- หน้าแรก
- เซียน ก็สมควรเป็นเช่นนี้
- บทที่ 30 : การตามหาดินแดนดอกท้อ
บทที่ 30 : การตามหาดินแดนดอกท้อ
บทที่ 30 : การตามหาดินแดนดอกท้อ
.
.
เรื่องการซุ่มดักจับคนร้าย แน่นอนว่ามีการรายงานต่อท่านเจ้าเมือง ผางป๋อฉีโดยตรง
.
เนื่องจากลู่จิ่งเป็นคนสนิทที่ซื่อตรงและเชื่อถือได้ อีกทั้งท่าผางป๋อฉีเองก็รู้จักนิสัยใจคอของเขาเป็นอย่างดี
พอได้ยินว่าอาจเกี่ยวพันกับอสูรปีศาจ ก็ทำเอาท่านเจ้าเมืองตกใจไม่น้อย รีบสั่งให้คนออกไปเชิญผู้มีวิชามาปัดเป่า พร้อมประกาศห้ามชาวเมืองออกจากบ้านยามค่ำคืนอย่างเด็ดขาด
ไม่นานนัก เหล่า "เกาจิ้ง" (ผู้เชี่ยวชาญ) ที่ถูกเชิญมาก็จัดพิธีปัดเป่าอยู่หลายครั้งในเมืองอู่หลิง
แต่เมื่อพวกลู่จิ่งขอรางวัลความดีความชอบ ท่านเจ้าเมืองกลับมิได้ตอบรับ สุดท้ายลู่จิ่งจึงทำได้เพียงเลี้ยงเหล่าผู้ร่วมการปฏิบัติการเป็นการขออภัยเท่านั้น
เมื่อข่าวเรื่องการซุ่มจับปีศาจแพร่กระจายออกไป พวกที่เข้าร่วมกลับไปเล่าเหตุการณ์ให้ครอบครัวฟัง ทุกถ้อยคำยิ่งทำให้ความเชื่อว่ามีปีศาจตอกย้ำลงไปอีก ยิ่งเมื่อบวกกับผู้คนที่เคยถูกฆ่าตาย ก็ถูกเล่าต่อว่าเป็นฝีมือของปีศาจแน่นอน
การจัดพิธีปัดเป่าหลายครั้งยิ่งทำให้ข่าวลือมีน้ำหนักขึ้น ชาวบ้านจึงต่างแห่กันไปตามวัดวา ศาลเจ้า บนบานศาลกล่าวกันไม่ขาดสาย ตั้งแต่ชนชั้นสูง ขุนนางผู้ดี ไปจนถึงชาวบ้านตาดำ ๆ
ทุกค่ำคืน ก่อนฟ้ามืดสนิท ผู้คนในเมืองก็ปิดบ้านเงียบสนิท ไม่ต้องรอให้ถึงยามห้ามออกจากบ้าน เมืองทั้งเมืองก็กลายเป็นดั่งเมืองร้าง ส่วนหมู่บ้านรอบนอกยิ่งปิดประตูเงียบตั้งแต่หัวค่ำ ไฟตะเกียงแทบไม่กล้าจุดนาน
ผู้ใหญ่ก็หยิบยกเรื่องปีศาจมาขู่เด็ก ๆ เวลาร้องไห้งอแง เพียงเอ่ยปากถึงปีศาจเด็กก็เงียบลงทันที
แต่เรื่องก็ชวนให้สงสัย
ไม่รู้เพราะพิธีกรรมที่ทำไว้ได้ผลจริง หรือเพราะคืนที่ออกล่าปีศาจนั้นทำให้มันบาดเจ็บจนหนีหายไปเอง หลังจากนั้นก็ไม่มีคดีประหลาดใดเกิดขึ้นอีก ไม่มีศพใหม่โผล่มา และไม่มีชาวบ้านมาร้องเรียนต่อทางการ
กาลเวลาผ่านไปกว่าครึ่งเดือน ข่าวปีศาจก็ค่อย ๆ จางหายไป กลายเป็นเพียงเรื่องเล่าขำขันระหว่างวงน้ำชาของชาวบ้าน คล้ายกับเรื่องเล่าของ "ดินแดนดอกท้อ" ที่ถูกเล่าต่อกันมานาน
อย่างไรก็ตาม ชื่อเสียงของลู่จิ่งกลับยิ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ อย่างเงียบ ๆ
.
---
.
เช้าวันหนึ่ง ผางป๋อฉีกำลังนั่งดื่มชาแก้มแผ่นแป้งอบ กับที่ปรึกษาคนสนิท โหวชุนเหวิน
.
ระหว่างนั้น ท่านผางก็หยิบจดหมายฉบับหนึ่งออกมาส่งให้
“ท่านเหมาเฟิงลองดูเถิด เช้านี้เพิ่งมาจากเมืองซ่างหยง ข้างในพูดถึงสถานที่ที่ชื่อว่าดินแดนดอกท้อว่าอยู่ในเขตอู่หลิงของเรา ขุนนางผู้ใหญ่ถึงกับถามความจริงของเรื่องนี้!”
โหวชุนเหวินยังไม่ทันรับจดหมาย พอได้ยินชื่อ "ดินแ ดนดอกท้อ" ก็สะดุ้งใจทันที รีบเช็ดเศษขนมที่มุมปาก ก่อนจะหยิบมาอ่านอย่างตั้งใจ
พออ่านจบก็เข้าใจทันที เรื่องดินแดนดอกท้อได้ลือกระจายไปถึงศาลาว่าการแล้ว และทำให้ท่านผู้ว่าราชการเกิดความสนใจไม่น้อย ที่ไหนได้…ศาลาว่าการนั้นก็ห่างจากอู่หลิงแค่ไม่กี่สิบลี้ การไปมาหาสู่กันง่ายดาย ข่าวจึงแพร่ไปอย่างรวดเร็วเป็นธรรมดา
แต่พอวางจดหมายลง เขาก็หันไปมองเจ้าเมืองด้วยสีหน้าแปลกใจ
“ท่านเจ้าเมือง ยังไม่เคยได้ยินเรื่องดินแดนดอกท้อเลยหรือ?”
ผางป๋อฉีขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนส่ายหัว
"ไม่เคยได้ยินมาก่อน!”
โหวชุนเหวินอดยิ้มขำไม่ได้ เจ้าเมืองผู้นี้เอาแต่หมกตัวอยู่ในจวน ไม่ค่อยออกไปไหน ทำตัวเข้มขรึมจนคนในเรือนยังไม่กล้าเข้าใกล้ เรื่องเล่าที่แพร่ไปทั่วถึงศาลาว่าการแล้ว เขากลับยังไม่รู้เลยสักนิด
โหวชุนเหวินหัวเราะเบา ๆ ก่อนเอ่ยว่า
“หากเป็นเช่นนั้น ข้าน้อยก็พอได้ยินเรื่องนี้มาบ้าง...”
ผางป๋อฉีหันมาจ้องด้วยความสนใจทันที
“จริงหรือ? เล่ามาเถิด!”
โหวชุนเหวินจึงเล่าให้ฟังอย่างออกรส ไม่ต่างอะไรกับพวกเสี่ยวเอ้อในโรงเตี๊ยมที่ชอบแต่งเติมเรื่องเล่าให้น่าฟังนัก พอเล่าจบยังหัวเราะยิ้มอีกว่า
“วันนั้นข้าไปนั่งดื่มอยู่ที่จึ้ยเฟิงโหลวได้ยินโต๊ะข้าง ๆ เล่าขานกัน จึงจดจำไว้ พอคิดดูแล้ว เรื่องนี้ยังเกี่ยวพันกับท่านเจ้าเมืองอยู่ไม่น้อย!”
“อย่างไรหรือ?”
ผางป๋อฉีแสดงท่าทีสงสัยจริงจัง
โหวชุนเหวินไม่ปิดบัง ยิ้มแล้วตอบว่า
“ก็เพราะเรื่องนี้เกี่ยวกับคุณชายจ้าว ซึ่งเป็นหลานของท่านเจ้าเมืองนั่นเอง คนที่ล่องเรือแล้วพลัดหลงเข้าไปในดินแดนดอกท้อก็คือสหายของเขา...”
เขายังไม่ลืมเอ่ยกำชับอีกว่า
“ท่านยังจำได้หรือไม่ ไม่กี่วันก่อน คุณชายจ้าวเคยมาขอความช่วยเหลือจากที่ว่าการ บอกว่าสหายยังไม่กลับมา เกรงว่าจะเกิดอันตราย?”
ผางป๋อฉีขมวดคิ้ว ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็พอจะนึกออกจริง ๆ แม้ตอนนั้นเขามิได้ใส่ใจ แต่ก็รู้ว่าคนในใต้บังคับบัญชาคงจัดการให้แล้ว
โหวชุนเหวินจึงกล่าวย้ำด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ท่านเจ้าเมือง เรื่องนี้เล่าลือกันละเอียดถึงเพียงนี้ แถมท่านเจ้าเมืองยังให้ความสนใจ ท่านย่อมต้องมีคำตอบกลับไป หากดินแดนดอกท้อมีอยู่จริง และเป็นถิ่นฐานของผู้คนที่สืบเชื้อสายมาตั้งแต่ก่อนฉิน เช่นนั้นย่อมถือว่าอยู่ภายใต้การปกครองของท่านโดยตรง!”
ผางป๋อฉีพยักหน้าช้า ๆ เขารู้ดีว่าต้องวางท่าทีต่อท่านเจ้าเมืองอย่างระมัดระวัง จึงตวาดเรียกคนรับใช้ขึ้นมา
“ไปตามคุณชายจ้าวมาพบข้า บอกว่าข้ามีเรื่องจะพูดด้วย!”
“ขอรับ!”
รับคำแล้ว คนใช้ก็รีบวิ่งออกไป ทิ้งให้ผางป๋อฉีกับโหวชุนเหวินยังนั่งคุยกันเรื่องดินแดนดอกท้อต่อ ส่วนคดีปีศาจที่ผ่านมา ทั้งสองแทบไม่กล่าวถึงอีกเลย...
.
--
.
ประมาณสองเค่อถัดมา จ้าวเฉินอวี่ก็ตามคนใช้มาถึงที่ว่าการ เข้าไปยังสวนด้านหลัง พบท่านนายอำเภอและโหวชุนเหวินกำลังนั่งเล่นหมากล้อมอยู่ในห้องหนังสือ
.
เขาเดินเข้ามาด้วยความกังวลใจ ยกมือทำความเคารพ
“คารวะท่านลุง คารวะท่านโหว!”
ผางป๋อฉีเหลือบตามามอง ก่อนส่ายหัวเล็กน้อย
“เรียกให้เจ้ามาพบ เหตุใดถึงล่าช้านัก?”
“เอ่อ… ตอนนั้นฟ้ายังสว่างอยู่ เมื่อวานข้าดื่มสุราจนเมามาย ตื่นสายไปหน่อย พอได้ยินข่าวก็รีบล้างหน้าล้างตาแล้วตรงมาเลยขอรับ”
พอผางป๋อฉีได้ฟังก็ของขึ้นทันที มือทุบโต๊ะ “ปัง!” เสียงดังสนั่น
“หึ! วัน ๆ เอาแต่กินเหล้าเที่ยวเล่น ไม่เอาไหนเลย! ตอนแรกข้าลำบากยากเย็นถึงหาทางส่งเจ้าไปฝากตัวเป็นศิษย์อาจารย์ผู้มีชื่อเสียง เจ้านี่กลับดีนัก ใช้เวลาเรียนเพียงผิวเผิน เอาแต่เสพความหรูหราไร้รากฐาน เช่นนี้เมื่อไรเจ้าจะได้มีชื่อเสียงเหมือนคนอื่นเขา?”
จ้าวเฉินอวี่ได้ยินเสียงดุดันก็หดคอทันที คนทั้งเมืองเขาไม่กลัวใคร นอกจาก “ท่านลุง” คนนี้เท่านั้น จึงรีบร้อนหาคำแก้ตัว
“ท่านลุงที่ข้าดื่มเหล้าเมามาย…เพราะสหายสนิทของข้ากำลังจะจากไป คราใดจะพบกันอีกก็ไม่รู้ จึงอดไม่ได้ต้องดื่มส่งสหายให้เต็มที่สักหน่อย…”
ข้ออ้างนี้พอฟังขึ้นอยู่ แต่ผางป๋อฉีก็ยังฮึดฮัดไม่พอใจ ขณะที่โหวชุนเหวินกลับฉุกคิดบางอย่างขึ้นมา จึงถามทันที
“คุณชายจ้าว ท่านว่าสหายที่จากไปนั้นคือผู้ใดรึ?”
“เอ่อ… ก็คือเถาหยวนหมิง หรืออีกชื่อ เถาหยวนเหลี่ยงนั่นเอง”
คำตอบนี้ทำเอาโกวชุนเหวินรีบถามต่อทันที
“ใช่หรือไม่ ว่าเขาคือคนที่พายเรือจนบังเอิญค้นพบ ดินแดนเงียบสงบงดงาม แดนดอกท้อนั้น?”
จ้าวเฉินอวี่ได้ยินก็ตกใจเล็กน้อยที่อีกฝ่ายรู้เรื่องนี้ แต่พอคิดได้ก็นึกขึ้นว่า อาจเพราะวันนั้นตนเผลอเล่าในโรงสุรา จุ้ยเฟิงโหลวโดยไม่ระวังปาก คงมีคนแอบได้ยินไปแล้วจึงแพร่ข่าวออกมา ก็ไม่น่าแปลกใจนัก
แต่ถึงข่าวจะแพร่ไปกว้างไกล จ้างเฉินอวี่เองก็ไม่อยากเอ่ยปากบอกอยู่ดี เพราะตนได้ให้สัญญากับสหายไว้
เพียงเห็นสีหน้าที่เก็บงำไม่มิดของเขา ทั้งผางป๋อฉีและ โหวชุนเหวินก็พอจะเข้าใจทั้งหมดแล้ว
“อย่างไร? ไม่อยากพูดงั้นหรือ?”
ผางป๋อฉีถามเสียงกดต่ำ ทำเอาจ้าวเฉินอวี่เกาหัวอย่างลำบากใจ
“มิใช่ว่าข้าไม่อยากเอ่ย… แต่ข้าได้ให้สัญญากับหยวนเหลี่ยงว่าจะไม่เล่าเรื่องนี้ให้ผู้อื่นฟัง…”
“ฮ่าๆๆ คุณชายจ้าวเรื่องนี้มันแพร่ไปทั้งโรงสุราจุ้ยเฟิงโหลวแล้ว ตอนนี้คนทั้งเมืองรู้กันทั่ว แถมขนาดเจ้าเมืองซ่างหยงก็ยังให้ความสนใจ เจ้าคิดว่าคำมั่นนั้นยังมีค่าอะไรอยู่หรือ?”
“อา…?”
“มิฉะนั้น เจ้าคิดว่าเราไปรู้มาจากไหนเล่า?”
จ้าวเฉินอวี่เบิกตากว้างด้วยความตกใจ ไม่คิดมาก่อนเลยว่าท่านเจ้าเมืองถึงขั้นให้ความสนใจด้วย ส่วนผางป๋อฉีก็กล่าวด้วยน้ำเสียงกดดัน
“เช่นนั้น เจ้าคิดว่าข้าก็เป็น ‘คนนอก’ ด้วยหรือ?”
“หลานไม่กล้าขอรับ!”
“งั้นก็รีบเล่าออกมา!”
เมื่อถูกกดดันหนัก อีกทั้งข่าวแพร่ไปทั่วแล้ว จ้าวเฉินอวี่จึงจำใจเล่าเรื่องราวทั้งหมดที่ตนรู้
ครานี้ยิ่งทำให้ผางป๋อฉีแปลกใจยิ่งนัก จากที่เคยคิดว่าเป็นเพียงเรื่องเล่าลือ แต่เมื่อได้ยินจากปากหลานชาย โดยเล่าละเอียดกว่าที่โหวชุนเหวินคยบอกไว้มาก ทั้งยังมีรายละเอียดอย่าง เครื่องหมายที่เถาหยวนหมิงทิ้งไว้ ก็ทำให้เรื่องนี้ดูน่าเชื่อถือขึ้น
สำคัญกว่านั้นคือ ผางป๋อฉีไม่เชื่อว่าจ้าวเฉินอวี่จะกล้าโกหกตนเอง
“แล้วสหายของเจ้าคนนั้น ตอนนี้อยู่ที่ใด?”
จ้าวเฉินอวี่จึงตอบตามตรง
“หยวนเหลี่ยงได้ออกจากอู่หลิงตั้งแต่สิบวันก่อนแล้ว บอกว่าจะไปยังหนานหยาง เพื่อเยี่ยมหลิวหลินจื่อพี่ชายของเขา”
ผางป๋อฉีลูบเคราพยักหน้าเบา ๆ
“ชื่อหลิวหลินจื่อ ข้าเองก็เคยได้ยินอยู่บ้าง… หืม? แต่เมื่อครู่เจ้ามิได้บอกว่าดื่มสุราเมื่อคืนเพราะเลี้ยงส่งสหายรึ?”
จ้าวเฉินอวี่สะดุ้งเฮือกทันที อ้าว! เผลอหลุดปากโกหกไปเสียแล้ว!
.
---
.
ครู่ต่อมา ที่ลานฝึกของที่ว่าการอำเภอ หนึ่งในเจ้าหน้าที่รีบไปตามลู่จิ่งที่ฝึกกำลังภายในอยู่ ให้ไปพบท่านนายอำเภอโดยด่วน
.
เมื่อลู่จิ่งเข้ามาถึงหน้าห้องหนังสือก็เห็นผางป๋อฉีและ โหวชุนเหวินกำลังนั่งบนตั่ง ส่วนจ้าวเฉินอวี่ก็ก้มหน้าก้มตายืนอยู่ด้วย
เขารีบก้าวเข้าไปทำความเคารพ
“ข้าน้อยคารวะใต้เท้า!”
ผางป๋อฉีโบกมือพลางส่งจดหมายจากเมืองซ่างหยงให้ ลู่จิ่งอ่าน เขารู้ว่าลู่จิ่งอ่านออกเขียนได้จึงให้ดูด้วยตนเอง
ขณะที่ลู่จิ่งกำลังอ่านอยู่นั้น โหวชุนเหวินก็เริ่มอธิบาย
“ใต้เท้าเรียกตัวหัวหน้ามือปราบมาในครั้งนี้ เพราะเรื่องเล่าขานของดินแดนดอกท้อที่กำลังแพร่สะพัด เมื่อเรื่องถึงหูท่านเจ้าเมืองจนท่านให้ความสนใจ เราก็จำเป็นต้องสืบหาความจริง เจ้าก็เคยได้ยินข่าวนี้บ้างกระมัง?”
“จะให้ตามหางั้นหรือขอรับ?” ลู่จิ่งพึมพำด้วยความสงสัย
โหวชุนเหวินลูบเคราพยักหน้า “ใช่แล้ว”
ผางป๋อฉีจึงออกคำสั่งอย่างหนักแน่น
“หัวหน้ามือปราบ! เจ้าจงนำกำลังไปหลายกอง พร้อมเรือจำนวนหนึ่ง ออกเดินทางทันทีตามลำน้ำอู่หลิงเพื่อสืบหาดินแดนดอกท้อนี้ หากพบว่ามีจริง ข้าจะตกรางวัลใหญ่ให้เจ้า!”
ลู่จิ่งฟังแล้วก็อดคิดไม่ได้ว่า ช่างเหลวไหลสิ้นดี เรื่องคนสมัยก่อนหลบเร้นอยู่ในหุบเขาหลายร้อยปีไม่ออกมา… ถ้าไม่ใช่เซียนอมตะแล้วจะเป็นใครได้!
แต่สิ่งที่ทำให้เขางงยิ่งกว่าคือ เหตุใดใต้เท้าถึงได้เอาจริงเอาจังถึงเพียงนี้? ทั้งที่คดีฆาตกรรมก่อนหน้านั้นยังไม่เห็นใส่ใจนัก
“ใต้เท้า เรื่องนี้มิใช่ว่าเล็กน้อยเกินไปหรือ?”
สีหน้าของผางป๋อฉีพลันเข้มขึ้นทันที
“เหตุใด เจ้าไม่อยากไปหรือ?”
ในความจริง จดหมายจากเจ้าเมืองก็เพียงถามด้วยความอยากรู้เท่านั้น แต่ในฐานะข้าราชการชั้นผู้น้อย หากไม่แสดงท่าทีจริงจังออกมา ก็ย่อมมีผลต่อหน้าที่การงานได้
ลู่จิ่งเห็นดังนั้นก็ตกใจ รีบโค้งคำนับ “ข้าน้อยไม่กล้า! ข้าน้อยขอรับคำสั่ง”
โหวชุนเหวินจึงรีบหัวเราะกลบเกลื่อน “หัวหน้ามือปราบผู้นี้ซื่อสัตย์มั่นคงนัก เพียงพูดจาตรงไปตรงมาเท่านั้นมิได้มีเจตนาขัดขืน อ้อ! แต่อย่าลืม ภารกิจครั้งนี้ต้องคุ้มครองคุณชายจ้าวให้ปลอดภัยด้วยนะ”
“คุณชายจ้าว?” ลู่จิ่งหันไปมองจึงพบว่าคุณชายจ้าวเฉินอวี่ก็ต้องร่วมเดินทางไปด้วย
แท้จริงแล้ว จ้าวเฉินอวี่ขออาสาไปเอง เหตุผลก็คือเขาเป็นคนที่ฟังเถาหยวนหมิงเล่ามาโดยตรง จึงรู้เรื่องราวชัดเจนที่สุด อีกทั้งยังอยากไปเพื่อกันไม่ให้พวกเจ้าหน้าที่กระทำตัวหยาบคายต่อผู้คนที่นั่น หากเกิดเรื่องขึ้นมาจะลำบากใจต่อหน้า เถาหยวนหมิงในภายหลัง
ผางป๋อฉีแค่นเสียงเย็น “หึ! หากเจ้านี่เกิดเป็นอะไรไป ข้ากลับจะสบายใจเสียอีก!”
คำพูดแม้เป็นการเหน็บแนม แต่ก็แสดงว่าเขายอมให้หลานชายร่วมไปด้วย ลู่จิ่งย่อมเข้าใจได้ทันที
“ข้าน้อยเข้าใจแล้วขอรับ!”
“ดี รีบไปเถอะ ได้ยินว่าทางแม่น้ำค่อนข้างไกล อย่าให้กลับมาช้าจนฟ้ามืด!”
“ขอรับ! ข้าน้อยขอลา!”
เมื่อได้คำสั่งแล้ว ลู่จิ่งก็ไม่พูดพร่ำ รีบออกไปเตรียมการโดยเร็ว ขณะที่จ้าวเฉินอวี่รีบโค้งคำนับลา แล้วตามลู่จิ่งไปติด ๆ
“หัวหน้ามือปราบ! รอข้าด้วยสิ!”
.
.
.
---
.
📖 จบบท
.