- หน้าแรก
- ฉันมองเห็นไอเทมดรอปของมอนสเตอร์ทุกตัว
- บทที่ 17: ชี้เป้าหมายสู่การพิชิตดันเจี้ยนครั้งแรก
บทที่ 17: ชี้เป้าหมายสู่การพิชิตดันเจี้ยนครั้งแรก
บทที่ 17: ชี้เป้าหมายสู่การพิชิตดันเจี้ยนครั้งแรก
บทที่ 17: ชี้เป้าหมายสู่การพิชิตดันเจี้ยนครั้งแรก
“ท่านจะยอมรับเจตนารมณ์สุดท้ายของเทพคาร์ซา เพื่อต่อสู้ปกป้องสันติภาพแห่งทวีปลาฟาร์มหรือไม่”
หลินอี้ยังคงดื่มด่ำอยู่กับภาพเหตุการณ์ที่เพิ่งได้เห็นเมื่อครู่ด้วยหัวใจที่ร้อนระอุและใบหน้าที่แดงก่ำ
ในตอนนี้ สมองของหลินอี้ไม่สามารถขบคิดได้อีกต่อไปแล้วว่าเหตุใดในชาติที่แล้วถึงไม่เคยปรากฏนิมิตอันน่าอัศจรรย์เช่นนี้มาก่อน
เขาทอดสายตามองชายชราในอาภรณ์ขาดรุ่งริ่งที่อยู่เบื้องหน้า ก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงที่แน่วแน่ยิ่งกว่าครั้งไหนๆในชีวิต: “ผม...ยินดี!”
สิ้นเสียงนั้น แสงสีทองสว่างวาบก็ระเบิดออกจากร่างของหลินอี้ และในวินาทีต่อมา เขาก็รีบเปิดหน้าต่างสถานะของตนเองขึ้นมาดูด้วยความร้อนรนใจ
ตัวละคร: เฟิงหัว
เลเวล: 10
ค่าประสบการณ์: 2041/6000
อาชีพ: ผู้อัญเชิญวิญญาณขั้นต้น
พลังชีวิต: 490/490
พลังเวท: 610/610
ค่ากาย: +21
ค่าพละกำลัง: +11
ค่าสติปัญญา: +107
ค่าความว่องไว: +16
ค่าความแม่นยำ: +5
พลังโจมตีกายภาพ: 26-59
พลังโจมตีเวทมนตร์: 147-254
พลังป้องกันกายภาพ: 117
พลังป้องกันเวทมนตร์: 89
ค่าโชค: 5
ค่าเกียรติยศ: 100
….
และแล้ว ทักษะเดิมทั้งหมดของเขาก็ถูกแทนที่ด้วยทักษะใหม่ยกชุด
ทักษะอัญเชิญวิญญาณ (ใช้งาน): สุ่มอัญเชิญสิ่งมีชีวิตจากขุมนรกทั้งเก้าออกมาต่อสู้เพื่อตนเอง โดยเลเวลของสิ่งที่ถูกอัญเชิญจะไม่สูงกว่าตัวผู้อัญเชิญเกิน 3 เลเวล สิ่งที่ถูกอัญเชิญจะไม่หายไปจนกว่าจะตายหรือผู้อัญเชิญยกเลิกการอัญเชิญด้วยตนเอง ใช้พลังเวท: 500 คูลดาวน์: 24 ชั่วโมง
ขีปนาวุธอาร์เคน (ใช้งาน): โจมตีเป้าหมายที่กำหนดด้วยพลังอาร์เคน สร้างความเสียหายเวทอาร์เคน ใช้พลังเวท: 50 คูลดาวน์: 5 วินาที
เคลื่อนย้ายในพริบตา (ใช้งาน): ปรากฏตัวในตำแหน่งที่กำหนดในระยะไม่เกิน 3 หลาในทันที ใช้พลังเวท: 68 คูลดาวน์: 30 วินาที
ระเบิดอาร์เคน (ใช้งาน): สร้างความเสียหายหมู่ 45-67 ในพื้นที่ไม่เกิน 2 หลารอบเป้าหมาย ใช้พลังเวท: 150 คูลดาวน์: 10 วินาที
ความชำนาญอาร์เคน (ติดตัว): เวทมนตร์สายอาร์เคนทั้งหมดใช้เวลาร่าย: 0
……
เมื่อเห็นทักษะติดตัวอันสุดท้าย ดวงตาของหลินอี้ก็พลันเปล่งประกายขึ้นมา
“ร่ายเวทได้ทันทีจริงๆด้วย!”
แต่ทว่าสิ่งที่ทำให้หลินอี้ประหลาดใจมากที่สุดกลับเป็นการที่เขาสำเร็จการสืบทอดโดยตรงเลย แทนที่จะได้รับเป็นตำราสืบทอดมาก่อน
ถึงอย่างนั้น ความสงสัยนี้ก็คงอยู่ในใจเขาได้ไม่นานนักก่อนจะถูกหลินอี้ปัดทิ้งไป เพราะอย่างไรเสียเป้าหมายของเขาก็คือการรับสืบทอดอยู่แล้ว ดังนั้นเขาจึงคิดเสียว่ามันคงเป็นผลพวงที่เกิดจากค่าความสนิทสนมก็แล้วกัน
ทันใดนั้น เขาก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ หลินอี้จึงรีบเปิดกระเป๋าสัมภาระของตนเองขึ้นมาทันที
และในวินาทีที่เขาเห็นลูกแก้วที่ส่องประกายแสงสีม่วงลอยอยู่เบื้องหน้า หัวใจของหลินอี้ก็รู้สึกสดชื่นราวกับได้ดื่มน้ำเย็นจัดในวันอากาศร้อน
นึกไม่ถึงเลยจริงๆว่าลูกแก้วนี้จะเป็นอาวุธประเภทที่ไม่ต้องถือครองซึ่งหาได้ยากยิ่ง!
ณ ตอนนี้ ลูกแก้วลอยนิ่งอยู่ตรงหน้าของหลินอี้ ไม่ว่าเขาจะเดินไปทางไหน มันก็จะลอยติดตามไปทุกที่
เท่เป็นบ้าเลยเว้ย!
และในขณะที่หลินอี้กำลังจะเดินออกจากกิลด์นักเวทเพื่อไปทดลองใช้ทักษะใหม่ เขากลับบังเอิญเดินไปชนเข้ากับชายคนหนึ่งที่คาดว่าคงจะเดินทางมาเพื่อเปลี่ยนอาชีพ
หลินอี้พอจะเดาได้อยู่แล้วว่าวันนี้ต้องมีคนไปถึงเลเวลสิบอย่างแน่นอน แต่ก็ไม่คิดว่าจะรวดเร็วถึงเพียงนี้
เเละในขณะที่เขากำลังจะเดินจากไป ชายคนนั้นก็พลันเรียกเขาไว้เสียก่อน
“เฟิงหัว?”
หลินอี้หันกลับไปเพ่งมอง “เทพวิหารคลั่ง!”
เมื่อมองเห็นใบหน้าของอีกฝ่ายได้ชัดเจน ร่างกายของหลินอี้ก็พลันชะงักงันไปอย่างเห็นได้ชัด
เทพวิหารคลั่งมองบุคคลผู้เป็นตำนานตรงหน้าด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความสนใจ
“นายรู้จักฉันงั้นรึ?”
นามของเทพวิหารคลั่ง...มีหรือที่เขาจะไม่รู้จัก?
เพียงแต่ว่า...มันเป็นชื่อเสียงในทางฉาวโฉ่เสียมากกว่า
“หัวหน้ากิลด์เทพวิหารนามว่าเทพวิหารคลั่ง...ชื่อเสียงเลื่องลือสมคำร่ำลือจริงๆ”
หลินอี้เองก็นึกไม่ถึงเช่นกันว่าตนเองจะต้องมาพบกับคนผู้นี้ที่นี่
ดูเหมือนเทพวิหารคลั่งจะสังเกตเห็นแววตาแห่งความรังเกียจที่ฉายวาบผ่านดวงตาของหลินอี้ เขาจึงเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มว่า
“ดูท่าว่าภาพลักษณ์ของฉันในสายตานาย ดูจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่เลยสินะ”
“ฉันเองก็ไม่อยากจะอ้อมค้อมให้เสียเวลา ฉันอยากจะเชิญนายเข้าร่วมกิลด์เทพวิหารของฉันในตำแหน่งผู้อาวุโส ไม่ทราบว่านายจะว่าอย่างไร?”
หลินอี้จ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของเทพวิหารคลั่ง ก่อนจะเอ่ยตอบด้วยท่าทีที่สงบนิ่งไม่เจียมตนหรือหยิ่งผยองเกินไปนัก
“ต้องขอขอบคุณหัวหน้ากิลด์คลั่งที่มองเห็นคุณค่าในตัวฉัน แต่ทว่าวิหารใหญ่อย่างกิลด์เทพวิหารนั้น…ฉันคงมิอาจเอื้อมถึงได้ ลาก่อน”
กล่าวจบ หลินอี้ก็หันหลังแล้วเดินจากไปทันที
ส่วนทางด้านเทพวิหารคลั่งเองก็ไม่ได้พยายามจะเอ่ยปากรั้งเขาไว้แต่อย่างใด ตรงกันข้ามเขากลับยืนมองแผ่นหลังของหลินอี้ที่เดินจากไปพร้อมกับสีหน้าที่ครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่
ครู่ต่อมา เทพวิหารคลั่งก็เปิดรายชื่อผู้ติดต่อขึ้นมา ก่อนจะค้นหาชื่อนักบวชชายคนหนึ่งที่ชื่อว่า ‘เทพวิหารคนเถื่อน’
“ช่วยฉันไปสืบประวัติของนายเฟิงหัวนี่หน่อย ว่ามันเป็นใครมาจากไหน”
….
ในขณะเดียวกัน ณ หมู่บ้านเริ่มต้นแห่งหนึ่ง นักเวทคนหนึ่งได้เดินเข้ามาเอ่ยถามว่า:
“ท่านที่ปรึกษา มีปัญหาอะไรรึเปล่าขอรับ?”
“ไม่มีอะไร พวกนายลากมอนสเตอร์ต่อไปเถอะ”
“รีบช่วยฉันอัปเลเวลให้ถึง 10 ไวๆหัวหน้ากิลด์เตรียมจะพิชิตดันเจี้ยนเป็นกลุ่มแรกให้ได้ภายในวันนี้แล้ว”
นักเวทคนนั้นไม่ได้พูดอะไรต่อ เขารีบจัดแจงให้คนสองสามคนเริ่มลากมอนสเตอร์ทันที
เทพวิหารคนเถื่อนมองข้อความที่เทพวิหารคลั่งส่งมา พลางครุ่นคิดในใจอย่างเข้าใจกระจ่างแจ้ง
ดูท่าว่าคราวนี้หัวหน้ากิลด์คงจะตั้งใจลงมือกับนายเฟิงหัวที่กำลังโด่งดังเป็นพลุแตกอยู่เป็นแน่
……
อีกด้านหนึ่ง
ณ กิลด์นักรบแห่งเมืองเต่าดำ จักรพรรดินักดื่มที่เพิ่งจะเปลี่ยนอาชีพเสร็จกำลังสั่งการเหล่าแกนนำของกิลด์ตนเองอยู่:
“วันนี้ก่อนสิบโมงเช้า ไม่ว่าพวกนายจะใช้วิธีไหนก็ตาม ทั้งซูเปอร์ฮีล สังหารโลหิต และนครอุดรเดียวดาย พวกนายสามคนต้องอัปเลเวลให้ถึงสิบให้ได้”
“การพิชิตดันเจี้ยนแบบทีมครั้งแรก จะต้องเป็นของ ‘ราชวงศ์รุ่งโรจน์’ ของเราเท่านั้น เข้าใจกันแล้วใช่ไหม?”
ราชวงศ์ซูเปอร์ฮีล (นักบวชฝึกหัด): “ถ้าดูจากความเร็วในตอนนี้แล้ว ฝั่งผมไม่มีปัญหาแน่นอน”
“แต่ว่าหัวหน้าครับ ตอนนี้พวกกิลด์ตระกูลดังกำลังทุ่มเงินดึงตัวคนจากทีมชั้นยอดของเราไปอย่างหนักเลย มีพี่น้องของเราหลายคนถูกพวกมันซื้อตัวไปด้วยราคาสูงแล้ว เรื่องนี้จะจัดการยังไงดีครับ?”
ราชวงศ์สังหารโลหิต (นักรบฝึกหัด): “พวกตระกูลดังมันถึงขั้นมาตั้งโต๊ะซื้อตัวกันอย่างเปิดเผยที่ลานกว้างในหมู่บ้านหลิวหนานของเราแล้ว พวกคุณหนูเศรษฐีเวรนี่มันน่ารำคาญชะมัด พอมีเงินหน่อยก็ทำลายกลไกตลาดมั่วซั่วไปหมด ฉันรู้มาว่ามีคนในทีมชั้นยอดของเราหลายคนเริ่มใจอ่อนแล้วด้วย”
ราชวงศ์นครอุดรเดียวดาย (โจรฝึกหัด): “จะไปจัดการอะไรมัน? ใครอยากไปก็ปล่อยให้มันไสหัวไปเลย พวกหมาป่าอกตัญญูที่เลี้ยงไม่เชื่อง เก็บไว้ก็มีแต่จะเป็นภัย”
“ฉันขวางหูขวางตาไอ้พวกทีมชั้นยอดมานานแล้ว พอมีฝีมือนิดหน่อยก็ไม่รู้แล้วว่าตัวเองเป็นใคร”
“ถือโอกาสนี้จัดการกวาดล้างพวกที่มีใจสองฝักสองฝ่ายออกไปให้หมดเลยก็ดี”
ราชวงศ์วสันต์อัสดง (นักเวทฝึกหัด): “ฉันเห็นด้วยกับที่นครอุดรเดียวดายพูด ทีมชั้นยอดของเราถึงเวลาต้องถ่ายเลือดใหม่แล้วเหมือนกัน”
“อีกอย่าง เกม ‘เกียรติยศแห่งทวยเทพ’ ในตอนนี้มันไม่เหมือนกับเกมออนไลน์เก่าๆแล้วนะ ถ้าหากพวกเราอยากจะสร้างความสำเร็จในเกมนี้ให้ได้ ก็จำเป็นต้องร่วมแรงร่วมใจเป็นหนึ่งเดียว ต่อสู้กับศัตรูภายนอกเท่านั้น”
“ฉันว่าเน้นคุณภาพดีกว่าปริมาณน่าจะเป็นหนทางที่ดีที่สุดนะ”
จักรพรรดินักดื่ม (นักรบฝึกหัด): “เรื่องนี้ก็ทำตามที่นครอุดรบอกนั่นแหละ ไม่ต้องไปสนใจมัน ตราบใดที่สมาชิกหลักของเรายังอยู่ ต่อให้ทีมชั้นยอดจะหายไปก็สร้างขึ้นมาใหม่ได้”
“ตอนนี้พวกนายรีบไปอัปเลเวลซะ ฉันจะไปสำรวจสถานการณ์ที่ดันเจี้ยนก่อน”
“รับทราบ!”
………
อีก​ด้าน
“หัวหน้า ท่านว่าถ้าเราทำแบบนี้ มันจะไม่เป็นการสร้างศัตรูกับทุกคนไปเลยเหรอ?”
บนเนินเขาแห่งหนึ่ง ตระกูลดังฉันไม่ร้องไห้เอ่ยถามตระกูลดังหล่อบรรลัย
ตระกูลดังหล่อบรรลัยมองเหล่าผู้เล่นที่กำลัง ‘ต่อสู้อย่างนองเลือด’ อยู่เบื้องล่างเนินเขา ก่อนจะเผยรอยยิ้มอันมั่นใจออกมา
“กิลด์ตระกูลดังของเราเคยกลัวการสร้างศัตรูตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ ตระกูลดังหล่อบรรลัยก็อดที่จะถอนหายใจออกมาไม่ได้: “กิลด์ตระกูลดังของเราเพิ่งจะก่อตั้งมาได้แค่สองปีเท่านั้น”
“ถ้าเทียบกับพวกกิลด์เก่าแก่พวกนั้นแล้ว รากฐานของเรายังอ่อนกว่ามาก”
“ถ้าหากไม่ใช้เล่ห์เหลี่ยมเข้าช่วยบ้าง ในช่วงแรกของเกมพวกเราจะเสียเปรียบอย่างมากเลยนะ”
“ได้ยินมาว่าตอนนี้กิลด์ใหญ่ๆหลายกิลด์กำลังทุ่มสุดตัวเพื่อแย่งชิงตำแหน่งพิชิตดันเจี้ยน ‘ดินแดนลับแห่งพงไพร’ เป็นกลุ่มแรก บอกตามตรงว่าเรื่องสนุกขนาดนี้ จะขาดกิลด์ตระกูลดังของเราไปได้อย่างไรกัน”
“นายยังขาดอีกเท่าไหร่ถึงจะเลเวลอัป?”
ตระกูลดังฉันไม่ร้องไห้: “ฉันยังขาดอีกหนึ่งเลเวลนิดๆ”
“พวกเยียนหรานเองก็เลเวล 8 กันหมดแล้ว วันนี้น่าจะอัปถึงเลเวล 10 กันได้ทุกคนสินะ”
“ไป ลุยเก็บเลเวลกันต่อ”
ตระกูลดังหล่อบรรลัยเปิดรายชื่อผู้ติดต่อของตนขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว สายตาของเขาจับจ้องไปยังชื่อ ‘เฟิงหัว’ ทั้งสองคำนั้นก่อนจะจมดิ่งลงสู่ภวังค์ความคิด
ครู่ต่อมา ตระกูลดังหล่อบรรลัยก็อดไม่ได้ที่จะเปิดหน้าต่างสนทนาขึ้นมา
“พี่เฟิง สนใจมาล่าบอสดันเจี้ยนเป็นกลุ่มแรกด้วยกันไหมครับ?”
……
หลินอี้ที่กำลังยืนอยู่หน้าทางเข้าดันเจี้ยน ‘ดินแดนลับแห่งพงไพร’ พลันได้รับข้อความจากตระกูลดังหล่อบรรลัยด้วยความงุนงงอยู่บ้าง
พิชิตเป็นกลุ่มแรกรึ?
เขาเกือบลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิทเลย
“ท่านผู้กล้าที่เคารพ ท่านแน่ใจหรือว่าจะท้าทาย ‘ดินแดนลับแห่งพงไพร’ เพียงลำพัง?”
“โอ้ ไม่ล่ะ ฉันขอคิดดูก่อน”
เฟิงหัว (ผู้อัญเชิญวิญญาณขั้นต้น): “นายเตรียมจะจ่ายเท่าไหร่?” (รีดไถ​อีกเเล้วววว)​
……………….