- หน้าแรก
- ซิงค์พลัง อสูรล้างโลก
- บทที่ 4 - สมาคมหกหาง
บทที่ 4 - สมาคมหกหาง
บทที่ 4 - สมาคมหกหาง
บทที่ 4 - สมาคมหกหาง
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
“นี่มันโรงพยาบาล ภรรยาผมเป็นหมอเหรอ?”
“ภรรยาคุณกำลังจะเกิด”
บทสนทนาประหลาดในความฝันยังคงดังก้องอยู่ในหู ทำให้เซี่ยเฟิงคิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออก
“คุณครับ คุณครับ!”
“หืม?” เซี่ยเฟิงลืมตาโพลง นั่งตัวตรง ตื่นจากภวังค์
“คุณครับ ถึงคฤหาสน์หกหางแล้วครับ”
“อ้อ ครับ ขอบคุณครับ”
เซี่ยเฟิงนวดขมับพลางก้าวลงจากรถ ก็เห็นคนสามคนยืนอยู่ที่หน้าประตูคฤหาสน์
ชายวัยกลางคนในชุดสูทเนี้ยบกริบ หวีผมใส่น้ำมันอย่างประณีต ถือไม้เท้าหัวมังกร กำลังยืนหน้าเครียดจ้องมองเขา
คนผู้นี้คือพ่อบุญธรรมของเขา เว่ยซูถง
แน่นอน ถึงจะเรียกว่าพ่อบุญธรรม แต่จริงๆ แล้วก็ไม่ค่อยสนิทสนมกันเท่าไหร่ ก็ชายผู้หวีผมใส่น้ำมันอย่างประณีตทุกวี่ทุกวันนี้มีลูกบุญธรรมตั้งสิบแปดคนนี่นา... ส่วนข้างกายเว่ยซูถง ยืนตระหง่านด้วยชายวัยกลางคนอีกคนที่มีรอยแผลเป็นที่ตาขวา สวมชุดฝึกยุทธสีดำเข้มหลวมๆ
ชายในชุดฝึกยุทธคนนี้ชื่อจ้าวเจี๋ย ปัจจุบันเป็นรักษาการหัวหน้าสมาคมหกหาง
ส่วนคนที่ยืนกอดอกตัวตรงอยู่ด้านหลังจ้าวเจี๋ย ก็คือลูกศิษย์ของเขา—ฉีเซียว
พวกเขามาทำอะไรที่นี่? เซี่ยเฟิงมองไปยังรักษาการหัวหน้าสมาคมอย่างสงสัย
ดวงตาข้างซ้ายที่เปิดอยู่เพียงข้างเดียวของจ้าวเจี๋ยเป็นสีเทาขาว กวาดสายตามองมาแฝงไว้ด้วยอำนาจข่มขวัญ สีหน้าเรียบเฉย “เซี่ยเฟิง เมื่อครู่เจ้าไปที่ใดมา?”
แม้เซี่ยเฟิงจะงุนงง แต่ก็ยังคงประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม “ไปที่จวนท่านดยุคมาครับ ไปหามู่ชิงถง ลุงจ้าวถามเรื่องนี้ทำไมหรือครับ?”
“เจ้าไปถอนหมั้นมารึ?” นัยน์ตาสีเทาขาวของจ้าวเจี๋ยหดเล็กลง จ้องเขม็งไปยังเซี่ยเฟิงอย่างเย็นชาดุร้าย
แววตาของเซี่ยเฟิงฉายแวบสงสัย เขาเหลือบมองเว่ยซูถงที่ยืนถือไม้เท้าหลับตานิ่งเงียบอยู่ด้านข้างอย่างไม่ตั้งใจ แล้วจึงมองไปยังฉีเซียวที่ยืนอมยิ้มบางๆ อยู่ด้านหลังจ้าวเจี๋ย
ราวกับเข้าใจอะไรบางอย่าง เซี่ยเฟิงก็ยิ้มออกมา “ผมก็แค่ไปที่จวนท่านดยุคเพื่อคุยกับคุณหนูมู่ไม่กี่คำ ไหงกลายเป็นว่าผมไปถอนหมั้นล่ะครับ? ลุงจ้าว ท่านไปได้ยินข่าวลือไร้สาระพวกนี้มาจากไหน?”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ นัยน์ตาสีเทาขาวของจ้าวเจี๋ยก็หรี่ลง วาบประกายเย็นเยียบเหลือบมองฉีเซียวลูกศิษย์ที่อยู่ข้างกาย
ฉีเซียวเองก็ชะงักไปเช่นกัน พูดเสียงเข้ม “ลูกน้องข้าเห็นชัดๆ ว่าเจ้าขับรถฝ่าไฟแดงตลอดทางไปยังจวนท่านดยุค แม้กระทั่งประสบอุบัติเหตุเข้าโรงพยาบาลก็ยังไม่ยอมอยู่นาน! เจ้าบุกเข้าไปในจวนอย่างเกรี้ยวกราดขนาดนั้น แล้วมาบอกพวกเราว่าแค่ไปคุยกับคุณหนูมู่ไม่กี่คำเนี่ยนะ?”
“ใช่สิครับ หรือว่า—” เซี่ยเฟิงทำหน้าจริงใจ “มันไม่ได้เหรอครับ?”
“เจ้า—”
“ถ้าศิษย์พี่สิบสามไม่เชื่อ จะโทรไปสอบถามที่คฤหาสน์ตระกูลมู่โดยตรงเลยก็ได้นะครับ”
เซี่ยเฟิงยิ้ม “ก็แค่ถามเธอว่าคืนนี้ได้พูดคุยกับผมอย่างถูกคอหรือไม่ แล้วผมได้เอ่ยถึงเรื่องถอนหมั้นบ้างหรือเปล่า”
ถึงตอนนี้ ในใจของเซี่ยเฟิงก็พอจะกระจ่างแจ้งแล้ว
เขาก็นึกอยู่ว่าทำไมจู่ๆ ฉาไน่เสวี่ยถึงช่วยแนะนำคู่หมั้นให้เขา ที่แท้ก็ร่วมมือกับฉีเซียวนี่เอง คาดว่าฉีเซียวคงไปตกลงผลประโยชน์อะไรบางอย่างกับเธอไว้
ส่วนจุดประสงค์ที่ฉีเซียวทำเช่นนี้ ก็คงเพื่ออาภรณ์วิญญาณสืบทอดที่หายากยิ่งของสมาคมหกหาง—หกหาง
ฉีเซียวเห็นท่าทีจริงจังหนักแน่นของเซี่ยเฟิง ไม่เหมือนกำลังโกหก สีหน้าเขาก็ดูไม่ดีขึ้นมา ชิบหาย ประมาทไป... แต่ถ้าเจ้าเด็กแซ่เซี่ยคนนี้มันไม่ได้ไปโวยวายถอนหมั้น แล้วมันจะรีบร้อนขนาดนั้นไปทำไม? ถึงขั้นเข้าโรงพยาบาลแล้วก็ยังดั้นด้นจะไปหามู่ชิงถง หรือว่ามันจะไปคุยเล่นจริงๆ!? แต่ช่างเถอะ ยังไงซะเรื่องนี้ก็ไม่มีผลกระทบต่อภาพรวมอยู่แล้ว! ฉีเซียวหรี่นัยน์ตาสีน้ำตาลลง มุมปากยกยิ้มอ่อนโยน “พูดแบบนี้ก็หมายความว่า ศิษย์น้องยอมแต่งเข้าตระกูลมู่แล้วสินะ?”
“แน่นอนอยู่แล้ว คุณหนูมู่ทั้งสวยทั้งอ่อนโยน ทำไมผมต้องปฏิเสธด้วยล่ะครับ?” เซี่ยเฟิงยิ้มร่า
“ว่าไปแล้ว ผมยังต้องขอบคุณศิษย์พี่ที่ช่วยผลักดันอยู่เบื้องหลังด้วยนะ” เขาจับมือฉีเซียวเขย่าๆ อย่างแรงด้วยใบหน้าจริงใจ “ขอบคุณครับ!”
นี่พูดจากใจจริง
มุมปากของฉีเซียวกระตุกเล็กน้อย จริงอย่างว่า เขาเคยเห็นรูปมู่ชิงถงแล้ว สวยจนเกินเหตุ ชิบหาย เปลืองของชะมัด! แต่ก็ไม่เป็นไรมากหรอก ก็คุณหนูตระกูลขุนนางที่ผู้คนนับหมื่นตามจีบอย่างมู่ชิงถงน่ะ ไม่ใช่คนที่เซี่ยเฟิงจะคุมอยู่หมัดหรอก!
ฉีเซียวคิดปลอบใจตัวเองเงียบๆ สีหน้ากลับมาเรียบเฉยดังเดิม หันกลับไปประสานมือคารวะ “อาจารย์ครับ ในเมื่อเซี่ยเฟิงกำลังจะแต่งเข้าตระกูลหญิง ตอนนี้เขาก็หมดคุณสมบัติในการแข่งขันชิงอาภรณ์วิญญาณหกหางแล้ว ผมขอให้ยุติการแข่งขันก่อนกำหนดครับ!”
อันที่จริง ตัวเซี่ยเฟิงเองก็ไม่ได้สนใจอาภรณ์วิญญาณหกหางอะไรนี่เลยแม้แต่น้อย ยิ่งไม่อยากจะไปแข่งขันกับฉีเซียวด้วย ก็ด้วยพรสวรรค์ของเขา การจะฝึกหกหางได้สำเร็จคงต้องรอไปถึงชาติหน้ากระมัง
แต่ว่า ตอนนี้เนี่ยสิ... เขาไม่มีพรสวรรค์ แต่แม่มดล้างโลกมีนี่นา!
“ได้” จ้าวเจี๋ยพยักหน้าเสียงเรียบ หันไปมองชายวัยกลางคนในชุดสูทข้างๆ “เฒ่าเว่ย เจ้าไม่มีปัญหาใช่ไหม?”
เว่ยซูถงสีหน้าเรียบเฉยไม่บ่งบอกอารมณ์ เคาะไม้เท้าลงพื้น “ในเมื่อเซี่ยเฟิงหมดคุณสมบัติในการแข่งขันแล้ว ข้าจะไปมีปัญหาอะไรได้ล่ะ ประกาศผลเถอะ”
“เดี๋ยวก่อนครับ” เซี่ยเฟิงกะพริบตาปริบๆ “เฒ่าเว่ย ผมมีปัญหา”
เว่ยซูถงขมวดคิ้วเหลือบมองเขา แต่ไม่สนใจ หันหลังสะบัดแขนเสื้อเดินจากไป “แยกย้ายกันได้แล้ว”
“เฒ่าเว่ย อย่าเพิ่งรีบสิ” จ้าวเจี๋ยค่อยๆ เดินตามไป ยิ้มกล่าว “เงินพนันสองแสน ถือว่าเจ้าแพ้แล้วสินะ อย่าลืมกลับไปโอนเงินให้ข้าด้วยล่ะ”
เมื่อเห็นดังนั้น ฉีเซียวก็ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย เหลือบมองเซี่ยเฟิงแวบหนึ่ง ก่อนจะรีบเดินตามจ้าวเจี๋ยไป
ทั้งสามคนค่อยๆ เดินห่างออกไป
ให้ตายสิ ดูถูกกันชัดๆ! เซี่ยเฟิงรู้ดีว่าการกระทำย่อมเสียงดังกว่าคำพูด บางเรื่องไม่จำเป็นต้องอธิบายอะไรให้มากความ
สมาคมหกหางยึดมั่นในหลักการที่ว่าผู้แข็งแกร่งคือผู้ชนะ แน่นอน หรือจะพูดอีกอย่างก็คือผลประโยชน์มาก่อน ขอแค่มีผลประโยชน์ให้เห็นเป็นรูปธรรม บางคนก็จะเปลี่ยนท่าทีที่มีต่อคุณไปเอง
เขาสะบัดมือประกบกันดังฉาด กระแสพลังวิญญาณสีขาวนวลแผ่พุ่งออกจากฝ่ามือเขาทันที วูม—
ใต้ต้นไม้โบราณสีจันทร์นวล ผมสีนิลของชายหนุ่มปลิวไสวไปด้านหลังอย่างบ้าคลั่ง ร่างของคนทั้งสามที่กำลังจะก้าวเข้าคฤหาสน์พลันหยุดชะงัก หันขวับกลับมามองอย่างพร้อมเพรียงกันด้วยความประหลาดใจ
[จบแล้ว]