- หน้าแรก
- มหามรรคดับสูญ แต่ข้ามิได้ดับ พลังวิญญาณร่วงโรย แต่ข้ายืนยงนิรันดร์
- บทที่ 3 ควบคุมมิติแห่งฝัน
บทที่ 3 ควบคุมมิติแห่งฝัน
บทที่ 3 ควบคุมมิติแห่งฝัน
บทที่ 3 ควบคุมมิติแห่งฝัน
ซือเนี่ยนทอดสายตามองบุรุษชุดขาวตรงหน้า ความทรงจำในอดีตพลันหวนคืน
หลังผ่านความตกใจชั่วครู่ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะรู้สึกกระอักกระอ่วนใจ
นางไม่คาดคิดเลยว่าจะได้พบหลี่ชางเสี้ยว ณ สถานที่แห่งนี้
สํานักผานหลงก็คือสํานักเดิมของนาง วันนั้นเพียงผ่านทางโดยบังเอิญพบว่าเหลือเพียงซากปรักหักพัง ความรู้สึกมากมายถาโถมเข้าสู่ใจ
อีกทั้งเหตุการณ์เมื่อครู่นั้น นางก็จับสังหรณ์บางอย่างได้ในใจจึงอดรู้สึกใคร่รู้ไม่ได้ว่า ณ ยุคสมัยที่พลังวิญญาณร่อยหรอถึงเพียงนี้ยังจะมีผู้บำเพ็ญเพียรใดยอมสิ้นเปลืองพลังวิญญาณในการต่อสู้อยู่อีกหรือ?
เพราะเหตุเหล่านี้ นางจึงมาถึงที่นี่และพบกับหลี่ชางเสี้ยว
“……”
ทั้งสองมิได้เอ่ยวาจา บรรยากาศยิ่งอึดอัดเงียบงัน
หลี่ชางเสี้ยวคิดในใจ หากยังมีเหลือติดไหสักหน่อยก็คงดี
“เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?” ซือเนี่ยนเอ่ยถามเสียงแผ่ว
“ข้าน่ะหรือ” หลี่ชางเสี้ยวหัวเราะรื่น “ก็พอไปไหว เจ้าเล่า?”
อดีตคู่มรรคาผู้นี้ แม้ได้กลับมาพบกันอีกครากลับไม่มีถ้อยคำใดให้เอื้อนเอ่ยร่วมกัน
หลี่ชางเสี้ยวมองใบหน้างดงามตราตรึงของอีกฝ่าย งามเสียจนหม่นหมองแม้ภูผาและสายน้ำ
ในใจมีคลื่นสะเทือนอยู่บ้าง ทว่าก็เพียงเท่านั้น
ในอดีตนางเป็นฝ่ายทอดทิ้งเขา
ไม่สิ
จะว่าทอดทิ้งก็มิถูกนัก สำหรับนางแล้วก็แค่ตัดสินใจเลือกสิ่งที่ดีกว่าเท่านั้นเอง
หลี่ชางเสี้ยวบำเพ็ญเพียรได้ยี่สิบปีแทบเอื้อมถึงเพียงระดับหลอมลมปราณชั้นเจ็ดเท่านั้น ตอนนั้นสํานักผานหลงรับศิษย์อัจฉริยะหญิงผู้หนึ่งเข้าเป็นศิษย์ใหม่ นางก็คือซือเนี่ยน
ภารกิจหนึ่งทำให้ทั้งสองได้รู้จักกัน นับจากนั้นก็มีความเกี่ยวข้องกันเรื่อยมา
ซือเนี่ยนหลงใหลในกลิ่นอายประหลาดที่ยากจะอธิบายของหลี่ชางเสี้ยว ทั้งสองจึงได้ตกลงปลงใจเป็นคู่มรรคากันอย่างแนบแน่น
เนิ่นนานถึงเจ็ดปี
จนกระทั่ง
เพื่อไล่ตามวิถีแห่งมรรคาในใจ ซือเนี่ยนตัดสินใจสละหลี่ชางเสี้ยว
นับแต่นั้นก็ไม่เคยพบเจอกันอีกเลย
กระทั่งบัดนี้
ทุกสิ่งสรรพ์ไม่ต้องเอื้อนเอ่ย นางเพียงหายไปจากโลกของหลี่ชางเสี้ยวโดยไร้ร่องรอย หลี่ชางเสี้ยวมิได้ถามสิ่งใดเพราะรู้ดีอยู่แก่ใจ ทว่าความรู้สึกขมขื่นในใจเมื่อครั้งนั้นกลับไม่อาจลบเลือน
กาลเวลาผันผ่าน
บัดนี้ สํานักผานหลงล่มสลายสิ้นแล้ว
แต่ทั้งสองกลับมาพบกันอีกคราใต้เงาเขียวขจี นับเป็นการล้อเล่นของสวรรค์โดยแท้
“ข้าเองก็พอไปไหวเหมือนกัน” ซือเนี่ยนเอ่ยเลียนแบบน้ำเสียงเขา
พลันนางก็นึกบางสิ่งขึ้นได้ “เมื่อครู่เป็นเจ้าหรือที่กำลังต่อสู้อยู่?”
หลี่ชางเสี้ยวพยักหน้า “ข้าสังหารอสรพิษยักษ์ตัวหนึ่ง”
“อสรพิษยักษ์?” ซือเนี่ยนครุ่นคิดอยู่เนิ่นนานจึงเพิ่งนึกได้ว่าหลี่ชางเสี้ยวเคยมีความแค้นกับงูยักษ์แห่งลำธารสายหนึ่ง
“ข้าแนะนําให้เจ้าพยายามเลี่ยงการใช้พลังวิญญาณให้มากที่สุด เดี๋ยวนี้พลังวิญญาณร่อยหรอลงทุกวัน หากใช้หมดไปสักนิดก็ไร้ซึ่งการหล่อเลี้ยงของพลังวิญญาณอีกต่อไป อายุขัยของเจ้าก็จะลดลงอย่างร้ายแรง”
ซือเนี่ยนขมวดคิ้วกล่าว วาจานั้นเต็มไปด้วยความหวังดี ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยความเย่อหยิ่งอยู่บางเบา
“ขอบใจ”
หลี่ชางเสี้ยวโบกมืออย่างไม่ใส่ใจเตรียมตัวจะจากไป
ทั้งสองเดินสวนกัน
ไม่รู้เพราะเหตุใด จู่ ๆ ในใจของซือเนี่ยนก็เกิดความรู้สึกบางอย่างขึ้นมา
แทบจะโดยไม่รู้ตัว นางก็ร้องเรียกหลี่ชางเสี้ยวไว้พลางอดถามไม่ได้ว่า “เจ้าจะไปเลยหรือ? ไม่มีอะไรจะพูดกับข้าบ้างหรือไร?”
หลี่ชางเสี้ยวหันมายิ้ม แกว่งมืออย่างรื่นเริง “มีสิ ขอให้เจ้าโชคดี ลาก่อน”
เขาจากไปแล้ว
โดยไม่เหลียวหลังแม้แต่น้อย
กลับเป็นซือเนี่ยน ผู้ที่เคยเลือกละทิ้งหลี่ชางเสี้ยวเพื่อไล่ตามวิถีแห่งมรรคาในอดีต วันนี้กลับเต็มไปด้วยความรู้สึกสับสนในใจ
ไม่รู้เพราะเหตุใด นางกลับมิอาจตัดใจได้เด็ดขาดเช่นเมื่อก่อนอีกแล้ว
สุดท้าย นางก็ได้แต่ส่ายหน้าถอนหายใจเบา ๆ “ช่างเถอะ เกรงว่านี่คงเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้พบกันแล้ว”
นางเป็นอัจฉริยะโดยแท้ ตั้งแต่ก่อนที่พลังวิญญาณจะเหือดแห้งก็ได้บรรลุถึงระดับปลายแปรเทพแล้ว
นับว่าเป็นดั่งดวงดาราที่เจิดจรัสบนฟากฟ้า
แม้ตอนนี้พลังวิญญาณจะเหือดหาย แต่นางยังมีอายุขัยหลงเหลืออยู่มากส่วนหลี่ชางเสี้ยวผู้มีพรสวรรค์ธรรมดาสามัญและเมื่อครู่ก็เพิ่งใช้พลังวิญญาณไปมหาศาลเกรงว่า
……
เมื่อเดินลงจากทางเขา หลี่ชางเสี้ยวจมดิ่งสู่มิติแห่งฝัน
ในมุมหนึ่งของมิตินั้นมีไหสุราวางอยู่หลายใบ เขาเดินไปยังไหใบหนึ่งเติมสุราใส่กระบอกจนเต็มแล้วถอนจิตออกจากมิติแห่งฝัน
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา
บนตัวของเขามีเพียงสิ่งของอยู่สองอย่างที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลย
อย่างแรกคือสุราหอมกรุ่นนามว่าดื่มฝันลืมตาย
อย่างที่สองคือกระบี่ซึ่งห้อยอยู่ตรงเอว
กระบี่นั้นมีชื่อว่าชิงผิง เป็นกระบี่เล่มแรกและเล่มเดียวของเขา
เมื่อกระบอกสุราเต็มอีกครั้ง หลี่ชางเสี้ยวหาได้เหนียมอายไม่ เขาดื่มอึกใหญ่แล้วออกเดินทางต่อไป
จุดหมายของเขาคือราชวงศ์หลิงเทียน
ที่นั่นเขาได้หว่านเพาะความฝันไว้มากมาย
ตอนนี้พลังวิญญาณเพิ่งเหือดแห้ง แต่เขาประเมินว่าคงจะสามารถเก็บเกี่ยวคืนได้สักหนึ่งหรือสองฝันกระมัง?
หากมิอาจทำได้ก็ไม่เป็นไร
ก็แค่หลับให้อีกสักตื่น คอยอีกสักไม่กี่ร้อยพันปีเท่านั้น
เดี๋ยวก็ถึงเวลาเอง
หลี่ชางเสี้ยวหาได้รีบร้อนไม่ เขาเดินชมทางอย่างรื่นรมย์ เมาเมื่อใดก็เอนตัวลงหลับ
ในภวังค์มึนเมานั้น เวลาก็ล่วงเลยไปหลายเดือน
ใบไม้ร่วงสู่พื้น ฤดูหนาวเริ่มเยือน
วันหนึ่ง
บุรุษชุดขาวผู้หนึ่งถูกทหารเฝ้าประตูเมืองขวางทางไว้
“หยุดก่อน ราชวงศ์จะจัดพิธีฉลองครบรอบร้อยปี ทุกผู้ที่เข้าสู่เมืองในช่วงนี้ล้วนต้องตรวจสอบอย่างละเอียดโดยเฉพาะพวกพกพาอาวุธ” ทหารตวาด
หลี่ชางเสี้ยวยังอยู่ในห้วงเหม่อลอย
เขามองประตูเมืองแดงฉานตรงหน้า คำนวณในใจแล้วก็รู้ว่าตนเองมิได้กลับมาที่นี่นานกว่ากว่าร้อยปีแล้ว
เมื่อถูกเนรเทศ เขาคือองค์ชายตกอาญา
แต่เมื่อกลับมาอีกครั้ง เขาคือจอมยุทธ์ชุดขาว
“ชื่ออะไร?”
หน้าประตูเมืองมีเสมียนผู้หนึ่ง นั่งทำหน้าที่ลงทะเบียนข้อมูลของคนในยุทธภพ
หลี่ชางเสี้ยวหาวพลางตอบ “หลี่ชางเสี้ยว”
“หลี่ชางเสี้ยว?” เสมียนผู้นั้นชะงักเล็กน้อย เขาอ่านตำรามานับไม่ถ้วน ชำนาญเรื่องราวในยุทธภพอย่างลึกซึ้ง
ชื่อเสียงของผู้คนในยุทธภพที่ผ่านมา ไม่มากก็น้อยเขาล้วนคุ้นเคย แต่นามว่าหลี่ชางเสี้ยว
เป็นใครกัน?
เขากดความสงสัยในใจไว้แล้วถามต่อ “มาเพื่อสิ่งใด?”
“เยี่ยมเยียนสหายเก่า” หลี่ชางเสี้ยวยิ้มตอบ
อีกฝ่ายถามต่อ “ถนัดวรยุทธ์แขนงใด? ใช้อาวุธใด?”
คำถามนี้ยืดยาวอยู่นานหลายอึดใจ
ท้ายที่สุดเสมียนผู้นั้นเริ่มขมวดคิ้ว ตามประสบการณ์ที่สั่งสมมาหลายปี เขารู้สึกว่าบุรุษผู้นี้ดูมีพิรุธอยู่บ้าง
หากเป็นยามปกติ เขาอาจปล่อยผ่าน ทว่ายามนี้เป็นช่วงเวลาพิเศษ
เขาพลันส่งสัญญาณทางสายตาให้ทหารเฝ้าประตูเตรียมจะขวางบุรุษผู้นี้ไว้ก่อน
แต่ในขณะนั้นเอง
เขาบังเอิญสบตากับหลี่ชางเสี้ยวเข้า
แค่เพียงชั่วพริบตา
เขาก็ถูกดึงเข้าสู่ความฝันบางอย่างโดยไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ
เสมียนผู้รับผิดชอบการลงทะเบียนอยู่ในภาวะครึ่งหลับครึ่งตื่น เขาตะโกนบอกทหารเฝ้าประตูว่า “ปล่อยผ่าน บุรุษผู้นี้ไม่มีปัญหาใด ๆ”
“รับทราบ” ทหารขยับเปิดทางให้หลี่ชางเสี้ยวผ่านเข้าไป
จนกระทั่งหลี่ชางเสี้ยวเดินจากไปไกลแล้ว เสมียนจึงหลุดออกจากฝันโดยอัตโนมัติ จิตใจกลับเข้าสู่โลกความจริง
เขายังมีท่าทีสงบนิ่ง ดำเนินการสอบถามคนในยุทธภพคนถัดไปอย่างปกติโดยไม่รู้เลยว่าเมื่อครู่ตนเองเพิ่งตกอยู่ในความฝันและถูกควบคุม
หลี่ชางเสี้ยวดื่มเหล้าอึกหนึ่ง มุมปากผุดรอยยิ้มเอื่อยเฉื่อยพลางพึมพำเบา ๆ ว่า “คืนนี้จะมอบฝันดีให้เจ้า”