- หน้าแรก
- ฉันมองเห็นไอเทมดรอปของมอนสเตอร์ทุกตัว
- บทที่ 49: ปะทะกิลด์เทพวิหาร
บทที่ 49: ปะทะกิลด์เทพวิหาร
บทที่ 49: ปะทะกิลด์​เทพวิหาร
บทที่ 49: ปะทะกิลด์​เทพวิหาร
“ขับเร็วอีก เร็วอีก!”
เหอไห่ที่นั่งอยู่ในรถหรู ตะโกนใส่คนขับด้วยหัวใจที่ร้อนรนดั่งไฟลน
“จะรอไฟแดงบ้าบออะไรอีก ขับฝ่าไปเลย! ถ้าช้ากว่านี้ก็ไม่ทันการแล้ว!”
อันที่จริง คนขับรถของเหอไห่ก็เป็นเพียงคนขับรถส่วนตัวธรรมดาๆที่ปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด
แต่ทว่าภายใต้การเร่งเร้าไม่หยุดหย่อนของเหอไห่ รถยนต์ส่วนตัวธรรมดาคันหนึ่งกลับถูกขับราวกับรถแข่ง ทะยานไปบนท้องถนนด้วยความเร็วสูง
และเมื่อเหอไห่มาถึงที่หมายอย่างกระหืดกระหอบ สีหน้าของเขาก็เหลือเพียงอารมณ์เดียว
นั่นคือ...ตะลึงงัน!
“คุณมาได้จังหวะพอดีเลย ผมกำลังจะโทรหาคุณอยู่พอดี”
หลินอี้วางโทรศัพท์ในมือลง พลางมองเหอไห่ที่ยืนนิ่งราวกับท่อนไม้
เหอไห่มองไปยัง ‘ร่าง’ ที่นอนเกลื่อนกลาดอยู่บนพื้น ก่อนจะกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
“คุณ...คุณฆ่าพวกเขาหมดเลยเหรอ?”
ในตอนนี้ ในหัวของเหอไห่สามารถจินตนาการได้เลยว่าเมื่อตะวันขึ้นในวันพรุ่งนี้ เมืองปินไห่จะต้องเผชิญกับความวุ่นวายครั้งใหญ่หลวงเพียงใด
ต้องรู้ก่อนว่าแต่ละคนที่นอนกองอยู่ตรงนี้ ล้วนเป็นผู้นำในแวดวงธุรกิจของเมืองปินไห่ทั้งสิ้น!
หากว่าพวกเขาตายไปแบบนี้ มันจะเป็นหายนะครั้งใหญ่หลวงสำหรับวงการธุรกิจของเมืองปินไห่เลยทีเดียว!
เมื่อมองชายหนุ่มที่ยังคงมีท่าทีสงบนิ่งราวกับสายลมและเมฆา หัวใจของเหอไห่ก็เต็มไปด้วยความรู้สึกซับซ้อนและเสียใจอย่างสุดซึ้ง
เราบอกพวกเขาไปแล้วไม่ใช่เหรอว่าคนคนนี้ห้ามไปยุ่งด้วย?
ทำไมเจ้าพวกบัดซบนี่ถึงไม่ยอมฟังกันเลยนะ?
แล้วดูสิตอนนี้เรื่องบานปลายขนาดนี้แล้ว ตัวเขาจะเก็บกวาดเรื่องนี้ยังไงดี?
ในขณะที่เหอไห่กำลังครุ่นคิดว่าจะจัดการเรื่องนี้อย่างไรดี หลินอี้ก็เอ่ยขึ้นมาว่า
“ไม่ต้องห่วงหรอก พวกเขายังไม่ตาย เพียงแต่ว่าอีกหลายปีต่อจากนี้คงต้องใช้ชีวิตอยู่ในโรงพยาบาลแทน”
พูดตามตรง ถ้าไม่ถึงที่สุดจริงๆหลินอี้ก็ไม่อยากจะก่อเหตุฆ่าฟันใครโดยไม่มีเหตุผล
เพราะถึงที่สุดแล้ว หลินอี้ก็ยังไม่สามารถทำใจให้เย็นชาต่อชีวิตคนอื่นได้เหมือนกับพวกเขาเหล่านั้น
ถึงแม้ว่าจะละเว้นโทษตายให้ แต่โทษเป็นนั้นแต่ละคนก็หนีไม่พ้น และหลินอี้ก็หวังว่าจะมีใครบางคนที่ได้สติขึ้นมาบ้างหลังจากเรื่องนี้
แต่ถ้ายังมีคนที่ไม่รู้จักหลาบจำอีกล่ะก็ งั้นหลินอี้ก็ไม่เกี่ยงที่จะเชือดไก่ให้ลิงดูสักครั้ง
…
“ยังไม่ตาย?”
พอได้ยินว่ายังไม่ตาย เหอไห่ก็ดีใจจนเนื้อเต้น
“ไม่ตายก็ดีแล้ว ไม่ตายก็ดีแล้ว”
จริงๆแล้วเหอไห่ไม่ได้สนใจความเป็นความตายของพวกเขาเลยสักนิด ถ้าเป็นสถานการณ์อื่น ต่อให้เจ้าพวกที่หยิ่งยโสและชั่วช้าพวกนี้ตายไป เขาก็มีแต่จะดีใจเสียอีก
แต่ว่าตอนนี้มันไม่เหมือนกัน
ถ้าคนจำนวนมากขนาดนี้ตายไปพร้อมกัน มันจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อธุรกิจของพวกเขาและเศรษฐกิจของเมืองปินไห่เป็นอย่างมาก
เพราะมีเรื่องสำคัญหลายอย่างที่ต้องผ่านการอนุมัติจากพวกเขา หากจู่ๆขาดหัวเรือใหญ่ไปพร้อมกัน ตระกูลพวกนี้ไม่วุ่นวายก็แปลกแล้ว
สำหรับเหอไห่แล้ว ไม่ว่าพวกเขาจะต้องทนทุกข์ทรมานแค่ไหนหลังจากนี้ ขอแค่ยังมีชีวิต มีลมหายใจอยู่ก็พอแล้ว
ในขณะเดียวกัน เหอไห่ก็รู้สึกโล่งใจที่อีกฝ่ายไม่ได้โกรธเคืองเขาจากเรื่องนี้ไปด้วย ไม่อย่างนั้นล่ะก็ ตอนนี้เหอไห่คงต้องเดินเข้าไปกระทืบซ้ำคนละทีสองทีถึงจะหายแค้น
หลังจากคุยกับเหอไห่เสร็จ หลินอี้ก็เดินตรงออกไปนอกหมู่บ้าน ตั้งใจจะไปหาซื้อเสื้อผ้ากับของใช้ส่วนตัวที่ตลาดโต้รุ่ง
แต่ในตอนที่เดินผ่านเหอไห่ หลินอี้ก็ไม่ลืมที่จะเอ่ยขึ้นมาว่า
“ต้องรบกวนคุณช่วยจัดการเรื่องที่เหลืออีกแล้วนะ รวมครั้งที่แล้วด้วย ผมติดหนี้บุญคุณคุณสองครั้ง”
“ถ้าวันไหนมีเรื่องอะไรที่ผมพอจะช่วยได้ ก็มาหาผมได้เลย”
เหอไห่ที่เมื่อครู่ยังก่นด่าพวกจ้าวซื่อเจี้ยนที่ไม่ยอมฟังคำเตือนจนสร้างปัญหาให้เขาอยู่เลย พอได้ยินคำพูดของหลินอี้ ใบหน้าของเขาก็พลันเบิกบานขึ้นมาทันที
“เป็นหน้าที่ของผมอยู่แล้วครับ เป็นหน้าที่ของผมอยู่แล้ว”
หลินอี้ที่เพิ่งเดินออกไปได้ไม่ไกลนัก พลันหยุดฝีเท้าลงแล้วกล่าวว่า
“อ้อ จริงสิ พอพวกเขาฟื้นแล้ว ช่วยบอกพวกเขาด้วยนะว่า ผมยินดีต้อนรับให้มานั่งเล่นที่นี่อีก”
“ผมจะช่วยแจ้งให้ครับ”
“ถ้าอย่างนั้นก็รบกวนคุณด้วย”
“ได้เลยครับ”
เมื่อหลินอี้จากไปแล้ว พอนึกถึงคำพูดเมื่อครู่ของหลินอี้ที่ทำให้เขาได้บุญคุณมาฟรีๆ
เหอไห่มองไปยัง ‘ร่าง’ ที่นอนเกลื่อนกลาดอยู่บนพื้น ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ได้โกรธขนาดนั้นแล้ว
“‘บุญคุณ’ ของพวกแกครั้งนี้...ช่างทำให้ฉันไม่รู้จะพูดอะไรดีจริงๆ”
“ฮัลโหล ผอ.หลี่ พอจะจัดรถพยาบาลมาที่นี่สักสองสามคันได้ไหมครับ?”
“กี่คันเหรอครับ?”
เหอไห่มองไปยังคนที่นอนอยู่บนพื้น
“อืม...ตอนนี้ที่โรงพยาบาลของคุณมีรถว่างอยู่กี่คันล่ะครับ?”
………
หลังจากที่จางซินอิ่งออกจากเกม เธอก็เปิดประตูห้องออกมาแล้วเห็นมู่หลิงเสวี่ยกำลังเดินลงบันไดพอดี
“ข้างนอกทำไมเสียงดังจังเลยอะ?”
มู่หลิงเสวี่ยมองไปยังรถพยาบาลที่จอดเรียงรายอยู่นอกหน้าต่าง พลางขมวดคิ้ว
“น่าจะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นแถวๆนี้ล่ะมั้ง”
ในตอนนั้นเอง เสียงของเฉินเวยก็ดังมาจากชั้นบน
“ฉันสั่งอาหารเดลิเวอรี่ พวกเธอจะกินอะไรไหม?”
มู่หลิงเสวี่ยตะโกนตอบ “ข้าวต้มหูฉลามร้านอวี้ติ่งจี้!”
จากนั้น มู่หลิงเสวี่ยก็หันไปมองจางซินอิ่ง “แล้วซินอิ่งล่ะ?”
แต่เมื่อสังเกตเห็นสายตาของจางซินอิ่ง ไฟแห่งความอยากรู้อยากเห็นในดวงตาคู่โตของมู่หลิงเสวี่ยก็ลุกโชนขึ้นมา
“ซินอิ่ง เธอมีอะไรจะบอกฉันรึเปล่าจ๊ะ?”
“เอ๊ะ!” จางซินอิ่งเพิ่งจะรู้สึกตัว “เสวี่ยเอ๋อร์ เธอพูดว่าอะไรนะ?”
มู่หลิงเสวี่ยเหลือบมองไปยังประตูห้องของหลินอี้ พลางพูดด้วยน้ำเสียงน้อยใจ
“หรือจะให้ฉันช่วยถามเขาให้ด้วยดีไหม?”
ตอนแรกมันเป็นเพียงคำพูดล้อเล่นของมู่หลิงเสวี่ย แต่เธอไม่คาดคิดว่าจางซินอิ่งจะตอบกลับมาโดยสัญชาตญาณว่า
“ดีเลย!”
มู่หลิงเสวี่ย: “……”
……
กว่าหลินอี้จะซื้อของจากตลาดโต้รุ่งเสร็จแล้วกลับมา ก็เป็นเวลาห้าทุ่มกว่าแล้ว
เมื่อมองไปยังคฤหาสน์ที่มืดสนิท หลินอี้ก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
“นอนกันเร็วจังเลยนะ!”
ถ้าคำนวณจากเวลาเล่นเกมวันละสิบสี่ชั่วโมง เวลาเล่นเกมของพวกเธอก็คงจะหมดแล้ว…ตอนนี้ที่ไม่มีไฟเปิดอยู่ก็คงจะไปนอนพักผ่อนกันแล้ว
เมื่อหลินอี้หิ้วถุงข้าวของพะรุงพะรังเข้ามาในคฤหาสน์ อาศัยแสงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามา เขาก็มองไปยังอาหารเดลิเวอรี่กล่องหนึ่งที่แขวนอยู่บนลูกบิดประตูห้องของเขาอย่างตะลึงงัน
เขาวางของที่ซื้อมาไว้ที่มุมกำแพงอย่างลวกๆจากนั้นก็นั่งลงที่โต๊ะแล้วเปิดกล่องอาหารเดลิเวอรี่ที่ไม่คาดคิดนั้นออกดู ข้างในกลับเป็น...ข้าวราดหมูเส้นผัดพริกหยวก!
ทันใดนั้น หลินอี้ก็หันขวับไปมองประตูห้องฝั่งตรงข้ามที่ปิดสนิท
ด้วยการรับรู้ของเขา เขาสามารถสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าหลังประตูบานนั้นมีเสียงลมหายใจที่ค่อนข้างถี่กระชั้นอยู่
จากนั้น บนใบหน้าของหลินอี้ก็ปรากฏรอยยิ้มขื่นๆขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
ไม่คิดเลยว่าจะจำกันได้เร็วขนาดนี้
จะเป็นตอนที่คลับส่วนตัวนั่น...หรือว่าจะเป็น...
เขามองไปยังกล่องข้าวที่น่ากินตรงหน้า
“ไม่คิดเลยว่าเธอยังจะจำได้ว่าฉันชอบกินเมนูนี้”
“นายท่าน นี่คืออาหารในโลกของท่านเหรอคะ?” เอฟร่าโผล่ออกมาจากไหนก็ไม่รู้ เธอมองกล่องข้าวอย่างสงสัย​
หลินอี้ตักข้าวคำหนึ่งที่มีน้ำราดหมูเส้นผัดพริกหยวกอยู่ด้วยให้เอฟร่า
“อยากลองชิมดูไหม?”
“ไม่เอาค่ะ” เอฟร่ารีบส่ายหน้า​
จากนั้นเธอก็บินเข้าไปในร่างของหลินอี้แล้วหายไป
หลินอี้ไม่ได้แสดงความประหลาดใจอะไรมากมายกับเรื่องนี้
เพราะว่าก่อนหน้านี้เขาก็ได้รู้จากเอฟร่าแล้วว่า ตอนนี้เธอมีความสามารถในการเดินทางไปมาระหว่างทวีปราฟามกับโลกได้แล้ว
ตอนนี้เอฟร่าคงจะกลับไปที่ทวีปราฟามแล้วล่ะมั้ง
ถึงแม้ว่าเมื่อครู่เขาจะกินอะไรที่ตลาดโต้รุ่งมาแล้ว แต่หลินอี้ก็ยังคงจัดการอาหารเดลิเวอรี่ที่มีความหมายพิเศษกล่องนี้จนเกลี้ยงในพริบตา
หลังจากกินเสร็จ หลินอี้ก็หันไปมองฝั่งตรงข้าม แล้วเอ่ยด้วยเสียงที่แทบจะไม่ได้ยินว่า
“ขอบคุณนะ!”
ไม่ว่าเธอจะยอมยกโทษให้ความเจ็บปวดที่ฉันเคยสร้างไว้ให้เธอหรือไม่ แต่ในเมื่อครั้งนี้ฉันกลับมาแล้ว ฉันก็จะไม่จากเธอไปไหนอีก และจะไม่ยอมให้เธอต้องเจ็บปวดอีกแม้แต่น้อย
….
วันรุ่งขึ้น...
เมื่อหลินอี้กลับเข้าสู่เกมอีกครั้ง เสียงแจ้งเตือนข้อความในรายชื่อเพื่อนก็ดัง “ติ๊งๆๆ” ไม่หยุด
แต่ทว่าในตอนนั้นหลินอี้กลับไม่ได้รับรู้อะไรเลย เพราะว่า...เอฟร่ารีบส่ายหน้ากำลังมองมาที่หลินอี้ด้วยรอยยิ้ม
“ท่านเทพเฟิงหัว พวกเรารอท่านนานแล้วนะ”
หลินอี้มองสมาชิกของกิลด์เทพวิหารกว่าสิบคนที่อยู่รอบๆตัวเขา พลางกล่าวอย่างคาดไม่ถึง
“พิธีต้อนรับของพวกคุณนี่มันจะยิ่งใหญ่เกินไปหน่อยไหม?”
“ยิ่งใหญ่?” เทพวิหารคลั่งยิ้ม “ถ้าไม่ต้อนรับผู้เล่นอันดับหนึ่งของเกมให้ยิ่งใหญ่หน่อย มันก็รู้สึกไม่สบายใจน่ะสิ!”
จากนั้น รอยยิ้มบนใบหน้าของเทพวิหารคลั่งก็เปลี่ยนเป็นรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม
“จัดการ!”
………………….