- หน้าแรก
- ฉันมองเห็นไอเทมดรอปของมอนสเตอร์ทุกตัว
- บทที่ 50: การล้อมสังหาร!
บทที่ 50: การล้อมสังหาร!
บทที่ 50: การล้อมสังหาร!
บทที่ 50: การล้อมสังหาร!
“พี่ใหญ่ ผมได้ยินมาว่าไอ้เจ้าเทพวิหารคลั่งมันพาลูกน้องไปดักรอเฟิงหัวแล้วนะ ได้ข่าวว่าจะไปเอาไอเทมระดับตำนานบนตัวมัน พวกเราจะไปแจมด้วยหน่อยไหม?”
ณ บริเวณเก็บเลเวลของหมาป่าลมปีศาจ…สังหารโลหิตแห่งกิลด์ราชวงศ์เอ่ยถามจักรพรรดินักดื่มขึ้นมาในทันที
จักรพรรดินักดื่มที่กำลังจัดการมอนสเตอร์อย่างชำนาญก็ตอบกลับไปทันที
“คนของกิลด์เทพวิหารมันไร้สมอง แล้วนี่เเกยังจะตามไปไร้สมองกับพวกมันด้วยอีกคนรึไง? จะดักรอใครไม่ดัก ดันไปดักรอเฟิงหัว”
สังหารโลหิตยังคงไม่เข้าใจนัก “ต่อให้นายเฟิงหัวนี่จะเก่งกาจแค่ไหน แต่สุดท้ายแล้วมันก็มาแค่ตัวคนเดียว กิลด์เราใหญ่โตขนาดนี้ยังจะต้องกลัวมันอีกเหรอ?”
ตอนนั้นเอง นครอุดรเดียวดายที่อยู่ด้านข้างก็เอ่ยขึ้น
“ก็เพราะไอ้พวกปัญญานิ่มแห่งเทพวิหารมันคิดแบบแกนี่แหละ ถึงได้ทำเรื่องโง่ๆแบบนี้ลงไป”
“หาเรื่องใครไม่หา ดันไปหาเรื่องเฟิงหัว แบบนี้มันหาเรื่องใส่ตัวชัดๆ”
สังหารโลหิตแห่งเทพวิหารถึงกับตกตะลึง “นายเฟิงหัวนี่มันเก่งขนาดนั้นเลยเหรอ? เก่งซะจนกิลด์ใหญ่อย่างเรายังต้องเกรงกลัวน่ะ”
“กลัวมัน?” นครอุดรเดียวดายถึงกับพูดไม่ออก
“ความแข็งแกร่งของเฟิงหัวเป็นเรื่องที่ไม่มีใครกังขาอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าสำหรับกิลด์ของเรา การผูกมิตรกับผู้เล่นอิสระอย่างเฟิงหัวมันมีค่ามากกว่าการเป็นศัตรูกับเขาเยอะ”
“แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะอยู่เหนือผลประโยชน์ของกิลด์เราได้ เข้าใจไหม?”
เมื่อเห็นสีหน้ากึ่งเข้าใจกึ่งไม่เข้าใจของสังหารโลหิต นครอุดรเดียวดายก็ได้แต่ยกมือกุมขมับ
“ช่างเถอะ แกไปลากมอนสเตอร์ต่อเถอะไป”
….
ทันใดนั้นจักรพรรดินักดื่มก็เอ่ยปากถามขึ้นมา “แล้วเจ้าเทพวิหารคลั่งมันพาคนไปเท่าไหร่?”
นครอุดรเดียวดายครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“ดูเหมือนว่าจะยกหน่วยรบชั้นยอดของเทพวิหารที่ออกจากหมู่บ้านมือใหม่ไปทั้งหมดเลยนะ”
หลังจากจัดการมอนสเตอร์ตรงหน้าเสร็จ จักรพรรดินักดื่มก็ทอดสายตามองไปยังทิศทางของเทือกเขาเอาก์ลิน ในใจไม่รู้กำลังครุ่นคิดเรื่องอะไรอยู่ เขาจึงนิ่งเงียบไปนาน
………………
ในขณะเดียวกัน ไม่ใช่แค่กิลด์ราชวงศ์เท่านั้นที่คิดเช่นนี้
ไม่ว่าจะเป็นกิลด์ลั่วเสินหรือกิลด์อื่นๆที่รองลงมา พอได้ข่าวว่าเทพวิหารกำลังจะลงมือกับเฟิงหัว แทบทุกกิลด์ต่างก็พร้อมใจกันเลือกที่จะนิ่งเงียบ
หรืออาจจะเรียกว่านั่งบนภูดูเสือกัดกันเสียมากกว่า เพราะพวกเขาก็อยากจะใช้โอกาสนี้หยั่งเชิงความสามารถของผู้เล่นอันดับหนึ่งของเกมคนนี้ดูสักหน่อย
แล้วทางด้านหลินอี้ล่ะ?
เมื่อเห็นว่าตัวเองโดนคน “ดักซุ่ม” เข้าให้แล้ว บอกตามตรงว่าเขาก็คาดไม่ถึงอยู่เหมือนกัน
คงต้องโทษที่ตัวเองประมาทเกินไป
ทันทีที่เทพวิหารคลั่งออกคำสั่ง หลินอี้ก็รู้สึกเจ็บแปลบที่แผ่นหลัง
...เป็นพวกโจรนี่เอง!
“-89”
“-78”
“-114” คริติคอล!
ตัวเลขค่าความเสียหายสามค่าลอยขึ้นเหนือศีรษะของหลินอี้ในพริบตา พลังชีวิตของเขาลดฮวบราวกับเขื่อนแตก หายไปเกือบครึ่งหลอดในชั่วอึดใจ
ทว่าในวินาทีถัดมา สกิลรักษาของเอฟร่าก็ร่ายลงมาในจังหวะเดียวกันพอดี
“+357”
“+10”
“+10”
“+10”
…
พลังชีวิตที่หายไปถูกฟื้นฟูกลับมาเต็มหลอดในทันที
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชั่วพริบตานี้ทำให้ทุกคนถึงกับตกตะลึง
เรื่องแรกที่น่าตกใจก็คือพลังป้องกันของเฟิงหัวนั้นสูงอย่างไม่น่าเชื่อ
ขนาดโจรยังทำความเสียหายให้เขาได้ไม่ถึงร้อยเลยด้วยซ้ำ นี่มันยังเป็นอาชีพสายเวทมนตร์ที่เปราะบางอยู่จริงหรือ?
แต่ที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่าคือจังหวะการรักษาที่แม่นยำราวจับวางของเอฟร่า รวมไปถึงปริมาณการฟื้นฟูที่น่าสะพรึงกลัวนั่น!
เทพวิหารหยิงหยิงที่อยู่ด้านข้างวิเคราะห์สถานการณ์ตรงหน้าได้อย่างรวดเร็ว
“นักรบทั้งหมดบุกเข้าไป! พยายามจัดการเขาทีเดียวให้จบ อย่าให้สัตว์เลี้ยงของมันมีโอกาสฮีล!”
“ส่วนพวกโจรก็คอยโจมตีอิสระอยู่รอบนอก คอยกันไม่ให้เขาหนีไปได้ด้วย!”
“นักบวชก็คอยดูเลือดของพวกนักรบไว้ พร้อมกับระวังการสวนกลับของเฟิงหัวให้ดี!”
ยังไม่ทันที่เทพวิหารหยิงหยิงจะพูดจบ นักรบทั้งสี่จากสี่ทิศทางก็ใช้สกิล “พุ่งชน” เข้าใส่หลินอี้พร้อมกัน!
หากหลินอี้โดน “โล่กระแทก” ทั้งสี่ครั้งนี้เข้า ขอเพียงแค่คนใดคนหนึ่งติดสถานะมึนงง รับรองได้เลยว่าในวินาทีถัดไป ร่างของหลินอี้จะต้องจมหายไปใต้ห่าเวทมนตร์จากเหล่านักเวทที่รายล้อมอยู่อย่างแน่นอน
นับตั้งแต่ที่ได้กลับมาเกิดใหม่ หลินอี้ก็ใช้ชีวิตของตัวเองอย่างสงบเสงี่ยมมาโดยตลอด ไม่เคยคิดจะไปหาเรื่องใคร และที่สำคัญคือไม่เคยคิดที่จะเป็นศัตรูกับกิลด์ใหญ่เหล่านี้เลยแม้แต่น้อย
ในความคิดของหลินอี้แล้ว สภาวะที่ดีที่สุดคือต่างคนต่างอยู่ ถ้ามีโอกาสก็ร่วมมือกัน ถ้าไม่ก็แยกย้ายกันไปเล่นตามทางของตัวเอง
ด้วยนิสัยของหลินอี้ ปกติแล้วเขาจะเป็นพวก ‘ถ้าไม่มีใครมายุ่งก่อน เขาก็จะไม่ไปยุ่งกับใคร’
ดังนั้นการอยู่ร่วมกันอย่างสันติได้ย่อมเป็นสิ่งที่ดีที่สุด
แต่ว่า...หากมีใครกล้าเหยียบขึ้นมาบนหัวของเขาจริงๆล่ะก็
เหอะ!
เป็นคน มันก็ต้องมีขีดจำกัดกันบ้าง!
“เทเลพอร์ต!”
สกิล “โล่กระแทก” ของนักรบทั้งสี่คนพลาดเป้าเป้าทั้งหมด พวกเขาทั้งสี่ได้แต่มองหน้ากันเลิ่กลั่ก
การโจมตีที่เหล่านักเวทเตรียมการกันมาอย่างดิบดีก็พลาดเป้าเป้าไปตามๆกัน เหลือทิ้งไว้เพียงเสียงระเบิดดังกึกก้องของเวทมนตร์
คนล่ะ?
หายไปไหน?
หรือว่าจะออฟไลน์ไปแล้ว?
แต่เดี๋ยวนะ เมื่อเข้าสู่สถานะต่อสู้แล้วจะออฟไลน์ไม่ได้นี่นา!
นี่คือความคิดแรกที่ผุดขึ้นในหัวของทุกคนหลังจากที่หลินอี้หายตัวไปอย่างกะทันหัน
ทว่าในวินาทีต่อมา เสียงกรีดร้องก็ดังขึ้น...ซึ่งนั่นก็คือเสียงของรองหัวหน้ากิลด์เทพวิหาร...เทพวิหารหยิงหยิง!
เทพวิหารหยิงหยิงมองเฟิงหัวที่ปรากฏตัวตรงหน้าอย่างตื่นตระหนก: “นายจะทำอะไร!”
หลินอี้ขี้เกียจเกินกว่าจะตอบคำถามปัญญาอ่อนเช่นนั้น เพราะในฐานะแกนหลักและผู้บัญชาการของทีม คนแบบนี้ต้องตายเป็นคนแรก!
“ขีปนาวุธอาเคน!”
“-401” คริติคอล!
สังหารทันที!
ร่างของเทพวิหารหยิงหยิงกลายเป็นแสงสีขาวสลายไปต่อหน้าต่อตาทุกคน
พอเทพวิหารคลั่งเห็นภาพนั้นเข้า ใจของเขาก็สั่นสะท้านอย่างรุนแรง: “เเก!”
อาศัยจังหวะที่ทุกคนกำลังตกตะลึง หลินอี้หันไปยิ้มให้เทพวิหารคลั่ง: “ใจเย็นๆเดี๋ยวก็ถึงตานายแล้ว”
ณ ตอนนั้นเอง เทพวิหารคลั่งก็ได้สติจากเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เขาระเบิดโทสะออกมา
“ยังจะมัวยืนบื้ออะไรกันอยู่! ลุยมัน!”
เป็นโจรอีกแล้ว!
หลินอี้ม้วนตัวหนึ่งตลบ หลบคมมีดสั้นที่ส่องประกายเย็นเยียบได้อย่างหวุดหวิด
นักรบทั้งสี่คนกลับมารวมกลุ่มจัดกระบวนทัพอีกครั้ง แล้วโถมเเข้า มาล้อมกรอบหลินอี้
เทพวิหารคลั่งคำราม: “คราวนี้ฉันจะดูซิว่าเเกจะหนีไปไหนได้อีก”
หลังจากที่หลินอี้ม้วนตัวหลบ แม้จะหลบการลอบโจมตีของโจรได้สำเร็จ แต่ทว่าเขากลับต้องรับการโจมตีด้วยเวทมนตร์ไปเต็มๆสามชุดรวด ซึ่งรวมถึงของเทพวิหารคลั่งด้วย
“-105”
“-69”
“-67”
พลังชีวิตกว่า 600 หน่วยของหลินอี้ ลดฮวบไปกว่าหนึ่งในสามในชั่วพริบตา
หลินอี้เพิ่งจะตั้งหลักได้ นักรบคนหนึ่งก็ยกโล่พุ่งเข้าใส่
“ทุบกระแทก!”
“-41”
หลินอี้เซถลาจนเกือบจะล้มลง
พอนักรบคนถัดไปใช้สกิล “ทุบกระแทก” เเข้า มาอีกครั้ง หลินอี้ที่ตั้งหลักได้มั่นคงแล้วก็ขยับตัวเพียงเล็กน้อยเพื่อหลบการโจมตีนั้นไปได้อย่างสวยงาม
และในจังหวะนั้นเอง สกิลขีปนาวุธอาเคนก็คูลดาวน์เสร็จพอดี
หลินอี้ฉวยโอกาสช่วงเวลาสั้นๆนั้น ยิงสกิลใส่จอมเวทไฟคนหนึ่งในกลุ่มนักเวท
“ขีปนาวุธอาเคน”
“-396”
สังหารทันทีอีกครั้ง!
….
“ดาเมจสูงชะมัด!”
ทุกคนต่างตกตะลึงกับพลังโจมตีของหลินอี้
เเละมีคนหนึ่งตั้งสติได้
“เวทมนตร์ของเขาเหมือนจะร่ายทันทีเลยนี่หว่า!”
เมื่อเห็นว่ามีคนถูกหลินอี้สังหารไปอีกหนึ่งคน สีหน้าของเทพวิหารคลั่งในตอนนี้ก็บูดเบี้ยวถึงขีดสุด
พาคนมาเป็นสิบเพื่อดักฆ่านักเวทคนเดียว ไม่เพียงแต่จะฆ่าไม่สำเร็จ แต่กลับโดนสวนกลับจนตายไปถึงสองคน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือรองหัวหน้ากิลด์!
แค่คิดว่าถ้าเรื่องนี้แพร่ออกไป กิลด์เทพวิหารจะถูกหัวเราะเยาะขนาดไหน สีหน้าของเทพวิหารคลั่งก็มืดครึ้มจนแทบจะมีน้ำหยดออกมา
เขามองไปยังร่างที่กำลังตกอยู่ในวงล้อมและสถานการณ์คับขันนั้น แล้วก็ต้องยอมรับแต่โดยดีว่าเฟิงหัวคนนี้แข็งแกร่งกว่าที่เขาคาดการณ์ไว้มากจริงๆ
หลังจากเพิ่งหลบสกิล “ทุบกระแทก” ของนักรบได้ ลูกศรน้ำแข็งลูกหนึ่งก็พุ่งเข้าใส่แผ่นหลังของเฟิงหัว
[ระบบ]: ท่านถูกโจมตีด้วยลูกศรน้ำแข็งและติดสถานะ ความเร็วเคลื่อนที่ลดลง 30% เป็นเวลา 3 วินาที
“บัดซบ!” หลินอี้สบถในใจ
นี่มันเคราะห์ซ้ำกรรมซัดชัดๆ!
และในตอนนั้นเอง สกิลโล่กระแทกของนักรบคนหนึ่งก็คูลดาวน์เสร็จพอดี เขาพุ่งเข้าโจมตีหลินอี้ที่หลบไม่ทันในทันที
“โล่กระแทก!”
“-31”
[ระบบ]: ท่านถูกโจมตีด้วยโล่กระแทกและติดสถานะ มึนงง 1 วินาที
[ระบบ]: ท่านถูกจำกัดการเคลื่อนไหว เหลือเวลาอีก 51ms
[ระบบ]: ท่านถูกจำกัดการเคลื่อนไหว เหลือเวลาอีก 39ms
…
ในชั่ววินาทีที่หลินอี้ติดสถานะมึนงง เวทมนตร์ห้าสายก็ร่ายเสร็จสมบูรณ์ แล้วระดมยิงเข้าใส่ร่างของเขาพร้อมกัน
เทพวิหารคลั่งตะโกนอย่างบ้าคลั่ง: “ตายซะ!”
“-89”
“-75”
“-79”
“-68”
“-115” คริติคอล!
[ระบบ]: ผลของ [พรแห่งเอฟร่า] ทำงาน ท่านจะได้รับสถานะอมตะต่อความเสียหายทั้งหมด เป็นเวลา 3 วินาที
“ฮีล”
“+349”
“+10”
“+10”
…
[ระบบ]: สถานะมึนงงสิ้นสุดลง
อาคาฮิโตมิ (เพื่อน): “ขอโทษที พอดีมาช้าไปหน่อย”
(จบตอน)