- หน้าแรก
- มหามรรคดับสูญ แต่ข้ามิได้ดับ พลังวิญญาณร่วงโรย แต่ข้ายืนยงนิรันดร์
- บทที่ 13 หิมะใหญ่ปิดภูผา
บทที่ 13 หิมะใหญ่ปิดภูผา
บทที่ 13 หิมะใหญ่ปิดภูผา
บทที่ 13 หิมะใหญ่ปิดภูผา
คนตายแสงดับ
หลี่ชางเสี้ยวใช้ชายแขนเสื้อเช็ดกระบี่ชิงผิงเบา ๆ ลบคราบโลหิตบนคมกระบี่จนสะอาดบริสุทธิ์
เขามองร่างไร้วิญญาณของซ่งเสวียนที่นอนจมกองเลือดอยู่ตรงหน้าก่อนถอนหายใจเบา ๆ
หาใช่เพราะอาลัยต่อซ่งเสวียนไม่
แต่เพราะในตัวเขาได้เห็นเงาร่างของผู้บำเพ็ญเพียรคนอื่น ๆ
ผู้บำเพ็ญเพียรที่ไร้พลังวิญญาณก็ไม่ต่างจากปุถุชนที่ไร้อากาศ ปลาไร้น้ำ
เขาสะบัดกระบี่เบา ๆ เส้นแสงแห่งเจตจำนงแห่งกระบี่ตวัดผ่านกลางอากาศ ทำลายรูปเคารพเทพอสูรที่ซ่งเสวียนกราบไหว้จนแหลกสลาย
…
จางเถียนฝันไป
ในฝัน เขาหลงเข้าสู่แดนเซียนได้รับการชี้แนะจากเซียนผู้หนึ่งแล้วเหินล่องท่องไปทั่วผืนหล้า
เขายังได้พบบิดามารดาที่พวกเขาไม่ได้ตายไป หากแต่เพียงออกเดินทางฝึกตนก่อนหน้า
ความฝันนั้นสมจริงและเปี่ยมสุขยิ่งนัก
จนเขาไม่อยากตื่นเลยทีเดียว
กระทั่งสายลมหนาวลอดร่องหน้าต่าง กระแทกใบหน้าจนสั่นสะท้านจนต้องเบ้หน้า
เมื่อฟื้นขึ้นมา ความทรงจำที่ตรงข้ามกับในความฝันก็หลั่งไหลเข้าสู่จิตใจ ถูกเซียนเลือก ถูกบังคับให้อาบน้ำเย็นเยียบจนเข้ากระดูก ถูกขังไว้ในคุกแคบ ๆ
ไอเย็นที่เย็นยิ่งกว่าลมหนาวพัดวูบขึ้นมาจากกระดูกก้นกบแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์
ความจริงกับความฝันแตกต่างราวฟ้ากับเหว ทำให้เขาเข้าใจในทันทีว่าความงามของหนทางเซียนนั้นเป็นเพียงจินตนาการของตนเองเท่านั้น
ความคิดที่จะเสาะแสวงเซียนจึงถูกลบล้างในพริบตา
จางเถียนน้อยรู้สึกผิดหวังอยู่ลึก ๆ ในใจและสงสัยว่าผู้ใดกันแน่ที่พาตนออกมาจากถ้ำแห่งนั้น?
ทันใดนั้น สายตาเขาเหลือบไปเห็นว่าบนโต๊ะไม้เก่า ๆ ดูเหมือนจะมีของบางอย่างเพิ่มขึ้น
เขาเดินเข้าไปดูใกล้ ๆ พบว่าเป็นเงินแท่งหนึ่ง
ทันใดนั้น จางเถียนน้อยก็รู้สึกราวกับมีเสียงระเบิดดังในหัว ภาพบางอย่างผุดขึ้นมาในใจ เขารีบวิ่งออกนอกบ้านทันที
แต่กลับพบเพียงความว่างเปล่า
เหลือเพียงรอยเท้าที่กำลังจะถูกหิมะกลบทับ
…
“มีเพียงสุราเท่านั้น”
หิมะใหญ่ปิดภูผา
นักกระบี่ชุดขาวผู้หนึ่ง ไม่สนคำทัดทาน มุ่งหน้าเข้าไปในม่านหิมะ
เขากล่าวกับผู้คนที่พยายามห้ามปรามตนว่าลมหนาวเล็กน้อยแค่นี้ ขอเพียงสุราสักไม่กี่จอกย่อมต้านทานได้
ผู้คนหัวเราะเยาะ บอกว่าคนประเภทนี้ตนเห็นมามากแล้ว ไม่มีฝีมือสักนิดมีเพียงดื้อด้าน
พอถึงฤดูใบไม้ผลิปีหน้าคงได้กลายเป็นศพไร้นามริมทาง ตายกลางหิมะ ต้องฝังไว้ในสุสานป่าร้างกลายเป็นวิญญาณเร่ร่อน
นักกระบี่ชุดขาวหาได้ใส่ใจกลับหัวเราะเสียงดัง เดินฝ่าหิมะลึกเข้าไป เบื้องหลังคือเงาหลังที่แหงนหน้าดื่มสุราอย่างห้าวหาญท่ามกลางลมหนาวหิมะตก ดูเยี่ยงยอดคนมิสนโลก
ผู้คนเห็นว่าเกลี้ยกล่อมไม่ได้ก็พากันสบถด่า บ่นว่ามีใบหน้าดีเปล่า ๆ แต่กลับไม่รักชีวิต ก่อนส่ายหัวแล้วจากไปอย่างสิ้นหวัง
นักกระบี่ชุดขาวผู้นั้นย่อมคือหลี่ชางเสี้ยว
แม้จะโดนด่า แต่เขากลับอารมณ์ดีนัก มอบความฝันล้ำค่าฝันที่แม้มีเงินพันตำลึงก็หาซื้อไม่ได้ให้กับผู้คนโดยไม่เรียกร้องสิ่งใดตอบแทน
จากนั้นก็กระดกสุราอีกคราจนจอกสุดท้ายหมดสิ้น เขารู้สึกมึนเล็กน้อยจึงล้มตัวลงนอนหลับอยู่ริมทาง
หิมะตกต่อเนื่องทั่วหล้า
ผ่านไปหลายวัน หิมะก็ทับถมร่างของเขาจนมิด
ครั้งนี้ เขากำลังจะเดินทางลงใต้เพื่อไปพบเชื้อสายสุดท้ายของตระกูลฟู่ตามคำขอของเจ้าของขลุ่ยไม้ไผ้สีเขียวผู้นั้น
…
“คุณหนู ตรงนั้นมีคนเจ้าค่ะ”
ขบวนเกวียนยาวเหยียดแล่นตรงมาทางนี้ สตรีผู้หนึ่งขี่ม้าอยู่ด้านหน้าไว้ผมหางม้ายาวเหยียดเอ่ยขึ้นพลางหันกลับไปมอง
นางชูมือออกเบา ๆ ขบวนรถหยุดลงตรงหน้า นางมองชายที่นอนอยู่ในหิมะด้วยสายตาระมัดระวัง
รถม้าเลื่อนคันหน้าทำจากไม้ดำราคาแพง หน้าต่างเลื่อนเปิดออกเผยให้เห็นใบหน้าเรียวเล็ก ดวงตาเปล่งประกายจ้องมองสถานการณ์ด้านนอก
สายตาของนางหยุดอยู่ที่ร่างหลี่ชางเสี้ยวกล่าวพลางเป่าลมหายใจอุ่น ๆ ว่า “หรือจะเป็นจอมยุทธ์ที่ตายเพราะความหนาว?”
“สองสามวันก่อนหิมะถล่มปิดทาง เพิ่งจะหยุดตกวันนี้เส้นทางถึงได้เปิดอีกครั้ง”
สตรีผมหางม้าซ้ายขวาเรียกว่าจ้วชิวเยี่ยส่ายหน้า “ยังมีลมหายใจอยู่ ข้าว่าคงแค่เมาจนสลบอยู่ริมทางเท่านั้น”
“แต่ก็ไม่อาจตัดความเป็นไปได้ว่าเป็นกลอุบายซ่อนตัว อย่างไรก็ดี ข้าคือจ้วชิวเยี่ยแห่งยุทธภพ ผู้ใดมีชื่อมีเสียง ข้าย่อมรู้จักทั้งสิ้น บุรุษผู้นี้”
“หากไม่ใช่ผู้มาใหม่ในยุทธภพก็คงเป็นเพียงคนธรรมดา”
หางม้าของจั่วชิวเยี่ยปลิวไสวกลางหิมะ หลังตั้งตรง ใบหน้าเปี่ยมด้วยพลัง ไม่ได้มีความอ่อนหวานแบบสตรีทั่วไป แต่กลับสง่างามเปี่ยมด้วยอำนาจ
นางหันไปมองคุณหนูของตน การจะจัดการกับชายเมาคนนี้ย่อมขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคุณหนู
ม่านรถม้าไม้ดำถูกเปิดออก หญิงสาวผู้หนึ่งคลุมเสื้อหนังตัวใหญ่ก้าวลงมา
นางคือคุณหนูที่จ้วชิวเยี่ยกล่าวถึง ผู้เป็นหัวหน้าขบวนรถม้าสายนี้ เซี่ยเมย
ใบหน้านางแดงก่ำเพราะอากาศหนาว ลมหายใจกลายเป็นไอลอยออกมาจาง ๆ นางครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนถามจ้วชิวเยี่ยว่า “เจ้าคิดว่าความเป็นไปได้ที่เขาจะแฝงตัวมีมากน้อยเพียงใด?”
จั่วชิวเยี่ยตอบตามตรง “ไม่ถึงสิบส่วน หนึ่งในสิบก็ยังน้อยไป ผู้ฝึกยุทธ์แม้จะมีพลังปกป้องร่างกาย แต่หากนอนในหิมะนาน มือเท้าย่อมไร้เรี่ยวแรง”
“อีกทั้งกลิ่นสุราที่คลุ้งอยู่นี้ มิใช่สิ่งเสแสร้งแน่นอน”
เซี่ยเมยได้ฟังดังนั้น คิ้วโค้งงอนขมวดนิดหนึ่ง แล้วสั่งให้คนมาเคลียร์หิมะที่ปกคลุมร่างหลี่ชางเสี้ยว
ขณะนั้น นางเพ่งมองใบหน้าของหลี่ชางเสี้ยวซึ่งยังหลับอยู่พลางเอ่ยยิ้ม ๆ ว่า “ช่างมีใบหน้างดงามเสียจริง”
ทันใดนั้น ชายหนุ่มผู้หนึ่งซึ่งขี่ม้าเคียงข้างจั่วชิวเยี่ยก็กระซิบกระซาบอย่างอิจฉา “หล่อไปก็ไร้ประโยชน์ ยุคสมัยนี้ต้องดูที่ฝีมือ”
“ช่างเถิด เกวียนท้ายแถวยังมีที่ว่าง จัดให้เขาไปอยู่ตรงนั้นก็แล้วกัน” เซี่ยเมยกล่าว
ชายหนุ่มขมวดคิ้ว “คุณหนู รับชายแปลกหน้าเช่นนี้ไว้ดีแล้วหรือ?”
เซี่ยเมยยิ้มบาง ๆ “ไม่ใช่ยังมีพวกเจ้าหรอกหรือ? หนึ่งคือกระบี่ใบแดง จั่วชิวเยี่ย อีกหนึ่งคือกระบี่สายลมผู้เลื่องชื่ออำมหิต เวินเทียนอวี่”
“มีสองผู้ยิ่งใหญ่คุ้มกัน เช่นนี้ย่อมไร้สิ่งใดน่าเป็นห่วง”
เวินเทียนอวี่ยิ้มรับคำชม มิอาจกล่าวสิ่งใดอีก
ขบวนเกวียนออกเดินทางต่อ ทิ้งรอยล้อไว้บนเส้นทางหิมะ
เซี่ยเมยสั่งคนสองคนมาดูแลหลี่ชางเสี้ยว ใช้น้ำอุ่นล้างตัวให้
แต่พอเดินมาถึงท้ายขบวนก็พบว่าเขาตื่นแล้วแถมกำลังนั่งดื่มสุราเงียบ ๆ อยู่
ความจริง แม้ก่อนหน้านั้นเขาจะหลับอยู่ แต่จิตสัมผัสของเขายังทำงานอยู่เสมอ รับรู้ได้ถึงสถานการณ์ภายนอก
เมื่อแน่ใจว่าฝ่ายตรงข้ามมิได้มีเจตนาร้าย เขาจึงไม่สนใจนัก นอนหลับต่อไป
แต่การนอนบนเกวียนกลับสบายสู้พื้นหิมะไม่ได้เลย
ทางที่เป็นหลุมเป็นบ่อทำให้หลับไม่สนิท
หาใช่ว่าเขานอนไม่หลับไม่ หากแต่หากจะนอน เขาก็อยากนอนให้สบายที่สุด