เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 19 มหานทีคลื่นเหิน

บทที่ 19 มหานทีคลื่นเหิน

บทที่ 19 มหานทีคลื่นเหิน


บทที่ 19 มหานทีคลื่นเหิน

ผู้ที่ถูกจับตัวไว้ย่อมเป็นหลี่ชางเสี้ยว

เขาทำใจตามมีตามเกิด ยอมรับชะตากรรมกลายเป็นคนล้างถ้วยล้างชามอันทรงเกียรติ

เพียงแค่ตะวันแรกโผล่พ้นฟ้าก็ถูกแม่นางเจ้าของร้านลากตัวออกจากผ้าห่ม สวมถุงมือไส้แกะแล้วเริ่มงาน

ว่างเมื่อไร นางก็จะเรียกให้เขาออกไปเสิร์ฟข้าวเสิร์ฟกับยังโถงใหญ่

โรงเตี๊ยมหลงไหลกลิ่นหอมค้าขายคล่องทุกเมื่อเชื่อวัน หยางซิ่วฮวาจึงยุ่งวุ่นวายแทบไม่มีเวลาหายใจ

ยามราตรี ลูกค้าลดน้อยลง

หยางซิ่วฮวายืนอยู่หน้าโต๊ะบัญชี ดีดลูกคิดคำนวณรายได้ในแต่ละวัน

เสียงลูกคิดเคาะแผ่วเบาแต่ชัดเจนยิ่ง เป็นช่วงเวลาที่นางชื่นใจที่สุดพลางฮัมทำนองเพลงชื่อดังของเมืองหลง

หลี่ชางเสี้ยวนั่งอยู่ที่โต๊ะลูกค้าอดไม่ได้เอ่ยถามว่า “แม่นางเจ้าของร้าน เหตุใดไม่จ้างคนงานเพิ่มสักหน่อยเล่า?”

หยางซิ่วฮวาเงยหน้าขึ้น ขมวดคิ้วดุด่า “เหนื่อยแค่นี้ก็จะบ่นแล้วหรือ?”

“ถ้าเหนื่อยนัก ยังกล้าสั่งเหล่าหญิงแดงอายุเป็นร้อยปีอีก”

คิดถึงจุดนี้ นางก็ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันขึ้นมาอีก

เหล่าหญิงแดงชั้นเลิศแบบนั้นดันถูกเจ้าบ้านี่ทำให้เสียของไปเสียแล้ว

“ข้าเอาเหล้าของข้ามาแลกก็ไม่ได้หรือ?” หลี่ชางเสี้ยวว่า

กลับโดนหยางซิ่วฮวากลอกตาใส่ “เหล้าห่วย ๆ อย่างเจ้า ใครจะอยากดื่มกัน?”

กล่าวจบก็ก้มหน้าก้มตาดีดลูกคิดต่อ

“ข้าว่าเจ้าของร้าน ไม่คิดจะหาสามีมาช่วยงานบ้างหรือ?” หลี่ชางเสี้ยวถามขึ้นด้วยความอยากรู้

เขาเห็นนางต้องตื่นแต่เช้ามืด ดำเนินกิจการโรงเตี๊ยมจนเป็นระเบียบเรียบร้อย

นับว่าโกยเงินไม่น้อย

ทว่ากลับไม่มีเวลาใช้เลย

อย่ามองว่าแม่นางเจ้าของร้านยังสาวสะพรั่งไป วันหน้าหากเป็นสาวใหญ่หน้าหมองขึ้นมาคงไม่พ้นกลายเป็นป้าหมดเสน่ห์หรอกกระมัง

สายตาของหยางซิ่วฮวาพลันหม่นลงก่อนจะแค่นหัวเราะพร้อมด่าว่า “เพี้ย ผู้ชายอย่างพวกเจ้าไม่มีใครน่าไว้ใจสักคน”

คำถามของหลี่ชางเสี้ยว ทำลายอารมณ์ดีของนางจนหมดสิ้น นางจึงตบลูกคิดแล้วหมุนตัวกลับห้อง

หลี่ชางเสี้ยวมองแผ่นหลังของนางพึมพำว่า “ไม่เสียแรงที่เป็นแม่เสือตัวเมีย” แล้วก็นั่งร่ำสุราจนรุ่งเช้า

วันต่อมาก็ถูกปลุกให้ตื่นแต่เช้าไปทำงานอีก

ได้ยินมาว่าวันนี้จะมีบุคคลสำคัญมาเยือนโรงเตี๊ยมหลงไหลกลิ่นหอม หยางซิ่วฮวาจึงแต่งองค์ทรงเครื่องตั้งแต่เช้ามืด อีกทั้งยังสั่งปิดร้านไม่รับลูกค้าทั่วไป

หลี่ชางเสี้ยวไม่ต้องล้างชามอีก เปลี่ยนมาทำความสะอาดทั่วทั้งโรงเตี๊ยมอย่างเอาจริงเอาจัง

หยางซิ่วฮวาก็ลงมือช่วยด้วย นางยังคงเด็ดเดี่ยวเช่นเคย พับแขนเสื้อแล้วลุยงานอย่างทะมัดทะแมง

จนกระทั่งเย็นย่ำ โรงเตี๊ยมหลงไหลกลิ่นหอมก็เปลี่ยนโฉมใหม่หมดจด

ต่อมา นางเห็นหลี่ชางเสี้ยวดูมีรูปร่างหน้าตาพอใช้ได้จึงสั่งให้เขาเปลี่ยนชุด แล้วออกไปยืนต้อนรับแขกใหญ่ร่วมกับนาง

ทั้งสองคนยืนรอลมหนาวหิมะโปรยอยู่หน้าประตูเป็นเวลานาน

ในที่สุด เกี้ยวคันหนึ่งก็มาถึง

แขกใหญ่เดินทางมาถึงแล้ว

หยางซิ่วฮวาเตะขาเขาเบา ๆ สองครั้งให้ตั้งใจหน่อยก่อนจะแย้มยิ้มรีบวิ่งออกไปต้อนรับ

ทว่า ในเวลาเดียวกันที่โรงเตี๊ยมฝั่งตรงข้ามก็มีเงาร่างหนึ่งเดินออกมา แสดงท่าทีประจบประแจงวิ่งไปหาบุคคลสำคัญผู้นั้น

หยางซิ่วฮวายังห่างจากแขกใหญ่อีกประมาณสองจั้งก็ถูกมือปราบคนหนึ่งขวางทางไว้

สีหน้านางพลันเปลี่ยน อยากจะเอ่ยอะไรบางอย่าง

แขกใหญ่ที่เพิ่งก้าวลงจากเกี้ยวเหลือบมองนางเพียงครู่ แล้วหันกลับไปเดินตามชายผู้มีใบหน้ายิ้มประจบ เข้าสู่โรงเตี๊ยมฝั่งตรงข้าม

หยางซิ่วฮวาซึ่งมีชื่อเสียงว่าเป็นแม่เสือก็ยืนนิ่งอยู่ที่เดิม

หลี่ชางเสี้ยวเห็นว่าในนัยน์ตานางกลับมีน้ำตาเอ่อขึ้น

คืนนั้น

หยางซิ่วฮวาร้องไห้สะอึกสะอื้น

หลี่ชางเสี้ยวคิดว่านางจะเสียใจขนาดนั้นไปทำไม เรื่องค้าขายก็เป็นเช่นนี้ บุคคลสำคัญจะลองชิมรสชาติใหม่บ้างก็ไม่แปลก

หยางซิ่วฮวาร่ำไห้พร้อมด่าทอว่าเขาไม่รู้อะไรทั้งสิ้น เอาแต่พูดจาเยาะเย้ย

วันต่อมา หลี่ชางเสี้ยวจึงสืบความมาจนรู้ว่า

เจ้าของโรงเตี๊ยมฝั่งตรงข้าม เดิมทีเป็นขอทานคนหนึ่งซึ่งเคยได้รับความเมตตาจากหยางซิ่วฮวา

เมื่อใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน นางเห็นว่าขอทานผู้นั้นซื่อสัตย์เรียบร้อย บังเอิญตอนนั้นนางขาดผู้ช่วยพอดีจึงถ่ายทอดฝีมือที่สืบทอดในตระกูลให้

ใครจะคิดว่าเมื่อขอทานคนนั้นเรียนรู้จนเชี่ยวชาญก็ได้รับการสนับสนุนจากคหบดีใหญ่รายหนึ่ง เปิดโรงเตี๊ยมขึ้นฝั่งตรงข้ามโดยตั้งชื่อว่าฮู่ไหลเซียง

หยางซิ่วฮวารู้สึกผิดที่เพราะตนเองทำให้ฝีมือที่สืบทอดจากบรรพชนหลุดรอดออกไป วันหน้าต้องไร้หน้ากล้ากลับไปพบผู้เป็นบิดาในปรโลก

ยิ่งไปกว่านั้น บุคคลสำคัญที่มากินข้าวในวันนั้น เป็นขุนนางผู้ใหญ่ของเมืองหลงซึ่งเคยเป็นสหายสนิทกับบิดาของหยางซิ่วฮวา

ครั้นตอนนี้ เขากลับเลือกไปกินข้าวที่ฮู่ไหลเซียง นางจะไม่เจ็บใจและจะไม่โศกาได้อย่างไรเล่า

แต่ต่อให้นางร้องไห้หนักเพียงใด วันรุ่งขึ้นก็ยังคงตื่นแต่เช้า ต้อนรับลูกค้าเช่นเคย

ทว่า กิจการฝั่งตรงข้ามก็ยิ่งรุ่งเรืองขึ้น

แถมยังมีข่าวลือในหมู่ยุทธภพว่า

อาหารจานเด็ดทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นมังกรเหินสี่สมุทรหรือคู่เคียงวารี แท้จริงแล้วมีต้นกำเนิดจากฮู่ไหลเซียงส่วนโรงเตี๊ยมหลงไหลกลิ่นหอมเพียงแค่ลอกเลียนแบบเท่านั้น

ข่าวนี้แพร่ออกไป เกือบทำให้หยางซิ่วฮวาเป็นลมด้วยความโกรธ

ด้วยนิสัยร้อนแรงของนางย่อมทนไม่ได้ถึงกับบุกไปอาละวาดถึงหน้าประตูฮู่ไหลเซียงทันที

น่าเสียดาย กลับกลายเป็นเพียงหญิงดุที่สร้างเรื่องวุ่นวาย หาได้มีใครเห็นใจไม่

แท้จริงแล้วหยางซิ่วฮวาก็มีรูปโฉมไม่เลว อกอิ่มสะโพกผาย แม้จะสวมเสื้อผ้าหยาบกร้านก็ยังดูเย้ายวนใจ ยามเยาว์มีชายหนุ่มมาติดพันไม่น้อย

เพียงแต่หญิงสาวผู้เดียวแบกรับภาระดูแลโรงเตี๊ยมใหญ่โตเช่นนี้ หากไม่เข้มแข็งเด็ดขาดก็คงควบคุมกิจการไม่ได้

อีกทั้งยังมีผู้ไม่หวังดีจงใจปล่อยข่าว นานวันเข้านางจึงกลายเป็นแม่เสือขึ้นชื่อของถนนสายนี้

ยามราตรี หลี่ชางเสี้ยวเห็นนางร้องไห้เงียบ ๆ โทษตนว่าไม่อาจปกปักรักษามรดกของครอบครัวไว้ได้

หลี่ชางเสี้ยวดวงตาวาววับเสนอความคิดให้นางว่าตนสวมรอยเป็นสายลับ แฝงตัวเข้าไปในฮู่ไหลเซียงแล้วดื่มเหล้าดีของพวกนั้นให้หมดเกลี้ยง

หยางซิ่วฮวาตาเป็นประกาย มอบเงินไม่กี่ตำลึงให้หลี่ชางเสี้ยวให้นำไปชิมอาหารที่ฮู่ไหลเซียงแล้วกลับมาบอกเล่ารสชาติให้นางฟัง

หลี่ชางเสี้ยวคว้าเงิน วิ่งเข้าฮู่ไหลเซียงแต่ถูกไล่ออกมาทันที

เจ้าของฮู่ไหลเซียงคิ้วขมวดแน่น จ้างยอดฝีมือมากมายคอยดูแลร้าน ไม่หวั่นไหวต่อกระบี่ของหลี่ชางเสี้ยวแม้แต่น้อย

เขาประกาศว่าฮู่ไหลเซียงไม่ต้อนรับหลี่ชางเสี้ยว

หลี่ชางเสี้ยวหน้าเสีย กลับมายังโรงเตี๊ยมหลงไหลกลิ่นหอมรายงานความล้มเหลว

หยางซิ่วฮวาหัวเสียด่ากลับว่า “เจ้าไม่รู้จักแปลงโฉมก่อนเข้าไปหรือไง”

ผ่านไปอีกหลายวัน

กิจการของฮู่ไหลเซียงก็ยิ่งเฟื่องฟูขึ้น พวกเขายิ่งเย่อหยิ่งถึงขนาดตั้งป้ายหน้าประตูว่า

“โรงเตี๊ยมหลงไหลกลิ่นหอมกับสุนัข ห้ามเข้า”

วันนั้น

หลี่ชางเสี้ยวเห็นหยางซิ่วฮวามองป้ายอยู่นานโดยไม่พูดจาราวกับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง

หลี่ชางเสี้ยวทอดถอนใจเงียบ ๆ ไม่รู้ควรยินดีหรือเศร้าดี

อย่างน้อยตนเองก็ไม่ต้องล้างถ้วยล้างชามมากมายอีก

ในช่วงเวลานี้เอง

หลี่ชางเสี้ยวได้ยินมาว่าปรากฏการณ์น้ำขึ้นน้ำลงสุดพิสดารของเมืองหลงกำลังจะเริ่มต้นขึ้น

เมืองหลงตั้งอยู่ชายทะเล ท้ายฤดูหนาวของทุกปีจะปรากฏภาพมหัศจรรย์แห่งกระแสน้ำ งดงามตระการตา

เหล่ากวีและนักพรตทั้งหลายต่างพากันมาร่ายบทกลอน ใช้คลื่นยักษ์นับหมื่นจั้งเปรียบเปรยถึงความทะเยอทะยานของตน

โครงสร้างของเมืองหลงแปลกประหลาดนัก แบ่งเป็น 1 เมือง 18 อำเภอ

เมืองเดียวก็คือเมืองที่หลี่ชางเสี้ยวอาศัยอยู่ในตอนนี้

นอกจากที่นี่แล้ว ยังมีอำเภออีกสิบแปดแห่ง อยู่ใต้การปกครองของเมืองหลงเช่นกัน

และปรากฏการณ์น้ำขึ้นน้ำลงสุดตระการตาก็จะเกิดขึ้น ณ หนึ่งในสิบแปดอำเภอนั้น

จบบทที่ บทที่ 19 มหานทีคลื่นเหิน

คัดลอกลิงก์แล้ว