เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 43 : เทพเซียนก็ยากจะหลีกเลี่ยง

บทที่ 43 : เทพเซียนก็ยากจะหลีกเลี่ยง

บทที่ 43 : เทพเซียนก็ยากจะหลีกเลี่ยง


.

.

แท้จริงแล้ว วัดหวางเซียน หาได้ตั้งอยู่ในเมืองจงไห่ หากแต่อยู่ในเขตกู่ซูทางทิศเหนือ ห่างออกไปราวเจ็ดสิบถึงแปดสิบกิโลเมตร

.

ยุคสมัยนี้ จงไห่นับเป็นเมืองที่มีรถยนต์หนาแน่นที่สุดแห่งหนึ่งของแผ่นดินต้าเหยียน ทว่าถนนหนทางยังคงกว้างขวาง ไม่ถึงกับติดขัดพลุกพล่าน

ฝีมือขับรถของหลงจื้อเหิงนับว่าช่ำชอง แม้จะเร่งความเร็วไม่น้อย แต่รถก็เคลื่อนไปอย่างราบรื่นจนจวงหลินบนเบาะหลังแทบไม่รู้สึกกระเทือน

ระยะทางเกือบแปดสิบกิโลเมตร ใช้เวลาเพียงกว่าชั่วโมงก็ถึง ถือว่ารวดเร็ว

เมื่อรถแล่นมาถึงเชิงเขาวัดหวางเซียน เวลาพอดีใกล้เที่ยงตรง

แม้การท่องเที่ยวสมัยนี้ยังไม่เฟื่องฟูนัก แต่เขาวัดหวาวเซียนเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ มีชื่อเสียงมาช้านาน ผู้คนเลื่อมใสศรัทธาไม่ขาดสาย อีกทั้งเพราะทุนอุดหนุนจากหลิวซื่อหาว ทำให้วัดหวางเซียนยิ่งโด่งดังมากขึ้น

ดังนั้นแม้เป็นวันทำการ ยามกลางวันก็ยังมีสาธุชนบางตนมาไหว้บูชา

หลงจื้อเหิงหาได้หยุดที่เชิงเขา แต่ขับพารถขึ้นไปตามถนนคดเคี้ยวเลียบไหล่เขา

“ถนนขึ้นเขาสายนี้ก็สร้างด้วยเงินบริจาคจากท่านประธาน เดิมทีวัดหวางเซียนแม้จะมีคนมาบูชาอยู่บ้าง แต่ก็เป็นเพียงศาลาเก่าโทรมบนเขา ตอนนี้ต่างกันมากนัก สร้างขึ้นใหม่ใหญ่โตโอ่อ่า!”

“หรือว่าเดิม วัดหวางเซียนก็เป็นเพียงวัดเล็ก ๆ?” จวงหลินเอ่ยถามอย่างราบเรียบ

“ก็ไม่เชิงครับ วัดหวางเซียนเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ มีน้ำลำธารใสสะอาด แถมเป็นที่รู้จักกันมานานแล้ว ประวัติสร้างวัดนับเป็นร้อยปี เพียงแต่ได้บูรณะใหม่ยังคงเก็บรักษาสถาปัตย์โบราณไว้ด้วย สมัยราชวงศ์เก่าใน บันทึกภูมิศาสตร์กู่ซู ก็มีการกล่าวถึง นับว่าเก่าแก่ไม่น้อย”

ทั้งสองสนทนาข้าง ๆ กัน ขณะที่สายตาจวงหลินยังคงทอดมองออกไปนอกหน้าต่าง รับรู้สภาพรอบด้าน

แต่ช่างน่าเศร้า… “ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ น้ำใสฟ้าสวย” ที่ร่ำลือกันกลับไร้ร่องรอยพลังวิญญาณให้จับต้องได้เลย หากมีก็เพียงเส้นใยบางราวปุยหิมะ ลอยขึ้นแล้วก็สลายหายไปราวไม่เคยปรากฏ

“ถึงแล้วครับ!”

หลงจื้อเหิงเอ่ยขึ้นเมื่อรถจอดยังลานกว้างด้านหนึ่งบนเขา ลานจอดรถแม้กว้าง แต่กลับว่างเปล่า มีเพียงรถจอดอยู่ไม่กี่คัน ที่นี่หาใช่ใจกลางจงไห่ ปริมาณรถส่วนตัวจึงไม่มาก

ทั้งสองลงจากรถ หลงจื้อเหิงหยิบซองบุหรี่ออกมา พอเห็นจวงหลินก็ยิ้มถาม “คุณไม่ว่าอะไรใช่มั้ย? เอาสักมวนมั้ยครับ?”

จวงหลินส่ายหน้า ก้าวเดินตรงไปยังวัดหวางเซียนที่อยู่ไม่ไกล ด้านหน้าลานกว้าง ไร้กำแพงล้อม รอบในสุดคือพระอุโบสถใหญ่

หลงจื้อเหิงยืนสูบบุหรี่อยู่ข้างรถ พลางมองจวงหลินห่างออกไป เห็นสายตาของสาธุชนที่เหลือบมองชายในชุดโบราณด้วยความฉงน

“ติ๊ด ติ๊ด”

หลงจื้อเหิงเหลือบดูเครื่องเพจเจอร์ใต้ชายสูท “กำลังทำอะไร? ถ้าว่างโทรกลับมาชี้แจงด้วย”

เขาพ่นควัน หยิบโทรศัพท์มือถือขนาดใหญ่จากรถโทรกลับ “ฮัลโหล! อืม ของได้แล้ว…ไม่ใช่ ตอนนี้ไม่ได้อยู่ในจงไห่ มาที่วัดหวางเซียน เขาบอกว่าดูเสร็จแล้วก็จะไป…เออ เดี๋ยว ๆ ฉันต้องตามไปแล้ว”

รีบเก็บโทรศัพท์ วิ่งตามจวงหลินไป

ตอนนี้จวงหลินยืนอยู่เบื้องหน้าโบสถใหญ่ ป้ายเหนือประตูเขียนว่า “หวังเซียนเตี้ยน” ตัวอักษรเด่นชัด สร้างใหม่เอี่ยม หาใช่การบูรณะโบราณสถาน

สาธุชนรอบข้างพากันซุบซิบ บ้างคิดว่าจวงหลินคือนักพรตเต๋าชุดแปลกที่ขึ้นมาบูชา

ด้านในอุโบสถ มีนักพรตเต๋าหลายรูปกำลังอธิบายแก่สาธุชน กลุ่มคนแต่งกายดีเหล่านั้นคงเป็นเจ้าของรถหรูที่จอดอยู่

หลงจื้อเหิงรีบตามขึ้นมา เห็นจวงหลินยังยืนอยู่หน้าประตู “อาจารย์จวง ทำไมคุณไม่เข้าไปล่ะครับ?”

จวงหลินไม่ได้ตอบ เพียงสายตาแน่วนิ่ง ม่านตาลึกปรากฏเงา หยินหยาง เขามองทะลุไปยังเทวรูปในอุโบสถ

แทนที่จะเป็นสามเทพสูงสุดของลัทธิเต๋า กลับประดิษฐานเป็นเทพองค์หนึ่งที่เขาไม่รู้จัก ยืนถือเหรียญตรา ท่าทางองอาจน่าเกรงขาม

แต่สำหรับจวงหลิน… เพียงแรกเห็นก็รู้แจ้งถึงสัจจะเบื้องหลัง

แม้เป็นยุคไร้พลังวิญญาณ แต่ภายในเทวรูปยังมีบางสิ่งแฝงอยู่ เพียงแต่ให้ความรู้สึกประหลาดนัก

หว่างคิ้วของรูปเคารพ ปรากฏแสงหมุนวนเล็กน้อย ราวกับดวงตาที่สาม ส่วนใหญ่เป็นสีทองอ่อน แต่ก็มักมีสีอื่นปะปนแวบขึ้นมา

เหล่าสาธุชนหลังถวายธูปต่างก้มกราบไม่หยุด จวงหลินหรี่ตาเพ่ง มองเห็นกลุ่มพลังหม่นหมองเทา ๆ ลอยขึ้นจากกระหม่อมของผู้คนนั้น ลอยพลิ้วสู่เบื้องบนเชื่อมกับแสงเหนือรูปเคารพ ครั้นเชื่อมถึงกัน แสงนั้นก็บิดเบี้ยวรุนแรงยิ่งขึ้น

หลงจื้อเหิงมองดูจวงหลินยืนนิ่งจ้องเพียงด้านใน ไม่เข้าไป ไม่พูดอะไร ยิ่งนึกว่าช่างประหลาด แต่ก็ไม่ได้กวนใจ

จวงหลินเพียงพึมพำแผ่วเบา “น่าเวทนา…น่าเศร้าเสียจริง”

ท้ายที่สุด จวงหลินก็เอ่ยปากออกมา แต่เพียงถ้อยคำรำพันสั้น ๆ กลับทำให้หลงจื้อเหิงยิ่งงุนงงเข้าไปใหญ่

“อาจารย์จวง…คุณว่าอะไรนะครับ?”

จวงหลินส่ายหน้า ไม่ได้พูดต่อ ในใจรู้ดีว่าเทพเจ้าที่ผู้คนเคารพบูชาในวันนี้ หาได้มีพลังวิญญาณใดอีกแล้ว หากยังพอเหลือเพียงเสี้ยวความรู้สึก ก็ล้วนต้องอาศัยแรงศรัทธาและควันธูปค้ำจุน แต่ก็เท่ากับถูกพันธนาการโดย “ควันธูป” อย่างสิ้นเชิง

ทว่าผู้คนกราบไหว้กลับไม่ได้บูชาเทพ หากเป็นการสักการะ “ความปรารถนา” ในใจตนเอง วันคืนยาวนานผ่านไป ถึงที่สุดแล้ว ต่อให้เป็นเทพเจ้า ก็ย่อมถูก “ความอยาก” ของมนุษย์บิดเบือนวิปลาส

อาจเหลือเพียงสัญชาตญาณแห่งการดิ้นรนเพื่อคงอยู่ ไม่ใช่เหตุผลอันบริสุทธิ์อีกต่อไป ไยไม่ใช่น่าเวทนา ไยมิใช่น่าสังเวชเล่า?

จวงหลินยืนอยู่ตรงประตูใหญ่เนิ่นนาน แม้ประตูหอจะกว้าง แต่ก็ย่อมดึงดูดสายตาของผู้คนในโถง ทั้งนักพรตและสาธุชนเริ่มสังเกตเห็น

หลงจื้อเหิงเดินมาถึงด้านข้าง ตอนนั้นเองนักพรตรูปหนึ่งก็รีบก้าวออกมา ใบหน้าเต็มไปด้วยความยินดี “อ้าว ที่แท้เป็นคถณหลงนี่เอง!ท่านประธานหลิวก็มาด้วยหรือ?”

นักพรตเหลียวมองไปรอบนอก แต่ก็ไม่พบเงาหลิวซื่อห่าว

หลงจื้อเหิงเพียงส่ายหน้า ถอนหายใจเฮือก “ท่านประธานสิ้นแล้ว วันนี้ผมพาอาจารย์จวงท่านนี้ขึ้นมา เห็นว่าจะมาตามเรื่องบางอย่าง หากท่านพอช่วยเหลือได้ ก็ขอรบกวน”

นักพรตถึงกับอึ้งไปชั่วขณะ “เฮ้อ…ท่านประธานคือมหากุศลบุคคลแท้ ๆ อ้อ แล้วท่านผู้นี้คือ…ใครกันหรือ?”

สายตาเขาจับจ้องจวงหลิน แววตาแปลกประหลาด เพราะบุรุษตรงหน้านี้ไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดา การแต่งกายและท่วงท่าช่างเต็มไปด้วยกลิ่นอายโบราณ แลดูสงบนิ่งอย่างเป็นธรรมชาติ ราวกับนักพรตผู้มีวาสนาสูง

“ข้า…เป็นสหายทางธรรมรึ?”

จวงหลินหัวเราะเสียงใส “ฮ่าๆๆๆ…ก็ถือว่าใช่ ถือว่าใช่!”

เขาไม่จำเป็นต้องแสร้งสำรวม ไม่จำเป็นต้องปกปิด พอหัวเราะจบ ก็เอ่ยตรงไปตรงมา

“ท่านนักพรต ผมมาเพียงเพื่อเรื่องหนึ่งเท่านั้น คัมภีร์แผนผังค่ายกลที่ท่านนักพรตเจิ้งอวี้ทิ้งไว้ ผมขอแค่ดูเท่านั้นได้มั้ย หรือหากไม่สะดวก ก็ยินดีจะซื้อ!”

วาจานี้ทำเอานักพรตลำบากใจ มองหน้าหลงจื้อเหิงก่อน “สหาย ยืนคุยหน้าประตูดูจะไม่เหมาะ ภายนอกก็วุ่นวาย เอาเป็นว่าเชิญเข้าด้านในก่อนเถิด”

จวงหลินไม่โต้แย้ง เพียงก้าวตามเข้าไป

แต่ทันใดนั้น แสงหนึ่งพลันส่องจากเทวรูปใหญ่ในโถง มุ่งตรงมาทางเขา จวงหลินเงยหน้ามองเพียงแวบเดียว ดวงตาก็พลันแวววับด้วยรัศมีปราณ

“ฉับ!”

แสงนั้นราวกับถูกสะท้อนกลับ พุ่งย้อนกลับไปกระแทกเข้าที่เทวรูป

“ครืน…ครืน…”

โถงใหญ่ทั้งหลังสั่นสะเทือน เทวรูปไหวโอน ฝุ่นผงหล่นกราว

“อะไรกันน่ะ?”

“เกิดอะไรขึ้น!”

“แผ่นดินไหวเหรอ?”

“รีบออกไปก่อน เร็วเข้า!”

เสียงโกลาหลดังขึ้น ผู้คนแตกตื่นพากันกรูกลับออกนอกโถง จวงหลินกับคนอื่นก็พลอยออกมาด้วย

แต่เมื่อยืนภายนอกกลับพบว่าภูเขาไม่ได้สั่นสะเทือน นอกจากฝุ่นเถ้าที่ปกคลุมอยู่ภายใน ราวกับทุกสิ่งเมื่อครู่เป็นเพียงภาพลวง

นักพรตหลายรูปเร่งปลอบประโลมสาธุชนรอบข้าง ขณะที่เสียงซุบซิบสงสัยดังไม่หยุด ส่วนใหญ่ไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ

แต่ผู้หนึ่งกลับจับจ้องมาที่จวงหลิน คือท่านนักพรตที่คอยต้อนรับนั่นเอง เขาเห็นชัดถนัดตา ว่าชายผู้นี้เพียงเหลือบตามอง เทวรูปก็สั่นสะท้าน โถงทั้งหลังก็สะเทือน

นี่ไม่ใช่ภาพลวงตาแน่!

นักพรตพูดเสียงสั่น “ท่าน…ท่านผู้เฒ่า กระผมขอเรียนถาม ท่านมีนามธรรมใดหรือ? ท่านบำเพ็ญเพียรอยู่ที่ไหน?”

วาจาเคารพยิ่งกว่าครั้งแรก เพราะรู้แล้วว่าผู้เบื้องหน้านี้ไม่ใช่บุถุชนธรรมดา สืบตามคำครูบาอาจารย์สอนว่า ตั้งแต่ยุคปลายธรรมอันเสื่อม คนมีวิชาแท้หายากยิ่ง ทั้งชีวิตอาจไม่พบแม้สักคนหนึ่ง บางครั้งคนที่พบเจอ…อาจเป็นเซียนจุติมาเอง

หลงจื้อเหิงเองก็กลืนน้ำลาย เพราะเขาเองก็เห็นแสงนั้นเช่นกัน เพียงแต่ก่อนหน้านี้พยายามหลอกตัวเองว่าเป็นแค่แสงสะท้อนเทียนเท่านั้น แต่เมื่อเห็นท่าทีของนักพรต ย่อมรู้ว่า…ตนไม่ได้ตาฝาด

ขณะเดียวกัน จวงหลินก็นิ่งคิด แสงเมื่อครู่ หาได้มีเจตนาร้าย หากแต่เต็มไปด้วยความโหยหา กระหายจนทำให้เขาเข้าใจผิด จึงสะท้อนแรงเกินไป

กระหายสิ่งใดกัน?

เขามองไปยังหมู่สาธุชนที่ยืนสนทนาอยู่รอบ ๆ ก็พลันเข้าใจ ตนไร้กลิ่นอายแห่งความอยาก มีเพียงรัศมีแห่งความเที่ยงตรง ดังนั้น สำหรับ “เทพ” ที่คงอยู่ด้วยแรงศรัทธาเช่นนี้ เขาย่อมเป็นสมบัติล้ำค่าโดยแท้ ศรัทธาของคนเช่นเขา คือสิ่งที่อีกฝ่ายโหยหา

ดังนั้นเทวรูปจึงพยายามดลให้เขารู้สึกถึง “ปาฏิหาริย์” บางอย่าง เพื่อหวังจะผูกพันไว้

แต่ที่เขาเข้าใจได้อีกอย่างหนึ่งคือ เทพองค์นี้…อ่อนแอเกินไปแล้ว

เพียงแค่แรงสะท้อนน้อยนิด รัศมีที่หว่างคิ้วก็แทบดับสิ้น ทั้งที่นี่คือวัดหวางเซียนที่ผู้คนยังคงบูชาไม่ขาดสาย

ทว่าก็ถูกแล้ว…จะให้ทรงพลังได้อย่างไร? ในยุคไร้พลังวิญญาณเช่นนี้ การที่ยังดำรงอยู่ได้ ก็นับว่ามหัศจรรย์มากแล้ว!

นับแต่ก้าวออกจากหุบเขาลี้ลับจนเวลานี้ จวงหลินจึงได้เห็นภาพรวมอันแท้จริงของ “ความแร้นแค้นแห่งวิญญาณ” ในโลกปัจจุบันนี้

ความคิดไหลเวียนเพียงชั่ววูบ เขาก็หันกลับมามองนักพรตผู้ตื่นเต้นตรงหน้า เห็นอีกฝ่ายประหม่าเคารพนัก จึงค้อมกายเล็กน้อย

“แซ่จวง นามหลิน…เป็นเพียงผู้ผ่านทาง พูดคุยกันเรื่อง แผนผังค่ายกล จะดีกว่า”

“อ้า…ดี ดีเลย เชิญท่านผู้อาวุโส เชิญด้านใน!”

ท่าทีของนักพรตยกระดับขึ้นอีกหลายส่วน ยิ่งกว่าตอนเห็นหลงจื้อเหิงเสียอีก

.

.

.

(จบบท)

.

จบบทที่ บทที่ 43 : เทพเซียนก็ยากจะหลีกเลี่ยง

คัดลอกลิงก์แล้ว