- หน้าแรก
- มหามรรคดับสูญ แต่ข้ามิได้ดับ พลังวิญญาณร่วงโรย แต่ข้ายืนยงนิรันดร์
- บทที่ 4 หอเพลงลั่นทมริมน้ำ
บทที่ 4 หอเพลงลั่นทมริมน้ำ
บทที่ 4 หอเพลงลั่นทมริมน้ำ
บทที่ 4 หอเพลงลั่นทมริมน้ำ
ชีวิตมนุษย์นั้นสั้นนัก ทั่วหล้าล้วนทนทุกข์ หากมีฝันดีสักครามิใช่หรือจะเป็นสุขยิ่ง?
หลี่ชางเสี้ยวสามารถร้อยเรียงฝันปลูกฝังความฝัน
เขามักใจดีมอบฝันดีให้ผู้คน
แน่นอนก็แล้วแต่คน
บางคราก็ทิ้งฝันร้ายเอาไว้ บ้างก็ฝันร้ายที่ไม่อาจตื่นจากมันได้อีกเลย
หากไร้อุปสรรคอะไรแล้ว เสมียนที่รับลงทะเบียนเมื่อครู่นั้นค่ำคืนนี้ เมื่ออาบน้ำชำระกายแล้วเข้านอนจะได้ลิ้มลองเสียทีว่าดื่มฝันลืมตายคือสิ่งใด
ที่เขารู้สึกถูกชะตากับเจ้าหนุ่มนั่นหาใช่เพราะสิ่งอื่นใดก็เพียงเพราะเพื่อนผู้หนึ่งที่สังเวยร่างในครรภ์อสรพิษ เคยเป็นเสมียนประจำประตูเมืองเช่นกัน
เขาก้าวย่างบนถนนที่ปูด้วยศิลาเขียว
สองฝั่งรายล้อมด้วยร้านรวงผู้คนร้องขายของ อาคารเรือนแถวเรียงราย สูงต่ำลดหลั่นไม่ต่างจากป่าไม้ ในระยะไกลยังมีลำคลองกว้างขวาง แม่น้ำสายใหญ่ เรือใหญ่ที่สูงกว่าตึกยังทอดสมออยู่ได้รวมถึงเรือสินค้า เรือบุปผา ก็ลอยล่องกันมิขาดสาย
ที่นี่คือเมืองหลวงแห่งราชวงศ์หลิงเทียน มีนามว่าเมืองหลิงเทียน
โลกที่หลี่ชางเสี้ยวอาศัยอยู่เวลานี้กว้างใหญ่ไพศาลยิ่งนัก ใหญ่ยิ่งกว่าโลกสีครามในชาติปางก่อนนับไม่ถ้วน
ส่วนจะใหญ่แค่ไหนนั้นเขาก็ไม่รู้แน่ชัด
พอจะบอกได้ว่าแบ่งออกได้เป็นหกฟ้าสวรรค์ แต่ละฟ้าสวรรค์ก็มีหลายดินแดน ใต้ดินแดนก็เป็นทวีป
และนี่ยังเป็นเพียงพื้นที่พื้นดินเท่านั้น
ในยุคที่พลังวิญญาณเฟื่องฟูมิอาจนับได้ว่ามีสำนักใดบ้างที่เอื้อมถึงดวงดาว แล้วสถาปนาสำนักอยู่บนนั้น
นอกจากนี้ยังมีถ้ำสวรรค์ แดนสุขาวดี ดินแดนเร้นลับ นับไม่ถ้วน รวมเนื้อที่ทั้งหมดเข้าก็ใหญ่เกินจะจินตนาการได้
ทุกสามก้าวล้วนมีผู้กล้า ทุกห้าก้าวล้วนเป็นดินศักดิ์สิทธิ์ แน่นอนว่านั่นคือกาลก่อน
หลี่ชางเสี้ยวอยู่ในฟ้าสวรรค์นามว่าฝูเย่า
ฟ้าสวรรค์ฝูเย่า
ส่วนทวีปที่อยู่คือทวีปหลิงเทียน เขาจำได้ว่าแต่เดิมมิได้ใช้ชื่อนี้ หากแต่ภายหลังมีฮ่องเต้จากราชวงศ์หลิงเทียนผงาดขึ้น ผนึกกำลังกลืนกินนับร้อยแคว้นรวบรวมชะตาแห่งทวีป แล้วทำพระราชพิธีเฟิงซานบนเขาเทียนเฉวียน
จากนั้นจึงเปลี่ยนชื่อเป็นทวีปหลิงเทียน
เพียงนึกถึงก็พอเห็นภาพได้ว่าราชวงศ์หลิงเทียนยิ่งใหญ่เพียงใด
ยามนี้ฟ้าเริ่มมืดครึ้ม
หลี่ชางเสี้ยวเขย่ากระบอกสุรา พบว่าไร้เหลืออีกแล้ว
เขายิ้มอย่างจนใจเหลียวมองโดยรอบพบร้านสุราแห่งหนึ่งจึงเดินเข้าไปซื้อสุราหลายเหรียญ
การหมักดื่มฝันลืมตายนั้นง่ายดายยิ่ง
เพียงใช้สุราธรรมดาในโลกมนุษย์ใส่สมุนไพรและหญ้าวิญญาณบางชนิด ทิ้งไว้ในมิติแห่งฝันเพียงไม่กี่เดือนก็สำเร็จ
หลังจัดหาสุราเรียบร้อย
เขาเห็นทหารสามนาย กำลังลาดตระเวนข้างถนน ดวงตาแหลมคมประหนึ่งเหยี่ยว จับจ้องโดยเฉพาะผู้ที่พกพากระบี่
หลายสายตาเหลือบมาทางเขา
หลี่ชางเสี้ยวยิ้มบาง ไม่สนใจนัก
เล่าลือกันว่าราชวงศ์หลิงเทียนทุกหนึ่งร้อยปีจะมีงานเฉลิมฉลองศตวรรษหนึ่งครั้ง
ในวันนั้นเหล่าสนมสามพัน ขุนนางทั้งราชสำนักล้วนต้องออกหน้าร่วมฉลอง
ทั้งแผ่นดินร่วมรื่นรมย์
ราชวงศ์ก็คือราชวงศ์ แม้มีผู้บำเพ็ญเพียรทว่าก็ยังเป็นคนธรรมดา ไม่ถึงกับร่วงโรยรวดเร็วเพียงเพราะพลังวิญญาณเหือดแห้ง
อย่างไรก็ดี
การเปลี่ยนแปลงย่อมหลีกไม่พ้น การปกครองยิ่งยากยิ่งขึ้น สำหรับผู้ปกครองแล้วก็เป็นบททดสอบไม่น้อย
เมื่อเดินเตร่ริมถนนอยู่ครู่หนึ่ง
หลี่ชางเสี้ยวครุ่นคิด หากยังไม่หาที่พักเกรงว่าอีกเดี๋ยวจะโดนทหารลาดตระเวนลากตัวไปซักถามเสียแล้ว
แต่ทว่าเดินผ่านโรงเตี๊ยมมาหลายแห่งล้วนเต็มหมด
แล้วในเวลานั้นเอง
ชายสองคนในชุดแพรพรรณเดินผ่านเขาไป
เสียงสนทนาของทั้งสองเล็ดลอดมาให้ได้ยินชัดเจน
“พี่หวัง หากยังไม่ออกมา ข้าจะไปก่อนแล้วนะ”
“จะรีบไปใย ข้านี่กำลังคิดหาข้ออ้างไปขอเงินสุรากับภรรยาอยู่เลย”
“รีบเถอะ ได้ยินมาว่าวันนี้แม่นางของหอเพลงลั่นทมจะออกมาด้วย อีกทั้งยังอาจเลือกบุรุษร่วมลอยเรือบุปผาด้วยกัน”
“หือ จริงหรือ? แล้วทำไมเจ้าพึ่งบอก รีบไปกันเถอะ ถ้าไปช้าเดี๋ยวอด”
สองคนเร่งฝีเท้าจากไป
แววตาหลี่ชางเสี้ยวสว่างวาบ
นั่งฟังเพลงในหอเริงโลกีย์ก็ดีเหมือนกัน
ว่าแล้ว เขาก็ตามหลังสองคนนั้นไปยังหอเพลงลั่นทม
เมื่อใกล้ถึงที่หมาย ผู้คนก็หลั่งไหลมาไม่ขาดสาย ทั้งบุตรหลานขุนนาง ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่รวมถึงผู้คนในยุทธภพ
มีผู้คนมากมายลุ่มหลงอยู่ในความฝันแห่งราตรีฤดูใบไม้ผลิ
“โอ๊ะโอ๊ะ เจ้าคะ เชิญทางนี้เจ้าค่ะ”
“ท่านก็มาฟังเพลงด้วยใช่หรือไม่? เชิญขึ้นชั้นบนเจ้าค่ะ”
สตรีวัยกลางคนผู้ยังเปี่ยมเสน่ห์นางหนึ่ง บิดเอวเย้ายวน มือถือผ้าเช็ดหน้า เดินเข้ามาหาหลี่ชางเสี้ยว
แม้ตัวยังไม่ทันถึง กลิ่นเครื่องหอมก็โชยมาก่อนแล้ว
หลี่ชางเสี้ยวล้วงเงินออกมายื่นยิ้มถาม “ไม่ทราบว่าแม่นางยังร้องเพลงอยู่หรือไม่?”
หญิงผู้นั้นชะงัก มองใบหน้าของหลี่ชางเสี้ยว หัวใจกระตุกเต้นแรงขึ้นอีกหลายจังหวะ
ชุดขาว กระบี่ข้างเอว กระบอกสุรา ใบหน้าหล่อเหลาหาที่เปรียบยาก ดวงตาเหมือนสามารถฉุดคนให้จมเข้าสู่ห้วงฝัน
เพียงยืนอยู่ตรงนั้นก็ให้ความรู้สึกราวกับหลุดมาจากความฝัน
หลี่ชางเสี้ยวหัวเราะเสียงดัง “ข้าเพียงล้อเล่น ข้าได้ยินว่าเพลงหอเพลงลั่นทมริมน้ำของพวกเจ้าชื่อเสียงเลื่องลือ วันนี้จึงมาขอชมให้เห็นกับตา”
หญิงผู้นั้นได้สติ หัวเราะพลางกล่าว “ท่านนี่นะ ล้อเล่นเอาใจคนแก่เสียจนใจเต้นไม่เป็นจังหวะแล้ว”
กล่าวจบ นางก็พาหลี่ชางเสี้ยวขึ้นชั้นบน
หอเพลงลั่นทมตั้งอยู่ริมสายน้ำ ตัวเรือนโอบล้อมแม่น้ำและลำคลอง ทิวทัศน์งดงามยิ่ง ขุนนางใหญ่น้อยล้วนชื่นชอบมาเสพความสุข ณ สถานที่แห่งนี้
หอเพลงลั่นทมริมน้ำคือบทเพลงสร้างชื่อของนางคณิกาเอกแห่งที่นี่ ท่วงทำนองละเมียดละไม เสียงเพลงล่องลอยไปตามลำน้ำได้ไกลนัก
หลี่ชางเสี้ยวรูปงามล้ำเพียงแวบแรกก็ชนะใจหญิงผู้นั้นจึงพาเขาไปยังห้องหนึ่งที่มองเห็นทิวทัศน์ได้ถนัดตา
หญิงนั้นบอกเขาว่าอีกครึ่งชั่วยาม แม่นางคณิกาจะจัดแต่งองค์ทรงเครื่องแล้วลงเรือ ปรากฏกายทวนสายน้ำมา
ตลอดเส้นทาง นางจะบรรเลงเพลงสามบท บทสุดท้ายก็คือหอเพลงลั่นทมริมน้ำ
หากจบสามบทแล้วยังไม่มีผู้ใดต้องตาต้องใจนาง นางก็จะกลับไปพักผ่อน หากมีผู้ใดสามารถเรียกความสนใจของนางได้ นางจะเชื้อเชิญผู้นั้นขึ้นเรือ ล่องฝ่าคืนยาวไปด้วยกัน
หลี่ชางเสี้ยวนั่งบนระเบียง จิบสุรา ชมจันทร์ มองผิวน้ำที่พลิ้วไหวด้วยรอยคลื่นเบา ๆ แล้วนึกชมว่าคนในเมืองช่างรู้จักหาความสำราญเสียจริง
เขานั้นมิได้เหมือนคนอื่น
เพียงแค่ใจครื้นเครงหากมิได้เป็นที่สนใจของคณิกาก็ไม่เป็นไร หากกลับเป็นเช่นนั้นจริงก็อยากรู้เสียหน่อยว่าอีกฝ่ายเป็นผู้เช่นใด
เพราะเขาคือแขกพเนจรผู้ยืนยงระหว่างโลกมนุษย์
ไม่จำต้องยึดติดกฎเกณฑ์ใด
ไม่นานเสียงเพลงหนึ่งก็ดังลอยมาจากต้นน้ำ
สองฝั่งริมแม่น้ำ ชายหนุ่มมากมายแย่งกันสอดส่องศีรษะดู
มีผู้เคราะห์ร้ายถูกเบียดจนตกน้ำก็ยืนชมในน้ำเสียเลย แต่ไม่นานก็ถูกทหารที่เฝ้าริมฝั่งไล่ขึ้นมา
เสียงเพลงนำทางให้เรือลำเล็กสีแดงลอยมาตามลำน้ำอย่างเชื่องช้า
บนเรือนั้น มีหญิงสาวที่แต่งแต้มเพียงบางเบานั่งอยู่ ริมฝีปากแดงฉ่ำขบเม้ม เป่าขลุ่ยหยกเขียวอยู่เงียบ ๆ
นางงามล้ำลึกนัก เครื่องแต่งกายสะดุดตาโดยเฉพาะเรียวขาขาวเนียนดุจหยกที่ห่อหุ้มด้วยถุงน่องไหมบางใส รำไรเย้ายวน ไม่รู้ว่าสูบวิญญาณลูกชายบ้านใดไปแล้วกี่ดวง
หลี่ชางเสี้ยวเพียงยิ้มน้อย ๆ คิดว่าภาพที่เห็นนี้ก็นับว่ามีกลิ่นอายบทกวีอยู่ไม่น้อย เพียงน่าเสียดายเขาไร้พรสวรรค์ไม่อาจบรรยายออกมาได้ดี
แต่ก็มีคนทำแทนเขา
เห็นเพียงบัณฑิตหน้าขาวผู้หนึ่งเอื้อนเอ่ยร้อยบทกลอนสดเพื่อแม่นางคณิกาผู้เลื่องชื่อแห่งเมืองหลิงเทียนทันที ท่ามกลางเสียงโห่ร้องชื่นชม
อีกทั้งยังมีพ่อค้าผู้หนึ่ง เหวี่ยงเงินทองไม่ยั้ง หวังเพียงให้นางเหลียวแลเพียงแวบ
เรือเล็กลอยมาอย่างแผ่วเบา
สตรีที่หัวเรือบรรเลงขลุ่ยนิ่งเฉย มิมีทีท่าตอบสนองต่อภาพเบื้องนอก
จนกระทั่งเมื่อจบบทเพลงหอเพลงลั่นทมริมน้ำ สายตาที่เลื่อนไปทางท้ายลำน้ำเหลือบเห็นเงาร่างหนึ่งแล้วนางชะงักเล็กน้อย
แล้วจึงเอื้อนเอ่ยเชื้อเชิญ
“คุณชายห้องที่สองแถวดิน ยินดีจะขึ้นเรือมาสนทนาด้วยกันหรือไม่?”
หลี่ชางเสี้ยวมองป้ายห้อง พอเห็นว่าเป็นห้องของตนเองก็เผยแววตาแฝงความนัยลึกซึ้งทันใด