- หน้าแรก
- มหามรรคดับสูญ แต่ข้ามิได้ดับ พลังวิญญาณร่วงโรย แต่ข้ายืนยงนิรันดร์
- บทที่ 5 ศตวรรษเฉลิมฉลอง
บทที่ 5 ศตวรรษเฉลิมฉลอง
บทที่ 5 ศตวรรษเฉลิมฉลอง
บทที่ 5 ศตวรรษเฉลิมฉลอง
ท่ามกลางแววตานับไม่ถ้วนที่เต็มไปด้วยความริษยา หลี่ชางเสี้ยวก้าวลงจากชั้นบน มุ่งหน้าไปยังเรือบุปผาสีแดงที่จอดอยู่ริมแม่น้ำ
“ผู้นี้เป็นผู้ใดกันแน่? ข้าดูจากการพกกระบี่ถือกระบอกสุรา คาดว่าคงเป็นคนในยุทธภพ มีผู้ใดรู้จักนามแซ่เขาบ้าง?”
“ฮึ่ม ข้าหลิวเว่ยขาทวนลมทั้งเจ็ดจะยอมแพ้ให้กับคนไร้ชื่อผู้นี้ได้อย่างไร ข้าไม่ยอม ทำไมแม่นางหลงเยวี่ยถึงไม่เลือกข้า”
เสียงโอดครวญดังระงม
กระทั่งมีคนตะโกนถามขึ้นว่า “คุณชายผู้นี้ ข้ายินดีจ่ายทองพันตำลึงเพื่อแลกกับโอกาสขึ้นเรือลำนั้น เจ้ายอมแลกให้ข้าได้หรือไม่?”
หลี่ชางเสี้ยวยิ้มพลางส่ายหน้า แล้วเดินตรงขึ้นเรือโดยไม่พูดจา
นางคณิกาเอกผู้เลื่องชื่อไปทั่วเมืองหลิงเทียนค่อย ๆ ปิดม่านเรือปิดกั้นสายตาภายนอก แล้วให้เรือแล่นต่อจากฝูงชนไปช้า ๆ
เสียงอึงอลค่อย ๆ จางหาย
ภายในเรือล้วนตกแต่งอย่างวิจิตรคลาสสิก
แม่นางหลงเยวี่ยผู้จัดแต่งองค์ทรงเครื่องมาอย่างประณีตแย้มยิ้มอ่อนโยนให้หลี่ชางเสี้ยว ขณะยื่นมือเชิญให้นั่งพร้อมชงน้ำชารินใส่ถ้วย
หลี่ชางเสี้ยวมองสำรวจหญิงผู้นี้ใกล้ ๆ จึงเข้าใจว่าเหตุใดนางจึงโด่งดังได้ถึงเพียงนี้ในเมืองหลิงเทียน
บรรเลงเพลงเลิศล้ำ รูปโฉมงามสง่าและโดยเฉพาะเรียวขาขาวผุดผาดนั้น เย้ายวนตราตรึงถึงวิญญาณ
“คุณชาย คงเป็นผู้บำเพ็ญเพียรใช่หรือไม่?” นางเอ่ยถามอย่างแย้มยิ้มหลังหลี่ชางเสี้ยวนั่งลง
เขาพยักหน้า พลังวิญญาณเหือดหายไปได้เพียงสามร้อยปี ผู้บำเพ็ญเพียรยังมีอยู่ไม่น้อย การรู้กันเองจึงมิใช่เรื่องประหลาด
“พูดไปแล้ว ข้ากับคุณชายก็นับว่าคล้ายคนรู้จักเก่ากันครึ่งหนึ่ง” นางกล่าวพลางชงชา มือเคลื่อนไหวลื่นไหลดั่งเมฆาและสายน้ำ ทั้งเพลงและชาล้วนล้ำเลิศไม่ต่างกัน
“หือ?”
คำพูดนั้นเรียกความสนใจจากหลี่ชางเสี้ยวได้
“คุณชายยังจำสิ่งนี้ได้หรือไม่?” นางหยิบถุงหอมออกมาวางบนโต๊ะ
พอเห็นสิ่งนั้น หลี่ชางเสี้ยวก็อดหัวเราะมิได้ “ย่อมจำได้อยู่แล้ว”
เมื่อครั้งอยู่ในวังหลวง เขาเคยพยายามแสดงความสามารถเพื่อให้บิดาสนใจ
จึงประดิษฐ์ของสารพัด
ทั้งหน้าไม้ ถุงหอม สบู่
เจ้าถุงหอมนี้ที่รวมกลิ่นบุปผาทั้งหลายไว้ในหนึ่งเดียวก็เป็นหนึ่งในผลงานของเขา
ดูเหมือนหญิงผู้นี้จะจำตัวตนของเขาได้แล้ว
ในใจหลี่ชางเสี้ยวเกิดความรู้สึกสับสนปนเป
ไม่คาดคิดเลยว่าเวลาผ่านไปเกือบพันปี ในเมืองหลิงเทียนนี้ยังมีคนที่จำเขาได้อยู่
“ครั้งนั้นพอถุงหอมนี้ออกมาก็ถูกบรรดาสาว ๆ แย่งกันใหญ่เลยล่ะ” แม่นางหลงเยวี่ยกล่าวยิ้ม ๆ
หลี่ชางเสี้ยวหัวเราะพลางตอบ “ก็แค่ของเล็กน้อย เดี๋ยวนี้ในท้องตลาดถุงหอมที่ดีกว่ามีอยู่ถมเถไป”
“แม้จะเป็นเช่นนั้น ข้าก็ยังใช้เพียงแบบนี้” นางกล่าว
หลี่ชางเสี้ยวไม่อาจไม่สงสัย “ดูท่าว่าเจ้าก็เป็นผู้บำเพ็ญเพียรเช่นกัน แต่ข้ามีข้อสงสัยข้อหนึ่ง เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าเป็นใคร?”
“ในอดีตเมื่ออยู่ในวังหลวงเมืองหลิงเทียน ข้าไม่เคยออกไปไหนเลยอีกทั้งชื่อเสียงก็ไม่ได้โด่งดังถึงเพียงนั้น กระทั่งข้ารับใช้ในวังก็ยังมีไม่กี่คนที่รู้จักข้าดี”
นัยน์ตาแม่นางหลงเยวี่ยเต็มไปด้วยความคิดถึง สายตาละมุนทอดมองผิวน้ำ
“ใกล้ฤดูหนาวอีกแล้ว”
“ปีนั้นท่านจากไปก็ช่วงฤดูหนาวใช่หรือไม่?”
คำพูดของนางดึงสติหลี่ชางเสี้ยวย้อนกลับไปยังอดีต
ปีนั้นมีการอภัยโทษใหญ่ทั่วหล้า
หลี่ชางเสี้ยวควรได้กลับไปดำรงตำแหน่งโอรสอีกครั้ง ทว่ากลับถูกผู้คนใส่ร้ายบิดเบือนให้กลายเป็นสามัญชนและโดนเนรเทศไปไกลถึงสามหมื่นลี้
และทุกอย่างเกิดขึ้นในฤดูหนาว
ถนนว่างเปล่า หิมะขาวโพลน หลี่ชางเสี้ยวหนาวจนกัดกระดูกแทบไม่มีรองเท้าสวมใส่ด้วยซ้ำ
หากมิใช่เพราะมีร่างนิรันดร์แห่งมหาฝัน ปีนั้นเขาคงมิอาจรอดมาได้
จากคุก เขาเดินเท้าออกจากเมืองหลิงเทียนและครั้งนั้นเองที่เขาได้เห็นเมืองหลวงอันยิ่งใหญ่เป็นครั้งแรก
ก่อนพ้นเมือง เขาเคยบังเอิญเห็นหญิงสาวผู้หนึ่งห่มเสื้อคลุมขนจิ้งจอก
ตอนนั้นเป็นเพียงชั่วครู่ หลี่ชางเสี้ยวก็ก้มหน้าเร่งฝีเท้าต่อไป
บัดนี้เมื่อนึกย้อนกลับใบหน้าของหญิงสาวในวันนั้นคล้ายคลึงกับแม่นางหลงเยวี่ยตรงหน้าอย่างยิ่ง
ไม่คาดคิดเลยว่าภาพจำเพียงครู่จะกลายเป็นจุดเชื่อมโยงของการพบกันในวันนี้
หลี่ชางเสี้ยวถามว่า “เจ้าคือหญิงสาวในวันนั้น”
แม่นางหลงเยวี่ยวางถ้วยชาที่ชงเสร็จเบื้องหน้าเขา พยักหน้าเบา ๆ “ถูกแล้ว”
“เหตุใด?” หลี่ชางเสี้ยวถาม “ผ่านมานับพันปี เหตุใดเจ้าจึงยังจำข้าที่ไร้ชื่อเสียงได้?”
“เพราะใช้ถุงหอมของท่าน” นางตอบตรง “ก็แค่เกิดความสงสัยจึงอยากรู้ว่าเป็นใคร”
แล้วนางก็หัวเราะเบา ๆ “คุณชายยินดีจะเล่าเรื่องราวที่ได้พบได้เห็นในช่วงปีที่ผ่านมาให้ข้าฟังบ้างหรือไม่? ตั้งแต่มาอยู่ที่เมืองหลิงเทียน ข้าไม่เคยก้าวเท้าออกไปเลย”
“เรื่องไร้สาระพรรค์นั้นมีอะไรน่าฟังกันเล่า” หลี่ชางเสี้ยวส่ายหน้า มองหญิงตรงหน้า “อีกอย่าง ข้าเป็นแขกมิควรเป็นฝ่ายพูด เจ้านั่นแหละควรเล่าให้ข้าฟังมิใช่หรือ?”
แม่นางหลงเยวี่ยถอนหายใจเบา “ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ท่านอยากฟังอะไรเล่า?”
ดวงตาหลี่ชางเสี้ยวลึกล้ำ “ก็เล่าเรื่องราวในเมืองหลิงเทียนนี้ละกัน”
...
รุ่งเช้า
เรือบุปผาสีแดงเทียบท่า
หลี่ชางเสี้ยวเดินหาโรงเตี๊ยมทั่วเมืองหลิงเทียน ในที่สุดก็พบแห่งหนึ่งที่ยังเหลือห้องว่างอยู่สองห้อง
เพียงแต่ราคาค่อนข้างสูง เขาครุ่นคิดเล็กน้อยแล้วลองต่อรองกับเจ้าของว่าจะขอใช้ความฝันดีเป็นค่าห้อง
เจ้าของร้านหัวเราะเยาะอย่างไม่ไว้หน้า เกือบจะโมโหแล้ว หากหลี่ชางเสี้ยวไม่รีบล้วงเงินออกมา
พอเห็นเงิน ท่าทีก็เปลี่ยนเป็นรอยยิ้มในบัดดล
ในที่สุดเขาก็ได้ที่พักแสนสงบสุข พอเข้าห้องได้ก็ทิ้งตัวหลับทันที นอนยาวจนถึงเที่ยงวันถัดมา ตื่นมาก็ดื่มเหล้า เดินเล่น
วันแล้ววันเล่าผ่านไปครึ่งเดือน
เมื่อศตวรรษเฉลิมฉลองใกล้เข้ามา
ผู้คนก็หลั่งไหลสู่เมืองหลิงเทียนมากขึ้นทุกที ทั้งชาวยุทธ พ่อค้า ชาวนา แม้แต่ผู้บำเพ็ญเพียรยังมารวมกันไม่น้อย
บรรยากาศคล้ายมีพายุใหญ่กำลังก่อตัว
แม่นางหลงเยวี่ยในฐานะคณิกาเอกมักปรากฏตัวที่หอเพลงลั่นทมทุกสองสามวัน บรรเลงเพลงสั้น
เพียงแต่หลายครั้งที่ปรากฏตัวหลังจากนั้นก็ไม่มีใครได้ขึ้นเรือลำนั้นอีกเลย
ก็น่าอยู่หรอก นางเป็นผู้บำเพ็ญเพียรแล้วจะใส่ใจชายธรรมดาได้อย่างไร?
แค่เรื่องอายุขัยก็คือหุบเหวลึกที่ข้ามไม่ได้แล้ว
รื่นรมย์เพียงชั่วคืนนั่นก็เกินพอ
คืนก่อนวันเฉลิมฉลอง
มีนกวิญญาณตัวหนึ่งบินมาถึงห้องของหลี่ชางเสี้ยว ขาของมันมีจดหมายผูกอยู่
เป็นจดหมายของแม่นางหลงเยวี่ยขอพบในคืนนี้
หลี่ชางเสี้ยวจึงไปรอด้วยใจสงบ
คราวนี้ทั้งสองล่องลอยบนเรือไม้สีเทาไร้จุดเด่น ท่ามกลางแม่น้ำหลิงเทียน
ลมเอื่อย จันทร์กระจ่าง เรือหนึ่งลำ คนสองคน ล่องลอยกลางธารา
แม่นางหลงเยวี่ยดูจะปล่อยวางมากกว่าเดิม นางเล่าให้หลี่ชางเสี้ยวฟังว่าแท้จริงแล้วนางไม่ได้ชื่อหลงเยวี่ยแต่ชื่อฟู่เถา นามหลงเยวี่เพิ่งใช้หลังเข้ามายังเมืองหลิงเทียน
นางยังเล่าอีกว่าที่ชอบถุงหอมของเขาเพราะมีกลิ่นคล้ายดอกไม้ชนิดหนึ่งที่เรียกว่าไป่โยวฮวา
ระหว่างบทสนทนา
พลันมีเสียงปืนใหญ่นัดหนึ่งลั่นขึ้นสู่ท้องฟ้า ระเบิดกลายเป็นดอกไม้ไฟพร่างพราย
หลี่ชางเสี้ยวนั่งอยู่หัวเรือ อุ้มกระบี่ชิงผิง ดื่มสุราพลางมองพลุอย่างเหม่อลอย ไม่พูดอันใด
ผิวน้ำหลิงเทียนเจียงสะท้อนแสงไฟจากหมื่นบ้านเรือน
หากแต่ในความลึกกลับมีคลื่นใต้น้ำแผ่วเบา
ฟู่เถาเหม่อลอยเช่นกัน ไม่รู้ว่าคิดสิ่งใดเพียงแต่ขอสุราจากหลี่ชางเสี้ยวแล้วกระดกดื่มในคำเดียว
จากนั้นเบิกตากว้าง
“ไม่อร่อยเลย” นางว่า “ไม่เคยดื่มสุราที่ขมถึงเพียงนี้มาก่อน”
...
รุ่งอรุณวันถัดมา
ศตวรรษเฉลิมฉลองเริ่มต้นขึ้น
ทั้งแผ่นดินเปี่ยมยินดี ราษฎรหยุดงานสามวัน ฆ่าไก่แล่แพะฉลอง
โรงสุรายังมีจัดกิจกรรม “ผู้ใดคอทองแดงที่สุดกินฟรี”
หลี่ชางเสี้ยวรอวันนี้มานาน ตั้งแต่เช้าก็เฝ้าอยู่หน้าร้าน พอเปิดปุ๊บก็พุ่งเข้าไปทันทีเลือกแต่สุราราคาแพงที่สุด
เจ้าของร้านเห็นแล้วเข้าใจผิดคิดว่าเป็นพวกคู่แข่งจ้างมาป่วน
ขุนนาง ขันทีและสนมทั้งสามพันขึ้นเรือหลวงพร้อมกับองค์จักรพรรดิร่วมล่องชมทิวทัศน์แม่น้ำหลิงเทียน
เล่าลือกันว่าเรือหลวงลำนี้เดิมทีคือศาสตราวิเศษอันยิ่งใหญ่ สามารถบินเหินทะลวงฟ้าใต้แถมยังสังหารผู้บำเพ็ญเพียรระดับแปรเทพได้อีกด้วย
น่าเสียดายที่พลังวิญญาณเหือดแห้งและค่ายกลไร้พลัง บัดนี้จึงไม่ต่างจากเรือธรรมดา แต่ถึงกระนั้นเมื่อล่องอยู่ในแม่น้ำหลิงเทียนก็ยังสะท้านตาทุกผู้คน
แม่น้ำหลิงเทียนกว้างเจ็ดร้อยเมตร เรือหลวงใหญ่โตประหนึ่งสัตว์ร้ายกลางธาร สองฝั่งแม่น้ำ ประชาชนแห่กันมาชม
ขุนนางผู้เป็นที่รักของราษฎรโบกมือยิ้มแย้มทักทายตลอดทาง
องค์จักรพรรดิประทับอยู่หัวเรือ อาภรณ์กษัตริย์ปลิวไสว อำนาจราชันแผ่ไพศาล
ในวันเฉลิมฉลองเช่นนี้ย่อมต้องมีการแสดงความบันเทิง
เพลงหอเพลงลั่นทมริมน้ำของฟู่เถาเลื่องชื่อยิ่งจึงได้รับเชิญเป็นพิเศษให้ขึ้นเรือหลวงแสดงต่อหน้าขุนนางทั้งราชสำนัก สนมสามพันและราษฎรสองฝั่ง
แน่นอนต้องเป็นการแสดงปิดงาน