เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 15 - หัวหน้าองครักษ์

บทที่ 15 - หัวหน้าองครักษ์

บทที่ 15 - หัวหน้าองครักษ์


บทที่ 15 - หัวหน้าองครักษ์

⚉⚉⚉⚉

ในขณะนี้ หัวใจของเฉินโม่เต็มไปด้วยความรู้สึกที่เรียกว่า “กระอักกระอ่วน” เขาไม่คาดคิดมาก่อนว่าการ “หาคนรักษา” ที่คาจาพูดถึง จะกลายเป็นเรื่องใหญ่โตเอิกเกริกถึงเพียงนี้

นักดาบฝ่ายตรงข้ามที่เข้ามาเจรจา สวมชุดเกราะสีเงินที่ส่องประกายเจิดจ้าแม้อยู่ใต้แสงจันทร์ ทหารองครักษ์ที่อยู่ด้านหลังยืนเรียงกันอย่างเป็นระเบียบทั้งใกล้และไกล ท่วงท่าเป็นหนึ่งเดียว แม้จะมีคนเพียงไม่กี่คน แต่ก็มองเห็นได้ว่ารูปแบบการยืนนั้นเป็นระเบียบวินัยอย่างยิ่ง

บนแท่นไม้ชั่วคราวที่สร้างขึ้นอย่างเร่งรีบสองข้างทางดูเหมือนจะมีหน้าไม้ติดตั้งอยู่ ประกอบกับรูปแบบการตั้งค่ายกระโจมที่หรูหราตรงกลาง ไม่ว่าจะมองอย่างไร ก็ดูเป็นกลุ่มคนที่มิอาจล่วงเกินได้ยิ่งกว่าคุณชายตระกูลเซอร์คอนที่เขาเพิ่งไปมีเรื่องมาเสียอีก

แต่คนครึ่งม้าตัวน้อยไม่สนใจเรื่องนั้น

ในทวีปแห่งนี้มีอาณาจักรมากมายเหลือคณานับ ชนชั้นสูงก็มีมากจนนับไม่ถ้วน ป่าหกใบในฐานะที่เป็นชุมทางสัญจรสำคัญ ปีหนึ่งๆ จะไม่ต้อนรับชนชั้นสูงตกอับจากที่ต่างๆ สักกี่สิบคนเชียวหรือ

ในดินแดนแห่งนี้ ไม่มีชนชั้นสูงคนใดกล้าล่วงเกินคนครึ่งม้าตามอำเภอใจ เว้นแต่ว่าเผ่าคนครึ่งม้าจะเรียกร้องในสิ่งที่เกินควรไปมาก

เห็นได้ชัดว่า คาจาไม่คิดว่าคำขอของตนจะเกินควรแต่อย่างใด

ศักดิ์ศรีที่เสียไปต่อหน้าหมอผีตาโตเมื่อครู่นี้ อย่างไรก็ต้องทวงคืนกลับมาให้ได้ มิฉะนั้น คาจาก็คงไม่ต่างอะไรกับเจ้าคนครึ่งม้าผมทรงเดรดล็อกที่เอาแต่พูดจาโอ้อวด เป็นที่น่ารังเกียจและไร้ซึ่งความจริงใจ

ดังนั้น แม้ว่าหัวหน้าองครักษ์นักดาบผู้นั้นจะแสดงท่าทีปฏิเสธอย่างนุ่มนวลตั้งแต่แรกเริ่มว่า ผู้รักษาของพวกเขาไม่สะดวกที่จะรักษาคนนอก แต่คาจาก็กไม่ยอมแพ้ ยังคงใช้กีบหน้าที่แข็งแรงกระทืบพื้นอย่างหงุดหงิดไม่หยุด จนพื้นดินที่แข็งแน่นยุบเป็นหลุมเล็กๆ

ท่าทางที่ไม่บรรลุเป้าหมายไม่เลิกราเช่นนี้ บีบให้หัวหน้าองครักษ์จำต้องไปขอคำสั่งจากนายเหนือหัวของตน

และนั่นก็นำไปสู่การ “หนีเรียน” ของท่านหญิงหลิวซวง

หลิวซวงเดินเข้ามาใกล้หัวหน้าองครักษ์ ดวงตาเพียงกวาดมองเฉินโม่แวบเดียว ก่อนจะจับจ้องไปที่โครงกระดูกที่ยืนนิ่งทื่อเป็นหุ่นปั้น

ส่วนเฉินโม่นั้นกลับถูกเด็กสาวทำให้ตาพร่าไปชั่วขณะ

เด็กสาวร่างยังไม่โตเต็มวัย สูงเพียงระดับหน้าอกของหัวหน้าองครักษ์ เรือนผมสีนิลหนาดุจแพรไหมปล่อยสยายอย่างอิสระ คลอเคลียไปตามจังหวะการก้าวเดินของนางราวกับระลอกคลื่นอันอ่อนโยน เครื่องหน้าหมดจงดงาม จมูกโด่งเป็นสันเล็กน้อย และแน่นอน สิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือเสื้อคลุมตัวนอกที่เรียกได้ว่าหรูหราอลังการของนาง เพียงแค่เข็มขัดเส้นเดียว ก็ไม่รู้ว่าประดับประดาด้วยอัญมณีล้ำค่ามากมายเพียงใด

บริเวณกระโจมจุดโคมไฟไว้ สว่างไสวมาก แต่ก็ยังไม่สว่างเท่าตอนกลางวันอยู่ดี แสงไฟสะท้อนในดวงตาของเด็กสาวเป็นประกายระยิบระยับ เพิ่มความงดงามราวภาพฝันให้กับนาง

เฉินโม่ลอบมองเพียงแวบเดียว ก่อนจะอดไม่ได้ที่จะเหลือบมองเสื้อคลุมที่ประดับประดาด้วยเพชรนิลจินดานั้นอีกครั้ง แล้วจึงรีบเบือนสายตาหนีอย่างเงียบๆ

หากมองอีกคงเป็นการเสียมารยาท ทั่วทั้งลานล้วนเป็นคนของฝ่ายตรงข้าม

เฉินโม่เคยได้ยินเหล่าผู้ติดตามจอมเวทกล่าวถึงแนวคิดหนึ่งว่า สถานะของชนชั้นสูงมักจะเป็นสัดส่วนโดยตรงกับรูปร่างหน้าตา

พวกเขาบอกว่าชนชั้นสูงเกิดมาสูงศักดิ์ ได้รับพรจากทวยเทพ

คำกล่าวอ้างนี้ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็นเรื่องไร้สาระ

แต่หากคิดให้ลึกซึ้ง ก็ไม่อาจกล่าวได้ว่าไม่มีเหตุผลเสียทีเดียว

นี่เกี่ยวข้องกับปัญหาการจัดสรรทรัพยากรทางเพศ

ในโลกที่เต็มไปด้วยผู้มีอำนาจและอิทธิพลเช่นนี้ หากมองว่ารูปร่างหน้าตาที่โดดเด่นเป็นทรัพยากรทางเพศที่มีคุณภาพอย่างหนึ่ง ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทรัพยากรชนิดนี้ย่อมถูกผูกขาดโดยผู้มีอำนาจจากบนลงล่าง กลายเป็นสิทธิพิเศษเฉพาะของคนชั้นสูง

เหมือนดังเช่นอ้ายลี่ แม้ว่าคุณชายตระกูลเซอร์คอนจะไม่สามารถแต่งงานกับนางอย่างถูกต้องตามธรรมเนียมได้ แต่ก็ไม่ยอมปล่อยนางให้กับสามัญชนผู้ต่ำต้อย

ดังนั้น ในโลกที่ไม่มีศัลยกรรมความงามเช่นนี้ ชนชั้นสูงจึงสามารถใช้ชายหนุ่มหญิงงามตามธรรมชาติรุ่นแล้วรุ่นเล่า เพื่อปรับปรุงสายเลือดของตระกูลให้สืบทอดต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง

เมื่อเวลาผ่านไปเนิ่นนาน การที่รูปร่างหน้าตาของคนชั้นสูงและคนชั้นล่างจะแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดจึงไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด

ยิ่งไปกว่านั้น ชนชั้นสูงยังได้รับการศึกษาด้านท่วงท่าและกิริยามารยาท ทำให้บุคลิกของพวกเขามักจะดูโดดเด่นและสง่างาม

ดังนั้น เพียงมองจากด้านนี้ สถานะของเด็กสาวผู้นี้ก็ย่อมไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน

หัวหน้าองครักษ์รายงานสถานการณ์ต่อท่านหญิงด้วยเสียงต่ำ ท่านหญิงหลิวซวงดูเหมือนจะไม่ตระหนักถึงปัญหาหรือข้อห้ามที่อาจเกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อย นางเพียงโบกมือเล็กๆ “เช่นนั้นก็รักษาเขาเถิด”

รอยยิ้มขื่นขมที่ยากจะสังเกตเห็นได้ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของหัวหน้าองครักษ์ เห็นได้ชัดว่าเขาคุ้นเคยและจนปัญญาต่อความ “เอาแต่ใจ” ของท่านหญิงน้อยเป็นอย่างดี เขาก้มศีรษะรับคำสั่งอย่างนอบน้อม ก่อนจะหันหลังเดินกลับไปหาคาจาและเฉินโม่

“ทั้งสองท่าน” หัวหน้าองครักษ์กล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “ท่านหญิงของข้าอนุญาตแล้ว แต่ก่อนที่จะเริ่มการรักษา มีบางอย่างที่ข้าต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า”

“ในระหว่างการรักษา ไม่ว่าจะเกิดสถานการณ์หรือปัญหาใดๆ ขึ้น เจ้าจะต้องรับผิดชอบด้วยตนเองทั้งสิ้น ไม่เกี่ยวข้องกับพวกเรา!”

หัวหน้าองครักษ์แห่งดินแดนเมฆหมอก แคว้นมรกต ผู้นี้มีนามว่าเพ่ยเหวิน เป็นนักดาบเกล็ดทองคำระดับสี่ เขามักจะถนัดในการใช้กำลังแก้ไขปัญหามาโดยตลอด แต่บัดนี้ กลับต้องใช้ทักษะการพูดที่ตนเองไม่ถนัดนัก

ระดับสี่ถือเป็นกำลังรบระดับสูงในทวีปแล้ว

ระบบอาชีพสายการต่อสู้และสายเวทมนตร์ของดินแดนดาราพร่างพราว ล้วนแบ่งเป็นสิบระดับ สามช่วงการเปลี่ยนขั้น

สำหรับอาชีพสายนักรบ สามระดับแรกถือเป็นช่วงวางรากฐาน ไม่ว่าเจ้าจะโก่งธนูควงดาบ มีม้าหรือไม่มีม้า ก็ยังไม่มีการแบ่งแยกอาชีพที่ชัดเจน ทั้งหมดจะถูกจำแนกตามนี้: ระดับหนึ่ง ผู้เริ่มต้น, นักรบตราทองแดง; ระดับสอง ทั่วไป, นักรบตราเหล็ก; ระดับสาม ยอดฝีมือ, นักรบเกราะเงิน

จอมเวทก็เช่นเดียวกัน ระดับหนึ่ง ละอองดาว, ระดับสอง จันทรา, ระดับสาม สุริยัน

เฉินโม่อยู่ในระดับไหน ต่ำกว่าละอองดาวคือเด็กฝึกหัด ซึ่งก็แบ่งเป็นสามระดับย่อย ต่ำ กลาง สูง และต่ำกว่าเด็กฝึกหัดระดับต่ำ ก็คือเด็กฝึกหัดเตรียมความพร้อม!

เฉินโม่ในตอนนี้ก็เปรียบเหมือนยังอยู่ในชั้นอนุบาลเล็กเท่านั้น

หลังจากที่นักรบฝึกฝนจนถึงระดับสามและผ่านพิธีกรรมเปลี่ยนขั้นครั้งแรก หรือที่เรียกว่าการปลุกจิตวิญญาณการต่อสู้ เมื่อเปลี่ยนอาชีพสำเร็จแล้ว จึงจะสามารถกลายเป็นผู้ประกอบอาชีพ ระดับสี่ ที่แท้จริงได้ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จึงจะสามารถเลือกเส้นทางและวิถีการพัฒนาของตนเองได้

อัศวินที่เปลี่ยนขั้นเป็นระดับสี่ จะเรียกว่า เกราะทมิฬ ส่วนนักธนูระดับสี่ จะเรียกว่า ขนนกสวรรค์

หลังจากนั้นยังมีการเปลี่ยนขั้นครั้งที่สองในระดับหก และการเปลี่ยนขั้นครั้งที่สามในระดับเก้า ทุกย่างก้าวล้วนเป็นไปตามมาตรฐานที่สมาคมทหารรับจ้างของทวีปกำหนดร่วมกันอย่างเคร่งครัด

แน่นอนว่า การเลื่อนระดับอาชีพนั้น คือการต่อสู้แย่งชิงที่ดุเดือดราวกับทหารนับพันนับหมื่นที่ต้องข้ามสะพานไม้เดี่ยว ผู้คนส่วนใหญ่ทั้งชีวิต ก็ยังไม่สามารถผ่านการเปลี่ยนขั้นครั้งแรกได้ด้วยซ้ำ

หัวหน้าองครักษ์เพ่ยเหวินเลือกเส้นทางนักดาบเดินเท้า ฉายาระดับสี่ของเขาคือเกล็ดทองคำทลายทัพ เจ้าหนูสองคนตรงหน้ากับโครงกระดูกอีกหนึ่งร่าง ยังไม่พอให้เขาฟันเพียงดาบเดียวด้วยซ้ำ

แต่เมื่ออยู่ในค่ายของคนครึ่งม้า หากไม่อยากถูกคนครึ่งม้าที่บ้าคลั่งกระทืบจนกลายเป็นธุลีดิน ก็ยังจำเป็นต้องเกรงใจ “ทายาทม้า” เหล่านี้อยู่บ้าง

ดังนั้น เพ่ยเหวินจึงต้องใช้เวลาอีกเล็กน้อย ค่อยๆ กลั่นกรองถ้อยคำเพื่อเน้นย้ำข้อความปฏิเสธความรับผิดชอบอีกครั้ง

ผู้รักษาของทีมไม่ค่อยรักษาคนแปลกหน้า ไม่ใช่ว่าทุกคนใจดำไม่ยอมช่วยเหลือ แต่เป็นเพราะไม่รู้ที่มาที่ไปของคนแปลกหน้า ไม่รู้ว่าบาดเจ็บมาได้อย่างไร และมีข้อห้ามอะไรบ้าง

เผื่อว่าร่ายเวทรักษาลงไปแล้ว คนกลับไม่รอด นั่นตกลงเป็นเพราะบาดแผล หรือเพราะการรักษาของเจ้ากันแน่ เรื่องนี้คงยากที่จะอธิบายได้

หากไปเจอทีมหรือตระกูลที่มีฝีมือทัดเทียมกันเข้า อาจจะนำความเดือดร้อนมาให้เป็นกอง

“ผู้รักษาของเราจำเป็นต้องเห็นสภาพบาดแผลก่อน จึงจะสามารถตัดสินใจได้ว่าจะรักษาได้หรือไม่ และต้องใช้เวลานานเท่าใดจึงจะเห็นผล”

“อีกประการหนึ่ง ในระหว่างการรักษา ผู้รับการรักษาต้องให้คำมั่นว่าจะไม่ปิดบังอาการบาดเจ็บ ไม่ละเมิดคำสั่งของผู้รักษา และหลังจากที่ออกไปจากสายตาของผู้รักษาแล้ว ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ผู้รักษาของข้าก็จะไม่รับผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้น...”

คาจาพ่นลมหายใจอย่างไม่พอใจ ไอหนักๆ พ่นออกมาในอากาศ ในความคิดของเขา ถ้อยคำเหล่านี้ไม่ต่างอะไรกับคำพูดสวยหรูเพื่อปัดความรับผิดชอบเท่านั้น

ส่วนเฉินโม่นั้นกลับเข้าใจเป็นอย่างดี คนที่กล้าพูดเรื่องไม่ดีออกมาก่อน กล้าชี้แจงกฎกติกาอย่างชัดเจนเช่นนี้ กลับน่าจะเป็นคนที่พึ่งพาได้มากกว่า

ส่วนข้อความปฏิเสธความรับผิดชอบเหล่านี้ หรือข้อตกลงที่ไม่เป็นธรรม ในดาวเคราะห์สีครามปีหนึ่งๆ เขาไม่รู้ว่าต้องเซ็นไปกี่ฉบับ กองรวมกันคงสูงกว่าตัวเขาเสียอีก เป็นการปฏิเสธความรับผิดชอบที่เท่าเทียมกัน คำสัญญาปากเปล่าแค่นี้จะไปกลัวอะไร

“หากมีปัญหาใดๆ ข้าขอรับผิดชอบทุกอย่างด้วยตัวเอง!” เฉินโม่ไม่พูดพร่ำทำเพลง เขาเปิดผ้าคลุมไหล่ออกทันที เผยให้เห็นบาดแผลที่ยังมีลูกธนูปักคาอยู่

⚉⚉⚉⚉

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 15 - หัวหน้าองครักษ์

คัดลอกลิงก์แล้ว