- หน้าแรก
- ฉันมองเห็นไอเทมดรอปของมอนสเตอร์ทุกตัว
- บทที่ 16: การสืบทอด
บทที่ 16: การสืบทอด
บทที่ 16: การสืบทอด
บทที่ 16: การสืบทอด
“โอ้ ท่านผู้กล้าที่เคารพ ท่านคงจะได้รับการเรียกขานจากเทพีแห่งเวทมนตร์ จึงได้เดินทางมาเพื่อติดตามร่องรอยที่เธอเคยย่างก้าว และเพื่อเข้าถึงศาสตร์แห่งเวทมนตร์อันลึกล้ำยิ่งกว่าใช่หรือไม่ขอรับ?”
ทันทีที่หลินอี้ก้าวเท้าเข้าสู่กิลด์นักเวท ชายชราผู้หนึ่งในชุดคลุมยาวปักดิ้นทองพร้อมสวมหมวกคลุมศีรษะก็เดินตรงเข้ามาทักทายเขาทันที
ในที่สุด ผลของค่า ‘ความสนิทสนมกับ NPC’ จากฉายาที่เขาได้รับ ก็ได้แสดงอานุภาพของมันออกมาให้เห็นแล้ว
เพราะตามปกติแล้ว ชายชราผู้นี้มักจะวางท่าทีสูงส่งและเย็นชาเป็นอย่างมาก เรียกได้ว่าเป็นประเภทที่ถามคำตอบคำ ไม่ค่อยอยากจะเสวนาด้วยสักเท่าไหร่
แต่ที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะผลจากค่าความสนิทสนมที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับตัวเขาเองก็มีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไขการเปลี่ยนอาชีพพอดี ชายชราจึงได้เป็นฝ่ายเดินเข้ามาพูดคุยด้วยตนเอง
พอเห็นภาพนี้ เชื่อว่าหลายคนคงเริ่มจะมองเห็นภาพอะไรบางอย่างชัดเจนขึ้น
ค่าสถานะอย่าง ‘ความสนิทสนม’ ในเกมนั้น พูดได้เต็มปากเลยว่าเป็นหนึ่งในค่าสถานะที่หายากระดับสุดยอดอย่างแท้จริง
โดยส่วนใหญ่แล้ว วิธีการรับภารกิจของผู้เล่นมักจะแบ่งออกเป็นสองประเภทหลักๆหนึ่งคือการเดินทางไปยังกิลด์ทหารรับจ้างเพื่อรับภารกิจที่เหมาะสมกับระดับของตน
และอีกหนึ่งคือการเข้าไปพูดคุยกับ NPC ด้วยตนเอง ซึ่งอาจจะมีโอกาสได้รับภารกิจตามสถานการณ์หรือกระทั่งภารกิจลับก็เป็นได้
แต่ทว่า ตราบใดที่คุณมีค่าความสนิทสนมสูงพอ เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณเดินผ่าน NPC ที่มีภารกิจซึ่งตรงกับเงื่อนไขของคุณพอดี แม้ว่าคุณจะยังไม่ทันได้เอ่ยปาก เขาก็จะเป็นฝ่ายเดินเข้ามาสนทนากับคุณเอง
ลองบอกมาสิว่ามันน่าตื่นเต้นเร้าใจขนาดไหน?
หลายต่อหลายครั้งที่ผู้เล่นรู้ทั้งรู้ว่า NPC ตัวนั้นมีภารกิจอยู่กับตัว แต่ไม่ว่าจะพยายามชวนคุยหรือหว่านล้อมอย่างไร ก็ไม่สามารถกระตุ้นให้เนื้อเรื่องของภารกิจเริ่มต้นขึ้นได้เลย
ถึงอย่างนั้น เพียงแค่มีค่าความสนิทสนมเป็นตัวช่วย โอกาสที่จะได้รับภารกิจก็จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมหาศาล
และเมื่อค่าความสนิทสนมสูงถึงระดับหนึ่งแล้ว บางทีคุณอาจจะไม่ต้องเอ่ยปากด้วยซ้ำ ภารกิจลับหายากก็จะถูกส่งมาประเคนให้ถึงที่เลยทีเดียว
และนี่เองคือเหตุผลที่ว่าทำไมในช่วงหลังของเกม เหล่าผู้เล่นระดับแนวหน้าจำนวนนับไม่ถ้วนถึงได้ต่อสู้แย่งชิงกันจนแทบเป็นแทบตาย เพื่อให้ได้มาซึ่งฉายาระดับสูงสุดต่างๆนานา
….
หลินอี้เหลือบมองท่าทีราวกับนักบวชจอมปลอมของชายชราผู้นั้น แล้วจึงเลือกที่จะเมินเฉยก่อนจะเดินผ่านร่างของเขาไปอย่างไม่ใยดี
ในเมื่อมีอาชีพ ‘ผู้อัญเชิญวิญญาณ’ ซึ่งเป็นอาชีพลับให้เลือกอยู่แล้ว แน่นอนว่าหลินอี้คงไม่ยอมเสียเวลาไปกับการเปลี่ยนเป็นอาชีพนักเวทธาตุธรรมดาๆเป็นแน่
ณ ขณะนี้ ภายในโถงกว้างของกิลด์นักเวท มีอาจารย์ผู้ฝึกสอนอาชีพนักเวทในชุดหรูหราอยู่หลายสิบคนกำลังปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างขะมักเขม้น
บ้างก็ทำหน้าที่เปลี่ยนอาชีพ บ้างก็แจกจ่ายภารกิจ และบ้างก็ทำหน้าที่อัปเกรดทักษะให้
อย่างไรก็ตาม ณ มุมหนึ่งของโถงกว้างแห่งนั้น กลับปรากฏร่างของคนผู้หนึ่งซึ่งดูไม่เข้ากับบรรยากาศโดยรอบอย่างสิ้นเชิง
เป็นร่างของชายชราในอาภรณ์เก่าคร่ำคร่าที่กำลังยืนพิงบานหน้าต่างกระจกขนาดใหญ่ด้วยสีหน้าอันแสนหดหู่ซึ่งเจือปนไว้ด้วยความเศร้าสร้อย
และแท้จริงแล้ว ชายผู้นี้ก็คือเป้าหมายในการเดินทางมาครั้งนี้ของหลินอี้นั่นเอง...บุคคลในตำนานผู้รอดชีวิตจากยุคสงครามต่อต้านเผ่าปีศาจ: เบลลี่·คารูน่า
ถ้าหากหลินอี้ไม่ได้ล่วงรู้ข้อมูลนี้มาจากภารกิจลับภารกิจหนึ่งล่ะก็ เห็นทีว่าคงไม่มีใครสามารถเชื่อมโยงภาพของชายชราผู้ไม่ใส่ใจรูปโฉมภายนอกคนนี้ เข้ากับวีรบุรุษในตำนานแห่งยุคสงครามต่อต้านเผ่าปีศาจได้เป็นแน่
ก็เพราะว่ายอดฝีมือที่สามารถรอดชีวิตมาจากยุคสมัยนั้นได้ จนถึงปัจจุบันนี้จะมีใครบ้างเล่าที่ไม่ใช่ผู้ยิ่งใหญ่ที่มีชื่อเสียงขจรขจายไปทั่วทุกสารทิศ
ในอดีตเองก็เคยมีผู้คนนับไม่ถ้วนที่สงสัยว่าตัวตนของชายผู้นี้ต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน และบางทีอาจจะซุกซ่อนภารกิจพิเศษที่สำคัญบางอย่างเอาไว้ด้วย
แต่ถึงกระนั้น ไม่ว่าใครจะใช้วิธีการใด ก็ไม่สามารถทำให้เขาชายตามองได้แม้แต่น้อย
เมื่อเวลาผ่านไปเนิ่นนานเข้า NPC พิเศษในกิลด์นักเวทผู้นี้ ก็ค่อยๆเลือนหายไปจากสายตาของผู้เล่น จนกระทั่งวันหนึ่งด้วยความบังเอิญ หลังจากที่หลินอี้ทำภารกิจลับสำเร็จ เขาจึงได้ล่วงรู้ความจริง
การที่ชายผู้นี้สามารถคงอยู่ในสภาพเช่นนี้ภายในโถงของกิลด์นักเวทได้ ย่อมต้องมีเหตุผลของมันอยู่แล้ว…เพราะอย่างไรเสีย เหล่าบรรดานักเวทกลุ่มนี้ต่างก็ขึ้นชื่อว่าเป็นพวกที่รักความสะอาดเข้าขั้นรุนแรง
ถ้าหากมีผู้เล่นคนไหนกล้าเดินเข้ามาในสภาพมอมแมมล่ะก็ โทษเบาคือถูกไล่ออกจากกิลด์ แต่ถ้าโทษหนัก ก็อาจถึงขั้นถูกสังหารทิ้งตรงนั้นเลยก็เป็นได้
หลินอี้เดินตรงเข้าไปหยุดอยู่เบื้องหน้าชายชราผู้นั้น ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าจริงจังและเคร่งขรึมว่า:
“ท่านเบลลี่·คารูน่า ผู้เป็นที่เคารพ ผมขอปฏิญาณว่าจะเจริญรอยตามบาทวิถีที่ท่านเคยย่างก้าว เพื่อสืบทอดเจตจำนงอันเป็นนิรันดร์ของเทพคาร์ซา ต่อกรกับเหล่าผู้ทำลายล้างจากขุมนรกทั้งเก้า และจะปกป้องเหล่าประชาราษฎร์ผู้ศรัทธาในสันติภาพแห่งโลกใบนี้”
หลังจากกล่าวจบ หลินอี้ก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ
และในท้ายที่สุด เขาก็ตัดสินใจหยิบ ‘ผลเพลิงเผาผลาญ’ ที่เพิ่งซื้อมาจากนักเล่นแร่แปรธาตุเผ่าก็อบลินออกจากกระเป๋าสัมภาระ แล้วโยนมันเข้าปากในคำเดียว
และทันทีที่ผลเพลิงเผาผลาญตกลงสู่ท้อง ความรู้สึกร้อนรุ่มก็แผ่ซ่านไปทั่วทั้งร่างของเขาทันที
“อึ่ก...อ๊าาาก~”
ณ วินาทีนั้น เหนือศีรษะของหลินอี้ปรากฏตัวเลขค่าความเสียหายตายตัวขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง:
“-1”
“-1”
“-1”
...
เหงื่อเม็ดโป้งไหลรินไม่ขาดสายจากหน้าผากของหลินอี้ ความเจ็บปวดราวกับถูกแผดเผาได้กระหน่ำโจมตีเส้นประสาทของเขาอย่างไม่หยุดยั้ง
ถึงแม้ว่าเขาจะเคยผ่านความทรมานเช่นนี้มาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ทว่าเมื่อต้องมาเผชิญหน้ากับมันอีกครั้ง หลินอี้ก็ยังคงเจ็บปวดรวดร้าวแทบสิ้นใจอยู่ดี
ไม่ใช่ว่าหลินอี้ไม่เคยคิดที่จะปรับลดค่าการรับรู้ความเจ็บปวดลง แต่ทว่าครั้งนั้นมันกลับล้มเหลวไม่เป็นท่า
หลังจากที่ลองพยายามอยู่หลายครั้ง หลินอี้ก็จำต้องยอมรับความจริงที่ว่า...กระบวนการทั้งหมดนี้จำเป็นต้องเปิดระบบรับรู้ความเจ็บปวดไว้ที่ 100% เท่านั้น จึงจะสามารถกระตุ้นให้เนื้อเรื่องดำเนินต่อไปและได้รับการสืบทอดอาชีพ ‘ผู้อัญเชิญวิญญาณ’ ได้
ในตอนนี้หลินอี้ซึ่งมีเลเวล 10 นั้นมีพลังชีวิตอยู่ราวๆ 380 กว่าหน่วย หากคำนวณตามอัตราการสูญเสียพลังชีวิตวินาทีละหนึ่งหน่วยแล้ว ก็หมายความว่ากว่าพลังชีวิตของเขาจะหมดหลอด ก็ยังต้องอดทนต่อไปอีกอย่างน้อยถึงหกนาทีเศษ
ยังนับว่าโชคดีอยู่บ้าง ที่เขายอมถอดอุปกรณ์สวมใส่ออกไปเสียก่อน มิเช่นนั้นคงต้องทนทุกข์ทรมานยิ่งกว่านี้เป็นแน่
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ รอยยิ้มแห่งความปลดปลงก็ผุดขึ้นบนใบหน้าของหลินอี้
เพราะอย่างไรเสีย ในชาติก่อนที่เขาไปถึงเลเวล 70 กว่าแล้วนั้น…ณ ตอนนั้นเขามีพลังชีวิตหลายพันหน่วยเลยทีเดียว!
บอกได้เลยว่ามันเป็นความเจ็บปวดที่ทรมานจนกระทั่งช่วงหลังแทบจะรู้สึกชาด้านไปหมด ถึงขนาดเกือบจะถูกระบบตรวจจับว่าเป็นความผิดปกติแล้วเตะออกจากเกมด้วยซ้ำ
หากเทียบกับตอนนั้นแล้ว แค่นี้มันยังนับว่าเป็นเรื่องเด็กๆด้วยซ้ำไป
เกรงว่าแม้แต่โปรแกรมเมอร์เองก็คงคาดไม่ถึงกระมัง ว่าอาชีพลับนี้จะถูกค้นพบโดยหลินอี้ในตอนที่เลเวลปาเข้าไป 70 กว่าแล้ว
เพียงแต่สิ่งที่ทำให้หลินอี้รู้สึกประหลาดใจก็คือ เมื่อพลังชีวิตของเขาลดลงไปกว่าครึ่งแล้ว ชายชราผู้มีสีหน้าหม่นหมองคนนั้นก็ยอมเอ่ยปากขึ้นในที่สุด
อาจจะเป็นเพราะไม่ได้พูดมานานกระมัง ดังนั้นตอนที่เขาเอ่ยปากออกมา น้ำเสียงจึงแหบพร่าและบาดหูอยู่บ้าง
“ในฐานะบุตรแห่งเทพผู้ได้รับเลือกคนแรกที่ผ่านการทดสอบ ฉันเชื่อมั่นว่านายจะสามารถทำตามคำสั่งเสียของเทพคาร์ซาได้อย่างแน่นอน”
“จงนำพาเจตจำนงของเทพคาร์ซา กลับสู่หนทางแห่งการพิชิตมารอีกครั้ง และปกป้องคุ้มครองทวีปลาฟาร์มให้พ้นจากการรุกรานของเหล่าปีศาจเถิด”
หลังกล่าว พลางโบกมือคราหนึ่ง ชายชราผู้ซอมซ่อคนนั้นก็ทำให้หลินอี้รู้สึกราวกับร่างกายของตนเบาหวิวขึ้นมาทันที และพลังชีวิตของเขาก็กลับมาเต็มหลอดในชั่วพริบตา
และในขณะเดียวกันนั้นเอง ทิวทัศน์เบื้องหน้าของหลินอี้ก็พลันเปลี่ยนแปลงไป
เพียงชั่วพริบตาเดียว หลินอี้ก็พบว่ารอบกายของตนได้แปรเปลี่ยนเป็นโลกที่เต็มไปด้วยภูเขาซากศพและทะเลโลหิตไปเสียแล้ว
“นี่มัน…สมรภูมิโบราณที่พันธมิตรแห่งร้อยเผ่าพันธุ์ร่วมกันต่อต้านกองทัพเผ่าปีศาจ”
ภายใต้ผืนฟ้าที่มืดครึ้ม ทุกสิ่งทุกอย่างกลับถูกย้อมไปด้วยสีแดงฉานของเลือด
ซากศพของมนุษย์และอสูรนับไม่ถ้วนกองทับถมกันอยู่บนผืนดินแห่งนี้ ราวกับนรกอเวจีบนดินที่กำลังบอกเล่าถึงความโหดร้ายของสมรภูมิครั้งนี้
และแล้วในตอนนั้นเอง เสียงคำรามกึกก้องที่ทำให้หูดับตับไหม้ก็ดังมาจากแดนไกล
ณ ตำแหน่งที่สายตาของหลินอี้ทอดมองไป ล้วนถูกครอบครองโดยกองทัพสิ่งมีชีวิตเผ่าปีศาจที่มืดฟ้ามัวดิน
และในขณะที่หลินอี้กำลังตกตะลึงกับภาพตรงหน้า แผ่นดินก็พลันสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
“โฮกกก~”
เสียงคำรามก้องดังมาจากด้านหลังของหลินอี้
หลินอี้หันกลับไปมอง ก็ได้เห็นร่างมหึมาร่างหนึ่งกำลังดิ้นรนหลุดออกมาจากใต้ผืนดินพอดิบพอดี
และทันทีที่ร่างนั้นหลุดพ้นจากพื้นดินได้อย่างสมบูรณ์ มันก็กระพือปีกคู่ใหญ่มหึมาของมันทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้าในทันที
ณ ขณะนั้น ในหัวของหลินอี้พลันปรากฏคำคำหนึ่งขึ้นมาเพื่ออธิบายถึงสิ่งมีชีวิตขนาดมหึมาที่อยู่ตรงหน้า...
นั่นก็คือ...ใหญ่โตจนบดบังทั้งผืนฟ้าและดวงตะวัน
“มังกรปีศาจแห่งห้วงนรก!” หลินอี้เอ่ยนามอันน่าสะพรึงกลัวนั้นออกมาในทันที
หลินอี้ยังจดจำได้อย่างชัดเจนว่า เมื่อครั้งที่เกม ‘สงครามแห่งทวยเทพ’ อัปเดตแพตช์ใหม่ กลุ่มผู้เล่นระดับท็อปที่นำโดย ‘จักรพรรดินักดื่ม’ ซึ่งเป็นผู้เล่นระดับเทพกว่าสิบคน ได้ถูกลมหายใจมังกรเพียงครั้งเดียวของมังกรปีศาจแห่งห้วงนรกกวาดล้างจนสิ้นซากไปอย่างน่าอนาถ
ในตอนนั้นผู้คนต่างก็พูดกันว่า ถ้าหากเลือกได้ล่ะก็ พวกเขายอมที่จะเผชิญหน้ากับจ้าวแห่งดินแดนปีศาจเสียยังดีกว่าต้องไปเผชิญหน้ากับมังกรปีศาจแห่งห้วงนรกที่เทือกเขาเทพดับสูญนั่นอีก
เพราะว่าความรู้สึกของผู้เล่นในตอนที่ต้องเผชิญหน้ากับมังกรปีศาจแห่งห้วงนรกนั้น...มันช่างทำให้สิ้นหวังอย่างถึงที่สุดจริงๆ
ณ ตอนนี้เองหลินอี้จึงเพิ่งสังเกตเห็นว่า ที่ด้านหลังของตนนั้นแท้จริงแล้วยังมีกองกำลังของพันธมิตรแห่งร้อยเผ่าพันธุ์ยืนอยู่อย่างสุดลูกหูลูกตา…ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ เอลฟ์ ออร์ค เผ่าพันธุ์ซัคคิวบัส คนแคระ ก็อบลิน ที่เขาคุ้นเคยเป็นอย่างดี
อีกทั้งยังมีเผ่าพันธุ์อื่น ๆที่หลินอี้ไม่คุ้นเคยและมีรูปร่างหน้าตาแปลกประหลาดอีกด้วย
หากคาดการณ์ไม่ผิดล่ะก็ ภาพที่หลินอี้กำลังเห็นอยู่นี้ก็คือภาพการเผชิญหน้าระหว่างพันธมิตรแห่งร้อยเผ่าพันธุ์กับกองทัพเผ่าปีศาจนั่นเอง
ทว่าภาพที่ปรากฏขึ้นในวินาทีต่อมา กลับทำให้หลินอี้ถึงกับสะท้านใจ
สตรีในรูปลักษณ์ของมนุษย์ผู้หนึ่งกำลังลอยตัวอยู่กลางอากาศ และมังกรปีศาจแห่งห้วงนรกที่น่าเกรงขามตนนั้น กลับกำลังก้มศีรษะอันหยิ่งทะนงของมันลงต่อหน้าเธอ
แต่สิ่งที่ทำให้หลินอี้ตกตะลึงยิ่งกว่า กลับเป็นเสียงตะโกนกึกก้องที่ดังมาจากค่ายของพันธมิตรแห่งร้อยเผ่าพันธุ์: “รัศมีแห่งเทพคาร์ซา จักสาดส่องไปทั่วหล้า!”
จากนั้นสตรีผู้นั้นก็ยื่นมือออกไปลูบศีรษะของมังกรปีศาจแห่งห้วงนรกอย่างแผ่วเบา ในขณะที่มือเรียวงามอีกข้างหนึ่งก็ชี้ตรงไปยังกองทัพเผ่าปีศาจที่แผ่ไอร้อนแห่งการสังหารอยู่ไกลออกไป
“ฆ่า!”
…………