- หน้าแรก
- เนโครแมนเซอร์ ปริศนาของอสูร
- บทที่ 5 - ทีมภารกิจออกเดินทาง
บทที่ 5 - ทีมภารกิจออกเดินทาง
บทที่ 5 - ทีมภารกิจออกเดินทาง
บทที่ 5 - ทีมภารกิจออกเดินทาง
⚉⚉⚉⚉
วันฉลองครบรอบวันเกิดของมหาจอมเวทกาฬวิหคยังเหลืออีกหลายเดือน แต่นั่นก็ไม่ได้ขัดขวางเหล่าศิษย์ที่จะเริ่มเตรียมของขวัญล่วงหน้า
ทีมต่างๆ เริ่มทยอยออกเดินทางสู่ป่าทมิฬตามเส้นทางที่ยาวสั้นแตกต่างกันไป
ทีมของเฉินโม่ก็ได้รวมตัวกันเรียบร้อย และมุ่งหน้าไปยังพงไพรไม้ปีศาจตามภารกิจที่กำหนดไว้
คณะเดินทางห้าคน ก้าวเดินไปบนเส้นทางสู่วิถีแห่งโชคชะตาที่ยังไม่ทราบได้
หัวหน้าทีมคือนายน้อยตระกูลจี๋อซือ เป็นทั้งเพื่อนร่วมชั้นและว่าที่ศัตรูหัวใจมานานขนาดนี้ เฉินโม่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหัวหน้าทีมผู้นี้ชื่ออะไร รู้เพียงว่าเขาชอบติดตราสัญลักษณ์ตระกูลที่แวววาวไว้บนหน้าอก ทุกคนจึงเรียกเขาว่าจอมเวทจี๋อซือ หรือนายน้อยจี๋อซือ
เฉินโม่เรียกเขาในใจว่า เจ้าขนทองน้อย
ในฐานะหัวหน้าทีมและผู้นำกลุ่ม นายน้อยผู้นี้จึงเดินอยู่ตรงกลางขบวน
อันที่จริง เขาก็ยังเป็นเพียงเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ใบหน้าหล่อเหลา ผมสีทองปลิวไสว ยังคงหลงเหลือความอ่อนเยาว์ของวัยรุ่น
อ่อนเยาว์เสียจนสายตาของเขาไม่สามารถเก็บงำสิ่งใดไว้ได้
สายตาที่จับจ้องไปยังอ้ายลี่ทางด้านขวามือ คือความปรารถนาอันแรงกล้าอย่างไม่ปิดบัง เมื่อกวาดตามองเฉินโม่ทางด้านซ้าย ก็เปลี่ยนเป็นความดูแคลนและรังเกียจอย่างโจ่งแจ้ง
ทั้งสามคนที่อยู่ด้านซ้าย กลาง และขวา ล้วนเป็นศิษย์จอมเวทฝึกหัด และเป็นผู้รับผิดชอบหลักของภารกิจนี้
ศิษย์จอมเวทฝึกหัดทั้งสามคนเป็นแกนหลักของทีม ด้านหลังพวกเขา มีอสูรอัญเชิญของแต่ละคนติดตามมาอย่างเงียบๆ
เฉินโม่และอ้ายลี่ต่างก็มีพลหอกโครงกระดูกสภาพกึ่งเก่ากึ่งใหม่ ส่วนเจ้าขนทองน้อยนั้นดูจะหรูหรากว่ามาก มีทั้งซอมบี้ธรรมดาที่เคลื่อนไหวเชื่องช้าหนึ่งตน และซอมบี้ถังเหล็กสวมหมวกเกราะขึ้นสนิมที่ก้าวเดินอย่างหนักแน่นอีกหนึ่งตน
ด้านหน้าและด้านหลังของทีมยังมีเจ้าหน้าที่สนับสนุนอีกสองคน
คนที่เดินนำอยู่หน้าสุดคือแมวมองฉายา “เสี่ยวสืออี” (น้อยสิบเอ็ด) ไม่ทราบชื่อ แต่ทุกคนก็เรียกเขาเช่นนี้
คุ้นเคยเส้นทาง เชี่ยวชาญการสอดแนม นิสัยดี เป็นผู้ติดตามจอมเวทที่เหมาะสมอย่างยิ่ง
ตอนที่กำลังจะออกเดินทาง เขาเดินผ่านข้างเฉินโม่ กดเสียงให้ต่ำและพูดออกมาอย่างรวดเร็วสามคำ: “ระวังตัวด้วย!”
เป็นคนดีเหมือนที่ทุกคนว่าไว้จริงๆ
คนที่รั้งท้ายขบวน คือชายวัยกลางคนใบหน้าเคร่งขรึม เขาคือผู้ติดตามประจำของนายน้อยจี๋อซือ เป็นนักรบที่เข้าสู่ระดับขั้นแล้วอย่างแท้จริง
ชื่อ... ก็ไม่รู้อีกตามเคย
ในปราสาทโบราณกาฬวิหค เหล่าศิษย์จอมเวทฝึกหัดเอาแต่ฝึกฝน ฝึกฝน แล้วก็ฝึกฝน นอกจากอาจารย์ของตนเองและคนคุ้นเคยเพียงไม่กี่คน วงสังคมของพวกเขาก็นับว่าเล็กอย่างน่าสงสาร
ได้ยินมาว่านักรบระดับขั้นคนหนึ่งสามารถสู้กับพลหอกโครงกระดูกได้หลายสิบตน เฉินโม่จึงตัดสินใจเรียกผู้ติดตามวัยกลางคนคนนี้ว่า กระดูกดก
บรรยากาศตลอดเส้นทางค่อนข้างอึดอัด หรืออาจจะถึงขั้นน่าหายใจไม่ออก
นอกจากเจ้าขนทองน้อยที่พยายามชวนน้องสาวคุยเป็นระยะๆ แล้ว คนอื่นๆ ต่างก็เงียบสนิทตลอดทาง ก้มหน้าก้มตาเดินทาง
จนกระทั่งเดินทางมาถึงเส้นทางสายลมโชย
นี่คือเส้นทางเล็กๆ ในป่าที่คดเคี้ยวไปมา ลัดเลาะไปตามลำต้นของต้นไม้สูงใหญ่ พุ่มไม้เตี้ยๆ วัชพืชที่แนบไปกับพื้น และกองใบไม้เน่าเปื่อยที่ทับถมกัน มองออกว่าปกติเส้นทางนี้ไม่ค่อยมีคนเดินเท่าใดนัก หากไม่ใช่เพราะเครื่องหมายที่สลักไว้บนลำต้นไม้เป็นระยะๆ ก็คงแยกไม่ออกด้วยซ้ำว่าที่อยู่ใต้เท้าคือ “ถนน”
ณ ที่แห่งนี้ สมาชิกในทีมจะตั้งแคมป์พักแรมเป็นครั้งสุดท้าย
ภายในและภายนอกเส้นทางสายลมโชย คือสองโลกที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
จากปราสาทกาฬวิหคมาจนถึงเส้นทางสายลมโชย ระยะทางที่ต้องเดินถึงสองวันนี้ ภายในอาณาบริเวณนี้ไม่มีตัวตนที่แข็งแกร่งเป็นพิเศษ
ตามคำพูดของเหล่าจอมเวทในปราสาท มหาจอมเวทกาฬวิหคผู้ยิ่งใหญ่ได้กวาดล้างอาณาเขตโดยรอบ สร้างดินแดนบริสุทธิ์ขึ้นมา
แต่ในหมู่ศิษย์ฝึกหัด ต่างคาดเดากันไปว่า มหาจอมเวทกาฬวิหคคงเลือกสถานที่ที่ค่อนข้างปลอดภัยในการสร้างปราสาทตั้งแต่แรก
ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม พื้นที่ป่าชั้นตื้นรอบปราสาท ถือเป็นเขตปลอดภัยได้ เมื่อเดินต่อไปอีก หากก้าวเข้าสู่พื้นที่ป่าชั้นลึกของป่าทมิฬเมื่อใด สมาชิกในทีมก็จะต้องสังหารต้นไม้ปีศาจทมิฬให้สำเร็จในรวดเดียว และรีบเดินทางกลับ
ในฐานะป่าดงดิบที่กว้างใหญ่ที่สุดที่ทอดตัวอยู่ระหว่างทวีปเหนือและใต้ ในตำนานกล่าวว่าแผ่นดินผืนนี้เก็บซ่อนสมบัติล้ำค่าไว้นับไม่ถ้วน และแน่นอนว่าก็มีอสูรกายที่น่าสะพรึงกลัวนานาชนิดเฝ้ารออยู่เช่นกัน
คำสอนที่เหล่านักผจญภัยทิ้งไว้มากที่สุดก็คือ: “ในป่าทมิฬ ไม่ว่าเมื่อใดก็ห้ามหลับตา”
มิฉะนั้น เจ้าอาจจะไม่มีโอกาสได้ลืมตาขึ้นมาอีกเลย
เส้นแบ่งระหว่างความปลอดภัยและอันตราย ก็คือเส้นทางสายลมโชยแห่งนี้
กล่าวได้ว่าถนนสายนี้ คือแนวเขตที่นักผจญภัยนับไม่ถ้วนใช้ชีวิตขีดคั่นไว้ตั้งแต่ที่มนุษย์เริ่มย่างเท้าเข้ามาในป่าทมิฬ
ตามข้อเสนอของแมวมองเสี่ยวสืออี ทีมจะพักที่นี่หนึ่งคืน รอให้พระอาทิตย์ขึ้นในวันพรุ่งนี้จึงจะออกเดินทางอีกครั้ง
กระดูกดกางเต็นท์หรูหราให้นายน้อย เริ่มก่อกองไฟทำอาหาร
น้องอ้ายลี่ที่มาจากครอบครัวพ่อค้า ก็เอาเต็นท์เล็กๆ ของตนเองออกมาจากสัมภาระของอสูรอัญเชิญ มุดเข้าไปข้างใน เหลือไว้เพียงโครงกระดูกเฝ้าหน้าประตู
เสี่ยวสืออีหยิบถุงนอนออกมา เริ่มแทะเสบียงแห้งที่พกติดตัวมา
คนที่น่าสังเวชที่สุดก็คือเฉินโม่ เขาไม่มีอะไรเลย
เขาพยายามปลดห่อสัมภาระที่ใช้เชือกฟางมัดไว้บนหลังออกอย่างทุลักทุเล เฉินโม่หยิบถุงเก็บสมุนไพรใบหนึ่งออกมา ค่อยๆ เดินเข้าไปใกล้กองไฟที่กระดูกดกก่อไว้ เฉินโม่พยายามเป็นครั้งสุดท้าย
“หัวหน้าทีมจี๋อซือ ด้วยฝีมือของท่าน การจัดการต้นไม้ปีศาจทมิฬเป็นเรื่องง่ายดาย ศิษย์ระดับเริ่มต้นอย่างข้าคงช่วยอะไรไม่ได้มากนัก ดังนั้น จะเป็นไปได้หรือไม่หากท่านจะอนุญาตให้ข้าเก็บสมุนไพรแถวๆ นี้?”
“สมุนไพรทั้งหมดที่เก็บได้ ข้ายินดีมอบให้ท่านเป็นผู้จัดสรรทั้งหมด”
เจ้าขนทองน้อยที่กำลังลิ้มรสอาหารร้อนๆ อย่างสบายอารมณ์ เอี้ยวตัวเล็กน้อย มุมปากข้างหนึ่งยกขึ้น เผยรอยยิ้มประหลาด
ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด ในบรรดาว่าที่ศัตรูหัวใจทั้งหมด เจ้าขนทองน้อยเกลียดเจ้าหมอนี่ที่สุด
เกลียดดวงตาสีดำคู่นั้นที่มองมาโดยไร้ความยำเกรง มีเพียงความสงบนิ่ง เกลียดใบหน้าผิวเหลืองที่มาจากชนชั้นต่ำแต่กลับมีความมั่นใจอย่างประหลาดราวกับแสงตะวัน เกลียดยิ่งกว่าคือท่าทีไม่ว่าสูงส่งหรือต่ำต้อยที่ปฏิบัติต่อทั้งขุนนาง คนธรรมดา หรือทาสรับใช้ อย่างเท่าเทียมกัน
เกลียดอย่างที่สุด เกลียดชนิดที่ว่าแค่เห็นก็รู้สึกอึดอัดไม่สบายตัว
เขาจงใจปล่อยให้เฉินโม่รออยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงเพิ่มระดับเสียงตะโกนไปยังเต็นท์เล็กๆ ที่อยู่ไม่ไกล: “เฮ้ อ้ายลี่ ได้ยินหรือไม่ เด็กน้อยที่เจ้าชื่นชม ดูเหมือนจะไม่อยากไปผจญภัยกับเจ้าเสียแล้ว!”
ภายในเต็นท์เงียบสนิท ไร้การตอบรับ เจ้าขนทองน้อยจึงหันกลับมา ใบหน้าประดับรอยยิ้มหยอกเย้า: “เห็นหรือไม่ เจ้านัยน์ตาดำ เทพธิดาของเจ้าไม่อยากให้เจ้าไปหรอกนะ”
“น่าเสียดาย พงไพรไม้ปีศาจต้องการเจ้า เก็บความคิดเรื่องสมุนไพรเน่าๆ ของเจ้าไปเสีย แล้วตามมาดีๆ มิฉะนั้น...”
“ข้าไม่รังเกียจที่จะสั่งสอนเจ้าเล็กๆ น้อยๆ!”
เฉินโม่พยักหน้า แสดงว่าตนรับทราบแล้ว หันหลังเดินจากไป
เมื่อไม่ได้เห็นท่าทีเสียขวัญของเฉินโม่ เจ้าขนทองน้อยก็รู้สึกเสียขวัญเล็กน้อยเสียเอง
เขาเสยผมสีทองบนหน้าผาก นายน้อยผู้โกรธจนอับอายอดไม่ได้ที่จะพูดตามหลังมาอีกประโยค: “เฮ้ เจ้าตัวเล็กที่ยังไม่นับว่าเป็นจอมเวทด้วยซ้ำ ป่ามันอันตรายนัก ได้เตรียมพินัยกรรมไว้ล่วงหน้าหรือยัง?”
“หากเจ้าเกิดอุบัติเหตุอะไรขึ้นมา หัวหน้าทีมอย่างข้าอาจจะใจดีช่วยนำกลับไปให้!”
เขาทำท่าเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ ตบหน้าผากตัวเองอย่างแรง: “โอ้ ใช่! ข้าเกือบลืมไป ที่บ้านเจ้าไม่เหลือใครแล้วใช่หรือไม่? ชิชิ โครงกระดูกปัญญาอ่อนที่ยืนอยู่ข้างๆ เจ้านั่น คือ ‘ญาติ’ เพียงคนเดียวของเจ้าแล้วกระมัง?”
“อยากให้ข้าใจบุญ ฝังพวกเจ้าไว้ด้วยกันหรือไม่? จะได้ไม่เหงา?”
เฉินโม่หันกลับไปมองเขาแวบหนึ่งอย่างเฉยเมย
นายน้อยผู้นี้ ดูท่าจะลำพองใจไปหน่อยแล้ว
จากมุมมองของเขา ตนเองไม่มีทางขัดขืนได้เลยจริงๆ ต่างกันเพียงแค่จะตายช้าหรือตายเร็ว ตายแบบน่าดูหน่อยหรือน่าเกลียดหน่อยเท่านั้น
ในสายตาของพวกขุนนางรุ่นสองที่ไม่เคยพบเจอความพ่ายแพ้และถูกยกยอมาโดยตลอดเหล่านี้ ทุกสิ่งในโลกสามารถตัดสินได้ด้วยสถานะสูงต่ำ
ผู้ที่อยู่สูงกว่าเพียงแค่ขยับมือ คนที่อยู่ข้างล่างก็จะเหมือนแมลงที่ถูกบีบอยู่ในกำมือ อย่างมากก็ดิ้นรนได้เล็กน้อย แล้วก็ตายไปโดยไม่มีทางต่อต้าน
เขาไม่รู้ว่า ประเทศที่เฉินโม่เคยอยู่มาก่อนนั้น เชี่ยวชาญที่สุดคือการจัดการกับพวกขุนนางเหล่านี้
ชิชิ...
เฉินโม่เดินกลับไปยังจุดที่ตนเลือกไว้ พิงต้นไม้ใหญ่ หันหน้าไปทางกลุ่มคนเหล่านั้น หยิบกระเป๋าเป้เก่าๆ ขาดๆ ของตนออกมาใช้ต่างเครื่องปูรอง แล้วก็ขดตัวลงนอนไปเช่นนั้น
กระดูกดกที่ยุ่งอยู่ตลอดเวลาเหลือบมองเฉินโม่หลายครั้งแล้ว ในแววตามีความกังวลอยู่หลายส่วน
นักรบวัยกลางคนผู้มีประสบการณ์ย่อมรู้ดีว่า การเยาะเย้ยเช่นนี้ไร้ความหมาย
อีกฝ่ายยอมหันหลังให้กับความมืดมิด แต่ไม่ยอมหันหลังให้กลับกลุ่ม แสดงชัดว่ากำลังระแวดระวังอย่างรุนแรง
แม้ว่านายน้อยจะสั่งให้สร้าง “อุบัติเหตุ” ที่ต้นไม้ปีศาจทมิฬ แต่กระดูกดกก็ยังรู้สึกว่า อีกฝ่ายคงไม่ยอมอยู่นิ่งๆ ให้จัดการง่ายๆ
“นายน้อย คืนนี้ข้ากับเสี่ยวสืออีจะผลัดกันเฝ้ายาม พวกท่านจอมเวทพักผ่อนให้เต็มที่เถอะ!”
แม้จะบอกว่าผลัดกันเฝ้ายาม แต่กระดูกดกก็ไม่ได้นอนเลยทั้งคืน เขากังวลว่าหากเจ้าเด็กนี่หนีไป จะทำให้นายน้อยเสียอารมณ์ และความโกรธเกรี้ยวของนายน้อยจะพุ่งมาที่ตนเอง
ตลอดทั้งคืน นักรบวัยกลางคนจ้องเขม็งไปยังเงาดำที่ขดตัวอยู่ใต้ต้นไม้ไม่กะพริบตา
สิ่งที่เหนือความคาดหมายของเขาคือ เฉินโม่กลับนอนหลับอย่างสงบ
ขดตัวอยู่ใต้ต้นไม้เช่นนั้น บางครั้งก็ขยับตัวเล็กน้อย กระตุ้นเส้นประสาทที่อ่อนล้าของกระดูกดกให้ตื่นตัว
ส่วนพลหอกโครงกระดูกตนนั้น บนตัวก็พันด้วยเศษผ้าขี้ริ้วที่เก็บมาจากห้องใต้ดินไหนก็ไม่รู้ ถือหอกกระดูกที่สั้นกว่าพลหอกโครงกระดูกตนอื่นอย่างเห็นได้ชัด ยืนอยู่หน้าเฉินโม่ ไม่ขยับเขยื้อน
เวลาผ่านไปในความเงียบที่ตึงเครียด ความมืดในป่าค่อยๆ ถูกขับไล่ทีละน้อย ในที่สุดดวงอาทิตย์สีแดงก็พยายามปีนป่ายขึ้นมาเหนือยอดไม้
แสงตะวันแรกสาดส่องทะลุใบไม้ในป่า ทิ้งเงาตกกระทบลงบนพื้นเป็นลายจุด
วันใหม่ได้มาถึงแล้ว
หรือจะกล่าวว่า วันแห่งการนองเลือด ได้มาถึงแล้ว!
⚉⚉⚉⚉
[จบแล้ว]