เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 20 - ศักดิ์ศรีของเทพสายแบก!

บทที่ 20 - ศักดิ์ศรีของเทพสายแบก!

บทที่ 20 - ศักดิ์ศรีของเทพสายแบก!


บทที่ 20 - ศักดิ์ศรีของเทพสายแบก!

ภัยพิบัติอย่างภูเขาไฟปะทุ มีเพียงนักเวทเท่านั้นที่จะหยุดยั้งได้

โดยเฉพาะการปะทุของภูเขาไฟวิสุเวียสครั้งนี้ อาจจะรุนแรงไม่ธรรมดา เพราะการที่เสาไฟยาวเป็นร้อยจั้งพุ่งออกมาจากปากปล่องภูเขาไฟแบบนี้ ไม่ว่าจะในยุคสมัยไหนก็ไม่ปกติทั้งนั้น

หากลาวาจากภูเขาไฟปะทุไหลทะลักไปไกลนับร้อยลี้ ถึงตอนนั้น หมู่บ้านและพืชผลทางการเกษตรอาจถูกทำลายจนหมดสิ้น

ไม่เพียงแต่จะสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาลต่อเมืองหลวง แม้แต่ความปลอดภัยในชีวิตของสิ่งมีชีวิตจำนวนมากใกล้กับภูเขาไฟก็จะถูกคุกคามด้วย

เมืองหลวงให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างมาก จึงเรียกระดมนักเวททุกคนในเมืองที่สามารถเคลื่อนไหวได้ทันที

กองทัพของจักรวรรดิส่งนักเวทไปทีละกลุ่มๆ มุ่งหน้าไปยังภูเขาไฟวิสุเวียสอย่างต่อเนื่อง

ดยุกรีวิสและเอริก้าก็ไม่มีข้อยกเว้น

หลังจากเวลาผ่านไปเกือบหนึ่งวัน การเดินทางไกลตลอดทั้งคืนทำให้ทุกคนอ่อนล้าเล็กน้อย

ช่วงรุ่งสาง ขบวนก็มาถึงจุดหมายปลายทางในที่สุด ทุกคนพักผ่อนกัน ณ ที่นั้น

เนื่องจากการอพยพหมู่ของกองอัศวิน ชาวบ้านเมืองซานเชลทุกคนจึงมารวมตัวกันอยู่นอกเมือง

แม้แต่สัตว์เลี้ยงในฟาร์มอย่างไก่ เป็ด วัว แกะ รวมถึงแมวๆ หมาๆ บางส่วนก็ถูกต้อนออกมาด้วยเช่นกัน

นอกเมือง สภาพการณ์ช่างไก่บินหมาวิ่ง (โกลาหลอลหม่าน) สิ้นดี

ชาวบ้านมองดูกองทัพขนาดใหญ่และเหล่านักเวทที่เข้ามาในเมือง ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่

ในตอนนี้ บรรยากาศรอบค่ายพักตึงเครียดถึงขีดสุด

นักเวทรีวิสเป็นกลุ่มสุดท้ายที่มาถึง เมื่อเขาลงจากรถม้า นักเวทจากตระกูลขุนนางอื่นๆ จำนวนไม่น้อยก็ยิ้มต้อนรับ เดินเข้ามาทักทาย

"ไม่ได้เจอกันนานเลยนะครับ ดยุกรีวิส"

ขุนนางผมขาวคนหนึ่งถือไม้เท้าเดินเข้ามาหาดยุกรีวิส ตามหลังเขายังมีนักเวทขุนนางจากตระกูลอื่นๆ อีก

"ไม่เจอกันนานครับ คุณเบคเกอร์"

ดยุกรีวิสตอบกลับอย่างสุภาพ

"นับตั้งแต่การประชุมอาณาจักรครั้งที่แล้ว พวกเราก็คงไม่ได้เจอกันอีกเลย"

เบคเกอร์หวนนึกถึงอดีต พลางพูดกับท่านดยุก

ท่านดยุกพยักหน้า ยิ้มรับ

"นี่คือลูกสาวของท่านสินะครับ ช่างงดงามจริงๆ"

"ที่ไหนกันครับ ชมเกินไปแล้ว"

เบคเกอร์เห็นเข็มกลัดสัญลักษณ์นักเวทระดับ 2 ที่ติดอยู่บนอกของเอริก้า

เขาขยับแว่น แล้วพูดต่อ:

"สมแล้วจริงๆ ลูกสาวของท่านบรรลุถึงระดับ 2 แล้ว"

"ดูท่าที่วิทยาลัยพูดมาคงไม่ผิดเพี้ยน"

เอริกร้ารู้ดีว่า นี่เป็นเพียงคำทักทายตามมารยาทของผู้ใหญ่

แต่การที่ได้ยินคำชื่นชมจากนักเวทผู้มีชื่อเสียงคนอื่นๆ เกี่ยวกับตัวเธอ ในใจก็อดดีใจไม่ได้

ไม่มีใครไม่ชอบคำชม โดยเฉพาะเอริก้าที่เติบโตมาท่ามกลางเสียงชื่นชมมาตั้งแต่เด็ก

ดยุกรีวิสมองลูกสาวของตัวเองด้วยรอยยิ้ม นั่นคือความภาคภูมิใจของเขา

"ฮ่าฮ่า พรสวรรค์ด้านเวทมนตร์ของลูกสาวท่านช่างทำให้พวกเราคนแก่ๆ อิจฉาจริงๆ"

เหล่าผู้ใหญ่ต่างหัวเราะฮ่าฮ่าให้กัน บรรยากาศค่อยๆ สงบลง

ในวงการนักเวท แทบไม่มีใครไม่รู้จักกัน

ดยุกรีวิสเป็นหนึ่งในนักเวทระดับ 3 ไม่กี่คน นักเวทระดับ 3 ที่เหลืออีกไม่กี่ตระกูล ก็ล้วนเป็นขุนนางเช่นกัน

ในจักรวรรดิคาเลนเซีย นักเวทระดับสูงแทบจะถูกผูกขาดโดยเหล่าขุนนาง

สามัญชน แม้แต่นักเวทระดับ 2 ก็ยังแทบจะไม่ปรากฏตัว

ในตอนนี้ ร่างสีเงินขาวร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นต่อหน้าทุกคน

ดยุกรีวิสเหลือบมองเธอแวบหนึ่ง รู้ว่านี่คือลูกสาวคนที่สองจากตระกูลเดลิน

ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกองอัศวินหลวงอยู่ที่เมืองหลวง

"เกว็น เดลิน ขอรายงานตัว"

เหล่านักเวทเห็นเกว็นเดินเข้ามาหาพวกเขาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ในใจก็พลันกระตุกวูบ หรือว่าสถานการณ์ของภูเขาไฟตอนนี้จะไม่น่าไว้วางใจ?

"เรียนท่านนักเวททุกท่าน นับตั้งแต่เมื่อวานที่ภูเขาไฟเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ผิดปกติ จนถึงตอนนี้ ก็ยังคงอยู่ในสถานะที่ค่อนข้างคงที่" เกว็นกำดาบสีเงินในมือแน่น เหงื่อเม็ดหนึ่งหยดลงมาจากหน้าผากของเธอ

เหล่านักเวทได้ยินข่าวของเธอก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก นักเวทผมขาวตบหน้าอกตัวเอง มือที่กำไม้เท้าก็คลายลงไม่น้อย

ถ้าเป็นแบบนี้ พวกเขามาที่นี่ก็แค่ต้องป้องกัน ไม่ใช่ต้องมาเสียพลังงานมหาศาลเพื่อต่อกรกับภัยพิบัติโดยตรง

และในตอนนี้ เอริก้าก็ยืนอยู่ข้างๆ ดยุกรีวิส มองดูเหตุการณ์ทั้งหมดเงียบๆ

"ท่านพ่อคะ ท่านนี้คือ...?"

ดยุกรีวิสกระซิบที่ข้างหูของเอริก้า: "นี่คือผู้บัญชาการกองอัศวินหลวงคนปัจจุบัน"

เอริก้าพยักหน้า นี่เป็นครั้งแรกที่เธอเห็นผู้บัญชาการกองอัศวิน ในใจก็อดทึ่งไม่ได้ ไม่คิดว่าผู้บัญชาการกองอัศวินจะเป็นผู้หญิง

เธอไม่รู้จักเกว็น ยิ่งไม่รู้ว่าเกว็นคือคู่หมั้นของวิกเตอร์ แต่เกว็นกลับรู้จักเธอ

นักเรียนอัจฉริยะด้านเวทมนตร์ที่ไม่มีใครในประเทศไม่รู้จัก เกว็นย่อมเคยได้ยินมาบ้าง

ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องของวิกเตอร์ครั้งที่แล้ว ยิ่งทำให้เธอจดจำเอริก้าได้อย่างแม่นยำ

เกว็นมองเด็กสาวผมทองตรงหน้า ในใจก็อดพึมพำไม่ได้:

'นี่น่ะเหรอลูกสาวของดยุกรีวิส? สวยจริงๆ ไม่แปลกใจเลยที่วิกเตอร์จะบุ่มบ่ามไปสารภาพรัก'

ก่อนหน้านี้เคยเห็นเอริก้าแค่ในหนังสือพิมพ์ ครั้งนี้ได้มาเจอตัวจริง เกว็นก็อดทึ่งในออร่าของเธอไม่ได้

แค่เห็นแวบแรก ก็ทำให้คนรู้สึกเหมือนตกหลุมรักได้เลย

"ถ้าอย่างนั้น ท่านผู้บัญชาการเกว็น ภูเขาไฟเกิดอะไรขึ้นกันแน่?"

เกว็นเล่าการสำรวจหลังจากที่กองอัศวินมาถึงภูเขาไฟให้ดยุกรีวิสฟังคร่าวๆ

...

"อะไรนะ? คุณบอกว่าตอนอยู่กลางเขาก็ได้ยินเสียงคำรามดังลั่น?"

"หลังจากที่กองอัศวินสำรวจยอดเขาเสร็จ อุณหภูมิของภูเขาไฟก็สูงขึ้นทันที? แถมยังพ่นเสาไฟสูงเป็นร้อยเมตรออกมาอีก?"

เบคเกอร์และนักเวทระดับ 3 คนอื่นๆ ฟังแล้วก็อึ้งไปตามๆ กัน หันไปถามกันเอง:

"นี่มันสถานการณ์อะไร?"

"ไม่รู้อ่ะ นายรู้ปะ?"

"ฉันก็ไม่รู้ว่ะ ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย"

นักเวทหลายคนมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ยืนอึ้งอยู่กับที่ ไม่รู้จะพูดอะไรดี

ดยุกรีวิสฟังเกว็นเล่าเรื่องก็ตกอยู่ในภวังค์ความคิด เขาก็เหมือนกับนักเวทคนอื่นๆ ที่ไม่รู้ว่ามันเป็นมายังไง

เกว็นนึกอะไรขึ้นมาได้อีก ก็พูดว่า:

"ครั้งนี้พวกเราได้ขอนักเวทติดตามมาด้วยคนหนึ่ง เขาขึ้นไปบนยอดเขาก่อนพวกเรา บอกว่าจะไปสำรวจอะไรบางอย่าง แต่ผลคือกลับหายตัวไป จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่รู้ว่าเป็นตายร้ายดี"

"อะไรนะ?"

คราวนี้พวกเขาทั้งหมดอึ้งไปเลย เพราะคำพูดแบบนี้ มันง่ายที่จะทำให้คนอื่นสงสัยมากๆ

เอริก้าได้ยินดังนั้นก็ชะงักไป เหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ นี่เป็นครั้งแรกที่เธอเอ่ยปากถามขึ้นมาเอง:

"นักเวทคนนั้นคือใครเหรอคะ?"

เกว็นมองเธออย่างสงสัย แล้วเอ่ยปากตอบ:

"ทุกท่านน่าจะรู้จัก เขาคือ วิกเตอร์ เคลเวนเนอร์"

ทันทีที่ชื่อนี้ดังขึ้น ก็ทำให้เกิดความโกลาหลในหมู่นักเวททันที

นักเวทหลายคนที่เกลียดชังวิกเตอร์ฉวยโอกาสนี้ พูดจาอย่างถือดีว่า:

"ต้องเป็นฝีมือของวิกเตอร์แน่ๆ!"

"ใช่เลย! เมื่อก่อนเขาก็เคยทำเรื่องเลวร้ายอื่นๆ ครั้งนี้ก็ต้องเป็นฝีมือของเขาแน่!"

ในบรรดาคนที่อยู่ที่นี่ ใครบ้างจะไม่รู้ 'ชื่อเสียงฉาวโฉ่' ของวิกเตอร์ พอมีโอกาสที่จะใส่ร้ายอีกฝ่าย พวกเขาก็ไม่รีรอเลยสักนิด

ดยุกรีวิสเองก็สับสนเหมือนกัน แต่ก็ยังหันไปปรามเหล่านักเวท:

"ทุกคนอย่าเพิ่งใจร้อนครับ ตอนนี้เรื่องที่สำคัญที่สุดคือการป้องกันภูเขาไฟปะทุ ต้องลดความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นให้เหลือน้อยที่สุดก่อน!"

เมื่อได้ยินท่านดยุกพูด นักเวทหลายคนก็หยุดเถียงกัน

ก็อย่างที่รีวิสพูดนั่นแหละ มาถึงขั้นนี้แล้ว การตามหาผู้บงการเบื้องหลังมันไม่สำคัญเลย

ผ่านพ้นวิกฤตตรงหน้าไปให้ได้ก่อนคือเรื่องที่สำคัญที่สุด

"โอ้ววววว!!!!"

ขณะที่กำลังพูดคุยกันอยู่นั้น เสียงคำรามก็ดังขึ้นมาจากบนภูเขาไฟอีกครั้ง

คราวนี้ ทุกคนได้ยินกันอย่างชัดเจน

เหล่านักเวทพากันมองไปที่ยอดเขา เงียบจนพูดอะไรไม่ออก

เสียงนั่น มันคือสิ่งมีชีวิตเหรอ?

"คุณผู้หญิง! คุณเข้าไปไม่ได้นะคะ!"

เสียงของอัศวินโดยรอบดึงดูดความสนใจของคนจำนวนมาก ทุกคนหันไปมองทางนั้น

เป็นหญิงชราคนหนึ่ง เธอกำลังพยายามจะฝ่าวงล้อมของอัศวินเข้าไปในที่ตั้ง

"มีคนไปล่วงเกินเทพภูเขาไฟ! ต้องมีคนไปล่วงเกินเทพภูเขาไฟแน่ๆ!"

เธอตะโกนผ่านอัศวินที่คุ้มกันอยู่ตรงนั้น:

"ทุกอย่างจบสิ้นแล้ว! พวกเราจบสิ้นกันหมดแล้ว!"

เหล่านักเวทมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ดยุกรีวิสโบกมือ แล้วพูดกับอัศวิน:

"ให้เธอเข้ามา"

"ครับ!"

อัศวินไม่ขวางอีกต่อไป หญิงชราคนนี้ก็รีบสะบัดมืออัศวินออก ถือไม้เท้าเดินโขยกเขยกเข้ามา

"คุณยายครับ อะไรคือเทพภูเขาไฟเหรอครับ?"

ดยุกรีวิสถามเธออย่างสุภาพ แต่เหล่านักเวทโดยรอบเห็นท่าทีเสียสติของหญิงชราเมื่อครู่ ก็เริ่มซุบซิบกัน:

"ยายแก่นี่ท่าทางสติไม่ดี จะไปถามอะไรได้?"

"อะไรคือเทพภูเขาไฟ? ฉันไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย"

"สงสัยจะมาก่อกวนล่ะสิ ดยุกรีวิส รีบไล่เธอไปเถอะครับ"

ดยุกรีวิสไม่ได้ฟังคำแนะนำของเหล่านักเวท เขามองหญิงชราอย่างสุภาพแล้วถาม

"คุณยายครับ ถ้าคุณยายมีอะไรอยากจะพูด ก็บอกผมได้เลย"

หญิงชรามองท่านดยุกขึ้นๆ ลงๆ เปลี่ยนจากท่าทีเสียสติเมื่อครู่เป็นท่าทีลึกลับ แล้วเริ่มพูด:

"เมื่อหลายร้อยปีก่อน มีคนมาผนึกจอมมารเพลิงไว้ใต้ภูเขาไฟ การผนึกครั้งนั้นทำให้เทพภูเขาไฟพิโรธ จนภูเขาไฟที่นี่ปะทุออกมา"

"แต่หลังจากการปะทุครั้งนั้น หลายร้อยปีที่ผ่านมา ภูเขาไฟก็ไม่เคยขยับเขยื้อนอีกเลย"

"ตอนนี้ภูเขาไฟกลับมาเคลื่อนไหวผิดปกติอีกครั้ง ต้องเป็นเพราะเทพภูเขาไฟที่หลับใหลพิโรธขึ้นมาอีกแน่ๆ ท่านกำลังจะทำลายผนึกออกมา เผาผลาญทั้งฟ้าดินจนหมดสิ้น"

นักเวทจำนวนมากที่อยู่ที่นี่ฟังแล้วก็อึ้งไปตามๆ กัน รีบออกมาพูดว่า

"ท่านดยุก ไม่ต้องใส่ใจหรอกครับ ก็แค่เรื่องเล่าปรัมปราที่เล่าต่อๆ กันมาเท่านั้นแหละ"

แต่สีหน้าของดยุกรีวิสกลับเคร่งขรึมอย่างมาก

เขารู้สึกคุ้นๆ กับเรื่องเล่านี้

และในตอนนั้น เอริก้ากลับมองไปที่ตำแหน่งยอดเขา

เธอลูบหน้าอกตัวเอง เหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง หันกลับมา พูดกับดยุกรีวิส:

"ท่านพ่อคะ หนูอยากขึ้นไปดูบนยอดเขาสักหน่อย"

"หนูรู้สึกได้... ว่าบนยอดเขา มีอะไรบางอย่างอยู่"

"ไม่ได้!"

พอได้ยินคำขอของเอริก้า ท่านดยุกก็โบกมือ ปฏิเสธเสียงแข็ง:

"เอริก้า พ่อตกลงกับลูกได้หลายเรื่อง แต่เรื่องนี้ ไม่มีทาง!"

เอริก้าไม่ยอมแพ้ ขอร้องพ่อของเธอต่อ: "ท่านพ่อคะ! หนูเป็นนักเวทระดับ 2 แล้วนะ มีความสามารถพอที่จะดูแลตัวเองได้แล้ว"

"นอกจากว่าลูกจะเก่งกว่าพ่อ ไม่อย่างนั้น พ่อไม่อนุญาตให้ลูกเหยียบขึ้นไปบนปากปล่องภูเขาไฟแม้แต่ก้าวเดียว!"

เมื่อเห็นดยุกรีวิสทำแบบนี้ เอริก้าก็ทำได้แค่เงียบไป

นี่มันบีบกันชัดๆ

พ่อของเธอแช่อยู่ในระดับ 3 มาสามสิบกว่าปีแล้ว

ใครๆ ก็พูดกันว่า ถ้าจะมีใครก้าวขึ้นเป็นนักบุญจอมเวทระดับ 4 คนใหม่ คนคนนั้นต้องเป็น รีวิส ดู โคลอี อย่างแน่นอน

เอริก้าคิดว่าตัวเองยังก้าวข้ามวิกเตอร์ไม่ได้เลย แล้วจะเป็นไปได้ยังไงที่จะข้ามไปถึงสองระดับ ไปถึงระดับ 4?

แต่ว่า...

เอริก้ารู้สึกอึดอัด

ในเสียงคำรามเมื่อกี้ เธอได้ยินเสียงคนพูด

'มีเสียงอะไรบางอย่าง กำลังบอกว่าเจ็บมาก'

และดยุกรีวิสก็เริ่มออกคำสั่งกับทีมนักเวทแล้ว

ความผิดปกติของภูเขาไฟเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เหล่านักเวทระดับ 3 ตั้งขบวน นักเวทระดับ 2 คอยเป็นกำลังเสริม สลับกันส่งพลังเวท

พวกเขาต้องวาดวงเวท ก่อนที่ภูเขาไฟจะปะทุ อัญเชิญเวทมนตร์สงครามที่ทรงพลังออกมาปกคลุมภูเขาไฟวิสุเวียสทั้งลูก

ถึงตอนนั้น ไม่ว่าจะเป็นลาวาที่ปะทุออกมา หรือว่ามีอะไรกระโดดออกมาจากภูเขาไฟ

ก็ต้องกำจัดพวกมันให้สิ้นซาก!

...

"ในที่สุด... ก็บาดเจ็บจนได้งั้นเหรอ?"

วิกาจ้องมองวิกเตอร์อย่างเหม่อลอย ไม่อยากจะเชื่อสายตา

สภาพของเขาในตอนนี้ พูดได้คำเดียวว่าไม่ดีเลย

เสื้อคลุมถูกเผาไปครึ่งหนึ่ง บาดแผลตามร่างกายที่ถูกลาวาโจมตีก็มีเปลวไฟลุกไหม้อยู่ตลอดเวลา

ทว่า นี่กลับเป็นการบาดเจ็บครั้งแรกของวิกเตอร์... ตลอดการต่อสู้ที่ยาวนานทั้งวัน

สัตว์ประหลาด มันทำได้แค่ประเมินเขาแบบนี้

ทั้งๆ ที่กำลังเผชิญหน้ากับภัยพิบัติที่ราวกับหายนะจากสวรรค์ เขากลับสามารถต่อกรกับมันได้ทั้งวัน แถมยังทำให้มันบาดเจ็บได้อีก

ตลอดเวลานั้น เขาเพิ่งได้รับบาดเจ็บแค่ครั้งเดียว

นี่ก็เพราะว่าเขาเผลอเหม่อไปหน่อย เลยโดนเสาไฟขนาดมหึมานั่นเฉี่ยวเอา

แค่เฉี่ยวทีเดียว ก็ทำให้เขาบาดเจ็บหนักไม่น้อยแล้ว

ถ้าโดนเสาไฟนั่นเข้าไปเต็มๆ ป่านนี้เขาคงไม่เหลือแม้แต่กระดูกแล้ว

"ดูท่าจะฝืนเกินไปจริงๆ สินะ..."

แต่ว่า การบาดเจ็บไม่ใช่ข่าวดีแน่นอน นี่หมายความว่าสมาธิของวิกเตอร์เริ่มลดลง เข้าสู่สภาวะอ่อนล้าแล้ว

การต่อสู้ที่ต่อเนื่องทำให้เขาค่อยๆ ไม่สามารถจดจ่อได้

"หรือว่าพอกันแค่นี้ดีไหม ตอนที่ยังมีพลังเวทเหลือพอ รีบเทเลพอร์ตหนีไปเถอะ"

วิกาพยายามเกลี้ยกล่อมอยู่ข้างหูเขา ถึงแม้มันจะรู้ดีว่าวิกเตอร์ไม่ใช่คนที่จะยอมแพ้ง่ายๆ

แต่สภาพของเขาไม่น่าไว้วางใจเลย

วิกเตอร์ไม่ได้ตอบมัน ทำเพียงแค่ร่ายเวทใส่ตัวเอง เพิ่มบัฟต้านทานไฟ หยุดแผลที่ถูกเผาไหม้ พลางหลบเสาไฟขนาดมหึมาไปอีกสายหนึ่ง

"ถ้าฉันหนีไปตอนนี้ อสูรยักษ์ตัวนี้ก็จะหลุดออกจากภูเขาไฟวิสุเวียสทันที"

"ถึงตอนนั้นแหละ ถึงจะเป็นหายนะของจริง"

"วิกา แกเข้าใจไหม?"

วิกาอึ้งไปเลย

พูดจบ วิกเตอร์ก็นึกขึ้นได้ว่าวิกาเป็นเทพปีศาจ เลยพูดต่อ:

"โทษที ฉันลืมไปว่าแกคงไม่สนเรื่องพวกนี้"

"แต่ฉันสน"

วิกเตอร์โยนเสื้อคลุมที่ขาดรุ่งริ่ง ใช้การไม่ได้แล้วทิ้งไป

ปล่อยให้มันปลิวไปตามลม ตกลงไปในลาวา

เสื้อคลุมสลายกลายเป็นสะเก็ดไฟในอากาศ หายไปจนหมดสิ้น

"ฉันไม่ได้อยากเป็นคนดี แต่ฉันก็ไม่อยากให้ไอ้อสูรยักษ์ที่ไม่มีใครหยุดได้ตัวนี้หลุดออกจากกรงขัง แล้วโดนชาวโลกตราหน้าว่าเป็น 'ผู้ทำลายล้างโลก'"

หลอดเลือดของกูเลตันถูกเขาลดไปหนึ่งในสามแล้ว นั่นคือผลงานอันน่าภาคภูมิใจของเขา

ขอแค่สามารถทำลายพลังป้องกันของอสูรยักษ์ได้ ก็ไม่มีบอสตัวไหนที่เขาฆ่าไม่ลงอีกแล้ว

วิกเตอร์ยังคงจ้องมองกูเลตันที่กำลังคลุ้มคลั่งด้วยแววตาแน่วแน่เหมือนตอนเริ่มต้น แถมยังตื่นเต้นมากขึ้นไปอีก

มีเพียงการต่อสู้ที่เข้มข้นระดับนี้เท่านั้น ที่ทำให้เขารู้สึกเหมือนได้กลับเป็นตัวเองอีกครั้ง

"ก็แค่เจ็บครั้งเดียวเอง ฉันยังไม่แพ้ซะหน่อย"

เพราะว่า นี่คือการต่อสู้ที่เดิมพันด้วยศักดิ์ศรีของเทพสายแบกอย่างเขา!

จบบทที่ บทที่ 20 - ศักดิ์ศรีของเทพสายแบก!

คัดลอกลิงก์แล้ว