- หน้าแรก
- จักรพรรดิมังกรแดง : ยิ่งมีลูกยิ่งแข็งแกร่ง
- ตอนที่ 33 ถึงเมืองมนุษย์
ตอนที่ 33 ถึงเมืองมนุษย์
ตอนที่ 33 ถึงเมืองมนุษย์
หลังจากกองทัพอสูรทั้งหมดออกเดินทางไปไกล ซีมู่จึงก้าวออกจากถ้ำ เฝ้ามองไปยังทิศทางที่กองทัพอสูรของตนมุ่งหน้าไป
"ฝ่าบาทจะตามพวกเขาไปด้วยหรือเพคะ?" ซิลเวียเดินตามออกมา
เสียงดังจากข้างนอกปลุกเกวนโดลินให้ตื่นได้ แล้วพวกเขาจะไม่ตื่นได้อย่างไร?
"อืม นี่เป็นการต่อสู้ครั้งแรกระหว่างกองทัพอสูรของข้ากับมนุษย์และเป็นการยึดครองเมืองมนุษย์ครั้งแรก ข้าจำเป็นต้องตามไปดู"
เขาอยากรู้ด้วยว่ามนุษย์ในโลกนี้สู้กันอย่างไร เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับวันที่จะบุกอาณาจักรเรดในอนาคต
“เข้าใจแล้วเพคะฝ่าบาท ท่านไปเถอะ ถ้ำมังกรทางนี้ข้าจะดูแลเอง”
ซิลเวียแนบกายซีมู่เบา ๆ มือเรียวลูบผ่านเกล็ดมังกรสีแดงเข้ม
"ฝากเจ้าดูแลเกวนโดลินด้วย อสูรส่วนใหญ่ออกจากเทือกเขาดอร์คาฟาร์ไปหมดแล้ว อย่าออกห่างจากถ้ำมังกรมากนัก หากหลงเข้าไปในป่าแล้วเจอสัตว์ร้ายจะลำบากเอา" ซีมู่กล่าวเตือนด้วยความห่วงใย
อสูรที่มีสติปัญญาทั้งหมดในเทือกเขาดอร์คาฟาร์ล้วนถูกเผ่าซีมู่ยึดครองสำเร็จ ที่เหลืออยู่ก็มีแต่สัตว์ป่าธรรมดาที่สมองไม่ค่อยดี พวกมันไม่สนใจว่าจะเป็นใคร หากไม่มีขนาดใหญ่พอที่จะทำให้พวกมันตกใจได้ พวกมันก็จะเข้าโจมตีใส่แทน
"เพคะฝ่าบาท เผ่าซีมู่ที่เหลือนี้ให้ข้าจัดการเอง ท่านไปเถอะ" ซิลเวียยิ้มอย่างอ่อนโยน
"ฝ่าบาท...!!"
ก็อบลินที่อยู่ใกล้รังมังกรเมื่อเห็นฝ่าบาทปรากฏตัว ก็รีบมาคำนับต่อหน้า
"หน้าที่ของพวกเจ้าคือปกป้องซิลเวีย จำไว้ให้ดี"
ซีมู่ก้มลงมองก็อบลินตัวเล็ก ๆ ตรงหน้า
"ขอรับ! ฝ่าบาท!"
อันที่จริงแม้ไม่ต้องออกคำสั่ง ก็อบลินพวกนี้ก็รู้หน้าที่ของตนดีอยู่แล้ว
นอกจากการจัดหาเสบียงให้หัวหน้าคริสแล้ว หน้าที่หลักอีกอย่างก็คือการปกป้ององค์หญิงเกวนโดลินและนายหญิงซิลเวีย
ฟู่...
เพราะซิลเวียยังยืนอยู่ใกล้ ๆ ซีมู่จึงกระพือปีกเบา ๆ ไม่ให้ลมแรงเกินไป หลังรวบผมที่ปลิวไสวตามแรงลม ซิลเวียเงยหน้ามองตามร่างมังกรแดงจนลับขอบฟ้าไป ก่อนจะค่อย ๆ หลับตาก้มภาวนา
“ขอให้ฝ่าบาททรงปลอดภัย”
"นายหญิงซิลเวีย"
วอล์คเกอร์เดินมาอยู่ต่อหน้าซิลเวียด้วยท่าทีเก้ ๆ กัง ๆ
"มีอะไรหรือ?" ซิลเวียถาม
"เอ่อ...ท่านก็น่าจะทราบดีถึงความสามารถของพวกเราก็อบลิน เมื่อเทียบกับหัวหน้าคริสแล้ว พวกเราเทียบไม่ได้เลย ดังนั้นข้าเลยอยากขอให้ท่านและองค์หญิงอยู่แต่ในบริเวณรังมังกร เพื่อความปลอดภัยขอรับ”
วอล์คเกอร์กลัวว่านายหญิงซิลเวียและองค์หญิงเกวนโดลินจะออกไปเล่นข้างนอกแล้วเกิดอันตรายขึ้นมา ด้วยความสามารถของก็อบลินแล้วนั้น...คงไม่มีทางหาคำตอบที่ดีให้แก่ฝ่าบาทซีมู่ได้แน่
"ข้ารู้ พวกเจ้าทำหน้าที่ของตัวเองต่อเถอะ ข้าจะไม่ไปไหนไกลจากรังมังกรหรอก แค่ไปที่ลานฝึกเพื่อสอนเวทมนตร์ให้เกวนโดลินเท่านั้น"
ในฐานะคู่ครองที่เหมาะสม ซิลเวียรู้ดีว่าควรทำอย่างไรถึงจะไม่สร้างความเดือดร้อนให้สามีของตน
เชื่อฟัง รู้ความ และปกป้องตัวเองให้ดี
"ท่านเข้าใจก็ดีแล้วขอรับนายหญิงซิลเวีย เช่นนั้นพวกเราขอตัว”
วอล์คเกอร์ยังต้องพาพวกก็อบลินไปให้อาหารสัตว์ ทว่าเดินได้ไม่กี่ก้าวก็นึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมา จึงหันกลับมาถาม "นายหญิงซิลเวีย ท่านและองค์หญิงอยากทานอะไรเป็นอาหารเช้าหรือขอรับ?"
"อะไรก็ได้" ซิลเวียตอบอย่างเรียบง่าย
นางไม่ได้ต้องการอะไรเป็นพิเศษ เพียงแค่ไม่ได้กินผักสดมานานแล้ว น่าเสียดายที่พวกอสูรไม่รู้จักปลูกพืชกินกันบ้าง
เมื่อรู้สึกว่าระบบย่อยอาหารไม่ดี เหล่าอสูรจะกินวัชพืชบนพื้นหญ้าใกล้ ๆ แทน
...
เทือกเขาดอร์คาฟาร์นั้นกว้างใหญ่สุดสายตา
เนื่องจากคริสนำทัพอสูรจำนวนมากมาด้วย สุดท้ายแล้วพวกเขาจึงใช้เวลาเกือบหนึ่งวันเต็มจึงจะเข้าใกล้เมืองมนุษย์
หลังจากเดินทางมาทั้งวัน ทุกตนต่างเหนื่อยล้า คริสรู้ดีว่าตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่จะต่อสู้ จึงสั่งให้ทุกคนตั้งค่ายพักผ่อน
กองไฟถูกจุดขึ้นในค่าย ส่องสว่างเป็นประกายแห่งความหวังในยามค่ำคืน
หัวหน้าเผ่าอสูรทั้งหมดมารวมตัวกันรอบกองไฟ
"นั่นคือเมืองมนุษย์ ดูจากสภาพแล้ว พวกมันคงยังไม่รู้ตัวว่าเรามา”
บาดาชี้ไปยังทิศทางที่ไม่ไกลนัก ผ่านป่าทึบ สามารถมองเห็นแสงไฟจากเมืองมนุษย์ได้อย่างเลือนลาง
สมกับเป็นเมืองที่มีมนุษย์อาศัยอยู่ ราวกับมีหิ่งห้อยที่ส่องแสงระยิบระยับในยามค่ำคืนชวนดึงดูดสายตา
"แน่นอนว่าไม่รู้ตัวหรอก ถ้ามันรู้ ก็คงหนีหัวซุกหัวซุนไปนานแล้ว ฮ่า ๆ ๆ”
"ฮ่า ๆ"
เหล่าอสูรได้ยินประโยคนี้ก็หัวเราะจนปากแทบฉีก
ถึงจะไม่เคยต่อสู้กับมนุษย์อย่างเป็นทางการมาก่อน แต่ก็ดูแคลนมนุษย์ที่ผอมแห้งอย่างมาก
คิดว่าด้วยกำลังของมนุษย์แล้ว ไม่มีทางที่จะต้านทานการโจมตีของพวกเขาได้ เพราะแค่ขนาดตัวก็แตกต่างกันมากแล้ว
"มนุษย์ผอมแห้งเปราะบางก็จริง แต่อย่าลืมว่าพวกมันสามารถอยู่รอดบนพื้นที่ทวีปนี้ได้ ย่อมต้องมีจุดแข็งที่เหนือกว่าในแบบของมัน อย่าได้ดูถูกพวกมันเกินไป"
คริสยกยิ้มบางแล้วเตือนเสียงเข้ม ... ความประมาทและทหารที่หยิ่งยโสย่อมต้องพ่ายแพ้
ไม่นาน เสียงหัวเราะก็ค่อย ๆ จางลง
"ในเมื่อจะโจมตีเมืองมนุษย์ในวันพรุ่งนี้ ทำไมไม่ให้พญาอินทรีแห่งพงไพรไปสอดแนมสถานการณ์ก่อนเล่า?"
"ตอนนี้ก็มืดแล้ว ถ้าพวกมันบินสูงหน่อย มนุษย์ก็ไม่มีทางเห็น” ไอนีเวนเสนอความคิดเห็นของตน
"นายหญิงไอนีเวนพูดถูก ข้าก็กำลังคิดเช่นนั้น ดามาร์ เรื่องการสอดแนมขอมอบให้เผ่าพญาอินทรีของพวกเจ้าจัดการ หวังว่าจะไม่ทำให้ข้าและนายหญิงไอนีเวนผิดหวัง" คริสเหลือบมองดามาร์
"โปรดวางใจหัวหน้าคริส นายหญิงไอนีเวน มอบให้พวกเราจัดการเถอะ"
ดามาร์กล่าวก่อนนำฝูงอินทรีโผบินขึ้นกลางรัตติกาล
...
ณ เมืองมนุษย์ หอสังเกตการณ์
"ผู้หญิงคนนั้นเจ้าว่าอย่างไร?"
"เด็ดมาก ครั้งหน้าอย่าลืมพาข้าไปด้วยล่ะ"
"ฮ่า ๆ เจ้าน่ะเลิกคิดได้เลยฮันส์ เงินเดือนทั้งหมดของเจ้าพอจ่ายได้แค่ครั้งเดียวเองมั้ง"
"ก็ยังดี อย่างไรเสียกองทัพเราก็มีข้าวมีที่พักให้ ไม่ต้องกังวล"
ทหารยามผลัดกลางคืนกำลังดื่มสุราหนักจนหน้าแดงเมามายแทบไม่ได้สติ พากันคุยโวโอ้อวดหัวเราะดังลั่น ทั้งที่กฎเหล็กของทหารยามคือห้ามดื่มในตอนเข้าเวรโดยเด็ดขาด เพราะหากศัตรูบุกเข้ามาจะทำอย่างไร?
แต่สำหรับทหารที่ไม่ได้เห็นสงครามมานาน ทุกคนต่างคลายความระวัง ตราบใดที่ไม่ถูกหัวหน้าทหารพบ พวกเขาอยากจะทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น ไม่มีใครฟ้องใคร
พวกเขาไม่รู้เลยว่า กลุ่มพญาอินทรีแห่งพงไพรได้บินผ่านศีรษะของพวกเขาไปเพื่อบินวนสำรวจในเมือง
เมืองมนุษย์แห่งนี้ไม่ได้ใหญ่โตมากนัก อย่างมากก็คงมีคนประมาณหมื่นคน
จำนวนทหารคงไม่เกินสามพันคน หรืออาจน้อยกว่านั้น
หลังจากได้ข้อมูลที่ต้องการแล้ว ดามาร์ก็นำพญาอินทรีมารายงานสถานการณ์ต่อคริสอย่างละเอียดทุกถ้อยคำ