- หน้าแรก
- เซียน ก็สมควรเป็นเช่นนี้
- บทที่ 42 : ถูกรังเกียจซะแล้ว
บทที่ 42 : ถูกรังเกียจซะแล้ว
บทที่ 42 : ถูกรังเกียจซะแล้ว
.
บทที่ 42 ถูกรังเกียจซะแล้ว
.
ในฐานะศิษย์เอกผู้สืบทอดเพียงคนเดียว จวงหลินย่อมเอาใจใส่หลิวหงอวี่อย่างถึงที่สุด
.
แต่ครั้นมาถึงเมืองจงไห่แล้ว เขาก็พบว่าความกังวลของตนเป็นเพียงความคิดฟุ้งซ่านไปเอง จิตใจของหลิวหงอวี่มั่นคงกว่าที่คาดไว้มาก ไม่ใช่เพียงความสงบภายนอก หากแต่ยังสะท้อนออกมาเป็นการเปลี่ยนแปลงของลมหายใจและชะตาให้สัมผัสได้ด้วย
ในห้องโถงของสถานฌาปนกิจ เมืองจงไห่ หลิวหงอวี่และจวงหลินเดินตามผู้คนเข้าสู่ด้านใน ได้เห็นร่างไร้วิญญาณของหลิวซื่อห่าว
แม้ข่าวยังไม่ได้ประกาศสู่ภายนอก แต่พิธีศพก็ถูกจัดเตรียมเงียบ ๆ ไปแล้ว พอหลิวหงอวี่กลับมาถึงก็เกือบเสร็จสิ้นทุกอย่าง
กลางห้องโถง ตั้งโลงแก้วคริสตัลรายล้อมด้วยพวงดอกไม้ ด้านในมีระบบทำความเย็นทำให้ร่างของหลิวซื่อห่าวคงสภาพสมบูรณ์ ภายใต้ฝีมือแต่งศพของช่างผู้ชำนาญ ใบหน้ายังดูสงบเยือกเย็นราวเพียงหลับใหล
หลิวหงอวี่ยืนอยู่หน้ากระจกใส ก้มมองร่างบิดาที่นอนอยู่ภายใน มือเอื้อมแตะผิวแก้วอันเย็นเฉียบ
บุรุษผู้ทรงอำนาจ ผู้ผ่านพายุฝนแห่งชีวิตนับครั้งไม่ถ้วน ตำนานในโลกธุรกิจ วันนี้กลับนอนสงบนิ่งอยู่ในนั้น ดับสู่นิรันดร์
ภาพความหลังในวัยเยาว์ผุดขึ้นในใจ ทั้งดีและร้าย ทั้งสุขและทุกข์ ประดุจรสชาติปนเปที่ให้ลิ้มรสอีกครั้ง
จิตใจเขาแปรปรวนไม่หยุด ในสายตาของจวงหลินเห็นเป็นเส้นลมชะตาที่วูบไหว แต่ในที่สุด ความหม่นมืดค่อย ๆ สลาย แสงขาวสุกใสจึงค่อย ๆ ครอบคลุมขึ้นมา
“อาจารย์…ขอบพระคุณที่มากับข้าในครั้งนี้ขอรับ”
เมื่อได้เห็นร่างบิดาด้วยตาตนเอง หลิวหงอวี่ก็แจ่มแจ้งแล้ว แม้เป็นผู้บรรลุวิถีเซียน ก็ไร้อำนาจใดเหนี่ยวรั้งได้
ร่องรอยวิญญาณบนร่างกายได้เลือนหายเกือบหมดล้ว
นี่คือยุคไร้พลังวิญญาณ… แม้แต่จะเป็นวิญญาณเร่ร่อนก็ยังไม่แน่นอนอีก
จวงหลินไม่ได้เอ่ยอะไร ความคิดของเขาก็คล้ายกัน คนเราตายแล้ว ต่อให้หลงเหลือเสี้ยวหนึ่งของวิญญาณ ก็คงเพียงละลายหายไปในผืนฟ้าแผ่นดิน เหมือนหยดน้ำซึมสู่ผืนดินโดยไร้ร่องรอย
โจวเซียงหลินยกมือตบไหล่หลิวหงอวี่เบา ๆ “หงอ่…ขอให้นายทำใจเถิด”
หลิวหงอวี่หันไปมอง “คุณโจว ผมรู้ว่าคุณคงยุ่งมาก มีเรื่องต้องจัดการมากมาย ไม่ต้องกังวลหรอก ที่นี่มีคนมากพอช่วยเหลือได้”
“นายพูดแบบนี้…แสดงว่าโตเป็นผู้ใหญ่แล้วจริง ๆ”
โจวเซียงหลินรู้สึกปลาบปลื้ม
“ถ้าอย่างนั้น ผมขอตัวไปจัดการธุระก่อน เสร็จแล้วจะรีบมาอีกที…อาจารย์จวง ไว้มีโอกาสเราคงได้สนทนากัน”
เขายื่นมือออกมา จวงหลินก็พยักหน้าตอบรับ ยอมใช้ธรรมเนียมสมัยใหม่จับมือกับอีกฝ่าย จากนั้นจึงส่งสายตาเฝ้ามองจนผู้กำกับผู้เฒ่าจากไป
ข้างกาย หลิวเหล่ยย่างก้าวเข้ามาใกล้ กระซิบแผ่วเบา “ตอนอยู่บนเครื่องบิน เห็นอาจารย์จวงสนใจเครื่องประดับชิ้นนั้น หากคุณต้องการ ผมจะจัดให้มีคนพาคุณไปงานประมูล ตอนนี้ยังทันอยู่…คุณชายคิดว่ายังไงครับ?”
หลิวหงอวี่หันมองจวงหลิน ก่อนพยักหน้า “อาจารย์ ไม่ต้องกังวลเรื่องราคา แค่ซื้อมาให้ได้ก็พอ!”
จวงหลินไม่คิดเกรงใจกับศิษย์เอกของตน ไม่มีความจำเป็นต้องถ่อมตนเกินควร “ดี อย่างนั้น ข้าจะไปนำปิ่นนั้นมาก่อน แล้วค่อยกลับหุบเขารอเจ้า”
คำว่า “กลับหุบเขา” ทำให้หลิวเหล่ยถึงกับขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว แต่ก็ส่งสัญญาณให้คนขับรถเข้าไปเชิญทันที
“อาจารย์จวง เชิญทางนี้ ผมจะนำคุณไปยังศูนย์ประมูล”
“อืม”
จวงหลินรับคำ เดินตามไปโดยไม่กังวลสิ่งใด
รถหรูหราคันหนึ่งถูกจัดเตรียมเป็นพาหนะ และในระหว่างทางเขาจึงทราบว่าผู้ติดตามตนคืออดีตคนขับรถส่วนตัวของหลิวซื่อห่าว ถือเป็นผู้ที่ไว้วางใจได้ที่สุดในสกุลหลิว
ในห้องฌาปนกิจ ครั้นได้ส่งจวงหลินไปแล้ว หลิวเหล่ยจึงลอบถอนหายใจโล่งอก
ไม่รู้เพราะอะไร…เมื่อเห็นเขากับคุณชายอยู่ร่วมกัน หลิวเหล่ยกลับรู้สึกว่ามีระยะห่างประหลาด คล้ายพวกเขา “หลุดออกมาจากโลกโบราณ” อย่างไรอย่างนั้น
ครั้นสายตาตกลงบนคุณชายที่ยังสะพายหีบไม้ใหญ่ไว้ หลิวเหล่ยก็อดไม่ได้ที่จะพูดขึ้นอีกครั้ง
“คุณชาย คุณวางใจเถอะ จัดการบริษัทให้มั่น พ้นจากเรื่องราวเดิม ๆ แล้ว หลังงานศพผมจะเร่งจัดการประชุมผู้ถือหุ้น พร้อมทั้งฟื้นฟูฐานะและทรัพย์สินของผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด”
หลิวเหล่ยมีความสามารถสูง หากไม่ใช่แบบนั้น หลิวซื่อห่าวก็คงไม่ฝากฝังไว้ แต่เขาเห็นชัดว่าไม่อยากให้หลิวหงอวี่ข้องเกี่ยวกับ “เรื่องเหลวไหลโบราณ” อีกต่อไป
คำพูดนี้กลับเรียกความสนใจของหลิวหงอวี่ขึ้นมา เขาเพิ่งเก็บความโศกเศร้า จึงหันมาถามเสียงเรียบ
“ผมได้ยินว่า ชาวหุบเขาทั้งหมดถูกเพิกถอนสัญชาติในคืนก่อนเริ่มแผนการ ใช่มั้ย...ถ้าอย่างนั้นคงมีแฟ้มบันทึกอยู่?”
“แน่นอน ทุกอย่างทำเพื่อรักษาชีวิตคุณ ไม่ใช่เพื่อทำร้ายใคร แฟ้มถูกเก็บรักษาไว้อย่างดี พวกเขาจะกลับคืนสัญชาติเดิม หรือสร้างตัวตนใหม่ก็ได้ และยังมีค่าชดเชยไม่น้อย เราจะช่วยให้พวกเขาหลีกเลี่ยงปัญหาได้”
หลิวหงอวี่พยักหน้า ก่อนทอดสายตามองบรรดาคนงานในห้องโถงที่กำลังเร่งมือทำงาน พลันถามขึ้นอีกข้อ
“ถ้าอย่างนั้น อาจารย์ของผมเดิมมีตัวตนอะไร?”
ท่านอาจารย์เฝ้าคอยตนมาหลายปี…เขาเองก็อดสงสัยไม่ได้
หลิวเหล่ยได้ยินแล้วก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนตอบตามจริง
“เรื่องนี้นับว่าแปลก ตอนแรกพบอาจารย์จวง เขาอยู่ที่โรงเรียนประถมมู่หลิงในฐานะครูอาสา แต่หลังสอบถามชาวบ้านกลับไม่มีใครรู้ที่มาแน่ชัด ผมกับคุณโจวก็เคยสืบหาพักใหญ่ แต่กลับไม่พบข้อมูลอะไรเลย ใช่ ไม่พบเลยแม้แต่น้อย!
ไม่ใช่แค่ไร้สัญชาติ หากแต่ราวกับว่าเขาไม่เคยทิ้งร่องรอยไว้บนโลกนี้มาก่อนนอกจากโรงเรียนแห่งนั้น ทั้งที่ความรู้และบุคลิกของเขา ไม่ใช่ว่าจะเกิดจากการศึกษาอย่างธรรมดาได้ เรื่องนี้จึงยังเป็นปริศนาไม่คลี่คลาย นับว่าน่าสงสัยไม่น้อยเลยครับ?”
วาจาที่จงใจชี้นำและทำให้น่าสงสัยหลิว หงอวี่กลับไม่ใส่ใจ เพียงยิ้มบาง อาจารย์ของเขาคงรังเกียจเรื่องยุ่งยาก เลยไม่ใส่ใจทำเอกสารใด ๆ สำหรับผู้มีอายุยืนยาวแล้ว การไร้ชื่อในทะเบียนกลับอาจสบายใจกว่า
ขณะนั้น มีคนยกชุดขาวสำหรับไว้ทุกข์มาส่งให้
“คุณชาย ถึงยังไงชุดไว้ทุกข์ก็ต้องสวมนะครับ”
ถึงจะไม่ใส่สูท แต่การครองผ้าขาวยังคงจำเป็น หลิวหงอวี่พยักหน้า วางหีบไม้และห่อสัมภาระลง เริ่มเปลี่ยนเสื้อผ้า
แม้สถานการณ์จะไม่เหมาะนัก แต่หลิวเหล่ยที่เฝ้าสงสัยมานานก็สบโอกาส เขารีบฉวยสายหนังของหีบกล่องดาบ แล้วออกแรงยกขึ้น
แต่…ขยับไม่ไหว!
“อึม? ทำไมยกไม่ขึ้น?”
กล่องดาบนี้ หนักราวหกเจ็ดสิบชั่ง ต่อให้เป็นน้ำหนักจริง ก็ถูกหลอมรวมกับดาบที่รับขานผู้เป็นเจ้าแล้ว จึงไม่อาจวัดด้วยน้ำหนักธรรมดาได้
เจ้าของสะพายไว้กลับเบาสบาย แต่สำหรับคนทั่วไป…
สำหรับคนที่มิได้รับการต่อต้านจากวิญญาณดาบ การยกกล่องดาบอาจหนักเพียงร้อยกว่าชั่ง แต่หากถูกวิญญาณดาบขัดขืน แม้จะออกแรงสักเท่าไรก็ยกไม่ขึ้นเลย
ครานี้หลิวเหล่ยถึงกับอึ้ง รีบออกแรงทั้งสองมือดึงสายหนังขึ้นสุดแรง แถมยังต้องระวังไม่ให้ห่อสัมภาระบนกล่องตกลงมา ใบหน้าเขาแดงก่ำจนเส้นเลือดปูดโปน กว่ากล่องจะลอยขึ้นจากพื้นได้เพียงครึ่งนิ้ว ก่อนต้องรีบวางกลับลงไป
“ตุบ~”
เสียงกระแทกเบาแต่หนักแน่นดังขึ้นเมื่อกล่องดาบแตะพื้น
เหงื่อซึมทั่วร่างหลิวเหล่ย
นี่มันไม้ หรือว่าทำจากเหล็กกันแน่? ทำไมนักขนาดนี้?
คุณชายของเราหอบมันอย่างสบายราวไร้น้ำหนักมาตลอดทางได้อย่างไร?…นี่ใช่สิ่งที่มนุษย์ธรรมดาทำได้?
สายตาเขาเต็มไปด้วยความตะลึง มองกล่องดาบสลับกับใบหน้าสงบนิ่งของหลิวหงอวี่ พลันเกิดความรู้สึกว่าคุณชายยิ่งห่างไกลและลึกลับกว่าเดิม แล้วสายตาเขาก็เลื่อนไปยังห่อสัมภาระบนกล่อง เกิดความอยากรู้อย่างแรงกล้าว่าข้างในมีอะไร
แต่ทันทีที่มือแตะสัมผัสห่อผ้านั้น หลิวหงอวี่ที่แม้จะไม่ได้หันมามอง ก็ยื่นมือมากดลงบนห่อสัมภาระพอดี
หลิวเหล่ยชะงัก หน้าแดงด้วยความกระดาก รีบชักมือกลับ โชคดีที่หงอวี่เพียงปรายตาเหลือบมอง ไม่ได้ตำหนิอะไร
.
---
.
เมืองจงไห่ ศูนย์ประมูลเจียอวิ้น จวงหลินกับคนขับรถเก่าแก่ หลงจื้อเหิง มาถึงแล้ว ทว่าการประมูลฤดูใบไม้ร่วงเริ่มไปได้พักใหญ่
ที่ทางเข้า รปภ.ก็ห้ามทั้งสองทันที สายตาเต็มไปด้วยความประหลาดใจกับจวงหลิน ในสถานที่หรูหราที่เต็มไปด้วยชุดราตรีและสูทเนี้ยบ ผู้ที่สวมชุดโบราณกลับดูแปลกแยกเกินไป
แต่หลงจื้อเหิงเพียงกระซิบไม่กี่คำพร้อมยื่นนามบัตรหนึ่งใบให้ รปภ.คนหนึ่งก็รีบถือบัตรวิ่งเข้าไป
ครู่หนึ่งต่อมา หญิงสาวในชุดสูทท่าทางสง่างามรีบร้อนเดินตามรปภ.ออกมา
หลงจื้อเหิงเอียงตัวบอกเบา ๆ “สกุลหลิวของเราถือหุ้นในศูนย์ประมูลนี้”
จวงหลินพยักหน้าเข้าใจ อำนาจแห่งเงินทอง นับว่าน่าเกรงขามจริง!
แม้หญิงสาวผู้นั้นจะแปลกใจกับชุดของจวงหลิน แต่ก็ไม่แสดงออก แถมยังกล่าวต้อนรับอย่างสุภาพและพาเข้าไปด้านในทันที
เธอพยายามยื่นมือทักทาย แต่ยังไม่ทันแตะ หลงจื้อเหิงก็ถลึงตาใส่จนเธอต้องชักมือกลับอย่างกระอักกระอ่วน
ในห้องประมูล บรรยากาศคึกคัก นักประมูลกำลังเร่งเร้าผู้คนให้แข่งราคา
“สามล้าน! ท่านผู้นี้เสนอสามล้าน! มีใครสู้ไหม…สามล้านห้าแล้ว! เยี่ยมมาก!”
“ห้าล้าน!”
“ยอดเยี่ยม! ห้าล้าน!”
เสียงเร่งเร้าเรียกความตื่นเต้นไปทั่วโถง
พลัน ประตูด้านหลังก็ถูกเปิดออก นักประมูลถึงกับขมวดคิ้ว ผู้คนหันไปมองแทบพร้อมกัน เห็นหญิงผู้จัดการชุดสูทเดินนำหลงจื้อเหิงและจวงหลินเข้ามา
โดยเฉพาะจวงหลินในชุดโบราณก้าวเดินสงบมั่นคง แขนเสื้อกว้างพลิ้วสยาย ทั้งแปลกแยกทั้งกลมกลืน ราศีขับเน้นจนบรรดาคุณนายผู้สูงศักดิ์หลายคนตาเป็นประกาย
“ขออภัยทุกท่าน มีแขกผู้มีเกียรติถูกเชิญเข้าร่วมกะทันหัน นี่คือหมายเลขของท่าน!”
หญิงผู้จัดการส่งป้ายหมายเลขให้อย่างนอบน้อม ก่อนถอยออกไป
เสียงซุบซิบดังไม่ขาด หลายคนสนใจทั้งรูปลักษณ์และกิริยาของจวงหลิน อีกบางคนสังเกตเห็นหลงจื้อเหิง ซึ่งรู้กันดีว่าเป็นคนขับรถส่วนตัวของหลิวซื่อห่าว แสดงว่าผู้ร่วมใหม่รายนี้เบื้องหลังไม่ธรรมดาแน่นอน
นักประมูลรีบเคาะค้อนเรียกความสงบ แล้วดำเนินการต่อ
ในที่สุด สิ่งที่จวงหลินรอคอยก็ปรากฏ
เมื่อผ้าแดงถูกเปิดออก ปิ่นบู๊เหยาทองประดับเงินลายนกยูงเผยโฉมงามสง่า แสงไฟส่องต้องพลันสะท้อนเป็นประกายงดงามยิ่งกว่าภาพในสมุดโฆษณา จวงหลินมั่นใจทันที
ใช่ มันคือปิ่นที่ตนเคยใช้แลกเรือเมื่อครั้งอดีตกาล!
“เริ่มต้นที่ห้าล้าน!”
เสียงราคาไล่สูงขึ้นทีละขั้น จนถึง “แปดล้าน!”
หลงจื้อเหิงไม่รอช้า เอ่ยเสียงเรียบ “สิบห้าล้าน!”
ทั้งห้องเงียบกริบ สายตาทั้งหมดหันมายังจวงหลิน
ไม่กี่อึดใจ มีสตรีหนึ่งสู้ราคา “สิบหกล้าน!”
แต่หลงจื้อเหิงเอ่ยอีกที “ยี่สิบล้าน!”
ครานี้ ไม่มีใครกล้าแข่งอีก
แม้ราคาประเมินอยู่ราวยี่สิบห้าล้าน แต่ทุกคนต่างรู้ ของที่คนของหลิวซื่อห่าวหมายตา ไม่มีทางแย่งมาได้
เสียงเคาะค้อนสุดท้ายดัง “ตุบ!”
“ยินดีด้วย ท่านได้ครอบครองสมบัติประมูลล้ำค่า!”
จวงหลินและหลงจื้อเหิงรับของแล้วออกจากงานในทันที ราวกับมาตามเอาเพียงสิ่งเดียว มิได้ใส่ใจสายตาหญิงสาวผู้หมายปองหรือเรื่องราวใด ๆ ในห้อง
บนรถขากลับ จวงหลินนั่งพลิกปิ่นบู๊หยาวในมืออย่างไม่เกรงกลัว
หลงจื้อเหิงอดพูดไม่ได้ “อาจารย์จวง ของล้ำค่าเช่นนี้ปกติคนเขาจะจับอย่างถนอม ท่านนี่กลับหยิบเล่นเหมือนของธรรมดาเลยนะ นี่ตั้งสองล้านเชียวนะ!”
จวงหลินหัวเราะเบา ๆ “ถ้าอย่างนั้น เราคืนดีมั้ย?”
จื้อเหิงยิ้มกลบเกลื่อน ไม่ต่อคำ แต่ในใจยังคงจับตามองชายผู้นี้อยู่ตลอด
จวงหลินเก็บปิ่นกลับลงกล่องเครื่องประดับ แล้วสายตาเฉียบคมฉับพลันส่องทะลุกระจกหลังสบตากับคนขับ จนอีกฝ่ายเผลอหลบตาไปทันที
“คุณระแวงผมอยู่เหรอ? หรือว่า…คุณมีอคติในใจ?”
หลงจื้อเหิงนิ่งไปสองสามอึดใจ ก่อนหัวเราะกลบเกลื่อน “อาจารย์จวง คุณคงเข้าใจผิด…เอ่อ ของก็ได้แล้ว ท่านจะกลับไปพักผ่อน หรือไปสนามบินต่อเลย? หรือจะเที่ยวชมจงไห่สักรอบ ข้าจัดให้ได้…อ้อ ของเก่านี้ไม่เกี่ยวกับค่าตอบแทนของท่านแน่นอน!”
จวงหลินยิ้มบาง ตนถูกรังเกียจเสียแล้ว
“คุณกลัวว่าคุณชายของคุณจะไม่หายดี? หรือกลัวว่าผมจะนำเขาออกนอกทาง? …พวกคุณไม่อยากให้ผมอยู่ข้างกายเขา จึงอยากให้ผมจากไปเร็ว ๆ ใช่มั้ย?”
สีหน้าหลงจื้อเหิงเคร่งขรึมขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่ไม่ตอบอะไร
จวงหลินก็ไม่กดดัน เพียงหัวเราะเบา ๆ “อย่ากังวล ผมจะจากไปในไม่ช้า…ผมได้ยินว่าท่านอาจารย์เต๋าคนนั้น ก่อนจะเสียเคยบำเพ็ญที่วัดหวางเซียน ช่วยพาผมไปที่นั่นที ผมมีบางเรื่องต้องตรวจสอบ”
ว่าแล้วก็เสริมขึ้นอีกคำ “พอเสร็จสิ้นจากวัดหวางเซียน ผมจะไป”
ครั้งนี้ หลงจื้อเหิงตอบสั้นเพียงคำเดียว “ได้ครับ”
.
.
.
จบบท
.