่อครู่เพิ่งติดต่อกับจางหมิงของซินหั่วค่ะ” เสียงของอวี๋เอ่อหลานดังมาจากในกลุ่มหมอก “เขาเสนอตัวมาขอแลกเปลี่ยน ต้องการเศษเสี้ยวของวิเศษในมือเราค่ะ”
“โอ้?” ผู้เฒ่าเจิงเลิกคิ้ว น้ำเสียงเจือความประหลาดใจ “รวดเร็วทันใจดีนี่? พวกเขาสืบเจออะไรแล้ว?”
“ตอนนี้ยังไม่แน่ชัดค่ะ แต่เราได้ซื้อข้อมูลแกนหลักของของวิเศษชิ้นนั้นมาจากเมืองหลบภัยชางไห่แล้ว”
อวี๋เอ่อหลานกล่าวเสริม “ตอนแรกจางหมิงเสนอเทคโนโลยีระดับ A- แต่ดูจากท่าทีของเขาแล้ว ฉันมั่นใจว่าสามารถต่อรองเป็นเทคโนโลยีระดับ A ได้ค่ะ”
“A?”
คราวนี้ผู้เฒ่าเจิงตกตะลึงอย่างแท้จริง ในแววตาฉายความไม่อยากจะเชื่อ
เทคโนโลยีระดับ A คือทรัพยากรหลักของเมืองหลบภัย เทคโนโลยีแต่ละอย่างสามารถสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันและศักยภาพในการแลกเปลี่ยนที่เหนือจินตนาการให้กับเมืองหลบภัยได้ ซินหั่วยอมทุ่มทุนสูงขนาดนี้เพื่อเศษเสี้ยวเพียงชิ้นเดียว?
แต่เมื่อกลุ่มหมอกอีกก้อนปรากฏขึ้นข้างๆ แสดงข้อมูลที่ซื้อมาจากเมืองหลบภัยชางไห่
เขากวาดตาอ่านเพียงครั้งเดียว แล้วสบตากับผู้อาวุโสเฉียน ความประหลาดใจบนใบหน้าก็ค่อยๆ จางหายไป กลายเป็นความเข้าใจ
ภูผาซินกุ่ย จริงๆ แล้วก็ไม่ใช่ของวิเศษที่สมบูรณ์ เป็นเพียงเศษเสี้ยวชิ้นหนึ่งเช่นกัน
เศษเสี้ยวชิ้นนี้บังเอิญสามารถซ่อมแซมอักขระที่บกพร่องของภูผาซินกุ่ยได้ มิน่าเล่าซินหั่วถึงยอมทุ่มทุนขนาดนี้
“หาโอกาสตอบรับข้อเสนอของพวกเขา” ผู้เฒ่าเจิงหยุดไปครู่หนึ่ง สายตากวาดมองไปเบื้องล่าง ก่อนจะหันไปทางแม่น้ำไป๋สุ่ยข้างตำบลต้าโป น้ำเสียงกลายเป็นเด็ดขาด “เศษเสี้ยวชิ้นนี้ ไม่ว่าจะยังไง เราต้องเอามันมาให้ได้”
“เข้าใจแล้วค่ะ” อวี๋เอ่อหลานพยักหน้ารับคำ
“อีกอย่าง เอาข้อมูลทั้งหมดของเฉิงเหยี่ย เจ้าหน้าที่ฝึกหัดสถานีตรวจสอบมาให้ข้าด้วย” ผู้เฒ่าเจิงกล่าวเสริม
“ค่ะ จะรีบส่งไปเดี๋ยวนี้”
การสื่อสารสิ้นสุดลง
ไม่ถึงสิบวินาทีต่อมา แฟ้มข้อมูลประวัติฉบับสมบูรณ์ก็ถูกส่งมา แสดงผลอยู่ภายในม่านหมอก
[เฉิงเหยี่ย (ผู้อยู่อาศัยดั้งเดิม เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ)]
[ความแข็งแกร่งส่วนบุคคล]: C- (ผู้มีพลังแฝงกลายพันธุ์ชนิดแสดงออก ความสามารถเอนเอียงไปทาง: พลกำลัง/ความแข็งแกร่ง เนื่องจากเวลาปลุกพลังค่อนข้างช้า ปัจจุบันยังไม่สามารถวัดขีดจำกัดความแข็งแกร่งได้ ทำได้เพียงประเมินจากข้อมูลที่มีอยู่: พลังแฝงระดับ A- ถึง A+)
[ความมั่นคง]: E- (เนื่องจากญาติพี่น้องทรยศต่อเมืองแห่งความสุขหลายครั้ง ระดับความมั่นคงจึงต่ำมาก ตามกฎต้องรวบรวมข้อมูลการเดินทางทุกสามเดือน อัปเดตครั้งล่าสุด: 35.06.01)
[ระดับภัยคุกคาม]: A (เนื่องจากญาติพี่น้องหลังจากทรยศได้กระทำการอันเป็นภัยต่อเมืองแห่งความสุขหลายครั้ง ระดับภัยคุกคามจึงถูกกำหนดไว้ที่ A ตลอดเวลา ตามกฎต้องรวบรวมข้อมูลการทำงานทุกเดือน อัปเดตครั้งล่าสุด: 35.08.01)
[ข้อมูลผิดปกติ]: ไม่มี (เนื่องจากสถานะเจ้าหน้าที่ตรวจสอบได้รับสิทธิ์ระดับ 3 พฤติกรรมผิดปกติที่ต่ำกว่าระดับนี้จะไม่ถูกบันทึก)
[ป้ายกำกับนิสัย]: ขี้ขลาด ไม่รู้เรื่อง เชื่อคนง่าย ลังเล ขี้เกียจ เห็นแก่ตัว มองโลกในแง่ร้าย (เรียงตามความรุนแรงของป้ายกำกับ อัปเดตปีละครั้ง อัปเดตครั้งล่าสุด: 35.01.01)
[ระดับศักยภาพ]: C-
[ประวัติโดยละเอียด]:
สายตาของผู้เฒ่าเจิงกวาดลงมาจากด้านบน ยังไม่ทันถึงหัวข้อ "ประวัติโดยละเอียด" ก็อดขมวดคิ้วไม่ได้ อุทานออกมา
“นี่มันเขียนบ้าบออะไรกัน?”
เมื่อเทียบกับแฟ้มข้อมูลของเจ้าหน้าที่ตรวจสอบคนอื่นๆ ข้อมูลชุดนี้มันช่างเหลวไหลสิ้นดี
ขีดจำกัดความแข็งแกร่งที่ขึ้นๆ ลงๆ ระดับความมั่นคงและภัยคุกคามที่ถูกญาติพี่น้องลากไปเกี่ยว เหล่านี้ยังพอทำความเข้าใจได้
แต่พอมาเห็น "ป้ายกำกับนิสัย" มันก็ฟังไม่ขึ้นโดยสิ้นเชิง
คนขี้ขลาดไม่รู้เรื่อง จะอาสาเป็นเจ้าหน้าที่ฝึกหัดเข้าร่วมการทดสอบแบบเหมาเมืองบริวาร?
คนเชื่อคนง่ายลังเล จะยังคงสงบนิ่งได้เมื่อได้ยินเรื่องคลื่นการติดเชื้อระดับล้างบาง?
ส่วนเรื่องขี้เกียจเห็นแก่ตัวมองโลกในแง่ร้าย ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ เขาจะยอมเสี่ยงชีวิตกลับเข้าไปในตำบลต้าโปเพื่อช่วยคนทำไม?
ผู้เฒ่าเจิงกวาดสายตาอ่านประวัติยี่สิบปีอย่างรวดเร็ว หันไปมองผู้อาวุโสเฉียน น้ำเสียงแฝงความกังขา "เป็นฝีมือพวกเจ้ารึเปล่า?"
“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกน่า แค่เด็กน้อยคนเดียว” ผู้อาวุโสเฉียนยิ้ม “ข้อมูลชุดนี้มันเหลวไหลก็จริง แต่เรื่องที่ข้อมูลอธิบายไม่ได้มันมีถมไป สมัยก่อนแฟ้มข้อมูลของเฉิงอู่กับเฉิงหลง ยังเหลวไหลยิ่งกว่านี้อีก แล้วมันพิสูจน์อะไรได้ล่ะ?”
อดีตของคนคนหนึ่ง ไม่สามารถตัดสินอนาคตของเขาได้ตลอดไป
โดยเฉพาะในดินแดนรกร้างที่ทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา แม้แต่คนธรรมดาก็ยังเปลี่ยนแปลงอยู่ทุกขณะ
เพียงแต่การเปลี่ยนแปลงของผู้อ่อนแอสามารถถูกทำนายได้ด้วยข้อมูล แต่ถ้าเจ้าหน้าที่ตรวจสอบของเมืองแห่งความสุขจะเติบโตได้แค่ในกรอบที่ข้อมูลกำหนด มันก็อ่อนแอเกินไป ไม่คู่ควรกับชื่อเสียงและตำแหน่งในปัจจุบัน
“เขาเป็นเชื้อสายตระกูลเฉิง จะเรียกว่าเด็กน้อยได้ยังไง?” ผู้เฒ่าเจิงเดาะลิ้น ใช้นิ้วจิ้มไปในอากาศเบาๆ ส่งคำร้องขอตรวจสอบข้อมูลแฟ้มประวัติอย่างเงียบๆ
“โอ้โฮ เฒ่าเจิง คราวนี้ท่านจำได้แล้วสินะว่าเขาเป็นหลานเฒ่าเฉิง?”
ผู้อาวุโสเฉียนหัวเราะเสียงดัง “จริงๆ ข้าก็เพิ่งสังเกตเห็นเด็กคนนี้โดยบังเอิญ ถือว่าเฉิงอู่มีทายาทสืบทอดแล้วล่ะนะ เขาสืบทอดข้อดีของเฒ่าเฉิงมาไม่น้อย แต่ก็ไม่ได้เรียนรู้ความดื้อรั้นคับแคบพวกนั้นมาด้วย ถ้าครั้งนี้เขาสามารถเก็บกู้เศษเสี้ยวของวิเศษได้สำเร็จ ในบรรดาคนรุ่นใหม่ของเมืองแห่งความสุขในอนาคต อาจจะมียอดอัจฉริยะระดับชูโรงเพิ่มขึ้นมาอีกคนก็ได้”
“อัจฉริยะ...”
ผู้เฒ่าเจิงครุ่นคิด จู่ๆ น้ำเสียงก็แฝงความเสียดาย “น่าเสียดาย ดูจากท่าทีของเขาแล้ว เหมือนกำลังพยายามเดินตามเส้นทางยอดมนุษย์สายใหม่เหมือนพวกเมืองหลบภัยเล็กๆ พยายามทะลวงผ่านเส้นทางที่มีอยู่เดิม”
“เมืองหลบภัยที่เลือกเส้นทางพิสูจน์ตนสู่ยอดมนุษย์ก็มีไม่น้อย แต่เส้นทางนั้นมันถูกพิสูจน์แล้วว่าเป็นทางตัน เดินต่อไป ขีดจำกัดในอนาคตก็จะยิ่งถูกบีบให้แคบลงเรื่อยๆ ถึงตอนนั้นอาจจะก้าวขาออกจากเมืองแห่งความสุขไม่ได้ด้วยซ้ำ”
สิ้นเสียง
ผู้อาวุโสเฉียนกลับส่ายหน้า น้ำเสียงแฝงความแน่วแน่ “ไม่แน่หรอก เจ้าเมืองในตอนนั้นเป็นคนแรกที่เดินบนเส้นทางยอดมนุษย์สายใหม่ พวกเราเป็นแค่ผู้ติดตามที่เรียนรู้ตามเท่านั้น ตอนนี้เมืองแห่งความสุขมีคนยอมบุกเบิกเส้นทางใหม่อีกครั้ง ถือเป็นเรื่องดี ไม่ว่าสุดท้ายจะเดินสำเร็จหรือไม่ อย่างน้อยก็เพิ่มความเป็นไปได้อีกหนึ่งทาง”
“ก็หวังว่าจะเป็นอย่างนั้นนะ”
ผู้เฒ่าเจิงถอนหายใจ น้ำเสียงเคร่งขรึมลง “ยุคใหม่ผ่านมาสามสิบห้าปีแล้ว เขาเกิดมาช้าเกินไป... เฮ้อ พวกเราต้องการเทคโนโลยีระดับ A จริงๆ แต่ถ้าเศษเสี้ยวชิ้นนี้ตกไปอยู่ในมือซินหั่ว เทคโนโลยีสองแหล่งพลังงานของพวกเขาก็จะก้าวกระโดดไปไกล เทคโนโลยีชีวภาพของเมืองหลบภัยธรรมชาติก็กำลังจ้องมองขอบเขตยอดมนุษย์อยู่ ใกล้จะแตะขอบฟื้นฟูพลังยอดมนุษย์ได้แล้ว”
“ทันทีที่พวกเขาก้าวข้ามขีดจำกัดนั้นไปได้ ไวรัส S5 ที่ใช้ทำลายล้างพวกเราเหล่าผู้ศรัทธายอดมนุษย์ ก็จะถูกปล่อยออกมาอีกครั้งไม่ช้าก็เร็ว ถึงตอนนั้น... เขาอาจจะไม่มีโอกาสแม้แต่จะก้าวเข้าสู่สภาวะที่สี่ ปิดผนึกตัวเองเพื่อรอคอยการเปลี่ยนแปลงเลยด้วยซ้ำ”
“เรื่องในอนาคต ใครจะไปพูดได้แน่นอนล่ะ?” ผู้อาวุโสเฉียนส่ายหน้าอย่างจนใจ “ท่านน่ะ มองโลกในแง่ร้ายเกินไป คิดแต่จะวิเคราะห์ความเสี่ยงที่ยังไม่เกิดขึ้น...”
“ไม่ใช่ข้ามองโลกในแง่ร้าย แต่เป็นเจ้าเฒ่าเลอะเลือนต่างหาก!” ผู้เฒ่าเจิงขัดขึ้นทันที น้ำเสียงแฝงการเย้ยหยัน “มัวแต่หมกมุ่นอยู่กับอุดมการณ์ของเจ้า เรื่องเทคโนโลยีไม่ได้แตะมากี่ปีแล้ว? ห้าปี? สิบปี? ข้าจำได้ว่าครั้งสุดท้ายที่ท่านไปตรวจสถาบันวิจัย ก็คือตอนสวนสนามใหญ่เมื่อปียุคใหม่ที่ยี่สิบไม่ใช่รึ?”
“เหอๆๆ” ผู้อาวุโสเฉียนถูกแทงใจดำ ทำได้เพียงหัวเราะแห้งๆ เอามือลูบจมูกอย่างขัดเขิน
แต่วินาทีต่อมา เขาก็ยืดอกขึ้น แววตาแฝงความดื้อรั้น “แบบนี้ก็ไม่เห็นมีอะไรไม่ดี ท่านก็ดูแลเทคโนโลยีของท่านไป ข้าก็จะรักษอุดมการณ์ของข้า ท่านกังวลเรื่องปัจจุบัน ข้าเตรียมพร้อมสำหรับอนาคต เจ้าเฉิงอู่นั่น จริงๆ มันก็กำลังแอบเตรียมการอยู่เหมือนกัน ท่านเชื่อหรือไม่? ทันทีที่โลกนี้กลับไปสู่ยุคที่คนธรรมดาเป็นใหญ่ได้อีกครั้ง มันจะต้องโผล่ออกมาแน่ ต้องออกมาบอกว่าอุดมการณ์ของมันในตอนนั้นไม่ได้ผิดเลย”
“เหรอ?” รอยยิ้มบนใบหน้าของผู้เฒ่าเจิงหายวับ อากาศรอบกายพลันเย็นเยียบลง ไอเย็นราวกับน้ำแข็งแผ่ซ่านออกมา “ถ้ามันกล้าโผล่มาอีก ข้าก็จะไปยืนอยู่ต่อหน้ามันอีกครั้ง แล้วบอกมันอีกครั้ง”
“โลกใบนี้ สมควรเป็นโลกของยอดมนุษย์มาโดยตลอด และจะเป็นโลกของผู้แข็งแกร่งเท่านั้น!”
“ต่อให้ต้องทำลายล้างอีกหมื่นครั้ง อนาคตผู้กุมอำนาจก็ยังคงเป็น... ยอดมนุษย์คนใหม่!”
ขอบฟ้าเริ่มปรากฏแสงสีขาวขุ่น
แม้จะใกล้เข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง ฟ้าสว่างช้ากว่ากลางฤดูร้อน แต่ถ้าไม่ใช่วันที่เมฆครึ้ม ราวๆ ตีห้าครึ่งก็ควรจะเป็นเวลาที่ดวงอาทิตย์โผล่พ้นเมฆ
ในเมื่อตัดสินใจแล้วว่าจะกลับเข้าไปในตำบลต้าโป เฉิงเหยี่ยก็ไม่คิดจะปิดบังอีกต่อไป แสดงท่าทีพร้อมจะ “แตกหัก” กับเศษเสี้ยวของวิเศษและแหล่งติดเชื้อให้มันรู้แล้วรู้รอด
ตอนนี้จะมียังไม่มีใครเชื่อก็ไม่สำคัญ แต่ขอเพียงเขารอดชีวิตกลับออกมาพร้อมกับการเก็บกู้สำเร็จ
ท่าทีที่เด็ดเดี่ยวนี้ ก็จะกลายเป็นผลงานในประวัติของเขา กลายเป็นจุดเริ่มต้นของ "เจ้าหน้าที่ตรวจสอบในตำนาน"
และเมื่อเขาตัดสินใจแน่วแน่ ทั้งค่ายพัก กองบัญชาการเมืองแห่งความสุข หรือแม้แต่เขตอุตสาหกรรม ทุกแผนกที่เกี่ยวข้องก็เคลื่อนไหวทันที ประสิทธิภาพรวดเร็วอย่างน่าตกใจ
ฮาหลินพาลูกทีมไปประสานงานเรื่องการรับมอบอุปกรณ์ป้องกันและเสบียงจำเป็นแล้ว ส่วนคนที่เหลือก็แบ่งกลุ่มกันไปทำงานอย่างเร่งรีบ
กลุ่มแรกที่เข้ามาคือคนจากสถาบันวิจัย นักวิจัยหลายคนที่ดูอาวุโสกว่าฉินเฟิงเดินเข้ามาอย่างรวดเร็ว ผู้นำกลุ่มเป็นชายวัยกลางคนท่าทางเหมือนนักวิจัยต้นแบบ รูปร่างผอมบาง สวมแว่นตากรอบหนาเตอะ ใบหน้าเรียบเฉย มีเพียงแววตาที่ฉายความเชี่ยวชาญจนน่าอุ่นใจ
“เจ้าหน้าที่เฉิงครับ ผมสื่อซวี่ หัวหน้าทีมวิจัยของวิเศษ สถาบันวิจัยแหล่งติดเชื้อ นักวิจัยระดับสี่ ยินดีที่ได้พบกันครั้งแรก หวังว่าเราจะสามารถให้การสนับสนุนภารกิจเก็บกู้ของคุณได้นะครับ”
น้ำเสียงของสื่อซวี่สุภาพ แต่ก็ไม่อาจปิดบังความสุขุมที่มาจากตำแหน่งหน้าที่ได้
นักวิจัยระดับสี่ เทียบกับระบบของสถานีตรวจสอบ ก็คือระดับเจ้าหน้าที่ตรวจสอบรุ่นสี่ บวกกับอำนาจหน้าที่ของหัวหน้าทีมอีก ตามกฎการประสานงานภายในภายนอกแล้ว สถานะจริงๆ แทบจะเทียบเท่ากับเจ้าหน้าที่ตรวจสอบรุ่นห้า
เฉิงเหยี่ยพยักหน้าตอบรับทันที “หัวหน้าสื่อ รบกวนด้วยครับ ตอนนี้ผมต้องการทราบกฎ ข้อควรระวัง และวิธีการเก็บกู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดในครั้งนี้”
“ได้ครับ เสี่ยวหลิว กางพื้นที่เก็บเสียง” สื่อซวี่หันไปสั่งนักวิจัยที่อยู่ด้านหลัง
นักวิจัยคนนั้นพยักหน้า ยกข้อมือขึ้น บนข้อมือสวมกำไลสีเทาเงินขนาดเท่าฝ่ามือ กดปุ่มด้านบนเบาๆ คลื่นที่มองไม่เห็นก็แผ่ออกจากกำไลเป็นศูนย์กลาง
เสียงอึกทึกรอบข้างพลันเงียบหายไปทันที แม้แต่เสียงลมพัดก็ยังถูกตัดขาด เหลือเพียงเสียงลมหายใจของคนไม่กี่คน
ของดีนี่นา?
แววตาของเฉิงเหยี่ยเป็นประกายขึ้นมาทันที แต่ก็ได้ยินสื่อซวี่พูดขึ้นมาก่อน “เศษเสี้ยวที่คุณต้องไปเก็บกู้ เราได้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องมาจากเมืองหลบภัยชางไห่ ผ่านทางพันธมิตรซินหั่วแล้ว เป้าหมายครั้งนี้คือเศษเสี้ยวหนึ่งในห้าของ 'หอยสังข์หมื่นประกาศิตปฐพี' ความสามารถหลักของมันคือ: ควบคุมการเปลี่ยนแปลงรูปร่างของภูเขาและแม่น้ำ...”
ประสิทธิภาพของเมืองแห่งความสุขรวดเร็วขนาดนี้เลย? ได้ข้อมูลเฉพาะของเศษเสี้ยวของวิเศษมาแล้ว?
เฉิงเหยี่ยชะงักไป อดทึ่งในใจไม่ได้ แต่สายตากลับจับจ้องไปที่หน้าต่างกึ่งโปร่งใสที่เด้งขึ้นมาตรงหน้า—
[ตรวจพบผู้รวบรวมได้บันทึกข้อมูลสิ่งมีชีวิตที่เกี่ยวข้องแล้ว กำลังดำเนินการเพิ่มเติมข้อมูล]
[เพิ่มเติมข้อมูลเสร็จสิ้น บันทึกข้อมูลสิ่งมีชีวิตใหม่: หอยสังข์หมื่นประกาศิตปฐพี]
ข้อมูลเพิ่มเติมแล้ว บันทึกข้อมูลปรากฏขึ้น
เมื่อมีการยืนยันซ้ำซ้อนจากเครื่องรวบรวม ที่มาของหอยสังข์หมื่นประกาศิตปฐพีก็ไม่เป็นที่ต้องสงสัยอีกต่อไป
“องค์กรที่สร้างมันขึ้นมาชื่อ 'สมาคมสองขั้ว' ในยุคเก่าเคลื่อนไหวส่วนใหญ่อยู่ในแอนตาร์กติกาและอาร์กติก สองสถานที่ที่แทบไม่มีคนไปเยือน”
สื่อซวี่ขยับแว่น พูดต่อ “นอกจากหอยสังข์หมื่นประกาศิตปฐพี พวกเขายังสร้างหอยสังข์หมื่นบัญญัติสวรรค์ที่คู่กันขึ้นมาด้วย หนึ่งสวรรค์หนึ่งปฐพี หนึ่งบัญญัติหนึ่งประกาศิต จุดประสงค์ดั้งเดิมคือต้องการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมของขั้วโลกเหนือและใต้ สร้างให้มันเป็นดินแดนสวรรค์ที่ตัดขาดจากโลกภายนอก”
“น่าเสียดายที่ของวิเศษยังสร้างไม่เสร็จ ไวรัส S4 ก็ระบาดไปทั่วเสียก่อน หลังจากสมาคมสองขั้วล่มสลาย ของวิเศษทั้งสองชิ้นนี้ก็หายสาบสูญไป ตอนนี้มาปรากฏตัวแถวเมืองแห่งความสุขได้ยังไง ยังไม่สามารถสืบย้อนกลับไปได้ คาดว่าอาจจะลอยมาตามแม่น้ำ แต่ระยะทางจากริมแม่น้ำแถบนี้ไปขั้วโลกเหนือใต้มันไกลเกินไป ความเป็นไปได้น้อยมาก ที่เป็นไปได้มากกว่าคือมีแหล่งติดเชื้อบางตัวพกพาเศษเสี้ยวนี้มา... หรือก็คือ... เศษเสี้ยวของวิเศษชิ้นนี้ อาจจะซ่อนอยู่ในร่างของแหล่งติดเชื้อระดับล้างบางที่อยู่ในถ้ำใต้ดินตำบลต้าโปก็ได้”
“หมายความว่าเศษเสี้ยวของวิเศษไปเสริมพลังให้แหล่งติดเชื้อระดับล้างบางตัวนั้น?” เฉิงเหยี่ยเข้าใจขึ้นมาทันที
นี่มันเหมือนกับตอนที่เศษกระดองเต่าวังวนไปเสริมพลังให้ราชามัจฉาทมิฬ และแฟกเตอร์การเจริญเติบโตของปูถ้ำน้ำลึกที่เปลี่ยนแปลงระบบนิเวศไม่มีผิด พิสูจน์ได้ว่าเศษซากของสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติสามารถส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อมได้จริงๆ
“ถูกต้องครับ” สื่อซวี่พยักหน้า น้ำเสียงเคร่งขรึมลงเล็กน้อย “ตอนนี้เรายังไม่มีข้อมูลมากพอที่จะระบุตำแหน่งของแหล่งติดเชื้อตัวนี้ ถ้าเป็นแหล่งติดเชื้อที่รู้จัก คุณสามารถถ่ายรูปมาวิเคราะห์ได้ แต่ถ้าเป็นตัวที่ไม่รู้จัก... น่าเสียดายครับ ทันทีที่คุณกลับเข้าไปในอาณาเขตของของวิเศษอีกครั้ง คุณจะถูก 'หมายหัว' โดยสมบูรณ์ นอกจากจะตาย ไม่มีทางไหนที่จะออกมาได้อีก”
“แม้แต่จะแลกเปลี่ยนเสบียงก็ไม่ได้เหรอครับ?”
“ไม่ได้ครับ การเคลื่อนไหวใดๆ ที่ตั้งใจจะข้ามผ่านเขตแดน อาจจะกระตุ้นให้คลื่นการปนเปื้อนปะทุเต็มรูปแบบได้ คุณอาจจะทนได้สักครั้งสองครั้ง แต่คนที่ติดอยู่ข้างในไม่มีทางรอดแน่ และยิ่งคลื่นการปนเปื้อนปะทุบ่อยเท่าไหร่ โอกาสที่คุณจะถูกเศษเสี้ยวของวิเศษล็อกเป้าและปนเปื้อนโดยตรงก็จะยิ่งสูงขึ้น”
“การปนเปื้อน มันคือการปนเปื้อนแบบไหน การปนเปื้อนทางการรับรู้หรือเปล่า?”
“เราเรียกมันชั่วคราวว่าอาณาเขตของวิเศษ แต่คำที่ถูกต้องกว่าคืออาณาเขตป้องกันการรับรู้”
สื่อซวี่อธิบาย “เศษเสี้ยวของวิเศษจะส่งผลกระทบต่อพื้นที่โดยรอบโดยอัตโนมัติ ในอาณาเขตนี้ สิ่งมีชีวิตที่ได้รับผลกระทบจะเข้าใจไปเองว่าภัยคุกคามคือความปลอดภัย นี่คือการบิดเบือนการรับรู้แบบหยาบๆ อย่างเช่น ถ้าคุณจิตใต้สำนึกคิดว่าการกระโดดตึกเป็นอันตราย การยืนอยู่บนดาดฟ้าปลอดภัย แต่ทันทีที่เข้าไปในอาณาเขต คุณจะถูกส่งผลให้กระโดดลงไปทันที”
“เหมือนกับสัญญาณสีแดงสีเขียวที่คุณพูดถึงก่อนหน้านี้: ถ้าจิตใต้สำนึกของคุณ 'สีเขียว=ปลอดภัย' ต่อให้คุณเห็นสีที่เป็นอันตรายจริงๆ ในสายตาของคุณมันก็จะเป็นแค่สีเขียว แม้ว่าคุณจะเห็นเศษเสี้ยวของวิเศษอยู่ตรงหน้า คุณก็จะไม่รู้สึกว่ามันเป็นภัยคุกคาม และจะไม่ทำร้ายมันโดยธรรมชาติ”
“แต่ทำไมสัญญาณสีเขียวในวิทยุสื่อสารถึงถูกมองเห็นเป็นสีแดงล่ะครับ?”
“นี่แหละครับคือผลกระทบที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าของอาณาเขตการรับรู้” น้ำเสียงของสื่อซวี่เคร่งเครียดขึ้น “คุณสามารถเข้าใจง่ายๆ ว่า ระยะแรกคือระยะที่แหล่งติดเชื้อแฝงตัว มันจะค่อยๆ ทำให้คุณตกเป็นทาส พอก้าวเข้าสู่ระยะที่สอง ระยะปะทุ การรับรู้ก็จะเริ่มบิดเบือน ค่อยๆ ก้าวไปสู่ความบ้าคลั่ง นี่คือสาเหตุหลักที่ของวิเศษจะก่อให้เกิดหายนะ”
“การเห็นสัญญาณสีแดงเป็นแค่จุดเริ่มต้น ถ้ายังถูกส่งผลกระทบต่อไป คุณอาจจะมองเห็นคนรอบข้างเป็นผู้ติดเชื้อ มองเห็นเป็นสิ่งที่คุณหวาดกลัวที่สุด...”
สื่อซวี่พูด พลางเปลี่ยนเรื่อง “การปนเปื้อนของยอดมนุษย์ผู้พิทักษ์ความปรารถนาจะทำให้ทุกสิ่งเหมือนกัน กลับสู่ระเบียบ แต่การปนเปื้อนของของวิเศษจะทำลายกฎเกณฑ์ทั้งหมด ขยายความกลัวและความปรารถนาในใจคน แต่คุณต้องรู้ไว้นะครับว่า นี่เป็นเพียงวิธีการป้องกันตัวของมันเท่านั้น”
ฟังดูน่ากลัวจริงๆ
แต่พอมีข้อมูลสนับสนุนอย่างละเอียด มันก็ปลอดภัยกว่าการต้องไปงมหาทางเอาเองเยอะ
เฉิงเหยี่ยหยุดไปครู่หนึ่ง น้ำเสียงเคร่งขรึม “หมายความว่า ผมต้องไม่ทำให้คนที่ถูกปนเปื้อนไปแล้วรู้ตัวว่าตัวเองถูกปนเปื้อน? ต้องปล่อยให้พวกเขาเคลื่อนไหวภายใต้ระเบียบต่อไป ถูกต้องไหมครับ?”
“คุณเข้าใจได้ทะลุปรุโปร่งจริงๆ ครับ” สื่อซวี่พยักหน้าทันที น้ำเสียงจริงจังขึ้น “ถูกต้องครับ ถ้าปล่อยให้ชาวบ้านที่เข้าร่วมการทดสอบรู้ว่าตัวเองกำลังตกอยู่ในอันตราย ทันทีที่ระเบียบพังทลาย ระดับการปนเปื้อนจะรุนแรงขึ้นทันที และจะเข้าสู่ระยะปะทุอย่างรวดเร็ว ถึงตอนนั้นการรับรู้ของทุกคนจะบิดเบือนไปหมด ดึงกลับมาไม่ได้อีก”
“แล้วคนที่ถูกคลื่นการปนเปื้อนโจมตีล่ะครับ? ยังมีโอกาสรอดไหม?”
สื่อซวี่เงียบไปสองวินาที แล้วส่ายหน้าเบาๆ ไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่ม แต่คำตอบก็ชัดเจนแล้ว
“แต่ถ้าการปนเปื้อนยังดำเนินต่อไป คนธรรมดาไม่มีทางบุกฝ่าอาณาเขตเข้าไปเอาเศษเสี้ยวออกมาได้หรอกครับ?”
“เจ้าหน้าที่เฉิงครับ พลังงานทุกอย่างอยู่ภายใต้กฎทรงพลังงาน ผลกระทบของของวิเศษก็เช่นกัน”
เสียงของสื่อซวี่ยิ่งต่ำลง “การที่มันยังคงรักษาอาณาเขตไว้ได้ พลังงานส่วนใหญ่น่าจะมาจากแหล่งติดเชื้อระดับล้างบางตัวนั้น ดังนั้นขอเพียงเราใช้พลังงานของแหล่งติดเชื้อไปเรื่อยๆ ขนาดของคลื่นการปนเปื้อนก็จะยิ่งเล็กลงเรื่อยๆ จนหายไปในที่สุด”
“แหล่งติดเชื้อระดับล้างบาง แล้วต้องใช้คนเท่าไหร่?” เฉิงเหยี่ยใจหายวาบ
สื่อซวี่ไม่หลบเลี่ยง โยนตัวเลขที่เย็นชาออกมาตรงๆ “ตามบันทึกที่มีประสิทธิภาพครั้งล่าสุด เพื่อที่จะสูบพลังงานของแหล่งติดเชื้อระดับล้างบางที่ถูกของวิเศษสิงอยู่ ต้องใช้คนไปทั้งหมด 6.7 หมื่นคน ถึงจะกดขนาดของคลื่นการปนเปื้อนลงมาเหลือระดับร้อยคนได้ หลังจากนั้นก็ต้องเติมคนเข้าไปอีก 5.2 หมื่นคน ในจำนวนนี้มีผู้มีพลังแฝงชนิดแสดงออก...”
“พอแล้วครับ” เฉิงเหยี่ยยกมือห้าม เสียงแห้งผาก
แค่เพื่อเศษเสี้ยวของวิเศษชิ้นเดียว ต้องสังเวยชีวิตคนไปเป็นแสน?
ต้องใช้ชีวิตคนเข้าไปถมไม่หยุด เพื่อสูบพลังงานของเศษเสี้ยวของวิเศษให้หมด?
มันโหดร้ายเกินไปแล้ว
เมื่อเทียบกันแล้ว การปิดตายพื้นที่นี้ไปห้าสิบปี ให้แผ่นดินนี้หายไปจากแผนที่ชั่วคราว กลับเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผลกว่า
“หมายความว่าตอนนี้ผมต้องแสร้งทำการทดสอบต่อไป ต้องแข่งกับโรคุคในเขตแดงเขตน้ำเงินต่อไป แล้วก็ถือโอกาสค้นหาแหล่งติดเชื้อใต้น้ำ? ค้นหาเศษเสี้ยวของวิเศษใต้น้ำ?”
“ถ้าคุณอยากช่วยคน คุณก็ต้องทำแบบนั้นครับ” สื่อซวี่พยักหน้าเบาๆ “และตามข้อมูลที่รวบรวมได้ในตอนนี้ คาดว่าแหล่งติดเชื้อระดับล้างบางตัวนั้นจะตื่นเฉพาะตอนกลางคืน ดังนั้นตอนกลางวันตำบลต้าโปจึงยังปลอดภัย ภัยคุกคามในแม่น้ำไป๋สุ่ยก็น่าจะยังควบคุมได้ คุณสามารถใช้ช่วงเวลานี้ในการสำรวจได้ จนกระทั่งเข้าสู่กลางคืน ปรากฏการณ์ประหลาดพวกนั้นถึงจะปรากฏตัว ตอนนั้น คุณจำเป็นต้อง... ลงน้ำไปเก็บกู้ตอนกลางคืน”
“ก็ได้ครับ”
เฉิงเหยี่ยสูดหายใจลึก ในเมื่อตอนกลางวันยังปลอดภัย การรักษาความสงบเรียบร้อยก็ง่ายขึ้นเยอะ
ส่วนเรื่องลงน้ำตอนกลางคืน...
ไหนๆ ก็ต้องลงน้ำอยู่แล้ว จะกลางวันกลางคืนก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่ แค่เรื่องทัศนวิสัยเท่านั้น
สลัดความกลัวในใจทิ้งไป ถ้าเจออันตรายเข้าจริงๆ ก็คงต้องแปลงร่างเป็นซูเปอร์แมนปลาดาว ต่อยให้สิ้นซาก!
“เจ้าหน้าที่เฉิงครับ ผมขอขัดจังหวะ...”
กลุ่มที่สองคือหน่วยฉุกเฉินของเมืองแห่งความสุข ไป๋เวยเดินเข้ามา “นอกจากอุปกรณ์และเสบียงที่กำหนดไว้แล้ว ถ้าคุณมีความต้องการอื่นๆ เพิ่มเติม บอกผมตอนนี้ได้เลย ผมจะรีบไปประสานงานเตรียมให้ คุณต้องรีบกลับเข้าไปในตำบลต้าโป ก่อนที่ฟ้าจะสว่างเต็มที่ อืม อย่างช้าสุดต้องไม่เกินแปดโมงเช้า ต้องกลับไปก่อนที่ชาวบ้านจะตื่นกันหมด เรามีเวลาไม่มากแล้ว”
“ครับ” เฉิงเหยี่ยไม่ลังเล พูดอย่างใจเย็น “ผมต้องการแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ พร้อมกับอุปกรณ์แปลงพลังงานที่เข้าชุดกัน”
“ได้ครับ!” ไป๋เวยไม่ถามถึงการใช้งาน พยักหน้ารับคำทันที “พิจารณาถึงความสามารถในการบรรทุกของคุณแล้ว เราได้จัดเตรียมรถบรรทุกขนาดใหญ่ไว้ให้หนึ่งคัน แบตเตอรี่ที่ติดตั้งบนรถมีความจุรวมสองพันกิโลวัตต์ชั่วโมง ปริมาณนี้พอใช้ไหมครับ?”
“พอครับ!” เฉิงเหยี่ยพยักหน้าทันที ในใจรู้สึกมั่นคงขึ้นมาทันที
เดิมทีเขากะจะอุปโลกน์เรื่อง "ตกปลาด้วยพลังงานใหม่" ขึ้นมาเป็นข้ออ้าง แต่ไม่คิดว่าไป๋เวยจะข้ามเรื่องการใช้งานไปเลย ช่วยประหยัดเวลาไปได้เยอะ
ไฟฟ้าสองพันกิโลวัตต์ชั่วโมง เพียงพอให้เครื่องรวบรวมของเขาชาร์จพลังงานได้ห้าครั้ง ต่อให้เจออันตรายกะทันหัน ก็ยังมีพลังงานสำรองเพียงพอ
“นอกจากนี้ ผมยังต้องการวัสดุก่อสร้างอีกจำนวนหนึ่ง”
เฉิงเหยี่ยถือโอกาสแจ้งความต้องการเพิ่ม ร่ายรายการออกมาอย่างรวดเร็ว
ในเมื่อการทดสอบยังต้องดำเนินต่อไป เพื่อป้องกันมนุษย์ปูนับพันบุกโจมตีตำบลต้าโป จำเป็นต้องเตรียมการล่วงหน้า
ที่สำคัญคือโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์สองชุด สปอตไลท์กำลังสูงจำนวนหนึ่งที่สามารถส่องสว่างตำบลต้าโปให้สว่างเหมือนกลางวันได้ในยามค่ำคืน และยาซึมประสิทธิภาพสูงอีกสองร้อยเข็ม
เผื่อมีชาวบ้านคนไหนถูกปนเปื้อนจนคลุ้มคลั่ง ก็ใช้ยาซึมทำให้พวกเขาสลบไปสักวันสองวัน หลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ จนคลื่นการปนเปื้อนปะทุ
น่าเสียดายที่เขาตัวคนเดียวดูแลคนเกือบพันไม่ไหว ไม่อย่างนั้นการทำให้ทุกคนหลับไปเลยจะสะดวกกว่ามาก
ไป๋เวยจดรายการทีละข้อ ไม่รอช้า หันหลังกลับไปเตรียมการทันที
วัสดุเหล่านี้จะถูกนำไปรวมไว้บนรถบรรทุกคันใหญ่ ขับเข้าไปในตำบลต้าโปโดยตรง ไม่ต้องให้เขาลำบาก
ตีสี่ห้าสิบนาที
สื่อซวี่เพิ่งจะอธิบายประเด็นสำคัญและวิธีการเก็บกู้ของวิเศษจบ ฮาหลินก็หอบกล่องนิรภัยสีเงินสูงครึ่งตัวคนกลับมาอย่างเร่งรีบ
เขาเดินเข้ามาในพื้นที่เก็บเสียง เหงื่อยังซึมที่ขมับ ล้วงกระดาษพับแผ่นหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ ยื่นให้ พลางหอบหายใจ
“เลือกซะ นี่คือของที่เหลืออยู่ในคลังของสถานีตรวจสอบตลอดหลายปีที่ผ่านมา...”
กระดาษแผ่นนั้นถูกคลี่ออก ด้านบนมีข้อมูลเพียงสี่รายการ แต่ละรายการระบุคุณสมบัติโดยละเอียด
[หญ้าวิญญาณชลารักษ์ (A-): แหล่งติดเชื้อชนิดดีสายความสามารถ
หลังปรสิตสิงสู่ จะได้รับความสามารถ “ฟื้นฟูด้วยน้ำ” ไม่ว่าบาดแผลจะหนักหนาสาหัสเพียงใด เมื่ออยู่ในน้ำจะสามารถรักษาสัญญาณชีพไว้ได้ (เป็นอมตะ)
ชดใช้: ทุกครั้งที่ฟื้นฟูต้องใช้พลังชีวิต บาดแผลเฉพาะจุดคาดว่าจะใช้ 3 ปี บาดแผลสาหัสคาดว่าจะใช้ 7 ปี]
[เหาพสุธาหดร่าง (A-): แหล่งติดเชื้อชนิดดีสายความสามารถ
หลังปรสิตสิงสู่ สามารถยืดหดขนาดร่างกายได้ตามใจชอบ ขยายได้สูงสุด 5 เมตร (ได้รับสมรรถภาพร่างกายที่สอดคล้องกับขนาด) หดได้เล็กสุด 60 เซนติเมตร (สมรรถภาพร่างกายเท่าเดิม)
ชดใช้: หลังสิ้นสุดการปรสิต ต้องทนรับความเจ็บปวดทรมานของกระดูกที่รุนแรงจนทำลายสติได้ ทุกครั้งที่เปลี่ยนขนาดร่างกาย ต้องชดใช้ด้วย “การวิ่งทางไกลร้อยกิโลเมตร” สูงสุดครั้งละ 2000 กิโลเมตร]
[วัวเกราะกระดูก (A-): แหล่งติดเชื้อชนิดดีสายพละกำลัง
หลังปรสิตสิงสู่ จะได้รับพละกำลังมหาศาล 2-5 ตัน พร้อมกับสมรรถภาพร่างกายในการต่อสู้ระยะประชิดที่สอดคล้องกัน
ชดใช้: หลังสิ้นสุดการปรสิต ขึ้นอยู่กับจำนวนครั้งและความรุนแรงในการใช้พลัง มีโอกาสเสียชีวิต 10%-25%]
[ประทัด (A-): แหล่งติดเชื้อชนิดดีสายความสามารถ
หลังปรสิตสิงสู่ สามารถมอบ “คุณสมบัติระเบิด” ให้กับวัตถุได้ อานุภาพการระเบิดเทียบเท่ากระสุนปืนครก 81 มม. (รัศมีสังหารประมาณ 15 เมตร สามารถเจาะเกราะเหล็กหนา 10 มม. ได้)
มอบพลังให้วัตถุได้สูงสุด 3 ชิ้นต่อครั้ง สูงสุด 10 ครั้งต่อชั่วโมง พลังคงอยู่ได้นาน 3 ชั่วโมง
ชดใช้: หากปรสิตสิงสู่เกิน 24 ชั่วโมง มีโอกาสเล็กน้อยที่ร่างพาหะจะกลายสภาพเป็นวัตถุระเบิดอย่างถาวร]
[จบแล้ว]