- หน้าแรก
- มหามรรคดับสูญ แต่ข้ามิได้ดับ พลังวิญญาณร่วงโรย แต่ข้ายืนยงนิรันดร์
- บทที่ 23 ลอบขโมยพลังบูชา
บทที่ 23 ลอบขโมยพลังบูชา
บทที่ 23 ลอบขโมยพลังบูชา
บทที่ 23 ลอบขโมยพลังบูชา
ความคึกคักของงานเลี้ยงศาลเจ้าเหมือนจะกลืนละลายหิมะและน้ำแข็งให้หายไป
แต่หากเทียบกับงานที่จัดขึ้นทางตะวันตกของเมืองแล้ว ทางตอนเหนือกลับต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
ศาลเจ้าแม่แห่งสายน้ำทางเหนือยังสร้างไปได้เพียงครึ่งเดียว ตอนนี้เพิ่งจะขุดฐานรากเท่านั้น อิฐ หิน ไม้ กระเบื้อง ทั้งหมดยังตั้งกองอยู่ข้างทาง
เนื่องในโอกาสที่ฝั่งตะวันตกจัดงานเลี้ยง ทางการจึงประกาศให้แรงงานทั้งหมดได้หยุดหนึ่งวันเพื่อให้ไปร่วมงานและถวายธูปเทียนแก่เจ้าแม่
เหล่าแรงงานพากันดีอกดีใจ ต่างขอบคุณขุนนางอย่างซาบซึ้ง
ภายในเขตก่อสร้างจึงเหลือเพียงนายทหารไม่กี่นายเฝ้าอยู่ในกระท่อมหญ้าชั่วคราวบริเวณรอบนอก ก่อกองไฟล้อมวงกัน ทายปัญหา ชิงดื่มสุราอย่างออกรส
เป็นครั้งคราวก็จะมีนายทหารโผล่หน้าออกมาสอดส่อง หากเห็นชาวบ้านเดินผ่านมาก็จะตะโกนไล่ให้รีบไปเสีย
ชายหนึ่งในกลุ่มแพ้การทายต้องดื่มสุราเป็นการลงโทษ ดื่มรวดเดียวหมดแล้วหัวเราะอย่างอารมณ์ดี
แต่ทันใดนั้น หางตาเขาก็เหลือบไปเห็นเงาร่างคนผู้หนึ่ง เดินตรงเข้ามาทางเขตก่อสร้าง
เขารีบโผล่หัวออกมาดูก็เห็นชายชุดขาวผู้หนึ่ง
กำลังจะตะโกนห้าม ทว่าเมื่อตาสบกันเข้า แสงสีฟ้าระยับวาบผ่านนัยน์ตา
สติสั่นคลอนในบัดดล
…
เขตก่อสร้างศาลเจ้าแม่แห่งสายน้ำทางเหนือ
หลี่ชางเสี้ยวทอดสายตามองไปรอบ ๆ อย่างเงียบงัน
ไม่นานนัก เขาหยุดสายตาลง ณ จุดหนึ่ง
ในจุดที่สายตาเขาแลไปนั้นมีชายวัยกลางคนผู้หนึ่งกำลังขุดคุ้ยดินร่วนเบื้องล่าง
ชายผู้นั้นก็เหลือบเห็นหลี่ชางเสี้ยวเช่นกัน
เขาค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนเอ่ยอย่างไร้อารมณ์ว่า
“พี่ชาย ที่นี่คือเขตก่อสร้างรีบกลับไปเสียเถิด หากถูกพวกเบื้องบนจับได้อย่างเบาก็ถูกเฆี่ยน อย่างหนักก็อาจติดคุกได้”
หลี่ชางเสี้ยวส่ายหน้า
“ไร้ประโยชน์”
ชายกลางคนชะงักงัน
ตามไม่ทันว่าอีกฝ่ายกำลังพูดถึงสิ่งใด
หลี่ชางเสี้ยวเอนหลังพิงเสาไม้ต้นหนึ่ง ใช้ปลายนิ้วชี้ไปยังผืนดินร่วนใต้เท้าของชายผู้นั้น
“ไม่มีประโยชน์หรอก”
ชายผู้นั้นขมวดคิ้ว พิจารณาหลี่ชางเสี้ยวอย่างถี่ถ้วน
“เจ้ารู้อะไร?”
หลี่ชางเสี้ยวส่ายหน้าอีกครั้ง แล้วเอ่ยอย่างราบเรียบ
“วิถีแห่งไฟบูชาไม่เหมาะกับเจ้าหรอก”
นัยน์ตาของชายผู้นั้นเบิกกว้างขึ้นทันใด สบถหัวเราะอย่างเย็นชา
“ฮึ เจ้านี่ก็เป็นผู้บำเพ็ญเพียรเช่นกันรึ?”
หลี่ชางเสี้ยวพยักหน้าเบา ๆ
“ฟู่เหริน ข้าขอเตือนเจ้า อย่าได้แตะต้องวิถีแห่งไฟบูชา”
“เจ้าระดับเพียงขั้นสร้างฐานย่อมไม่อาจแบกรับมันได้”
“ยิ่งไปกว่านั้นการกระทำของเจ้าในตอนนี้ หาใช่การสักการะแต่เป็นการลักขโมย การแอบลักไฟบูชาที่มิได้มาโดยชอบย่อมมิอาจต่ออายุขัย ซ้ำยังกลายเป็นเครื่องเร่งความตายเสียอีก”
น้ำเสียงของหลี่ชางเสี้ยวเริ่มขรึมลงทุกขณะ
เขมองเห็นทุกสิ่งหมดแล้ว
ชายผู้นี้ ฟู่เหริน หาได้ร่วมก่อสร้างศาลเจ้าเพื่อภาษีปีหน้าไม่
แท้จริงแล้วเขาลอบเลียนแบบวิธีการของเจ้าแม่แห่งสายน้ำ แอบฝังร่างทองคำของตนเองไว้ใต้ฐานที่เตรียมสร้างองค์เทพ
คาดหวังว่าวันหนึ่งตนเองจะได้อาศัยแรงศรัทธานั้นดื่มกินด้วย
ชายชื่อฟู่เหรินผู้นั้นสีหน้าเปลี่ยนไปไม่หยุด
เขาไม่อาจตัดสินใจได้ว่าชายตรงหน้ากล่าวความจริงหรือหลอกลวงกันแน่
“ฮึ สมมติว่าสิ่งที่เจ้ากล่าวเป็นความจริง แล้วเหตุใดเจ้าจึงต้องมาเตือนข้าด้วย? เราไม่มีบุญคุณหรือความแค้นต่อกันเลยไม่ใช่หรือ?” ฟู่เหรินกล่าวเสียงเย็น
หลี่ชางเสี้ยวมิได้ตอบ หากแต่ย้อนถามกลับ
“เจ้าคิดหรือว่ามีเพียงเจ้าเท่านั้นที่เดาได้ว่ารูปทองของเจ้าแม่แห่งสายน้ำเป็นเพียงหนทางหนึ่งในการยืดอายุขัยของผู้บำเพ็ญเพียร?”
“เจ้าระดับเพียงสร้างฐานยังดูออก เช่นนั้นเหล่าผู้บำเพ็ญในนครหลงจะมองไม่ออกหรือ?”
“แล้วเหตุใดพวกเขาไม่ทำเช่นเดียวกับเจ้า?”
หลี่ชางเสี้ยวกรอกสุราเข้าปากอีกอึกกล่าวคำหนึ่งอย่างมีนัย
เมื่อถ้อยคำนั้นหลุดออกจากปาก
นัยน์ตาของฟู่เหรินเบิกกว้างสุดขีด
ในขณะนั้น ร่างของหลี่ชางเสี้ยวก็ค่อย ๆ จางหายไป
ฟู่เหรินยืนนิ่งมองจุดที่เขาหายไป ใบหน้าบิดเบี้ยวเต็มไปด้วยความเจ็บปวด
เขาเคยนึกว่าตนเห็นแสงแห่งความหวังอยู่ตรงหน้า
แต่สุดท้ายก็กลับกลายเป็นเช่นเดิม
เขาตะโกนด้วยความสิ้นหวัง ทุบกำปั้นลงบนพื้นดิน
รู้สึกหมดแรงสิ้นดี
แท้จริงแล้วเขาเคยเป็นยอดอัจฉริยะแห่งราชวงศ์ไป๋โยว ความหวังลับที่ราชวงศ์วางไว้
ครั้งหนึ่งราชวงศ์ไป๋โยวถึงกับออกคำสั่ง
“ตราบใดที่เขายังอยู่ ราชวงศ์ไป๋โยวย่อมไม่ล่มสลาย”
ในวันที่เขาเกิดโลกถึงกับบังเกิดนิมิตประหลาด ท้องฟ้าประทานน้ำแข็งพันหมื่นปีลงมา แช่แข็งเขาไว้ในนั้น
ผ่านไปถึงเจ็ดร้อยปี
ในที่สุดเขาก็ฝ่ากำแพงน้ำแข็งออกมาได้ถือกำเนิดอย่างแท้จริง เริ่มต้นหนทางแห่งการบำเพ็ญเพียรและด้วยพลังเย็นแห่งน้ำแข็งพันหมื่นปีนั้นรวมทั้งร่างกายที่บ่มเพาะอยู่ภายในถึงเจ็ดร้อยปี เขาจึงพุ่งทะยานได้ราวดาวหาง
พรสวรรค์ของเขาไม่ด้อยไปกว่าดวงดาราบนฟ้าเลยแม้แต่น้อย
แต่น่าเสียดาย
สวรรค์กลับทอดทิ้งเขา
หลังจากสร้างฐานได้ไม่นาน พลังวิญญาณทั่วแผ่นดินก็เริ่มเหือดแห้ง
เขาต่อสู้ ต่อต้าน ไม่ยอมจำนน
แต่ท้ายที่สุดก็เหลือเพียงความเงียบงัน
ฟู่เหรินค่อย ๆ ขุดดินเปิดผืนดินเบื้องหน้าออก
หยิบหุ่นทองคำตัวจิ๋ว ความยาวเพียงสองนิ้วขึ้นมา
เขาถอนหายใจยาวแล้วหันหลังเดินจากไป
…
รุ่งเช้า
ฟู่เหรินก็ยื่นคำร้องถอนตัวจากการก่อสร้างโดยอ้างว่าป่วยหนัก
หลี่ชางเสี้ยวเพียงพยักหน้าเบา ๆ
“เจ้าหนุ่มยังพอเชื่อฟังอยู่บ้าง”
“หนึ่งหยดเลือดจากหัวใจสามารถแลกกับอะไรได้บ้างนะ”
หลี่ชางเสี้ยวนอนฟุบอยู่ริมหน้าต่าง มองหิมะที่ปกคลุมพื้นดินเอ่ยพึมพำ
วันนี้กิจการของโรงเตี๊ยมหลงไหลกลิ่นหอมก็ซบเซาอีกเช่นเคย
ก็ด้วยเหตุนี้ เขาจึงมีเวลานั่งเหม่อลอยริมหน้าต่าง
“หนึ่งหยดเลือดหัวใจ”
“หนึ่งเล่มคัมภีร์วิชาไป๋โยว”
หลี่ชางเสี้ยวใช้นิ้วเรียวยาวขีดเขียนลงบนขอบหน้าต่างโดยไม่ได้ตั้งใจ
เขาก้มมองขลุ่ยไม้ไผ่ที่แขวนอยู่ตรงเอว ซึ่งมีชื่อว่า “ขลุ่ยฟู่เถา”
ความคิดของเขาล่องลอยไปไกล
บางทีมอบขลุ่ยนี้ให้ฟู่เหรินอาจจะเหมาะสมยิ่งกว่า
วันคืนกลับเข้าสู่ความปกติอีกครั้ง
ด้วยเบื้องหลังมีมือมืดคอยสนับสนุน กิจการของฮู่ไหลเซียงก็ยิ่งเจริญรุ่งเรืองขึ้นทุกวัน
ในขณะเดียวกันโรงเตี๊ยมหลงไหลกลิ่นหอมกลับยิ่งซบเซา
หลี่ชางเสี้ยวมักเห็นหยางซิ่วฮวาแอบเช็ดน้ำตาอยู่ลับหลัง
แต่พอเขาเดินเข้าใกล้ นางก็จะถลึงตาใส่ แล้วไล่ให้เขาไปทำงานทันที
ข่าวลือกล่าวกันว่าศาลเจ้าแม่แห่งสายน้ำนั้นคุ้มครองการสัญจรทางเรือ
พ่อค้าเร่ทั้งหลายเมื่อจะเดินทางก็มักจุดธูปขอพรเสียก่อน
ยิ่งใกล้วันตรุษจีนเข้าไปทุกที
เมืองก็ยิ่งคึกคักวุ่นวาย
ผู้เร่ร่อนในเมืองเพิ่มมากขึ้นทุกวัน พากันมารวมตัวอยู่หน้าคฤหาสน์ของเจ้าเมือง วิงวอนขอความช่วยเหลือ
เจ้าเมืองหลง หวงถิงเซิง ก็ถือว่าเป็นขุนนางดีคนหนึ่ง
ทุกเช้าและเย็น เขาจะให้คนตั้งหม้อใหญ่หน้าคฤหาสน์ ต้มน้ำข้าวแจกจ่าย
เหล่าผู้เร่ร่อนเริ่มอิ่มท้องจึงค่อยสงบลงบ้าง
แต่ของในคลังย่อมมีจำกัด
ไม่นานนัก เสบียงของหวงถิงเซิงก็ร่อยหรอลงเรื่อย ๆ
เขาจึงเรียกเหล่าคหบดีผู้มั่งคั่งในเมืองมาพบทีละราย ขอให้ช่วยแบ่งปันข้าวของ
แต่เหล่าผู้มั่งมีนั้นล้วนเอาแต่ผลัดไปผลัดมาไม่ยอมสูญเสียผลประโยชน์
ต่างคนต่างแสร้งหัวเราะกลบเกลื่อนพยายามบ่ายเบี่ยง
พอเวลาผ่านไป
เหล่าผู้เร่ร่อนก็เริ่มก่อความไม่สงบอีกครา
แม้หลี่ชางเสี้ยวจะไม่ค่อยออกจากโรงเตี๊ยม
แต่เรื่องราวทุกอย่างในนครหลงกลับไม่เคยรอดพ้นสายตาเขาเลย
ในยามค่ำคืนความฝันของเหล่าผู้คนทั่วเมืองล้วนถูกเขาเฝ้าดู
องค์ชายหลี่เทียนเหล่ยมานครหลงครั้งนี้ แม้จะบอกว่ามาช่วยเหลือซือเนี่ยน
แท้จริงเขาก็มีแผนการของตนเองซ่อนอยู่
ด้านหนึ่งเขาเร่งไล่ตามจีบซือเนี่ยน สนใจในวิถีแห่งไฟบูชาอย่างจริงจังและถามไถ่นางอยู่เสมอ
อีกด้านหนึ่งเขาก็ลอบรวบรวมกำลังคนของตนไว้ในนคร
หลี่ชางเสี้ยวเห็นความปรารถนาเล็กใหญ่ทั้งหมดนั้น
แม้พลังวิญญาณจะเหือดหายไปพร้อมกับอายุขัยของคน
แต่ความละโมบหาได้เหือดแห้งไปด้วยไม่
ฟู่เหรินมิได้อยู่ในนครหลงเพียงลำพัง
แท้จริงแล้วเขายังมีสหายอีกถึงสิบสามคน
แต่ละคนล้วนมีพลังใกล้เคียงกัน
ในยุคสมัยที่วิชาทั้งปวงร่วงโรยเช่นนี้ พวกเขาจึงเลือกกอดคอกันประคองชีวิตไปด้วยกัน