- หน้าแรก
- เปิดเกมมาก็หาเรื่องตาย สารภาพรักลูกสาวดยุก
- บทที่ 20 - ศักดิ์ศรีของเทพสายแบก!
บทที่ 20 - ศักดิ์ศรีของเทพสายแบก!
บทที่ 20 - ศักดิ์ศรีของเทพสายแบก!
บทที่ 20 - ศักดิ์ศรีของเทพสายแบก!
ภัยพิบัติอย่างภูเขาไฟปะทุ มีเพียงนักเวทเท่านั้นที่จะหยุดยั้งได้
โดยเฉพาะการปะทุของภูเขาไฟวิสุเวียสครั้งนี้ อาจจะรุนแรงไม่ธรรมดา เพราะการที่เสาไฟยาวเป็นร้อยจั้งพุ่งออกมาจากปากปล่องภูเขาไฟแบบนี้ ไม่ว่าจะในยุคสมัยไหนก็ไม่ปกติทั้งนั้น
หากลาวาจากภูเขาไฟปะทุไหลทะลักไปไกลนับร้อยลี้ ถึงตอนนั้น หมู่บ้านและพืชผลทางการเกษตรอาจถูกทำลายจนหมดสิ้น
ไม่เพียงแต่จะสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาลต่อเมืองหลวง แม้แต่ความปลอดภัยในชีวิตของสิ่งมีชีวิตจำนวนมากใกล้กับภูเขาไฟก็จะถูกคุกคามด้วย
เมืองหลวงให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างมาก จึงเรียกระดมนักเวททุกคนในเมืองที่สามารถเคลื่อนไหวได้ทันที
กองทัพของจักรวรรดิส่งนักเวทไปทีละกลุ่มๆ มุ่งหน้าไปยังภูเขาไฟวิสุเวียสอย่างต่อเนื่อง
ดยุกรีวิสและเอริก้าก็ไม่มีข้อยกเว้น
หลังจากเวลาผ่านไปเกือบหนึ่งวัน การเดินทางไกลตลอดทั้งคืนทำให้ทุกคนอ่อนล้าเล็กน้อย
ช่วงรุ่งสาง ขบวนก็มาถึงจุดหมายปลายทางในที่สุด ทุกคนพักผ่อนกัน ณ ที่นั้น
เนื่องจากการอพยพหมู่ของกองอัศวิน ชาวบ้านเมืองซานเชลทุกคนจึงมารวมตัวกันอยู่นอกเมือง
แม้แต่สัตว์เลี้ยงในฟาร์มอย่างไก่ เป็ด วัว แกะ รวมถึงแมวๆ หมาๆ บางส่วนก็ถูกต้อนออกมาด้วยเช่นกัน
นอกเมือง สภาพการณ์ช่างไก่บินหมาวิ่ง (โกลาหลอลหม่าน) สิ้นดี
ชาวบ้านมองดูกองทัพขนาดใหญ่และเหล่านักเวทที่เข้ามาในเมือง ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่
ในตอนนี้ บรรยากาศรอบค่ายพักตึงเครียดถึงขีดสุด
นักเวทรีวิสเป็นกลุ่มสุดท้ายที่มาถึง เมื่อเขาลงจากรถม้า นักเวทจากตระกูลขุนนางอื่นๆ จำนวนไม่น้อยก็ยิ้มต้อนรับ เดินเข้ามาทักทาย
"ไม่ได้เจอกันนานเลยนะครับ ดยุกรีวิส"
ขุนนางผมขาวคนหนึ่งถือไม้เท้าเดินเข้ามาหาดยุกรีวิส ตามหลังเขายังมีนักเวทขุนนางจากตระกูลอื่นๆ อีก
"ไม่เจอกันนานครับ คุณเบคเกอร์"
ดยุกรีวิสตอบกลับอย่างสุภาพ
"นับตั้งแต่การประชุมอาณาจักรครั้งที่แล้ว พวกเราก็คงไม่ได้เจอกันอีกเลย"
เบคเกอร์หวนนึกถึงอดีต พลางพูดกับท่านดยุก
ท่านดยุกพยักหน้า ยิ้มรับ
"นี่คือลูกสาวของท่านสินะครับ ช่างงดงามจริงๆ"
"ที่ไหนกันครับ ชมเกินไปแล้ว"
เบคเกอร์เห็นเข็มกลัดสัญลักษณ์นักเวทระดับ 2 ที่ติดอยู่บนอกของเอริก้า
เขาขยับแว่น แล้วพูดต่อ:
"สมแล้วจริงๆ ลูกสาวของท่านบรรลุถึงระดับ 2 แล้ว"
"ดูท่าที่วิทยาลัยพูดมาคงไม่ผิดเพี้ยน"
เอริกร้ารู้ดีว่า นี่เป็นเพียงคำทักทายตามมารยาทของผู้ใหญ่
แต่การที่ได้ยินคำชื่นชมจากนักเวทผู้มีชื่อเสียงคนอื่นๆ เกี่ยวกับตัวเธอ ในใจก็อดดีใจไม่ได้
ไม่มีใครไม่ชอบคำชม โดยเฉพาะเอริก้าที่เติบโตมาท่ามกลางเสียงชื่นชมมาตั้งแต่เด็ก
ดยุกรีวิสมองลูกสาวของตัวเองด้วยรอยยิ้ม นั่นคือความภาคภูมิใจของเขา
"ฮ่าฮ่า พรสวรรค์ด้านเวทมนตร์ของลูกสาวท่านช่างทำให้พวกเราคนแก่ๆ อิจฉาจริงๆ"
เหล่าผู้ใหญ่ต่างหัวเราะฮ่าฮ่าให้กัน บรรยากาศค่อยๆ สงบลง
ในวงการนักเวท แทบไม่มีใครไม่รู้จักกัน
ดยุกรีวิสเป็นหนึ่งในนักเวทระดับ 3 ไม่กี่คน นักเวทระดับ 3 ที่เหลืออีกไม่กี่ตระกูล ก็ล้วนเป็นขุนนางเช่นกัน
ในจักรวรรดิคาเลนเซีย นักเวทระดับสูงแทบจะถูกผูกขาดโดยเหล่าขุนนาง
สามัญชน แม้แต่นักเวทระดับ 2 ก็ยังแทบจะไม่ปรากฏตัว
ในตอนนี้ ร่างสีเงินขาวร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นต่อหน้าทุกคน
ดยุกรีวิสเหลือบมองเธอแวบหนึ่ง รู้ว่านี่คือลูกสาวคนที่สองจากตระกูลเดลิน
ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกองอัศวินหลวงอยู่ที่เมืองหลวง
"เกว็น เดลิน ขอรายงานตัว"
เหล่านักเวทเห็นเกว็นเดินเข้ามาหาพวกเขาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ในใจก็พลันกระตุกวูบ หรือว่าสถานการณ์ของภูเขาไฟตอนนี้จะไม่น่าไว้วางใจ?
"เรียนท่านนักเวททุกท่าน นับตั้งแต่เมื่อวานที่ภูเขาไฟเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ผิดปกติ จนถึงตอนนี้ ก็ยังคงอยู่ในสถานะที่ค่อนข้างคงที่" เกว็นกำดาบสีเงินในมือแน่น เหงื่อเม็ดหนึ่งหยดลงมาจากหน้าผากของเธอ
เหล่านักเวทได้ยินข่าวของเธอก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก นักเวทผมขาวตบหน้าอกตัวเอง มือที่กำไม้เท้าก็คลายลงไม่น้อย
ถ้าเป็นแบบนี้ พวกเขามาที่นี่ก็แค่ต้องป้องกัน ไม่ใช่ต้องมาเสียพลังงานมหาศาลเพื่อต่อกรกับภัยพิบัติโดยตรง
และในตอนนี้ เอริก้าก็ยืนอยู่ข้างๆ ดยุกรีวิส มองดูเหตุการณ์ทั้งหมดเงียบๆ
"ท่านพ่อคะ ท่านนี้คือ...?"
ดยุกรีวิสกระซิบที่ข้างหูของเอริก้า: "นี่คือผู้บัญชาการกองอัศวินหลวงคนปัจจุบัน"
เอริก้าพยักหน้า นี่เป็นครั้งแรกที่เธอเห็นผู้บัญชาการกองอัศวิน ในใจก็อดทึ่งไม่ได้ ไม่คิดว่าผู้บัญชาการกองอัศวินจะเป็นผู้หญิง
เธอไม่รู้จักเกว็น ยิ่งไม่รู้ว่าเกว็นคือคู่หมั้นของวิกเตอร์ แต่เกว็นกลับรู้จักเธอ
นักเรียนอัจฉริยะด้านเวทมนตร์ที่ไม่มีใครในประเทศไม่รู้จัก เกว็นย่อมเคยได้ยินมาบ้าง
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องของวิกเตอร์ครั้งที่แล้ว ยิ่งทำให้เธอจดจำเอริก้าได้อย่างแม่นยำ
เกว็นมองเด็กสาวผมทองตรงหน้า ในใจก็อดพึมพำไม่ได้:
'นี่น่ะเหรอลูกสาวของดยุกรีวิส? สวยจริงๆ ไม่แปลกใจเลยที่วิกเตอร์จะบุ่มบ่ามไปสารภาพรัก'
ก่อนหน้านี้เคยเห็นเอริก้าแค่ในหนังสือพิมพ์ ครั้งนี้ได้มาเจอตัวจริง เกว็นก็อดทึ่งในออร่าของเธอไม่ได้
แค่เห็นแวบแรก ก็ทำให้คนรู้สึกเหมือนตกหลุมรักได้เลย
"ถ้าอย่างนั้น ท่านผู้บัญชาการเกว็น ภูเขาไฟเกิดอะไรขึ้นกันแน่?"
เกว็นเล่าการสำรวจหลังจากที่กองอัศวินมาถึงภูเขาไฟให้ดยุกรีวิสฟังคร่าวๆ
...
"อะไรนะ? คุณบอกว่าตอนอยู่กลางเขาก็ได้ยินเสียงคำรามดังลั่น?"
"หลังจากที่กองอัศวินสำรวจยอดเขาเสร็จ อุณหภูมิของภูเขาไฟก็สูงขึ้นทันที? แถมยังพ่นเสาไฟสูงเป็นร้อยเมตรออกมาอีก?"
เบคเกอร์และนักเวทระดับ 3 คนอื่นๆ ฟังแล้วก็อึ้งไปตามๆ กัน หันไปถามกันเอง:
"นี่มันสถานการณ์อะไร?"
"ไม่รู้อ่ะ นายรู้ปะ?"
"ฉันก็ไม่รู้ว่ะ ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย"
นักเวทหลายคนมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ยืนอึ้งอยู่กับที่ ไม่รู้จะพูดอะไรดี
ดยุกรีวิสฟังเกว็นเล่าเรื่องก็ตกอยู่ในภวังค์ความคิด เขาก็เหมือนกับนักเวทคนอื่นๆ ที่ไม่รู้ว่ามันเป็นมายังไง
เกว็นนึกอะไรขึ้นมาได้อีก ก็พูดว่า:
"ครั้งนี้พวกเราได้ขอนักเวทติดตามมาด้วยคนหนึ่ง เขาขึ้นไปบนยอดเขาก่อนพวกเรา บอกว่าจะไปสำรวจอะไรบางอย่าง แต่ผลคือกลับหายตัวไป จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่รู้ว่าเป็นตายร้ายดี"
"อะไรนะ?"
คราวนี้พวกเขาทั้งหมดอึ้งไปเลย เพราะคำพูดแบบนี้ มันง่ายที่จะทำให้คนอื่นสงสัยมากๆ
เอริก้าได้ยินดังนั้นก็ชะงักไป เหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ นี่เป็นครั้งแรกที่เธอเอ่ยปากถามขึ้นมาเอง:
"นักเวทคนนั้นคือใครเหรอคะ?"
เกว็นมองเธออย่างสงสัย แล้วเอ่ยปากตอบ:
"ทุกท่านน่าจะรู้จัก เขาคือ วิกเตอร์ เคลเวนเนอร์"
ทันทีที่ชื่อนี้ดังขึ้น ก็ทำให้เกิดความโกลาหลในหมู่นักเวททันที
นักเวทหลายคนที่เกลียดชังวิกเตอร์ฉวยโอกาสนี้ พูดจาอย่างถือดีว่า:
"ต้องเป็นฝีมือของวิกเตอร์แน่ๆ!"
"ใช่เลย! เมื่อก่อนเขาก็เคยทำเรื่องเลวร้ายอื่นๆ ครั้งนี้ก็ต้องเป็นฝีมือของเขาแน่!"
ในบรรดาคนที่อยู่ที่นี่ ใครบ้างจะไม่รู้ 'ชื่อเสียงฉาวโฉ่' ของวิกเตอร์ พอมีโอกาสที่จะใส่ร้ายอีกฝ่าย พวกเขาก็ไม่รีรอเลยสักนิด
ดยุกรีวิสเองก็สับสนเหมือนกัน แต่ก็ยังหันไปปรามเหล่านักเวท:
"ทุกคนอย่าเพิ่งใจร้อนครับ ตอนนี้เรื่องที่สำคัญที่สุดคือการป้องกันภูเขาไฟปะทุ ต้องลดความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นให้เหลือน้อยที่สุดก่อน!"
เมื่อได้ยินท่านดยุกพูด นักเวทหลายคนก็หยุดเถียงกัน
ก็อย่างที่รีวิสพูดนั่นแหละ มาถึงขั้นนี้แล้ว การตามหาผู้บงการเบื้องหลังมันไม่สำคัญเลย
ผ่านพ้นวิกฤตตรงหน้าไปให้ได้ก่อนคือเรื่องที่สำคัญที่สุด
"โอ้ววววว!!!!"
ขณะที่กำลังพูดคุยกันอยู่นั้น เสียงคำรามก็ดังขึ้นมาจากบนภูเขาไฟอีกครั้ง
คราวนี้ ทุกคนได้ยินกันอย่างชัดเจน
เหล่านักเวทพากันมองไปที่ยอดเขา เงียบจนพูดอะไรไม่ออก
เสียงนั่น มันคือสิ่งมีชีวิตเหรอ?
"คุณผู้หญิง! คุณเข้าไปไม่ได้นะคะ!"
เสียงของอัศวินโดยรอบดึงดูดความสนใจของคนจำนวนมาก ทุกคนหันไปมองทางนั้น
เป็นหญิงชราคนหนึ่ง เธอกำลังพยายามจะฝ่าวงล้อมของอัศวินเข้าไปในที่ตั้ง
"มีคนไปล่วงเกินเทพภูเขาไฟ! ต้องมีคนไปล่วงเกินเทพภูเขาไฟแน่ๆ!"
เธอตะโกนผ่านอัศวินที่คุ้มกันอยู่ตรงนั้น:
"ทุกอย่างจบสิ้นแล้ว! พวกเราจบสิ้นกันหมดแล้ว!"
เหล่านักเวทมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ดยุกรีวิสโบกมือ แล้วพูดกับอัศวิน:
"ให้เธอเข้ามา"
"ครับ!"
อัศวินไม่ขวางอีกต่อไป หญิงชราคนนี้ก็รีบสะบัดมืออัศวินออก ถือไม้เท้าเดินโขยกเขยกเข้ามา
"คุณยายครับ อะไรคือเทพภูเขาไฟเหรอครับ?"
ดยุกรีวิสถามเธออย่างสุภาพ แต่เหล่านักเวทโดยรอบเห็นท่าทีเสียสติของหญิงชราเมื่อครู่ ก็เริ่มซุบซิบกัน:
"ยายแก่นี่ท่าทางสติไม่ดี จะไปถามอะไรได้?"
"อะไรคือเทพภูเขาไฟ? ฉันไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย"
"สงสัยจะมาก่อกวนล่ะสิ ดยุกรีวิส รีบไล่เธอไปเถอะครับ"
ดยุกรีวิสไม่ได้ฟังคำแนะนำของเหล่านักเวท เขามองหญิงชราอย่างสุภาพแล้วถาม
"คุณยายครับ ถ้าคุณยายมีอะไรอยากจะพูด ก็บอกผมได้เลย"
หญิงชรามองท่านดยุกขึ้นๆ ลงๆ เปลี่ยนจากท่าทีเสียสติเมื่อครู่เป็นท่าทีลึกลับ แล้วเริ่มพูด:
"เมื่อหลายร้อยปีก่อน มีคนมาผนึกจอมมารเพลิงไว้ใต้ภูเขาไฟ การผนึกครั้งนั้นทำให้เทพภูเขาไฟพิโรธ จนภูเขาไฟที่นี่ปะทุออกมา"
"แต่หลังจากการปะทุครั้งนั้น หลายร้อยปีที่ผ่านมา ภูเขาไฟก็ไม่เคยขยับเขยื้อนอีกเลย"
"ตอนนี้ภูเขาไฟกลับมาเคลื่อนไหวผิดปกติอีกครั้ง ต้องเป็นเพราะเทพภูเขาไฟที่หลับใหลพิโรธขึ้นมาอีกแน่ๆ ท่านกำลังจะทำลายผนึกออกมา เผาผลาญทั้งฟ้าดินจนหมดสิ้น"
นักเวทจำนวนมากที่อยู่ที่นี่ฟังแล้วก็อึ้งไปตามๆ กัน รีบออกมาพูดว่า
"ท่านดยุก ไม่ต้องใส่ใจหรอกครับ ก็แค่เรื่องเล่าปรัมปราที่เล่าต่อๆ กันมาเท่านั้นแหละ"
แต่สีหน้าของดยุกรีวิสกลับเคร่งขรึมอย่างมาก
เขารู้สึกคุ้นๆ กับเรื่องเล่านี้
และในตอนนั้น เอริก้ากลับมองไปที่ตำแหน่งยอดเขา
เธอลูบหน้าอกตัวเอง เหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง หันกลับมา พูดกับดยุกรีวิส:
"ท่านพ่อคะ หนูอยากขึ้นไปดูบนยอดเขาสักหน่อย"
"หนูรู้สึกได้... ว่าบนยอดเขา มีอะไรบางอย่างอยู่"
"ไม่ได้!"
พอได้ยินคำขอของเอริก้า ท่านดยุกก็โบกมือ ปฏิเสธเสียงแข็ง:
"เอริก้า พ่อตกลงกับลูกได้หลายเรื่อง แต่เรื่องนี้ ไม่มีทาง!"
เอริก้าไม่ยอมแพ้ ขอร้องพ่อของเธอต่อ: "ท่านพ่อคะ! หนูเป็นนักเวทระดับ 2 แล้วนะ มีความสามารถพอที่จะดูแลตัวเองได้แล้ว"
"นอกจากว่าลูกจะเก่งกว่าพ่อ ไม่อย่างนั้น พ่อไม่อนุญาตให้ลูกเหยียบขึ้นไปบนปากปล่องภูเขาไฟแม้แต่ก้าวเดียว!"
เมื่อเห็นดยุกรีวิสทำแบบนี้ เอริก้าก็ทำได้แค่เงียบไป
นี่มันบีบกันชัดๆ
พ่อของเธอแช่อยู่ในระดับ 3 มาสามสิบกว่าปีแล้ว
ใครๆ ก็พูดกันว่า ถ้าจะมีใครก้าวขึ้นเป็นนักบุญจอมเวทระดับ 4 คนใหม่ คนคนนั้นต้องเป็น รีวิส ดู โคลอี อย่างแน่นอน
เอริก้าคิดว่าตัวเองยังก้าวข้ามวิกเตอร์ไม่ได้เลย แล้วจะเป็นไปได้ยังไงที่จะข้ามไปถึงสองระดับ ไปถึงระดับ 4?
แต่ว่า...
เอริก้ารู้สึกอึดอัด
ในเสียงคำรามเมื่อกี้ เธอได้ยินเสียงคนพูด
'มีเสียงอะไรบางอย่าง กำลังบอกว่าเจ็บมาก'
และดยุกรีวิสก็เริ่มออกคำสั่งกับทีมนักเวทแล้ว
ความผิดปกติของภูเขาไฟเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เหล่านักเวทระดับ 3 ตั้งขบวน นักเวทระดับ 2 คอยเป็นกำลังเสริม สลับกันส่งพลังเวท
พวกเขาต้องวาดวงเวท ก่อนที่ภูเขาไฟจะปะทุ อัญเชิญเวทมนตร์สงครามที่ทรงพลังออกมาปกคลุมภูเขาไฟวิสุเวียสทั้งลูก
ถึงตอนนั้น ไม่ว่าจะเป็นลาวาที่ปะทุออกมา หรือว่ามีอะไรกระโดดออกมาจากภูเขาไฟ
ก็ต้องกำจัดพวกมันให้สิ้นซาก!
...
"ในที่สุด... ก็บาดเจ็บจนได้งั้นเหรอ?"
วิกาจ้องมองวิกเตอร์อย่างเหม่อลอย ไม่อยากจะเชื่อสายตา
สภาพของเขาในตอนนี้ พูดได้คำเดียวว่าไม่ดีเลย
เสื้อคลุมถูกเผาไปครึ่งหนึ่ง บาดแผลตามร่างกายที่ถูกลาวาโจมตีก็มีเปลวไฟลุกไหม้อยู่ตลอดเวลา
ทว่า นี่กลับเป็นการบาดเจ็บครั้งแรกของวิกเตอร์... ตลอดการต่อสู้ที่ยาวนานทั้งวัน
สัตว์ประหลาด มันทำได้แค่ประเมินเขาแบบนี้
ทั้งๆ ที่กำลังเผชิญหน้ากับภัยพิบัติที่ราวกับหายนะจากสวรรค์ เขากลับสามารถต่อกรกับมันได้ทั้งวัน แถมยังทำให้มันบาดเจ็บได้อีก
ตลอดเวลานั้น เขาเพิ่งได้รับบาดเจ็บแค่ครั้งเดียว
นี่ก็เพราะว่าเขาเผลอเหม่อไปหน่อย เลยโดนเสาไฟขนาดมหึมานั่นเฉี่ยวเอา
แค่เฉี่ยวทีเดียว ก็ทำให้เขาบาดเจ็บหนักไม่น้อยแล้ว
ถ้าโดนเสาไฟนั่นเข้าไปเต็มๆ ป่านนี้เขาคงไม่เหลือแม้แต่กระดูกแล้ว
"ดูท่าจะฝืนเกินไปจริงๆ สินะ..."
แต่ว่า การบาดเจ็บไม่ใช่ข่าวดีแน่นอน นี่หมายความว่าสมาธิของวิกเตอร์เริ่มลดลง เข้าสู่สภาวะอ่อนล้าแล้ว
การต่อสู้ที่ต่อเนื่องทำให้เขาค่อยๆ ไม่สามารถจดจ่อได้
"หรือว่าพอกันแค่นี้ดีไหม ตอนที่ยังมีพลังเวทเหลือพอ รีบเทเลพอร์ตหนีไปเถอะ"
วิกาพยายามเกลี้ยกล่อมอยู่ข้างหูเขา ถึงแม้มันจะรู้ดีว่าวิกเตอร์ไม่ใช่คนที่จะยอมแพ้ง่ายๆ
แต่สภาพของเขาไม่น่าไว้วางใจเลย
วิกเตอร์ไม่ได้ตอบมัน ทำเพียงแค่ร่ายเวทใส่ตัวเอง เพิ่มบัฟต้านทานไฟ หยุดแผลที่ถูกเผาไหม้ พลางหลบเสาไฟขนาดมหึมาไปอีกสายหนึ่ง
"ถ้าฉันหนีไปตอนนี้ อสูรยักษ์ตัวนี้ก็จะหลุดออกจากภูเขาไฟวิสุเวียสทันที"
"ถึงตอนนั้นแหละ ถึงจะเป็นหายนะของจริง"
"วิกา แกเข้าใจไหม?"
วิกาอึ้งไปเลย
พูดจบ วิกเตอร์ก็นึกขึ้นได้ว่าวิกาเป็นเทพปีศาจ เลยพูดต่อ:
"โทษที ฉันลืมไปว่าแกคงไม่สนเรื่องพวกนี้"
"แต่ฉันสน"
วิกเตอร์โยนเสื้อคลุมที่ขาดรุ่งริ่ง ใช้การไม่ได้แล้วทิ้งไป
ปล่อยให้มันปลิวไปตามลม ตกลงไปในลาวา
เสื้อคลุมสลายกลายเป็นสะเก็ดไฟในอากาศ หายไปจนหมดสิ้น
"ฉันไม่ได้อยากเป็นคนดี แต่ฉันก็ไม่อยากให้ไอ้อสูรยักษ์ที่ไม่มีใครหยุดได้ตัวนี้หลุดออกจากกรงขัง แล้วโดนชาวโลกตราหน้าว่าเป็น 'ผู้ทำลายล้างโลก'"
หลอดเลือดของกูเลตันถูกเขาลดไปหนึ่งในสามแล้ว นั่นคือผลงานอันน่าภาคภูมิใจของเขา
ขอแค่สามารถทำลายพลังป้องกันของอสูรยักษ์ได้ ก็ไม่มีบอสตัวไหนที่เขาฆ่าไม่ลงอีกแล้ว
วิกเตอร์ยังคงจ้องมองกูเลตันที่กำลังคลุ้มคลั่งด้วยแววตาแน่วแน่เหมือนตอนเริ่มต้น แถมยังตื่นเต้นมากขึ้นไปอีก
มีเพียงการต่อสู้ที่เข้มข้นระดับนี้เท่านั้น ที่ทำให้เขารู้สึกเหมือนได้กลับเป็นตัวเองอีกครั้ง
"ก็แค่เจ็บครั้งเดียวเอง ฉันยังไม่แพ้ซะหน่อย"
เพราะว่า นี่คือการต่อสู้ที่เดิมพันด้วยศักดิ์ศรีของเทพสายแบกอย่างเขา!