- หน้าแรก
- เซียน ก็สมควรเป็นเช่นนี้
- บทที่ 16 : เรื่องเล่าแดนดอกท้อ
บทที่ 16 : เรื่องเล่าแดนดอกท้อ
บทที่ 16 : เรื่องเล่าแดนดอกท้อ
.
บทที่ 16 เรื่องเล่าแดนดอกท้อ
.
ณ เมืองอำเภออู่หลิง ภายในโรงเตี๊ยมชื่อดัง "จุ้ยเฟิงโหลว" จ้าวเฉินอวี่ได้สั่งเหล้าและกับแกล้มเลี้ยงต้อนรับเถาหยวนหมิงกับหลิวหงอวี่
.
ระหว่างทางมา เถาหยวนหมิงก็ได้เล่าให้จ้าวเฉินอวี่ฟังคร่าว ๆ ว่าระหว่างการเดินทางเที่ยวเล่นในครั้งนี้ เขาได้พบกับสถานที่แห่งหนึ่งราวกับแดนสวรรค์บนดิน ฟังเพียงคำไม่กี่คำ จ้าวเฉินอวี่ก็รู้สึกคันหัวใจใคร่รู้
เมื่อมาถึงโรงเตี๊ยม อาหารยังไม่ทันมาแต่เหล้าได้ถูกยกมาวางแล้ว จ้าวเฉินอวี่ก็รีบรินเหล้าให้เถาหยวนนหมิง
“พี่หยวนเหลี่ยง เหล้ามาแล้ว เล่าเร็วเข้าเถิด อย่าทำลึกลับนักเลย!”
เถาหยวนหมิงยกถ้วยจิบไปคำหนึ่ง แล้วขมวดคิ้วน้อย ๆ รสชาตินี้...ช่างต่างกับเหล้าในหุบเขาเซียนยิ่งนัก
แต่เขาก็มิใช่คนจุกจิกนัก จึงฝืนดื่มต่อได้
“อะแฮ่ม...พี่ฉีหมิง ก่อนที่ข้าจะเล่า ขอท่านจงสัญญา ว่าสิ่งที่ได้ฟังวันนี้ จะไม่เอาไปบอกใคร!”
แท้จริงแล้ว คนในหุบเขาเซียนมิได้ห้ามมิให้เผยแพร่เรื่องราวนี้ แต่เป็นความคิดส่วนตัวของเถาหยวนหมิง ที่ยังอยากเก็บไว้เป็นความลับบางส่วน ทั้งเพื่อรักษาความสงบในหุบเขา และเพื่อเพิ่มเสน่ห์ของเรื่องเล่าตนเอง
ตอนนี้เขายังหนุ่มแน่น มีความมั่นใจในตัวเองสูง จึงอยากโอ้อวดต่อสหายเสียหน่อย คล้ายวัยรุ่นทุกยุคสมัยที่ย่อมชื่นชอบการเล่าโม้ในวงเพื่อน!
“เฮ้อ...วางใจเถิดพี่หยวนเหลี่ยง รีบเล่ามาเถิด!”
จ้าวเฉินอวี่รับคำโดยไม่ลังเล
ส่วนหลิวหงอวี่นั่งอยู่ข้าง ๆ เงียบ ๆ ไม่ขัดจังหวะทั้งสอง พอเงยหน้าก็เพียงมองไปรอบ ๆ หรือชำเลืองออกหน้าต่างชมถนน
บรรยากาศครึกครื้นของเมืองอู่หลิงช่างแตกต่างจากความสงบของหุบเขาซ่อนเซียนโดยสิ้นเชิง จนทำให้หลิวหงอวี่รู้สึกหวั่นไหวอยู่ไม่น้อย
เถาหยวนหมิงวางถ้วยลง แลชี้ที่ปากถ้วย สหายตรงข้ามก็เข้าใจทันที รินเหล้าให้ต่ออย่างรู้ใจ จนเขาหัวเราะเบา ๆ ออกมา
จ้าวเฉินอวี่เห็นหลิวหงอวี่เหม่อ ๆ ก็รินเหล้าให้ด้วย แต่หลิวหงอวี่รีบปฏิเสธ
“ขอบคุณขอรับ ข้าไม่ดื่ม”
“เอาล่ะ ๆ ข้าจะไม่เล่นตัวแล้ว”
คำพูดของเถาหยวนหมิงเรียกสายตาสองคนกลับมาทันที เขาโน้มตัวลงโต๊ะเล็กน้อย มองหลิวหงอวี่แวบหนึ่งก่อนลดเสียงลงและเริ่มเล่าว่า
"วันก่อน ข้าพายเรือเล่นไปตามแม่น้ำในแถบอู่หลิง หาสถานที่เงียบสงบชมภูเขาธรรมชาติเพื่อหล่อเลี้ยงจิตใจ
ไม่รู้ตัวเลยว่า เรือรอบข้างเริ่มน้อยลงเรื่อย ๆ จนในที่สุด เหลือเพียงข้าเพียงลำเดียว...”
ตามคำบอกเล่า เขาพายเรือล่องลำน้ำ เพลินชมวิวจนไม่ทันรู้ตัวว่ามีหมอกบาง ๆ เริ่มลอยขึ้นรอบตัว ทางน้ำเริ่มแคบลงจนเหมือนหลงทิศไป
แม้แต่หลิวหงอวี่ที่นั่งเงียบมาตลอด ก็เริ่มตั้งใจฟัง
“แต่ข้าก็มิได้ตกใจนัก ปล่อยให้เรือไหลไปตามน้ำ คิดว่าเดี๋ยวหมอกก็จางลง แต่แล้วทันใด...”
เขาหยุดเล่าชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยต่อ
“ข้าเห็นปลายฟ้าเหนือภูเขาระยิบแสงสีคล้ายหมอกรุ่งอรุณ ด้วยนิสัยของข้าแน่นอนว่าย่อมต้องไปดูให้รู้แน่ชัด!”
จ้าวเฉินอวี่พยักหน้าเห็นด้วยทันที
“หากเป็นข้า ก็คงทำเช่นเดียวกัน!”
สีหน้าของเถาหยวนหมิงเริ่มเปลี่ยนเป็นจริงจัง
“แต่พอนั้น น้ำก็เริ่มไหลสวนทางเดิม ข้าจำต้องพายเรือฝ่าหมอกด้วยแรงอย่างเต็มกำลัง...”
“มีเรื่องเช่นนี้จริงหรือ?!”
“ข้าไม่โกหกแน่นอน!”
เขาเล่าต่ออย่างไม่ลังเล
“ไม่รู้ว่าพายเรืออยู่นานเท่าใด แขนข้าเริ่มอ่อนล้า แล้วจู่ ๆ ก็เห็นกลีบดอกไม้แดงลอยเต็มน้ำ มองไปข้างฝั่ง...
ก็พบกับป่าใหญ่เต็มไปด้วยดอกท้อบานสะพรั่งงดงามยิ่งนัก!”
จ้าวเฉินอวี่อึ้งไปพักหนึ่ง กลางภูเขาเจอป่าท้อ?
“อาจมีผู้ปลูกไว้?”
“ข้าก็คิดเช่นนั้น และอยากไปดูให้กระจ่าง ไม่นานน้ำค่อยๆ ตื้นลง เรือแล่นไม่ได้ ข้าจึงขึ้นฝั่งเดินต่อ
พ้นป่าท้อไปก็พบช่องเขาแคบ ๆ ที่มีแสงลอดออกมา ข้าจึงเดินต่อไป...”
ผ่านหมอก พายทวนน้ำ ดอกท้อปลิวว่อน...
ท้ายที่สุด เมื่อเดินลึกเข้าไป ผ่านช่องเขาแคบเล็กจึงพบ "หุบเขาลับ" อันแสนพิศวง ที่นั่น มีผู้คนอาศัยอยู่!
“ผู้คนในนั้น ล้วนไม่รู้ว่าภายนอกเปลี่ยนไปเพียงใด พวกเขาเป็นเชื้อสายจากยุคก่อนฉิน
เมื่อถามถึงยุคปัจจุบัน กลับไม่รู้แม้แต่ชื่อราชวงศ์ฮั่น นับประสาอะไรกับเว่ยจิ้น!”
จ้าวเฉินอวี่อึ้งไปแล้ว เรื่องนี้เกินจริงนัก ใครจะเชื่อว่ามีคนจากยุคก่อนฉินที่ยังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน?
“ในหมู่พวกเขา มีทั้งยอดฝีมือทางช่าง หมอผู้เชี่ยวชาญสมุนไพร นักปราชญ์ผู้รอบรู้
แต่ละคนล้วนใฝ่สงบ เมินเงินทองชื่อเสียง แม้แต่สุราก็มีรสชาติวิเศษสุด!”
“อ้อ! สำเนียงของพวกเขา แม้ต่างจากภาษาทางการปัจจุบัน แต่ยังฟังรู้เรื่อง
เสียงลิ้นกลิ้งไพเราะ ชัดเจน คือ 'โบราณอักษรเสียงลั่ว' แม้เรายังเรียกชื่อนี้อยู่ แต่สำเนียงกลับเพี้ยนไปแล้วน่าเสียดายยิ่งนัก!”
แม้คำเล่าจะดูโอ้อวดเล็กน้อย แต่ก็ออกจากใจเขาโดยแท้
ระหว่างพูด เถาหยวนหมิงเหลียวตามองหลิวหงอวี่โดยไม่รู้ตัว เพราะเจ้าหนุ่มนี้นั้นพูดโบราณเสียงลั่วได้ชัดเจนยิ่งกว่าใคร
คงเพราะโรคความจำเลอะเลือน จึงจำต้องเรียนรู้อะไรใหม่ ๆ จนเลียนเสียงได้ใกล้เคียงราวกับคนยุคนั้น!
หลิวหงอวี่เองก็พยักหน้าโดยไม่รู้ตัว คิดว่าอีกฝ่ายหาเสียงสนับสนุน ทั้งที่จริงเสียงพูดเขานั้น "โบราณ" กว่าคนสมัยจิ้นเสียอีก
จ้าวเฉินอวี่ฟังจนขนลุกไปหลายรอบ สุดท้ายก็ถาม
“หุบเขาแห่งนั้น...มีชื่อเรียกหรือไม่?”
เถาหยวนหมิงกำลังจะตอบ แต่ชะงักไป มองไปทางหลิวหงอวี่ แล้วย้อนนึกถึงภาพป่าดอกท้อร่วงโรยที่หน้าหุบเขา
ใบหน้าจึงเผยรอยยิ้มเอ่ยว่า
“ที่นั่น เรียกกันว่า... ‘เถาฮวาหยวน’ (แดนดอกท้อ)!”
จ้าวเฉินอวี่ฟังแล้ว ขนลุกวาบ ใจลอยถึงดินแดนนั้น... ส่วนเถาหยวนหมิงก็พอใจนักที่ทำให้เพื่อนเพ้อฝันตามได้
ในขณะนั้นเอง เสี่ยวเอ้อที่ถือถาดอาหารก็ยืนฟังอึ้งอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะเรียกสติคืนมา
“ท่านลูกค้าขอรับ อาหารมาแล้วขอรับ~~~”
เถาหยวนหมิงหันไปมองเสี่ยวเอ้อ ก่อนจะหันกลับมาถามสหาย
“ว่าแต่...ช่วงวันที่ข้าหายไป มีเรื่องอะไรพิเศษหรือไม่?”
จ้าวเฉินอวี่ได้ยินก็สะดุ้ง รีบตอบว่าไม่มี แต่ก่อนจะทันพูดจบ เสี่ยวเอ้อก็พูดแทรก
“โอย คุณชาย ท่านอาจยังไม่ทราบ ช่วงนี้ในเขตอู่หลิงมีโจรภูเขาเร่ร่อน ทำร้ายคนหลายรายเลยขอรับ
ได้ยินว่าคนที่ถูกฆ่า...สภาพศพสยองสุด ๆ เชียว!”
จ้าวเฉินอวี่พยักหน้ารับ
“ใช่ ข้าเลยรีบตามหาพี่หยวนเหลี่ยง เพราะกลัวว่า...ท่านจะตกเป็นเหยื่อโจรเช่นกัน!”
หลังจากไล่เสี่ยวเอ้อออกไปแล้ว เขาก็เล่าเรื่องทั้งหมดให้เถาหยวนหมิงฟัง
แม้ทางการจะมีประกาศติดตามตัวคนร้าย แต่จนถึงตอนนี้...ยังไม่มีใครจับได้แม้แต่คนเดียว
แต่ในขณะเถาหยวนหมิงฟังเรื่องโจร เขากลับใจลอยไป...คิดถึงคำพูดของเหล่าผู้คนในหุบเขา
คิดถึง "จื่ออัน" ผู้ใฝ่ธรรมแต่ไม่ยอมออกจากหุบเขา
และคิด...
โลกภายนอกช่างวุ่นวาย...สู้แดนดอกท้อ ไม่ได้จริง ๆ
“พี่หยวนเหลี่ยง...พี่หยวนเหลี่ยง?”
“หืม? อะไรนะ?”
เถาหยวนหมิงเริ่มได้สติกลับมาอีกครั้ง เห็นจ้าวเฉินอวี่ยืนยิ้มพลางส่ายหน้าอย่างอ่อนโยน แล้วก็เอ่ยขึ้นด้วยความสนใจว่า
“พี่หยวนเหลี่ยง เล่าเรื่องแดนดอกท้อเพิ่มอีกหน่อยเถอะ!”
“ฮ่าๆๆ ได้ๆ ข้าจะเล่าให้มากหน่อย...อย่างเรื่องอาหารการกินนั้น รสชาติเลิศล้ำเกินกว่าจะหาทานได้ในโลกภายนอกจริงๆ!”
.
——
.
ก่อนตะวันจะลับฟ้า ทั้งสามก็พากันออกจากร้านเหล้า
.
แต่เดิมเถาหยวนหมิงไม่ค่อยประทับใจในรสเหล้าของร้านนี้นัก ทว่าเมื่อเล่าเรื่องแดนดอกท้อพลันคิดถึงเหล้าเลิศรสที่นั่น ความอยากดื่มก็พลันพลุ่งพล่าน เขาจึงเผลอร่ำไปไม่น้อย
และแล้ว...เถาหยวนหมิงก็ดื่มจนเมาอีกรอบ
เฃจ้าวเฉินอวี่กับหลิวหงอวี่พยุงเขาไว้คนละข้าง พาเดินกลับบ้าน
บ้านของจ้าวเฉินอวี่ในเมืองอู่หลิงนั้นจัดว่ามีฐานะดี ตัวเรือนและลานบ้านใหญ่กว่าชาวบ้านทั่วไป เถาหยวนหมิงเคยมาเยี่ยมเยียนก่อนหน้านี้ และก็มักพักอยู่ที่เรือนรับรองของบ้านนี้เป็นประจำ
พอพาเถาหยวนหมิงไปนอนลงบนเตียงในห้องรับรอง จ้าวเฉินอวี่ก็เริ่มคลายเส้นแขนเพราะออกแรงพยุงอยู่พักหนึ่ง พลันหันไปเห็นหลิว หงอวี่ยังคงขะมักเขม้นดูแลอยู่ ทั้งถอดรองเท้า ห่มผ้าอย่างละเอียดอ่อน
หลิวหงอวี่ดูเหมือนจะเพิ่งรู้สึกตัวว่าจ้าวเฉินอวี่ยังอยู่ตรงนั้น เขาจึงหันกลับมาแล้วค้อมตัวคารวะอย่างนอบน้อม
“คุณชายจ้าวไม่ต้องเป็นห่วง ข้าอยู่ตรงนี้ จะดูแลท่านหยวนเหลี่ยงให้ดีที่สุด และไม่ต้องลำบากหาที่พักให้ข้าด้วย ข้าปูนอนตรงพื้นข้างเตียงของท่านหยวนเหลี่ยงก็พอแล้ว!”
“เอ่อ...ถ้าเช่นนั้น ข้าขอตัวก่อน หากคุณชายหลิวมีสิ่งใด เพียงเรียกผู้คนในเรือน ข้าจะสั่งให้คนจัดหาเครื่องนอนให้ในภายหลัง”
“ขอบพระคุณคุณชายจ้าว!”
หลิวหงอวี่ค้อมตัวอีกครั้ง เขาเรียกจ้าวเฉินอวี่ว่า “คุณชายจ้าว” เพราะตอนอยู่ในร้านเหล้าได้ยินคนเรียกเช่นนั้น จึงจำมาใช้อย่างรวดเร็ว ซึ่งก็น่าทึ่งว่าเขาเรียนรู้ไวทีเดียว
จ้าวเฉินอวี่พยักหน้ารับคำแล้วมองสำรวจหลิวหงอวี่อีกครั้ง ก่อนจะค้อมตัวเล็กน้อยแล้วจากไป
เขาเคยคิดว่าหลิวหงอวี่อาจเป็นเพียงผู้ติดตามที่เพื่อนร่วมทางรับมา
แต่จากท่าทางที่เถาหยวนหมิงปฏิบัติต่อเขาในร้านเหล้า ก็ไม่เหมือนจะเป็นคนรับใช้
แถมหน้าตาของหลิวหงอวี่นั้นแม้ดูละม้ายเยาวชน แต่ก็มีเค้าความละเอียดงดงาม ไม่เหมือนชาวบ้านธรรมดา ฐานะก็คงดีไม่น้อย
อีกทั้งสำเนียงพูดก็แปลกหู คล้ายเป็นคนจากแดนไกลมาศึกษาเล่าเรียน
ในยุคนี้ วิชาและการศึกษามักตกอยู่ในมือชนชั้นสูง คนธรรมดาจะได้เรียนรู้อะไรย่อมยากเย็น จ้าวเฉินอวี่จึงเดาเอาว่าหลิวหงอวี่น่าจะเป็นผู้แ
สวงหาวิชาจากแดนไกล ซึ่งก็ไม่ผิดนัก
จ้าวเฉินอวี่ยังอดรู้สึกทึ่งไม่ได้ แม้เขาจะรู้ดีว่าเพื่อนของเขามีปัญญาเลิศล้ำ และจะต้องมีวันยิ่งใหญ่ แต่ก็ไม่นึกว่าถึงกับมีผู้ตามมาขอเรียนรู้ด้วยตั้งแต่ตอนนี้
ก่อนกลับเข้าบ้าน จ้าวเฉินอวี่หันไปมองห้องรับรองอีกครั้งหนึ่ง
หรือว่าเมืองอู่หลิงนี้ข่าวสารช่างล่าช้า? เขาโด่งดังถึงเพียงนี้แล้วหรือ?
.
——
.
ไม่นานนัก คนรับใช้ของบ้านจ้าวก็ยกน้ำอุ่นมาให้
หลิวหงอวี่รับไว้แล้วเชิญถอยออกไป จากนั้นก็ลงมือเช็ดหน้าผากและแก้มของเถาหยวนหมิงเอง
ทั้งที่เขาเป็นคุณชายผู้ได้รับการปรนนิบัติมาตลอดชีวิต กลับลงมือทำเองได้อย่างทะมัดทะแมง
ในใจหลิวหงอวี่เชื่อมั่นว่า การดูแลอาจารย์ต้องใส่ใจอย่างที่สุด ไม่อย่างนั้นจะผ่านบททดสอบได้อย่างไร?
เถาหยวนหมิงหลับไปได้ไม่นาน พอผ้าชุบน้ำอุ่นสัมผัสใบหน้า เขาก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา มองเห็นว่าผู้ที่ดูแลเขาอยู่ยังคงเป็นหลิวหงอวี่
“คุณชายหลิว...”
“อ๊ะ! ท่านหยวนเหลี่ยงตื่นแล้ว!”
หลิวหงอวี่แสดงความประหลาดใจ เถาหยวนหมิงโบกมือจะลุกขึ้นนั่ง ฝ่ายหลิวหงอวี่รีบวางผ้าชุบน้ำแล้วประคองอีกฝ่ายให้ลุกขึ้นนั่งบนเตียง จากนั้นก็หยิบถ้วยน้ำมาจากโต๊ะเล็กข้างเตียง
“เชิญท่านหยวนเหลี่ยงดื่มน้ำขอรับ!”
เถาหยวนหมิงรับถ้วยมาดื่มหนึ่งอึก น้ำยังอุ่นอยู่แสดงว่าหลิวหงอวี่ใส่ใจมากจริงๆ
“เฮ้อ...คุณชายหลิว ที่จริงเจ้ามิต้องทำถึงเพียงนี้ ข้าตกลงจะช่วยเจ้าตามหาญาติ ก็ย่อมไม่ผิดคำมั่นหรอก”
หลิวหงอวี่เพียงยิ้มแล้วพยักหน้า ไม่พูดมาก เพราะเขารู้ว่าบททดสอบมิใช่สิ่งที่จะข้ามผ่านได้เพียงชั่วข้ามคืน
เถาหยวนหมิงมองท่าทางนั้นก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย คิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
“จริงสิ ข้าได้ยินอาจารย์จื่ออันบอกว่า เจ้าก็เคยเรียนหนังสืออยู่ในสำนัก ข้าแม้จะมิกล้าบอกว่ารู้แจ้งสรรพศาสตร์ แต่ก็เรียนมาพอตัว ช่วงที่เจ้าอยู่กับข้า...ข้าจะสอนให้เจ้าบ้างดีหรือไม่?”
หลิวหงอวี่สีหน้าปลาบปลื้มเกินจะกลั้น นี่...นี่คือคำตอบใช่ไหม!?
ความเพียรพยายามอย่างสุดใจของเขา...อาจารย์เห็นแล้ว!
ด้วยความดีใจถึงขีดสุด หลิวหงอวี่ก็ทั้งขอบคุณ ทั้งคุกเข่าลง
“ขอบพระคุณท่านอาจารย์!”
ตึง ตึง ตึง!
“ขอบพระคุณท่านอาจารย์!”
ตึง ตึง ตึง!
“ขอบพระคุณท่านอาจารย์!”
เถาหยวนหมิงถึงกับตกตะลึง แล้วก็แตกตื่นจนสร่างเมาไปกว่าครึ่ง รีบถลาลงจากเตียงมาพยุงอีกฝ่าย
“อย่าเลย! อย่าเลย! คุณชายหลิว ข้าหยวนหมิงไม่กล้ารับตำแหน่งอาจารย์เลยจริงๆ นี่มันเกินไปแล้ว!”
กว่าจะพยุงหลิวหงอวี่ให้หยุดได้ก็นานพอควร แต่ดูจากหน้าผากที่แดงเป็นปื้น...คงจะก้มหัวจริงจังมิใช่น้อย
เถาหยวนหมิงเหงื่อเย็นผุดบนหน้าผาก ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมในหุบเขานั้นมีคนเคยเปรยเป็นนัยว่า...อาการของคุณชายหลิว อาจไม่ใช่แค่ความทรงจำเสื่อมธรรมดา
“เอ่อ...คุณชายหลิว ข้ามิทราบพื้นฐานเจ้ามากนัก เจ้าสนใจจะเริ่มเรียนจากสิ่งใดดี?”
หลิวหงอวี่ยิ้มแย้มอย่างกดไม่อยู่ แล้วคุกเข่าลงอย่างสงบพลางพูดด้วยน้ำเสียงแน่วแน่
“ศิษย์ข้ามกาลเวลามาด้วยโชคชะตา เพื่อตามหาอาจารย์และสืบทอดวิถีเซียน ถึงตอนนี้ยังไม่มีพื้นฐาน ขอให้อาจารย์สอนข้าอย่างเต็มที่ เพื่อจะได้สืบสานเส้นทางเซียนต่อไป! ขออาจารย์โปรดถ่ายทอดวิชาเซียนให้ข้าด้วย!”
เถาหยวนหมิงอึ้งอีกครั้ง เหงื่อเย็นที่เพิ่งเช็ดออกไป...ก็ผุดขึ้นใหม่ทันที
จบแล้ว...ไม่ใช่แค่ความจำเสื่อม นี่มันเป็นอาการเพ้อฝันด้วยแน่ๆ!
“อาจารย์? อาจารย์?”
“อ่า...นี่...”
เถาหยวนหมิงเริ่มมึนงง ป่านนี้อายุปูนนี้ ยังไม่เคยเจอเรื่องแบบนี้มาก่อน ไม่รู้จะรับมืออย่างไร
แต่แล้ว พลันมีประกายหนึ่งแวบขึ้นในสมอง เขาลุกขึ้นจากเตียง แล้วเดินไปมุมห้องเปิดหีบหนังสือเดินทางที่ไม่ได้แตะต้องนาน ตั้งแต่มาอยู่ที่อู่หลิง แล้วคุ้ยหาอยู่ครู่หนึ่ง
สุดท้ายก็เจอ...
ม้วนไม้ไผ่เก่าแก่หนึ่งม้วน
“ฟู่ ฟู่~”
เขาเป่าฝุ่นออกสองสามครั้ง ก่อนจะเดินกลับไปที่เตียง แล้วยื่นม้วนนั้นให้หลิวหงอวี่ที่ยังคุกเข่าอยู่
ยังไงก็ขอแค่ปลอบใจให้สงบก่อนแล้วกัน
“ข้ามิรู้จักวิชาเซียนอะไร แต่ในม้วนนี้เป็นตำราเก่าแก่ที่ช่วยให้ใจสงบ ข้าได้มาโดยบังเอิญตอนเดินทาง เจ้าลองดู อาจมีประโยชน์”
หลิวหงอวี่รับไว้ด้วยสองมือ น้ำตาแทบไหลด้วยความตื้นตัน
ก่อนหน้านี้เขาเคยเรียนรู้ตัวอักษรในหุบเขาลับ จึงพออ่านอักษรบนปกม้วนไม้ไผ่ได้คำหนึ่งว่า “คัมภีร์”
แน่นอน...นี่มัน “ตำราเทพ” ชัดๆ!
“ขอบคุณท่านอาจารย์! ขอบคุณท่านอาจารย์!”
เขากอดม้วนตำราไว้แน่นพลางโค้งคำนับซ้ำแล้วซ้ำเล่า เถา หยวนหมิงก็ได้แต่ช่วยพยุงเขาขึ้นขณะใช้มือนวดขมับ
.
.
(จบบท)
.
.
.