เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 49: ปะทะกิลด์​เทพวิหาร

บทที่ 49: ปะทะกิลด์​เทพวิหาร

บทที่ 49: ปะทะกิลด์​เทพวิหาร


บทที่ 49: ปะทะกิลด์​เทพวิหาร

“ขับเร็วอีก เร็วอีก!”

เหอไห่ที่นั่งอยู่ในรถหรู ตะโกนใส่คนขับด้วยหัวใจที่ร้อนรนดั่งไฟลน

“จะรอไฟแดงบ้าบออะไรอีก ขับฝ่าไปเลย! ถ้าช้ากว่านี้ก็ไม่ทันการแล้ว!”

อันที่จริง คนขับรถของเหอไห่ก็เป็นเพียงคนขับรถส่วนตัวธรรมดาๆที่ปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด

แต่ทว่าภายใต้การเร่งเร้าไม่หยุดหย่อนของเหอไห่ รถยนต์ส่วนตัวธรรมดาคันหนึ่งกลับถูกขับราวกับรถแข่ง ทะยานไปบนท้องถนนด้วยความเร็วสูง

และเมื่อเหอไห่มาถึงที่หมายอย่างกระหืดกระหอบ สีหน้าของเขาก็เหลือเพียงอารมณ์เดียว

นั่นคือ...ตะลึงงัน!

“คุณมาได้จังหวะพอดีเลย ผมกำลังจะโทรหาคุณอยู่พอดี”

หลินอี้วางโทรศัพท์ในมือลง พลางมองเหอไห่ที่ยืนนิ่งราวกับท่อนไม้

เหอไห่มองไปยัง ‘ร่าง’ ที่นอนเกลื่อนกลาดอยู่บนพื้น ก่อนจะกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก

“คุณ...คุณฆ่าพวกเขาหมดเลยเหรอ?”

ในตอนนี้ ในหัวของเหอไห่สามารถจินตนาการได้เลยว่าเมื่อตะวันขึ้นในวันพรุ่งนี้ เมืองปินไห่จะต้องเผชิญกับความวุ่นวายครั้งใหญ่หลวงเพียงใด

ต้องรู้ก่อนว่าแต่ละคนที่นอนกองอยู่ตรงนี้ ล้วนเป็นผู้นำในแวดวงธุรกิจของเมืองปินไห่ทั้งสิ้น!

หากว่าพวกเขาตายไปแบบนี้ มันจะเป็นหายนะครั้งใหญ่หลวงสำหรับวงการธุรกิจของเมืองปินไห่เลยทีเดียว!

เมื่อมองชายหนุ่มที่ยังคงมีท่าทีสงบนิ่งราวกับสายลมและเมฆา หัวใจของเหอไห่ก็เต็มไปด้วยความรู้สึกซับซ้อนและเสียใจอย่างสุดซึ้ง

เราบอกพวกเขาไปแล้วไม่ใช่เหรอว่าคนคนนี้ห้ามไปยุ่งด้วย?

ทำไมเจ้าพวกบัดซบนี่ถึงไม่ยอมฟังกันเลยนะ?

แล้วดูสิตอนนี้เรื่องบานปลายขนาดนี้แล้ว ตัวเขาจะเก็บกวาดเรื่องนี้ยังไงดี?

ในขณะที่เหอไห่กำลังครุ่นคิดว่าจะจัดการเรื่องนี้อย่างไรดี หลินอี้ก็เอ่ยขึ้นมาว่า

“ไม่ต้องห่วงหรอก พวกเขายังไม่ตาย เพียงแต่ว่าอีกหลายปีต่อจากนี้คงต้องใช้ชีวิตอยู่ในโรงพยาบาลแทน”

พูดตามตรง ถ้าไม่ถึงที่สุดจริงๆหลินอี้ก็ไม่อยากจะก่อเหตุฆ่าฟันใครโดยไม่มีเหตุผล

เพราะถึงที่สุดแล้ว หลินอี้ก็ยังไม่สามารถทำใจให้เย็นชาต่อชีวิตคนอื่นได้เหมือนกับพวกเขาเหล่านั้น

ถึงแม้ว่าจะละเว้นโทษตายให้ แต่โทษเป็นนั้นแต่ละคนก็หนีไม่พ้น และหลินอี้ก็หวังว่าจะมีใครบางคนที่ได้สติขึ้นมาบ้างหลังจากเรื่องนี้

แต่ถ้ายังมีคนที่ไม่รู้จักหลาบจำอีกล่ะก็ งั้นหลินอี้ก็ไม่เกี่ยงที่จะเชือดไก่ให้ลิงดูสักครั้ง

“ยังไม่ตาย?”

พอได้ยินว่ายังไม่ตาย เหอไห่ก็ดีใจจนเนื้อเต้น

“ไม่ตายก็ดีแล้ว ไม่ตายก็ดีแล้ว”

จริงๆแล้วเหอไห่ไม่ได้สนใจความเป็นความตายของพวกเขาเลยสักนิด ถ้าเป็นสถานการณ์อื่น ต่อให้เจ้าพวกที่หยิ่งยโสและชั่วช้าพวกนี้ตายไป เขาก็มีแต่จะดีใจเสียอีก

แต่ว่าตอนนี้มันไม่เหมือนกัน

ถ้าคนจำนวนมากขนาดนี้ตายไปพร้อมกัน มันจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อธุรกิจของพวกเขาและเศรษฐกิจของเมืองปินไห่เป็นอย่างมาก

เพราะมีเรื่องสำคัญหลายอย่างที่ต้องผ่านการอนุมัติจากพวกเขา หากจู่ๆขาดหัวเรือใหญ่ไปพร้อมกัน ตระกูลพวกนี้ไม่วุ่นวายก็แปลกแล้ว

สำหรับเหอไห่แล้ว ไม่ว่าพวกเขาจะต้องทนทุกข์ทรมานแค่ไหนหลังจากนี้ ขอแค่ยังมีชีวิต มีลมหายใจอยู่ก็พอแล้ว

ในขณะเดียวกัน เหอไห่ก็รู้สึกโล่งใจที่อีกฝ่ายไม่ได้โกรธเคืองเขาจากเรื่องนี้ไปด้วย ไม่อย่างนั้นล่ะก็ ตอนนี้เหอไห่คงต้องเดินเข้าไปกระทืบซ้ำคนละทีสองทีถึงจะหายแค้น

หลังจากคุยกับเหอไห่เสร็จ หลินอี้ก็เดินตรงออกไปนอกหมู่บ้าน ตั้งใจจะไปหาซื้อเสื้อผ้ากับของใช้ส่วนตัวที่ตลาดโต้รุ่ง

แต่ในตอนที่เดินผ่านเหอไห่ หลินอี้ก็ไม่ลืมที่จะเอ่ยขึ้นมาว่า

“ต้องรบกวนคุณช่วยจัดการเรื่องที่เหลืออีกแล้วนะ รวมครั้งที่แล้วด้วย ผมติดหนี้บุญคุณคุณสองครั้ง”

“ถ้าวันไหนมีเรื่องอะไรที่ผมพอจะช่วยได้ ก็มาหาผมได้เลย”

เหอไห่ที่เมื่อครู่ยังก่นด่าพวกจ้าวซื่อเจี้ยนที่ไม่ยอมฟังคำเตือนจนสร้างปัญหาให้เขาอยู่เลย พอได้ยินคำพูดของหลินอี้ ใบหน้าของเขาก็พลันเบิกบานขึ้นมาทันที

“เป็นหน้าที่ของผมอยู่แล้วครับ เป็นหน้าที่ของผมอยู่แล้ว”

หลินอี้ที่เพิ่งเดินออกไปได้ไม่ไกลนัก พลันหยุดฝีเท้าลงแล้วกล่าวว่า

“อ้อ จริงสิ พอพวกเขาฟื้นแล้ว ช่วยบอกพวกเขาด้วยนะว่า ผมยินดีต้อนรับให้มานั่งเล่นที่นี่อีก”

“ผมจะช่วยแจ้งให้ครับ”

“ถ้าอย่างนั้นก็รบกวนคุณด้วย”

“ได้เลยครับ”

เมื่อหลินอี้จากไปแล้ว พอนึกถึงคำพูดเมื่อครู่ของหลินอี้ที่ทำให้เขาได้บุญคุณมาฟรีๆ

เหอไห่มองไปยัง ‘ร่าง’ ที่นอนเกลื่อนกลาดอยู่บนพื้น ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ได้โกรธขนาดนั้นแล้ว

“‘บุญคุณ’ ของพวกแกครั้งนี้...ช่างทำให้ฉันไม่รู้จะพูดอะไรดีจริงๆ”

“ฮัลโหล ผอ.หลี่ พอจะจัดรถพยาบาลมาที่นี่สักสองสามคันได้ไหมครับ?”

“กี่คันเหรอครับ?”

เหอไห่มองไปยังคนที่นอนอยู่บนพื้น

“อืม...ตอนนี้ที่โรงพยาบาลของคุณมีรถว่างอยู่กี่คันล่ะครับ?”

………

หลังจากที่จางซินอิ่งออกจากเกม เธอก็เปิดประตูห้องออกมาแล้วเห็นมู่หลิงเสวี่ยกำลังเดินลงบันไดพอดี

“ข้างนอกทำไมเสียงดังจังเลยอะ?”

มู่หลิงเสวี่ยมองไปยังรถพยาบาลที่จอดเรียงรายอยู่นอกหน้าต่าง พลางขมวดคิ้ว

“น่าจะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นแถวๆนี้ล่ะมั้ง”

ในตอนนั้นเอง เสียงของเฉินเวยก็ดังมาจากชั้นบน

“ฉันสั่งอาหารเดลิเวอรี่ พวกเธอจะกินอะไรไหม?”

มู่หลิงเสวี่ยตะโกนตอบ “ข้าวต้มหูฉลามร้านอวี้ติ่งจี้!”

จากนั้น มู่หลิงเสวี่ยก็หันไปมองจางซินอิ่ง “แล้วซินอิ่งล่ะ?”

แต่เมื่อสังเกตเห็นสายตาของจางซินอิ่ง ไฟแห่งความอยากรู้อยากเห็นในดวงตาคู่โตของมู่หลิงเสวี่ยก็ลุกโชนขึ้นมา

“ซินอิ่ง เธอมีอะไรจะบอกฉันรึเปล่าจ๊ะ?”

“เอ๊ะ!” จางซินอิ่งเพิ่งจะรู้สึกตัว “เสวี่ยเอ๋อร์ เธอพูดว่าอะไรนะ?”

มู่หลิงเสวี่ยเหลือบมองไปยังประตูห้องของหลินอี้ พลางพูดด้วยน้ำเสียงน้อยใจ

“หรือจะให้ฉันช่วยถามเขาให้ด้วยดีไหม?”

ตอนแรกมันเป็นเพียงคำพูดล้อเล่นของมู่หลิงเสวี่ย แต่เธอไม่คาดคิดว่าจางซินอิ่งจะตอบกลับมาโดยสัญชาตญาณว่า

“ดีเลย!”

มู่หลิงเสวี่ย: “……”

……

กว่าหลินอี้จะซื้อของจากตลาดโต้รุ่งเสร็จแล้วกลับมา ก็เป็นเวลาห้าทุ่มกว่าแล้ว

เมื่อมองไปยังคฤหาสน์ที่มืดสนิท หลินอี้ก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย

“นอนกันเร็วจังเลยนะ!”

ถ้าคำนวณจากเวลาเล่นเกมวันละสิบสี่ชั่วโมง เวลาเล่นเกมของพวกเธอก็คงจะหมดแล้ว…ตอนนี้ที่ไม่มีไฟเปิดอยู่ก็คงจะไปนอนพักผ่อนกันแล้ว

เมื่อหลินอี้หิ้วถุงข้าวของพะรุงพะรังเข้ามาในคฤหาสน์ อาศัยแสงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามา เขาก็มองไปยังอาหารเดลิเวอรี่กล่องหนึ่งที่แขวนอยู่บนลูกบิดประตูห้องของเขาอย่างตะลึงงัน

เขาวางของที่ซื้อมาไว้ที่มุมกำแพงอย่างลวกๆจากนั้นก็นั่งลงที่โต๊ะแล้วเปิดกล่องอาหารเดลิเวอรี่ที่ไม่คาดคิดนั้นออกดู ข้างในกลับเป็น...ข้าวราดหมูเส้นผัดพริกหยวก!

ทันใดนั้น หลินอี้ก็หันขวับไปมองประตูห้องฝั่งตรงข้ามที่ปิดสนิท

ด้วยการรับรู้ของเขา เขาสามารถสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าหลังประตูบานนั้นมีเสียงลมหายใจที่ค่อนข้างถี่กระชั้นอยู่

จากนั้น บนใบหน้าของหลินอี้ก็ปรากฏรอยยิ้มขื่นๆขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว

ไม่คิดเลยว่าจะจำกันได้เร็วขนาดนี้

จะเป็นตอนที่คลับส่วนตัวนั่น...หรือว่าจะเป็น...

เขามองไปยังกล่องข้าวที่น่ากินตรงหน้า

“ไม่คิดเลยว่าเธอยังจะจำได้ว่าฉันชอบกินเมนูนี้”

“นายท่าน นี่คืออาหารในโลกของท่านเหรอคะ?” เอฟร่าโผล่ออกมาจากไหนก็ไม่รู้ เธอมองกล่องข้าวอย่างสงสัย​

หลินอี้ตักข้าวคำหนึ่งที่มีน้ำราดหมูเส้นผัดพริกหยวกอยู่ด้วยให้เอฟร่า

“อยากลองชิมดูไหม?”

“ไม่เอาค่ะ” เอฟร่ารีบส่ายหน้า​

จากนั้นเธอก็บินเข้าไปในร่างของหลินอี้แล้วหายไป

หลินอี้ไม่ได้แสดงความประหลาดใจอะไรมากมายกับเรื่องนี้

เพราะว่าก่อนหน้านี้เขาก็ได้รู้จากเอฟร่าแล้วว่า ตอนนี้เธอมีความสามารถในการเดินทางไปมาระหว่างทวีปราฟามกับโลกได้แล้ว

ตอนนี้เอฟร่าคงจะกลับไปที่ทวีปราฟามแล้วล่ะมั้ง

ถึงแม้ว่าเมื่อครู่เขาจะกินอะไรที่ตลาดโต้รุ่งมาแล้ว แต่หลินอี้ก็ยังคงจัดการอาหารเดลิเวอรี่ที่มีความหมายพิเศษกล่องนี้จนเกลี้ยงในพริบตา

หลังจากกินเสร็จ หลินอี้ก็หันไปมองฝั่งตรงข้าม แล้วเอ่ยด้วยเสียงที่แทบจะไม่ได้ยินว่า

“ขอบคุณนะ!”

ไม่ว่าเธอจะยอมยกโทษให้ความเจ็บปวดที่ฉันเคยสร้างไว้ให้เธอหรือไม่ แต่ในเมื่อครั้งนี้ฉันกลับมาแล้ว ฉันก็จะไม่จากเธอไปไหนอีก และจะไม่ยอมให้เธอต้องเจ็บปวดอีกแม้แต่น้อย

….

วันรุ่งขึ้น...

เมื่อหลินอี้กลับเข้าสู่เกมอีกครั้ง เสียงแจ้งเตือนข้อความในรายชื่อเพื่อนก็ดัง “ติ๊งๆๆ” ไม่หยุด

แต่ทว่าในตอนนั้นหลินอี้กลับไม่ได้รับรู้อะไรเลย เพราะว่า...เอฟร่ารีบส่ายหน้ากำลังมองมาที่หลินอี้ด้วยรอยยิ้ม

“ท่านเทพเฟิงหัว พวกเรารอท่านนานแล้วนะ”

หลินอี้มองสมาชิกของกิลด์เทพวิหารกว่าสิบคนที่อยู่รอบๆตัวเขา พลางกล่าวอย่างคาดไม่ถึง

“พิธีต้อนรับของพวกคุณนี่มันจะยิ่งใหญ่เกินไปหน่อยไหม?”

“ยิ่งใหญ่?” เทพวิหารคลั่งยิ้ม “ถ้าไม่ต้อนรับผู้เล่นอันดับหนึ่งของเกมให้ยิ่งใหญ่หน่อย มันก็รู้สึกไม่สบายใจน่ะสิ!”

จากนั้น รอยยิ้มบนใบหน้าของเทพวิหารคลั่งก็เปลี่ยนเป็นรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม

“จัดการ!”

………………….

จบบทที่ บทที่ 49: ปะทะกิลด์​เทพวิหาร

คัดลอกลิงก์แล้ว