เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 207 - เศษเสี้ยวของวิเศษ และการตัดสินใจชี้ขาด (ตอนฟรี)

บทที่ 207 - เศษเสี้ยวของวิเศษ และการตัดสินใจชี้ขาด (ตอนฟรี)

บทที่ 207 - เศษเสี้ยวของวิเศษ และการตัดสินใจชี้ขาด (ตอนฟรี)


บทที่ 207 - เศษเสี้ยวของวิเศษ และการตัดสินใจชี้ขาด (ตอนฟรี)

☆☆☆☆☆

ลมยามค่ำคืนเจือไอร้อนประหลาด

กระแสลมอุ่นจางๆ โอบล้อมร่างของเฉิงเหยี่ย ราวกับเตาผิงในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าสมัยเด็ก

ยามหิมะตก เด็กๆ จะมาล้อมวงรอบเตาผิง บ้างก็ฮัมเพลงเบาๆ บ้างก็ล้วงมันฝรั่ง มันเทศที่ซ่อนไว้ ออกมายัดใส่ช่องใต้เตาไฟอบจนหอมกรุ่น

“ขอโทษด้วย ไม่คิดว่าเราจะได้เจอกันอย่างเป็นทางการครั้งแรกในสถานการณ์แบบนี้”

หลิวคุนพยักหน้าเล็กน้อย น้ำเสียงอ่อนลงกว่าเดิม “สถานการณ์ในเมืองต้าโปยังอยู่ระหว่างการวิเคราะห์ รบกวนคุณยืนอยู่ตรงนี้ก่อน อย่าเพิ่งเคลื่อนไหวอะไรรุนแรง”

เขาเว้นช่วงเล็กน้อย แล้วพูดต่อ “ต่อไปเราจะตรวจคุณอย่างละเอียด เพื่อยืนยันว่าคุณไม่มีความเสี่ยงในการติดเชื้อ และ...”

ยังไม่ทันขาดคำ เขาก็เป่าลมเบาๆ ไปข้างหน้า พรึ่บ!

ดุจดังภูเขาไฟระเบิด ลำแสงไฟสายหนึ่งพุ่งจากพื้นทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้ายามค่ำคืนสูงกว่าสิบเมตร คลื่นความร้อนแผ่ซ่านจนคนรอบข้างถอยกรูดโดยไม่รู้ตัว

พลันแกนกลางของลำแสงไฟก็คลี่ออก ประกายไฟสาดประสานรวดเร็วในอากาศ

“ครืน” เสียงหนึ่งดังขึ้น มันกลายสภาพเป็นกรงเพลิงสีแดงฉานขนาดราวสิบตารางเมตร ลูกกรงที่ก่อตัวจากเปลวไฟส่องประกายสีแดงโปร่งแสง ให้ความรู้สึกเหนือจริงราวกับภาพมายา

“ไม่ตอบสนอง?” หลิวคุนเห็นสีหน้าราบเรียบของเฉิงเหยี่ย ก็ฉายแววประหลาดใจ แต่ยังไม่เก็บกรงไฟกลับ เขาเพียงถอยหลังไปก้าวหนึ่ง ส่งสัญญาณให้คนข้างหลังก้าวออกมา

ในกลุ่มคนกว่ายี่สิบคนที่ยืนเรียงแถวกับติงอี่ซาน นอกจากหัวหน้าและรองหัวหน้าสถานีตรวจสอบแล้ว ยังมีเจ้าหน้าที่ตรวจสอบรุ่นสี่หลายคนที่เฉิงเหยี่ยเคยเห็นหน้าในช่วงหลายวันนี้ รวมถึงไป๋เวย ผู้อำนวยการศูนย์บัญชาการฉุกเฉินที่เคยพบกันตอนหมอกพิศวงเปิดออก หรือแม้แต่นักวิจัยอาวุโสจากสถาบันวิจัยก็มาด้วย

เฉิงเหยี่ยกวาดสายตาสงบนิ่งมองทุกคน รู้สึกสะท้อนใจเล็กน้อย

นอกจากติงอี่ซาน ฮาหลิน เจียงชวน และไป๋เวย สี่คนนี้แล้ว สายตาของคนอื่นๆ ล้วนแฝงความซับซ้อนบางอย่าง หากสังเกตดีๆ จะพบว่า ภายใต้ความซับซ้อนนั้น ซ่อนความหวาดกลัวจางๆ ที่ยากจะสังเกตเห็นไว้

กลัวฉัน?

หรือกลัวแหล่งติดเชื้อที่ฉันอาจพกมา?

หรือว่ากลัวสิ่งที่ส่งผลกระทบต่อเมืองต้าโป?

ทุกคนสบตากัน ในที่สุดกลับเป็นรองหัวหน้าฮาหลินที่ก้าวออกมาก่อน

ในฐานะที่เป็นหนึ่งในหัวกะทิที่หาได้ยากในทีมเจ้าหน้าที่ตรวจสอบ เขาก้าวออกมาหนึ่งก้าว พูดด้วยน้ำเสียงสุขุม “เฉิงเหยี่ย ในเมื่อคุณเป็นเจ้าหน้าที่ตรวจสอบที่ผ่านการทดสอบจากมือผม การตรวจสอบคุณในครั้งนี้ ก็ควรจะเป็นหน้าที่ของผมเช่นกัน”

ฮาหลินส่งสัญญาณให้ทหารด้านหลังยกโต๊ะและเก้าอี้มาหนึ่งชุด เขานั่งลงแล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่ผ่อนคลายขึ้น “ไม่ต้องเกร็งไปครับ ถึงแม้เราจะตรวจพบคลื่นพลังงานระดับล้างบางในเมืองต้าโปแล้ว และตามข้อมูลสถิติที่ผ่านมา ในทุกๆ หนึ่งแสนสองหมื่นเจ็ดพันหนึ่งร้อยครั้งของหายนะระดับล้างบาง ถึงจะมีผู้รอดชีวิตเพียงหนึ่งคน แต่ต่อให้มีความเป็นไปได้เพียงน้อยนิด เราก็จะปฏิบิติกับคุณเหมือนคนปกติ ไม่ใช่ในฐานะผู้ติดเชื้อแฝง เข้าใจไหม?”

นี่เป็นครั้งแรกที่ถูก “ตรวจสอบ” อย่างเป็นทางการ เฉิงเหยี่ยชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ

“ดีมาก คุณเองก็เป็นเจ้าหน้าที่ตรวจสอบ ย่อมเข้าใจขั้นตอนดี เราจะไม่อ้อมค้อม”

ฮาหลินยืดตัวตรง แววตาจริงจังขึ้น “ขอให้คุณเล่าเหตุการณ์และการค้นพบทั้งหมดตลอดทั้งวันนี้ ตั้งแต่ที่คุณเข้าไปในเมืองต้าโปเพื่อทดสอบ ไม่ต้องปรุงแต่งคำพูด แม้จะพูดผิดหรือเล่าตกหล่น ก็ให้เล่าต่อไปจนถึงสถานการณ์ปัจจุบัน”

“เดี๋ยวก่อนครับ”

เฉิงเหยี่ยส่ายหน้าเบาๆ น้ำเสียงสงบ แต่แฝงความแน่วแน่ “ก่อนจะตอบ ผมขอถามคำถามหนึ่งได้ไหมครับ?”

ฮาหลินชะงักไป ปลายนิ้วหยุดนิ่ง แต่ก็พยักหน้า “ได้ ถามมาเลย”

“คนในเมืองต้าโป... ยังมีหวังรอดไหมครับ?”

“...”

ฮาหลินเงียบไป สี่ห้าวินาทีผ่านไปโดยไม่พูดอะไร แววตาสั่นไหว เหมือนกำลังลังเลว่าจะพูดความจริง หรือจะโกหกเพื่อปลอบใจเขาก่อน

จนกระทั่งสายตาของทั้งคู่สบกันหลายครั้ง เขาถึงถอนหายใจเบาๆ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเสียใจ “ขอโทษด้วย เมื่อกี้ผมพูดไปแล้วว่า ทันทีที่หายนะระดับล้างบางเริ่มปะทุ อัตราการรอดชีวิตของมนุษย์ในพื้นที่ครอบคลุมจะลดต่ำลงเหลือเพียง 0.000787% หนึ่งแสนสองหมื่นเจ็ดพันหนึ่งร้อยครั้งของหายนะระดับล้างบาง ถึงจะมีผู้รอดชีวิตเพียงหนึ่งคน นี่คือข้อสรุปจากข้อมูลภัยพิบัติระดับล้างบางขึ้นไปกว่าหมื่นครั้งที่พันธมิตรซินหั่วรวบรวมมา แทบไม่มีข้อยกเว้น วิธีรับมือแหล่งติดเชื้อระดับล้างบางขึ้นไปของมนุษย์ มีเพียงการพยายามเก็บกู้มันก่อนที่มันจะปะทุเต็มรูปแบบเท่านั้น”

เมื่อพูดถึงตรงนี้ น้ำเสียงของเขาก็ยิ่งแผ่วเบาลง ราวกับตัวเขาเองก็ยากจะยอมรับ “นับจากวินาทีนี้เป็นต้นไป เราได้ทำการปิดตายพื้นที่เมืองต้าโปทั้งหมดแล้ว ไม่อนุญาตให้ใครเข้าไปอีกภายในห้าสิบปีข้างหน้า... นั่นคือ... สถานที่แห่งนี้ ถูกลบออกจากแผนที่ของมณฑลสือไปอย่างถาวรแล้ว”

ตึง!

เหมือนมีค้อนหนักทุบลงกลางสมอง

ก่อนหน้านี้ ตอนที่อ่านเจอการแบ่งระดับแหล่งติดเชื้อและคลื่นการติดเชื้อในหนังสือ เฉิงเหยี่ยยังไม่เข้าใจถ่องแท้ว่าทำไมมนุษย์ต้องแบ่งระดับเช่นนี้ ตัวอักษรอย่าง หายนะ ล้างบาง ทำลายล้าง ที่อยู่เหนือระดับโรคระบาด มันหมายความว่าอะไรกันแน่

แต่ตอนนี้ เมื่อได้สัมผัสกับหายนะหลายครั้งด้วยตัวเอง ในที่สุดเขาก็เริ่มเข้าใจน้ำหนักของคำเหล่านี้

อะไรคือหายนะ?

มันคือภัยพิบัติจากฟ้าหรือมนุษย์ที่มาเยือนอย่างกะทันหัน เหมือนมือยักษ์ไร้ปรานีที่บีบคั้นลมหายใจของชีวิตน้อยๆ โดยไม่ทันตั้งตัว

อาจเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติประหลาดอย่างหมอกว่างเปล่า หรืออาจเป็นแหล่งติดเชื้อร้ายแรงอย่างปลาดาวตัวแทน

มันไม่สนใจผลที่จะตามมา สนใจเพียงการเก็บเกี่ยวชีวิตอย่างป่าเถื่อน ทิ้งไว้เพียงความเศร้าโศกและความแหลกสลาย ปล่อยให้ผู้รอดชีวิตเผชิญหน้ากับความเย็นชาของความตายด้วยความหวาดกลัว

อะไรคือล้างบาง?

มันมาอย่างเด็ดขาดกว่า ไม่เพียงพรากชีวิต แต่มันยังบดขยี้... ความหวังทั้งหมด!

ในชั่วพริบตาที่หายนะมาเยือน ผืนดินทั้งผืนพร้อมทุกสิ่งทุกอย่างบนนั้น ถูกบดขยี้จนกลายเป็นดินแดนรกร้างไร้ชีวิต

ไม่มีเวลาให้ดิ้นรน ไม่มีช่องว่างให้หลบหนี แม้แต่ความเป็นไปได้ที่จะ “รอดตายอย่างน่าสมเพช” ก็ยังถูกตัดขาดโดยสิ้นเชิง

แม้ว่าเมืองต้าโปจะมีศักยภาพมหาศาล แม้ว่าในแผนการของเขา อนาคตที่นี่อาจกลายเป็นเมืองบริวารอันดับต้นๆ หรือกระทั่งอันดับหนึ่งของเมืองซิ่งฝู

แม้ว่า... ในใจเขาจะวาดภาพอนาคตของที่นี่ไว้แล้ว แต่ทันทีที่คำว่า “ระดับล้างบาง” ปรากฏขึ้น แผนการทั้งหมด การเตรียมการทั้งหมด จินตนาการทั้งหมดเกี่ยวกับอนาคต...

ทั้งหมด พังทลายแล้ว!

ภายใต้หายนะครั้งใหญ่ ผู้คนยังพอหาซอกหลืบเพื่อเอาชีวิตรอดอย่างน่าเวทนาได้

แต่เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างถูกทำลายล้างจนหมดสิ้น จะมีคนรอดชีวิตออกมาได้อย่างไร?

ฮู่ว...

ในวินาทีที่ได้คำตอบแน่ชัด เฉิงเหยี่ยกลับสูดหายใจลึกซ้ำๆ สองสามครั้ง จนสงบลงได้อย่างสิ้นเชิง

ในเมื่อเมืองแห่งความสุขตัดสินประหารชีวิตคนเกือบพันในเมืองต้าโป ทั้งโรคุคและหวังคังไปแล้ว

เขาก็ไม่จำเป็นต้องดิ้นรนอธิบายอะไร หรือยื้อยุดอะไรอีก

และถ้าหาก “ตำนานสีทอง” ที่เห็นในหน้าต่างระบบก่อนหน้านี้ สอดคล้องกับแหล่งติดเชื้อระดับล้างบางในครั้งนี้ เรื่องราวก็อาจจะยังมีทางพลิกผัน

เพราะคุณสมบัติสองสามข้อที่รู้มา มันดูไม่เหมือนการทำลายล้างฟ้าดิน แต่เหมือนเป็น “กฎเกณฑ์” อย่างหนึ่งมากกว่า

ถ้าเป็นอย่างที่โรคุคว่าไว้ก่อนหน้านี้ หาวิธีลงน้ำไปหาแหล่งปนเปื้อน แล้วเก็บกู้มัน จะสามารถยุติหายนะระดับล้างบางครั้งนี้ได้หรือไม่?

ความคิดนี้ผุดขึ้นมา วนเวียนอยู่ในใจเพียงครู่เดียว ก็ถูกเฉิงเหยี่ยซ่อนไว้ในส่วนลึกของสมอง

เขาไม่ได้ถามต่ออีกว่า คนข้างในยังมีโอกาสรอดหรือไม่

ในฐานะเจ้าหน้าที่ตรวจสอบ เขารู้ดีกว่าใครว่า ก่อนที่จะยืนยันได้ว่าอีกฝ่ายติดเชื้อหรือไม่ ทุกคำถามคำตอบล้วนมีความเสี่ยง โดยเฉพาะการปนเปื้อนทางจิตที่บิดเบือนการรับรู้เช่นนี้ ใครจะรู้ว่าการถามเพิ่มอีกเพียงคำเดียว อาจเป็นการกระตุ้นให้เกิดการติดเชื้อหรือไม่?

การที่ฮาหลินยอมเสี่ยงตอบเขา อาจไม่ใช่แค่เพราะเห็นว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเหมือนกัน แต่คงเพราะมองเห็นความห่วงใยที่เขามีต่อคนเหล่านั้นในเมืองต้าโป

“หลังจากเข้าไปในเมืองต้าโปตอนเที่ยง พวกเราก็เจอกับฝูงนกหนามโจมตีก่อน...”

เฉิงเหยี่ยดึงสติกลับมา เริ่มเล่าเหตุการณ์ตลอดทั้งวันอย่างเป็นลำดับ

เขาเล่าอย่างละเอียด ชัดเจนทุกช่วงเวลา ทุกเหตุการณ์ที่ประสบ

ไม่เพียงเพื่อให้ความร่วมมือกับขั้นตอนการตรวจสอบ แต่ยังถือโอกาสเรียบเรียงเบาะแสต่างๆ เพื่อหาช่วงเวลาที่การปนเปื้อนทางจิตเริ่มส่งสัญญาณออกมาเป็นครั้งแรก

“ประมาณทุ่มสี่สิบตอนกลางคืน ผมไม่สบายใจเรื่องสถานการณ์ริมแม่น้ำ เลยกลับไปลาดตระเวนคนเดียวอีกรอบ”

“ในการลาดตระเวนครั้งนั้นเอง ผมก็รู้สึกเหมือนมีคนเดินตาม ได้ยินเสียงฝีเท้าเบาๆ แต่กลับประหลาดอย่างยิ่งยวด...”

ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ฮาหลินเข้าสู่สภาวะตั้งใจฟังอย่างเต็มที่ มือขวาจับปากกาจดข้อมูลสำคัญลงกระดาษอย่างรวดเร็ว

เครื่องมือตรวจจับหลายตัวที่วางอยู่รอบตัวเฉิงเหยี่ยทำงานเต็มกำลัง หน้าจอแสดงข้อมูลตัวเลขยิบยับ วิเคราะห์การเคลื่อนไหวเล็กๆ น้อยๆ สีหน้า อัตราการเต้นของหัวใจ และการเปลี่ยนแปลงของม่านตาแบบเรียลไทม์

ข้อมูลตลอดการให้ปากคำราบเรียบ ไม่มีความผิดปกติใดๆ

หลิวคุนยืนอยู่หลังกลุ่มคน กวาดตามองหน้าจอเครื่องมืออย่างเงียบๆ ในใจก็โล่งไปเปลาะหนึ่ง แต่แล้วก็ฉายแววเสียดายออกมา

หลังจากอาณาเขตปนเปื้อนของของวิเศษแผ่ออกมา

ไม่ว่ายอดมนุษย์คนไหนที่บุ่มบ่ามเข้าไป จะกระตุ้นให้คลื่นการปนเปื้อนภายในปะทุขึ้นมาทันที

อย่าว่าแต่จะช่วยคนข้างในเลย ถ้าตัวเองไม่มีความสามารถในการต้านทานการปนเปื้อน แม้แต่คนที่เข้าไปก็ต้องตายอยู่ข้างในนั่นแหละ

และตามข้อมูลที่พันธมิตรซินหั่วบันทึกไว้เพียงน้อยนิด วิธีเดียวที่จะช่วยคนได้ คือต้องให้ “คนที่ถูกของวิเศษหมายหัวไว้แล้ว” กลับเข้าไปอีกครั้ง ถึงจะมีโอกาสพลิกสถานการณ์

ถ้าคนที่ออกมาเป็นคนธรรมดา เมืองซิ่งฝูอาจจะยอมเสี่ยงให้เขาลองอีกครั้ง

แต่เฉิงเหยี่ยในตอนนี้ แสดงความสามารถทุกด้านได้ตรงตามความคาดหวังของเขาในฐานะ “เจ้าหน้าที่ตรวจสอบรุ่นใหม่ระดับแนวหน้า” อย่างสมบูรณ์แบบ คนที่มีความสามารถขนาดนี้ จะปล่อยให้เขากลับไปเสี่ยงอีกได้ยังไง?

“จะให้เฉิงเหยี่ยกลับเข้าไปอีกไม่ได้เด็ดขาด ให้ตายสิ พวกยอดมนุษย์ยุคก่อนเฮงซวยพวกนี้ ตายแล้วก็ยังจะทิ้งขยะไว้แถวเมืองซิ่งฝูอีก น่ารังเกียจชะมัด!”

หลิวคุนสบถในใจ แต่สายตากลับเหลือบมองชายชราในชุดสีเทาสองคนที่นั่งขัดสมาธิอยู่กลางอากาศอย่างสงบ คาดคะเนว่าอีกสักครู่เขาควรจะยื่นเรื่องอย่างไร ถึงจะปกป้องเฉิงเหยี่ยไว้ได้

สำหรับเมืองซิ่งฝู สำหรับผู้อาวุโสแล้ว ความสำคัญของของวิเศษนั้นไม่จำเป็นต้องพูดถึง

ขอเพียงสามารถชำระล้างการปนเปื้อนบนนั้นได้ มันอาจจะกลายเป็นไพ่ตายที่ทรงพลังของเมืองหลบภัย

แต่สำหรับสถานีตรวจสอบแล้ว โอกาสที่จะเข้าไปเก็บกู้แหล่งปนเปื้อน กับโอกาสที่จะรอดชีวิตออกมา มันต่ำเตี้ยเรี่ยดินพอๆ กัน

เจ้าหน้าที่ตรวจสอบรุ่นใหม่ที่รอดชีวิตจากการปะทุของของวิเศษระดับล้างบางได้ ย่อมล้ำค่ากว่าเห็นๆ!

แต่ว่า ความคิดเห็นของเขา จะสามารถเอาชนะการตัดสินใจของผู้อาวุโสทั้งสองได้หรือ?

ยาก!

ในไม่ช้า เสียงของเฉิงเหยี่ยก็ดึงสติของเขากลับมา “ต่อมาผมก็พบลูกทีมคนหนึ่งที่ติดเชื้อปูถ้ำน้ำลึกในทีม แล้วก็...”

เขาหยุดไปชั่ววินาที น้ำเสียงเรียบเฉย “เกิดการต่อสู้กันครู่หนึ่ง สุดท้ายผู้ติดเชื้อคนนั้นก็ถูกผมและลูกทีมคนอื่นๆ สังหาร”

“หลังจากต่อสู้เสร็จ ผมกลับไปพักที่ค่ายประมาณครึ่งชั่วโมง ก็ได้ยินเสียงอึกทึกข้างนอก พวกเราทุกคนรีบวิ่งออกไปดู ถึงได้รู้ว่าเป็นคนจากเขตแดงกำลังล้อมวงกันอยู่กลางถนน...”

“หลังจากจัดการแหล่งติดเชื้อในเขตแดงเสร็จ พวกเราก็ตกลงเรื่องการลาดตระเวนตอนกลางคืน โดยให้โรคุคกับการ์เซียรับผิดชอบช่วงครึ่งคืนแรก จนถึงตีสามค่อยเปลี่ยนเวร ให้ผมกับหวังคังรับช่วงต่อ แต่พอถึงตีสาม ผมกำลังจะไปเรียกคนเปลี่ยนเวร โรคุคก็วิ่งมาบอกผมว่า การ์เซียพาทีมลาดตระเวนหายไปครึ่งหนึ่ง...”

หลังจากนั้น เรื่องราวเกี่ยวกับมนุษย์ปูที่ยืนเรียงรายริมฝั่ง ภาพประหลาดตอนที่การปนเปื้อนทางจิตปะทุ รายละเอียดตอนที่ลูกทีมถูก “แช่แข็ง” เฉิงเหยี่ยเล่าออกมาทั้งหมดโดยไม่มีการปิดบัง

เขาสัมผัสได้ชัดเจนว่ามีสายตานับไม่ถ้วนจับจ้องมาที่เขา และยังรับรู้ได้ถึงการตรวจสอบจากเครื่องมือต่างๆ

ภายใต้สายตาหลายคู่และเครื่องมือวัดอันเที่ยงตรง การโกหกเพื่อเอาตัวรอดนั้น อาจจะยากไม่แพ้การกลับเข้าไปเก็บกู้แหล่งปนเปื้อนในเมืองต้าโป

ดังนั้น เขาจึงเลือกที่จะเล่าความจริงทั้งหมด เพียงแต่ตัดทอนข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับพลังเหนือธรรมชาติออกไป

หลังจากเล่าจบ เฉิงเหยี่ยก็ยืนนิ่งรอให้ฮาหลินสรุปรายงาน

“ดีมาก คุณตอบได้ละเอียดและครบถ้วนมาก ในฐานะผู้คุมสอบของคุณ ผมรู้สึกเป็นเกียรติ ผลงานของคุณเกินข้อกำหนดทั้งหมดที่สถานีตรวจสอบมีต่อ ‘เจ้าหน้าที่ตรวจสอบระดับต่ำ’ ไปแล้ว”

ฮาหลินเอ่ยชมอย่างไม่ปิดบัง ก่อนจะเปลี่ยนทิศทางปากกา น้ำเสียงจริงจังขึ้น “ต่อไป ผมจะถามคำถามเจาะลึกจากรายละเอียดที่คุณเล่ามา ไม่ต้องเกร็ง คำถามทั้งหมดเพื่อประเมินสถานการณ์การปนเปื้อนภายใน ไม่ใช่เพื่อทดสอบว่าคุณติดเชื้อหรือไม่”

“เข้าใจครับ” เฉิงเหยี่ยพยักหน้า

อันที่จริง หลังจากเล่าจบ เขาก็นึกถึงจุดบอดหลายอย่างที่เคยมองข้ามไป ตอนนี้การได้ยืนยันกับฮาหลิน อาจจะช่วยชี้จุดสำคัญของการปะทุในครั้งนี้ได้

“คำถามแรก เกี่ยวกับการติดเชื้อปูถ้ำน้ำลึก คุณบอกว่าตอนไปตักน้ำ เห็นการ์เซียพาคนไปตักน้ำ ระหว่างนั้นสังเกตไหมว่าลูกทีมสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันหรือไม่?”

“ไม่ครับ ลูกทีมที่ตักน้ำไม่ได้สวมอุปกรณ์ป้องกันเลย และมีหลายคนที่ถูกน้ำกระเซ็นใส่”

เฉิงเหยี่ยตอบทันที

ในคู่มือเจ้าหน้าที่ตรวจสอบ ข้อปฏิบัติเกี่ยวกับแหล่งน้ำในป่า ไม่ได้เข้มงวดถึงขนาดว่า “ห้ามสัมผัสโดยไม่มีการป้องกัน”

เพียงแต่ระบุไว้ว่า หากต้องลงน้ำทั้งตัว ต้องสังเกตส่วนประกอบของน้ำก่อน เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีความเสี่ยงจากแหล่งติดเชื้อ

แม้แต่ตอนที่เขาไปจับปลากับเจียงชวนครั้งก่อน ก็ยังหลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำไม่ได้

การที่การ์เซียไม่ได้ให้ลูกทีมสวมอุปกรณ์ป้องกัน จึงเป็นเรื่องปกติมาก อย่างมากก็แค่ขาดความระมัดระวังไปหน่อย

“คำถามที่สอง ตอนที่คุณแจ้งว่ามีลูกทีมหายไปสองคน คุณสังเกตเห็นลวดลายสีม่วงที่คุณพูดถึงบนตัวลูกทีมที่เหลือหรือไม่?”

“ไม่เห็นครับ” เฉิงเหยี่ยส่ายหน้า เสริมว่า “ตอนนั้นหัวหน้าทีมใช้ไฟฉายส่องเช็กชื่อ ผมตั้งใจสังเกตสีหน้าและท่าทางของทุกคน ยืนยันได้ว่าไม่มีใครมีลวดลายแบบนั้น”

ในเมื่อมีคนหายไปแล้วถึงสองคน คนที่เหลือย่อมตกเป็นผู้ต้องสงสัยว่าอาจติดเชื้อ เขาจึงต้องสังเกตอย่างละเอียด

“คำถามที่สาม อธิบายขั้นตอนการต่อสู้กับผู้ติดเชื้อปูถ้ำน้ำลึก”

คำถามสำคัญมาแล้ว

เฉิงเหยี่ยใจเต้นเล็กน้อย แต่สีหน้ายังคงสงบ “ผู้ติดเชื้อคนนั้นจงใจเผยตัว หันหน้ามาทางผม ผมฉวยโอกาสตอนที่เขายังกลายพันธุ์ไม่สมบูรณ์ กระโดดเตะเข้าที่หัวเขาจนระเบิด ร่างเขากระแทกกับกำแพง จากนั้นลูกทีมคนอื่นๆ ก็ตั้งสติได้ รุมยิงใส่จุดตายของเขาทันที”

“เตะหัวผู้ติดเชื้อระเบิดในครั้งเดียว?” ฮาหลินทวนคำ แววตาต้องการคำยืนยัน “คุณแน่ใจนะ?”

“แน่ใจครับ เตะทีเดียวระเบิด”

“มีใครสัมผัสกับเลือดของผู้ติดเชื้อหรือไม่?”

“ตอนต่อสู้ ยืนยันได้ว่าไม่มีครับ แต่หลังจากนั้นศพถูกลากไปไว้กลางเมืองต้าโป ในกระบวนการหลังจากนั้นมีใครไปสัมผัสหรือไม่ ผมไม่สามารถยืนยันได้”

“เข้าใจแล้ว” ฮาหลินรีบจด โดยไม่ซักไซ้รายละเอียดการต่อสู้อีก

“คำถามที่สี่ ตอนที่ผู้ติดเชื้อลวดลายสีม่วงปรากฏตัว ทุกคนเข้าไปมุงดูใช่หรือไม่?”

ถ้าบอกว่าสามคำถามแรกเป็นเพียงการปูทาง คำถามที่สี่นี้ก็แทบจะพุ่งตรงไปยังแก่นกลางของการปนเปื้อน

สมองของเฉิงเหยี่ย “ตื้อ” ไปชั่วขณะ เหมือนมีอะไรบางอย่างมากระทบเบาๆ

ความคิดที่เรียบเรียงไว้อยู่แล้วยิ่งชัดเจนขึ้น ชั่วพริบตาเดียวเขาก็เข้าใจความตั้งใจของฮาหลิน

ใช่แล้ว!

ถ้าการปนเปื้อนทางจิตต้องการ “ตัวกลาง” ในการแพร่กระจาย ศพผู้ติดเชื้อสองศพที่มีลวดลายสีม่วงนั่นแหละ คือตัวกลางที่เป็นไปได้มากที่สุด

หรือพูดอีกอย่างก็คือ ช่องทางการแพร่กระจายของ “แหล่งติดเชื้อระดับหายนะที่ไม่รู้จัก” อาจจะผ่านทางลวดลายสีม่วงนั่นเอง

และในตอนนั้น เพื่อระบายความกดดัน โรคุคได้พาทุกคนในเขตแดงไปมุงดู

หลังจากนั้นตอนที่นับจำนวนคน เขาก็ให้หวังเลี่ยงไปเรียกทุกคนมา แม้แต่คู่สามีภรรยาที่ลานจอดรถซูเปอร์มาร์เก็ตก็ไม่เว้น เท่ากับว่าทุกคนได้สัมผัสกับ “ตัวกลาง” ในระยะใกล้

“ยืนยันครับ ทุกคนเข้าไปมุงดูใกล้ๆ ศพ ไม่มีข้อยกเว้น”

“คำถามที่ห้า ศพผู้ติดเชื้อลวดลายสีม่วงสองศพนั้น สุดท้ายจัดการอย่างไร?”

“ผมไม่ทราบครับ ผมมีหน้าที่แค่ตรวจสอบแหล่งติดเชื้อในร่างผู้ติดเชื้อ การจัดการหลังจากนั้นเป็นหน้าที่ของโรคุค”

“คำถามที่หก...”

ฮาหลินหยุดกะทันหัน เงยหน้าขึ้นมองเขา น้ำเสียงจริงจังอย่างยิ่งยวด “นี่เป็นคำถามสุดท้าย หวังว่าคุณจะคิดให้ดีก่อนตอบ”

“ครับ!” เฉิงเหยี่ยพยักหน้า พอจะเดาทิศทางของคำถามได้ลางๆ

“คุณคิดว่า ทำไมคุณถึงไม่ถูกปนเปื้อนทางจิต?”

พรึ่บ

สิ้นเสียง

ทุกสายตาพลันจับจ้องมาที่เขาราวกับถูกแม่เหล็กดูด บรรยากาศรอบข้างเงียบสงัดลงทันที

แม้แต่นักวิจัยที่กำลังควบคุมเครื่องมือก็ยังหันมาจับจ้องที่หน้าจออย่างไม่วางตา พลางกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว

กลุ่มเจ้าหน้าที่ตรวจสอบรุ่นสี่ที่ยืนอยู่หลังฮาหลิน รวมถึงติงอี่ซานและหลิวคุน ต่างก็มองมาด้วยสายตาที่ทั้งสงสัยและเคร่งเครียด

ทุกคนต่างมีคำถามเดียวกันอยู่ในใจ ในเมื่อเจ้าหน้าที่ระดับสามยังต้านทานการปนเปื้อนไม่ไหว แล้วเจ้าหน้าที่ฝึกหัดที่เพิ่งผ่านการทดสอบมาหมาดๆ กลับรอดออกมาได้อย่างไร?

มีเพียงผู้อาวุโสสองท่านที่นั่งขัดสมาธิอยู่กลางอากาศ ยังคงหลับตาแน่นิ่ง รอบกายมีแสงสว่างจางๆ ห่อหุ้ม ราวกับไม่สนใจสิ่งที่เกิดขึ้นเบื้องล่าง สนใจเพียงคลื่นพลังจิตพิเศษที่อยู่ตรงหน้าเท่านั้น

การถูกจ้องมองพร้อมกันเช่นนี้ ให้ความรู้สึกไม่ต่างจากการยืนอยู่ริมฝั่ง เผชิญหน้ากับมนุษย์ปูที่เรียงรายกันสุดลูกหูลูกตา

เฉิงเหยี่ยนิ่งไปครู่หนึ่ง อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมาบางๆ สบตากับทุกคนทีละคน

อันที่จริง ตอนที่ถามโรคุค เขาก็คิดคำตอบสำหรับคำถามนี้ไว้แล้ว

ตอนนี้ก็แค่พูดคำตอบนั้นออกมาอีกครั้งเท่านั้นเอง

“คำถามนี้ คงต้องให้พวกคุณเป็นคนตอบ”

“ให้พวกเราตอบ?” ฮาหลินไม่แปลกใจเลย เพียงพยักหน้าเล็กน้อย

เขาลุกขึ้นยืน รวบรวมรายงานในมืออย่างรวดเร็ว จากนั้นหันหน้าไปหาทุกคน พูดด้วยน้ำเสียงชัดเจนหนักแน่น “ข้าพเจ้า ฮาหลิน เจ้าหน้าที่ตรวจสอบรุ่นห้า ได้ตรวจสอบวิเคราะห์แล้ว ขอยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ฝึกหัดเฉิงเหยี่ยไม่มีความเสี่ยงในการติดเชื้อ ข้าพเจ้ายินดีรับผิดชอบเป็นการส่วนตัว เพื่อรับรองผลการวิเคราะห์ครั้งนี้”

“ดี!” หลิวคุนพยักหน้าทันที ยื่นมือไปข้างหน้าแล้วจิ้มนิ้วเบาๆ

กรงเพลิงสีแดงฉานที่ใช้กักกันตัว พลันสลายไปราวกับเปลวไฟที่ถูกเป่าให้ดับ ไม่ทิ้งร่องรอยใดๆ ไว้บนพื้น

บรรยากาศตึงเครียดคลายลงทันที ราวกับว่าทันทีที่ฮาหลินประกาศผล ทุกคนก็วางใจ ความระแวดระวังและสงสัยก่อนหน้านี้หายไปเป็นปลิดทิ้ง

“เฉิงเหยี่ย สถานการณ์พิเศษ ย่อมต้องปฏิบัติเป็นพิเศษ หวังว่าคุณจะรักษาสถานะของวันนี้ไว้ได้”

ฮาหลินยื่นเอกสารให้เจ้าหน้าที่ด้านหลัง น้ำเสียงเต็มไปด้วยความชื่นชม “ในฐานะรองหัวหน้าสถานี ผมพอใจกับการปฏิบัติงานของคุณในวันนี้มาก”

พูดจบ เขาก็ถอยกลับเข้ากลุ่ม ปล่อยให้ติงอี่ซานและหลิวคุนจัดการต่อ

ทั้งสองสบตากัน ในที่สุดติงอี่ซานก็เดินออกมาอย่างเงียบๆ ส่งสัญญาณให้เจ้าหน้าที่ยกเก้าอี้มาหนึ่งตัว

มีโต๊ะชั่วคราวคั่นกลาง ทั้งสองนั่งลงเผชิญหน้ากัน

ติงอี่ซานเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปากช้าๆ “เกี่ยวกับแผนการต่อไป คุณมีทางเลือกของตัวเองไหม?”

“ผมเลือกเองได้เหรอครับ?”

“แน่นอน”

“ผมต้องการข้อมูลข้างใน ข้อมูลที่เกี่ยวข้องให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”

“ได้” ติงอี่ซานพยักหน้าโดยไม่ลังเล แต่กลับถูกหลิวคุนที่อยู่ด้านหลังขัดจังหวะ

“ไม่ได้” หลิวคุนก้าวพรวดเข้ามา วางมือบนไหล่ของติงอี่ซาน น้ำเสียงเด็ดเดี่ยว “อัตราสำเร็จมันต่ำเกินไป การส่งคนเข้าไปตายเพิ่มอีกคนไม่มีความหมายอะไรเลย”

“แต่เมื่อกี้คุณเพิ่งพูดไม่ใช่เหรอว่า การประคบประหงมคนมีแวว หลีกเลี่ยงความเสี่ยงทั้งหมด นั่นต่างหากคือการสูญเปล่าซึ่งหยาดเหงื่อของคนรุ่นก่อน?” ติงอี่ซานหันขวับ สายตาทั้งคู่ปะทะกันกลางอากาศ ไม่มีใครยอมถอย

หลิวคุนนิ่งไปอึดใจ ก่อนจะส่ายหน้า “ความพยายามของคนรุ่นก่อน ไม่ใช่เพื่อส่งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเข้าไปเสี่ยงตายในสถานการณ์ที่แทบจะตายร้อยเปอร์เซ็นต์แบบนี้”

“ผิดแล้ว!” ติงอี่ซานเสียงดังขึ้นทันที “อย่างน้อยตอนนี้เราก็สามารถจัดหาอุปกรณ์ที่ดีที่สุดให้เขาได้ ไม่ต้องให้เขาไปสู้กับแหล่งปนเปื้อนด้วยมือเปล่า อย่างน้อยเราก็สามารถรวบรวมข้อมูลล่วงหน้าได้ ไม่ต้องให้เขาเดินดุ่มๆ เข้าไปเสี่ยงเหมือนเมื่อก่อน นี่... ต่างหากคือความหมายของความพยายามของคนรุ่นก่อน!”

เหอะ

หลิวคุนแทบจะหัวเราะออกมาด้วยความโมโห

สายตาของทั้งคู่ปะทะกัน รู้สึกย้อนแย้งอย่างประหลาด

คนที่เคยป่าวประกาศว่าเจ้าหน้าที่ตรวจสอบต้องเสียสละ ตอนนี้กลับเป็นคนห้ามไม่ให้ไปเสี่ยง

คนที่เคยวางมาตรการป้องกันทุกอย่าง ปกป้องเจ้าหน้าที่ตรวจสอบอย่างเต็มที่ ตอนนี้กลับเป็นคนส่งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบไปตาย

“คุณตอบผมมา ถ้าเป็นเจ้าหน้าที่ตรวจสอบรุ่นก่อนมายืนอยู่ตรงนี้ พวกเขาจะเข้าไปตายไหม?” หลิวคุนข่มอารมณ์ถามกลับ

“งั้นผมก็ขอถามคุณกลับ ตอนนั้นมีคนแย่งตำแหน่งหัวหน้าสถานีตั้งเยอะแยะ ทำไมผมถึงได้นั่ง?”

ติงอี่ซานไม่ยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว น้ำเสียงแฝงความเด็ดเดี่ยว “เพราะผมเป็นคนนำทีมไปเก็บกู้ ‘สิงโตมังกร’ ระดับทำลายล้าง ผม ไม่ใช่เหอเฟย! เพราะฉะนั้นตอนนี้ผมถึงมีสิทธิ์ยืนพูดกับคุณอยู่ตรงนี้!”

ทั้งสองโต้เถียงกันหน้าดำหน้าแดง หลิวคุนหน้าเปลี่ยนสีไปมา แต่กลับพูดอะไรโต้แย้งไม่ออก

เสาหลักของสถานีตรวจสอบจำเป็นต้องมีความรอบคอบ สุขุม มีทั้งบุ๋นและบู๊

แต่ผู้ทำการตัดสินใจสูงสุดของสถานีตรวจสอบ กลับต้องการความบ้าบิ่น ความหุนหันพลันแล่น ความสามารถ และที่สำคัญกว่านั้นคือความกล้าและความดวง ที่คนทั่วไปไม่มี... รวมถึงคุณสมบัติที่ดูเหมือน “ไร้เหตุผล” ด้วย

แต่เฉิงเหยี่ย เขามีศักยภาพที่จะเป็นผู้ทำการตัดสินใจสูงสุดงั้นหรือ?

หลิวคุนนิ่งอึ้งไป

ระดับห้าขั้นสูง คือคำประเมินที่เขามีต่ออนาคตของเจ้าหน้าที่ฝึกหัดคนนี้ ซึ่งถือเป็นการยอมรับที่สูงมากแล้ว

เพราะระดับห้าขั้นสูงมีสิทธิ์ขึ้นเป็นหัวหน้าสถานีปฏิบัติการได้ทุกเมื่อ และตำแหน่งรองหัวหน้าหรือหัวหน้าสถานีใหญ่ก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม

แต่ในสายตาของติงอี่ซาน หรือว่าเขาจะมีศักยภาพที่เหนือกว่าระดับห้าขั้นสูง?

หรืออาจจะเหนือกว่าเฉิงหลงในอดีตเสียอีก?

เขาไม่เข้าใจ เขากำลังครุ่นคิด แต่แล้วก็เห็นติงอี่ซานลุกพรวดขึ้นยืน สีหน้าเคร่งขรึมในทันที

“เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเฉิงเหยี่ย บัดนี้สถานีตรวจสอบเมืองซิ่งฝู ขอแจ้งคำสั่งภารกิจล่าสุดแก่คุณ”

“คุณต้องเข้าไปในฐานะเจ้าหน้าที่ฝึกหัด เพื่อเก็บกู้แหล่งปนเปื้อนระดับล้างบางที่ส่งผลกระทบต่อเมืองต้าโป”

“ในการเก็บกู้ครั้งนี้ นอกจากการสนับสนุนข้อมูลที่จำเป็นแล้ว สถานีตรวจสอบจะจัดหาอุปกรณ์ป้องกันเต็มรูปแบบให้คุณ ประกอบด้วย ชุดสำรวจใต้น้ำสำหรับบุคคล ระดับป้องกัน ล้างบาง+ หนึ่งชุด ชุดเก็บกู้ ระดับเก็บกู้ ทำลายล้าง หนึ่งชุด ชุดกำจัดแหล่งติดเชื้อชนิดดี ระดับ A- หนึ่งชุด เรือกู้ภัยค้นหาความเร็วสูงทางน้ำอเนกประสงค์หนึ่งลำ...”

รายการอุปกรณ์ที่เฉิงเหยี่ยไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนพรั่งพรูออกมาจากปากของติงอี่ซานราวกับปืนกล

ระดับการป้องกันของอุปกรณ์ ถูกตั้งค่าตามระดับหายนะด้วยเหรอ?

แล้วอะไรคือชุดกำจัดแหล่งติดเชื้อชนิดดีระดับ A-?

ขณะที่เฉิงเหยี่ยกำลังมึนงง เขาก็ได้ยินติงอี่ซานเปลี่ยนเรื่องพูดกะทันหัน “บัดนี้ ขอแจ้งให้คุณทราบ ภารกิจเก็บกู้ในครั้งนี้ไม่มีรางวัลพิเศษใดๆ จะทำการคิดคำนวณตามภารกิจระดับ ‘ล้างบาง’ ทั่วไปของสถานีตรวจสอบเท่านั้น แต่เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบันมีความร้ายแรง รางวัลการเก็บกู้จึงถูกปรับขึ้นหนึ่งระดับตามกฎ โดยจะคิดคำนวณตามภารกิจระดับ ‘ทำลายล้าง’”

“คุณมีเวลาสิบนาทีในการตัดสินใจ ว่าจะรับภารกิจนี้หรือไม่?”

พูดจบ ติงอี่ซานก็ถอนหายใจยาว แล้วหันหลังเดินจากไปทันที

เพราะหลิวคุนที่ยืนอยู่ข้างๆ หน้าดำเป็นตอตะโกแล้ว ขืนยังอยู่ต่อ ทั้งสองคนคงได้เปิดศึกกันตรงนั้นแน่

ขณะที่ติงอี่ซานเดินฝ่ากลุ่มคนออกไป หลิวคุนมองตามแผ่นหลังของเขา นิ่งไปครู่หนึ่ง แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ

เพียงแค่ร่างกายของเขาเหมือนมีพลังต้านแรงโน้มถ่วง กระทืบเท้าลงบนพื้นทีหนึ่ง ร่างก็พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าต่อหน้าทุกคน

เวรล่ะ ที่แท้... พี่คุนบินได้?

เฉิงเหยี่ยอดไม่ได้ที่จะเปิดหน้าต่างระบบ สแกนค่าความเข้ากันได้ไปยังทิศที่หลิวคุนบินไป

อืม...

31.7%

อาจเป็นเพราะความประทับใจครั้งก่อนยังดีอยู่ ค่าความเข้ากันได้พื้นฐานเลยสูงถึง 30% ไม่เลว

แต่ในวินาทีต่อมา ข้อมูลอีกสองค่าที่ปรากฏขึ้นกลับทำให้เขาชะงักไป

1.2% 0%?

ตัวเลขศูนย์โต้งๆ ปรากฏอยู่บนหน้าต่างระบบ ดูขัดตาพิกล

ไม่สิ ข้างบนนั่นมีคน?

เฉิงเหยี่ยหรี่ตาลง แต่กลับมองไม่เห็นอะไรเลย เหมือนกับตอนที่เขายังไม่ได้ทะลุผ่านม่านพลังนี้เข้ามา ก็มองไม่เห็นค่ายพักที่ตั้งอยู่นอกเมืองต้าโป

หรือว่าม่านพลังนี้ ไม่ใช่แหล่งปนเปื้อนระดับล้างบางที่ส่งผลกระทบต่อเมืองต้าโป แต่เป็น...

“ผู้เฒ่าเจิง ท่านผู้อาวุโสเฉียน!”

หลิวคุนหยุดยืนกลางอากาศ โค้งคำนับเล็กน้อย น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเคารพนอบน้อม

ผู้อาวุโสทั้งสองยังคงหลับตาแน่นิ่ง แสงสว่างจางๆ รอบกายไม่ขยับเขยื้อน

จนกระทั่งผ่านไปยี่สิบกว่าวินาที ผู้เฒ่าเจิงทางซ้ายถึงค่อยๆ ลืมตาขึ้น กวาดสายตามองลงไปเบื้องล่าง เอ่ยปากเรียบๆ “คุยจบแล้ว?”

“เอ่อ...” หลิวคุนชะงักไป รีบตอบ “สถานการณ์ข้างในพอจะเข้าใจได้แล้วครับ ตอนนี้ของวิเศษน่าจะยังไม่ปะทุเต็มที่ แค่แผ่อาณาเขตบิดเบือนการรับรู้ออกมา ยังไม่ได้ก่อให้เกิดคลื่นการปนเปื้อนวงกว้าง”

“ไม่ใช่ไม่ระเบิด แต่มันเป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของของวิเศษฉบับสมบูรณ์” ผู้เฒ่าเจิงส่ายหน้า พลางยกมือวาดผ่านอากาศเบื้องหน้า

ไอน้ำรอบข้างรวมตัวกันทันที ก่อตัวเป็นลูกแก้วคริสตัลกลมเกลี้ยงก่อน

ไม่กี่วินาทีต่อมา หมอกควันในลูกแก้วก็ระเบิดออก ม้วนตัวรวมกันอย่างรวดเร็ว สุดท้ายกลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่พบเห็นได้ทั่วไปตามชายหาด หมุนวนเบาๆ อยู่ในกลุ่มหมอก

หอยสังข์

“นี่คือรูปร่างของเศษเสี้ยวที่ข้าคำนวณได้ เดี๋ยวเจ้าบอกข้างล่าง...” ผู้เฒ่าเจิงหยุดพูด เหมือนกำลังรอให้หลิวคุนเอ่ยชื่อ

คาดไม่ถึงว่าท่านผู้อาวุโสเฉียนที่หลับตาอยู่ด้านขวาจะลืมตาขึ้นทันใด แล้วพูดต่อ “เฉิงเหยี่ย”

“บอกเฉิงเหยี่ยไป เศษเสี้ยวอยู่ในถ้ำใต้ดินบริเวณก้นแม่น้ำไป๋สุ่ย ตำแหน่งแน่ชัดยังไม่ทราบ รอบๆ มีสัญญาณแหล่งติดเชื้อที่ใกล้เคียงระดับหายนะหลายจุด แถมยังมีอีกตัวที่ใกล้เคียงระดับล้างบาง ต้องค่อยๆ เก็บกู้แหล่งติดเชื้อเหล่านี้ ระงับคลื่นการปนเปื้อนก่อน ถึงจะลองเก็บกู้เศษเสี้ยวของวิเศษได้”

อะไรนะ?

ไม่เพียงแต่มีเศษเสี้ยวของวิเศษ ยังมีแหล่งติดเชื้อระดับหายนะอีกหลายจุด? แถมยังมีอีกตัวที่ใกล้เคียงระดับล้างบาง?

หลิวคุนใจหายวาบ อดไม่ได้ที่จะกัดฟันพูด “ผู้เฒ่าเจิง เฉิงเหยี่ยเป็นแค่เจ้าหน้าที่ฝึกหัด เขาคงจะ...”

ยังไม่ทันพูดจบ ความรู้สึกอึดอัดอย่างสุดจะพรรณนาก็ถาโถมเข้ามา

เหมือนถูกมือที่มองไม่เห็นบีบคอ หรือเหมือนถูกโยนเข้าไปในสุญญากาศ แม้แต่การหายใจก็ยังเป็นเรื่องยากลำบาก

กรี๊ส!

ราชันย์อัคคีในร่างของเขาแทบจะพุ่งออกมาจากมิติวิญญาณทันที แต่ทันทีที่ปรากฏร่าง มันก็แข็งทื่ออยู่กลางอากาศเหมือนถูกแช่แข็ง แม้แต่ปีกก็ยังกระพือไม่ได้

“เฒ่าเจิง นี่ท่าน... รังแกเด็กไปหน่อยนะ”

ท่านผู้อาวุโสเฉียนกระแอมเบาๆ อากาศรอบข้างเย็นลงทันที พันธนาการที่รัดหลิวคุนอยู่ก็สลายไป

แต่ไอเย็นที่แผ่ออกมานั้น กลับทำให้เปลวไฟบนขนของราชันย์อัคคี “พรึ่บ” ดับลง เหยี่ยวเพลิงผลาญฟ้าที่เคยสง่างาม พลันกลายเป็นเพียงอินทรีแดงขนร่วงตัวหนึ่ง

จากนั้น ท่านผู้อาวุโสเฉียนก็ดีดนิ้วทีหนึ่ง ราชันย์อัคคีก็เหมือนถูกพลังที่มองไม่เห็นกระชาก “วูบ” กลับเข้าไปในมิติวิญญาณ

นี่มันพลังอะไร?

นี่มันตัวอะไรกัน?

ผู้อาวุโสมีพลังอะไรกันแน่ ทำไมเขาถึงไม่มีแรงต้านทานแม้แต่น้อย?

ทำไมพวกเขาถึงสามารถเมินเฉยต่อกฎเกณฑ์ใดๆ ใช้สายตาเหมือนมองซากศพมองมาที่ข้าได้?

ช่องว่างระหว่างพลังของยอดมนุษย์ มันช่างกว้างใหญ่กว่าช่องว่างระหว่างมนุษย์กับสุนัขเสียอีก

ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก กว่าหลิวคุนจะรู้ตัว เขาก็สั่นเป็นเจ้าเข้า ใบหน้าเดี๋ยวม่วงเดี๋ยวเหลืองเดี๋ยวแดงสลับกันไปมา ดูน่ากลัวอย่างประหลาด

เสียง “เป๊าะแป๊ะ” เบาๆ ดังขึ้นไม่หยุด เหมือนมีอะไรบางอย่างกำลังแตกสลาย

ผู้เฒ่าเจิงเหลือบมอง เบ้ปาก “จิตศรัทธาเปราะบางเกินไป ไม่รู้จริงๆ ว่าเขาก้าวสู่สภาวะที่สองได้ยังไง? ใช้ดวงรึ?”

“เฒ่าเจิง ก็ต้องใจกว้างกับเด็กรุ่นใหม่หน่อยสิ วิธีของท่านมันรุนแรงเกินไป”

ท่านผู้อาวุโสเฉียนหัวเราะหึๆ ยื่นนิ้วชี้ออกไป

ไอเย็นสายหนึ่งพุ่งเข้าห่อหุ้มหลิวคุนในทันที ชั่วพริบตาเดียวเขาก็กลายเป็นก้อนน้ำแข็งรูปร่างคน แม้แต่ลมหายใจก็ถูกผนึกไว้ภายใน

“ค่ารักษาครั้งนี้ ต้องไปลงบัญชีที่ฝ่ายยอดมนุษย์ของพวกท่านนะ” ท่านผู้อาวุโสเฉียนเดาะลิ้น “เฮ้อ อาการเจ้าหลิวแบบนี้ อย่างน้อยต้องปิดด่านพักฟื้น 45 วัน เดิมทีฉันยังคิดจะให้เขาช่วยดูแลเฉิงเหยี่ยหน่อยซะอีก”

“เฉิงเหยี่ย?” ผู้เฒ่าเจิงทวนชื่อนี้อีกครั้ง จู่ๆ ก็ยิ้มออกมา “ข้าไม่ยักรู้ ว่าท่านจะสนใจเจ้าหนูแบบนี้ด้วย?”

“ไม่ใช่เจ้าหนูธรรมดาน่ะสิ เขาน่ะ...”

ท่านผู้อาวุโสเฉียนก้มลงมอง แต่กลับพบว่าเฉิงเหยี่ยที่อยู่บนพื้นกำลังจ้องมองมาที่พวกเขา แววตาเต็มไปด้วยความสงสัยและประหลาดใจที่ปิดไม่มิด ราวกับมองเห็นพวกเขา

“กลิ่นอายบนตัวเจ้าหนูนี่ คล้ายกับหลิวคุนมาก แต่ก็มีบางอย่างต่างออกไป แถมยังอ่อนแอเหลือเกิน... แปลกจริง หรือว่าจะเป็นวิธีป้องกันตัวอะไรสักอย่างที่หลิวคุนทิ้งไว้ให้?”

พูดพลาง ท่านผู้อาวุโสเฉียนก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย มองไปยังหลิวคุนที่กลายเป็นน้ำแข็ง อดปวดหัวไม่ได้

ในขณะเดียวกัน

“หืม?”

เฉิงเหยี่ยมองดูค่าความเข้ากันได้บนหน้าต่างระบบที่จู่ๆ ก็เพิ่มขึ้นอีก

พุ่งไปถึง 2.3%!

เฉิงเหยี่ยตกใจ แต่ที่ตกใจไม่ใช่เพราะค่าความเข้ากันได้ที่เพิ่มขึ้น แต่เป็นค่าความเข้ากันได้ของหลิวคุนที่จู่ๆ ก็เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว...

ในชั่วพริบตา มันก็กระโดดจากสามสิบกว่าๆ พุ่งไปเป็น 100% เต็ม!

นี่ นี่มันเป็นไปได้ยังไง?

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 207 - เศษเสี้ยวของวิเศษ และการตัดสินใจชี้ขาด (ตอนฟรี)

คัดลอกลิงก์แล้ว