เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 33 ถึงเมืองมนุษย์

ตอนที่ 33 ถึงเมืองมนุษย์

ตอนที่ 33 ถึงเมืองมนุษย์


หลังจากกองทัพอสูรทั้งหมดออกเดินทางไปไกล ซีมู่จึงก้าวออกจากถ้ำ เฝ้ามองไปยังทิศทางที่กองทัพอสูรของตนมุ่งหน้าไป

"ฝ่าบาทจะตามพวกเขาไปด้วยหรือเพคะ?" ซิลเวียเดินตามออกมา

เสียงดังจากข้างนอกปลุกเกวนโดลินให้ตื่นได้ แล้วพวกเขาจะไม่ตื่นได้อย่างไร?

"อืม นี่เป็นการต่อสู้ครั้งแรกระหว่างกองทัพอสูรของข้ากับมนุษย์และเป็นการยึดครองเมืองมนุษย์ครั้งแรก ข้าจำเป็นต้องตามไปดู"

เขาอยากรู้ด้วยว่ามนุษย์ในโลกนี้สู้กันอย่างไร เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับวันที่จะบุกอาณาจักรเรดในอนาคต

“เข้าใจแล้วเพคะฝ่าบาท ท่านไปเถอะ ถ้ำมังกรทางนี้ข้าจะดูแลเอง”

ซิลเวียแนบกายซีมู่เบา ๆ มือเรียวลูบผ่านเกล็ดมังกรสีแดงเข้ม

"ฝากเจ้าดูแลเกวนโดลินด้วย อสูรส่วนใหญ่ออกจากเทือกเขาดอร์คาฟาร์ไปหมดแล้ว อย่าออกห่างจากถ้ำมังกรมากนัก หากหลงเข้าไปในป่าแล้วเจอสัตว์ร้ายจะลำบากเอา" ซีมู่กล่าวเตือนด้วยความห่วงใย

อสูรที่มีสติปัญญาทั้งหมดในเทือกเขาดอร์คาฟาร์ล้วนถูกเผ่าซีมู่ยึดครองสำเร็จ ที่เหลืออยู่ก็มีแต่สัตว์ป่าธรรมดาที่สมองไม่ค่อยดี พวกมันไม่สนใจว่าจะเป็นใคร หากไม่มีขนาดใหญ่พอที่จะทำให้พวกมันตกใจได้ พวกมันก็จะเข้าโจมตีใส่แทน

"เพคะฝ่าบาท เผ่าซีมู่ที่เหลือนี้ให้ข้าจัดการเอง ท่านไปเถอะ" ซิลเวียยิ้มอย่างอ่อนโยน

"ฝ่าบาท...!!"

ก็อบลินที่อยู่ใกล้รังมังกรเมื่อเห็นฝ่าบาทปรากฏตัว ก็รีบมาคำนับต่อหน้า

"หน้าที่ของพวกเจ้าคือปกป้องซิลเวีย จำไว้ให้ดี"

ซีมู่ก้มลงมองก็อบลินตัวเล็ก ๆ ตรงหน้า

"ขอรับ! ฝ่าบาท!"

อันที่จริงแม้ไม่ต้องออกคำสั่ง ก็อบลินพวกนี้ก็รู้หน้าที่ของตนดีอยู่แล้ว

นอกจากการจัดหาเสบียงให้หัวหน้าคริสแล้ว หน้าที่หลักอีกอย่างก็คือการปกป้ององค์หญิงเกวนโดลินและนายหญิงซิลเวีย

ฟู่...

เพราะซิลเวียยังยืนอยู่ใกล้ ๆ ซีมู่จึงกระพือปีกเบา ๆ ไม่ให้ลมแรงเกินไป หลังรวบผมที่ปลิวไสวตามแรงลม ซิลเวียเงยหน้ามองตามร่างมังกรแดงจนลับขอบฟ้าไป ก่อนจะค่อย ๆ หลับตาก้มภาวนา

“ขอให้ฝ่าบาททรงปลอดภัย”

"นายหญิงซิลเวีย"

วอล์คเกอร์เดินมาอยู่ต่อหน้าซิลเวียด้วยท่าทีเก้ ๆ กัง ๆ

"มีอะไรหรือ?" ซิลเวียถาม

"เอ่อ...ท่านก็น่าจะทราบดีถึงความสามารถของพวกเราก็อบลิน เมื่อเทียบกับหัวหน้าคริสแล้ว พวกเราเทียบไม่ได้เลย ดังนั้นข้าเลยอยากขอให้ท่านและองค์หญิงอยู่แต่ในบริเวณรังมังกร เพื่อความปลอดภัยขอรับ”

วอล์คเกอร์กลัวว่านายหญิงซิลเวียและองค์หญิงเกวนโดลินจะออกไปเล่นข้างนอกแล้วเกิดอันตรายขึ้นมา ด้วยความสามารถของก็อบลินแล้วนั้น...คงไม่มีทางหาคำตอบที่ดีให้แก่ฝ่าบาทซีมู่ได้แน่

"ข้ารู้ พวกเจ้าทำหน้าที่ของตัวเองต่อเถอะ ข้าจะไม่ไปไหนไกลจากรังมังกรหรอก แค่ไปที่ลานฝึกเพื่อสอนเวทมนตร์ให้เกวนโดลินเท่านั้น"

ในฐานะคู่ครองที่เหมาะสม ซิลเวียรู้ดีว่าควรทำอย่างไรถึงจะไม่สร้างความเดือดร้อนให้สามีของตน

เชื่อฟัง รู้ความ และปกป้องตัวเองให้ดี

"ท่านเข้าใจก็ดีแล้วขอรับนายหญิงซิลเวีย เช่นนั้นพวกเราขอตัว”

วอล์คเกอร์ยังต้องพาพวกก็อบลินไปให้อาหารสัตว์ ทว่าเดินได้ไม่กี่ก้าวก็นึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมา จึงหันกลับมาถาม "นายหญิงซิลเวีย ท่านและองค์หญิงอยากทานอะไรเป็นอาหารเช้าหรือขอรับ?"

"อะไรก็ได้" ซิลเวียตอบอย่างเรียบง่าย

นางไม่ได้ต้องการอะไรเป็นพิเศษ เพียงแค่ไม่ได้กินผักสดมานานแล้ว น่าเสียดายที่พวกอสูรไม่รู้จักปลูกพืชกินกันบ้าง

เมื่อรู้สึกว่าระบบย่อยอาหารไม่ดี เหล่าอสูรจะกินวัชพืชบนพื้นหญ้าใกล้ ๆ แทน

...

เทือกเขาดอร์คาฟาร์นั้นกว้างใหญ่สุดสายตา

เนื่องจากคริสนำทัพอสูรจำนวนมากมาด้วย สุดท้ายแล้วพวกเขาจึงใช้เวลาเกือบหนึ่งวันเต็มจึงจะเข้าใกล้เมืองมนุษย์

หลังจากเดินทางมาทั้งวัน ทุกตนต่างเหนื่อยล้า คริสรู้ดีว่าตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่จะต่อสู้ จึงสั่งให้ทุกคนตั้งค่ายพักผ่อน

กองไฟถูกจุดขึ้นในค่าย ส่องสว่างเป็นประกายแห่งความหวังในยามค่ำคืน

หัวหน้าเผ่าอสูรทั้งหมดมารวมตัวกันรอบกองไฟ

"นั่นคือเมืองมนุษย์ ดูจากสภาพแล้ว พวกมันคงยังไม่รู้ตัวว่าเรามา”

บาดาชี้ไปยังทิศทางที่ไม่ไกลนัก ผ่านป่าทึบ สามารถมองเห็นแสงไฟจากเมืองมนุษย์ได้อย่างเลือนลาง

สมกับเป็นเมืองที่มีมนุษย์อาศัยอยู่ ราวกับมีหิ่งห้อยที่ส่องแสงระยิบระยับในยามค่ำคืนชวนดึงดูดสายตา

"แน่นอนว่าไม่รู้ตัวหรอก ถ้ามันรู้ ก็คงหนีหัวซุกหัวซุนไปนานแล้ว ฮ่า ๆ ๆ”

"ฮ่า ๆ"

เหล่าอสูรได้ยินประโยคนี้ก็หัวเราะจนปากแทบฉีก

ถึงจะไม่เคยต่อสู้กับมนุษย์อย่างเป็นทางการมาก่อน แต่ก็ดูแคลนมนุษย์ที่ผอมแห้งอย่างมาก

คิดว่าด้วยกำลังของมนุษย์แล้ว ไม่มีทางที่จะต้านทานการโจมตีของพวกเขาได้ เพราะแค่ขนาดตัวก็แตกต่างกันมากแล้ว

"มนุษย์ผอมแห้งเปราะบางก็จริง แต่อย่าลืมว่าพวกมันสามารถอยู่รอดบนพื้นที่ทวีปนี้ได้ ย่อมต้องมีจุดแข็งที่เหนือกว่าในแบบของมัน อย่าได้ดูถูกพวกมันเกินไป"

คริสยกยิ้มบางแล้วเตือนเสียงเข้ม ... ความประมาทและทหารที่หยิ่งยโสย่อมต้องพ่ายแพ้

ไม่นาน เสียงหัวเราะก็ค่อย ๆ จางลง

"ในเมื่อจะโจมตีเมืองมนุษย์ในวันพรุ่งนี้ ทำไมไม่ให้พญาอินทรีแห่งพงไพรไปสอดแนมสถานการณ์ก่อนเล่า?"

"ตอนนี้ก็มืดแล้ว ถ้าพวกมันบินสูงหน่อย มนุษย์ก็ไม่มีทางเห็น” ไอนีเวนเสนอความคิดเห็นของตน

"นายหญิงไอนีเวนพูดถูก ข้าก็กำลังคิดเช่นนั้น ดามาร์ เรื่องการสอดแนมขอมอบให้เผ่าพญาอินทรีของพวกเจ้าจัดการ หวังว่าจะไม่ทำให้ข้าและนายหญิงไอนีเวนผิดหวัง" คริสเหลือบมองดามาร์

"โปรดวางใจหัวหน้าคริส นายหญิงไอนีเวน มอบให้พวกเราจัดการเถอะ"

ดามาร์กล่าวก่อนนำฝูงอินทรีโผบินขึ้นกลางรัตติกาล

...

ณ เมืองมนุษย์ หอสังเกตการณ์

"ผู้หญิงคนนั้นเจ้าว่าอย่างไร?"

"เด็ดมาก ครั้งหน้าอย่าลืมพาข้าไปด้วยล่ะ"

"ฮ่า ๆ เจ้าน่ะเลิกคิดได้เลยฮันส์ เงินเดือนทั้งหมดของเจ้าพอจ่ายได้แค่ครั้งเดียวเองมั้ง"

"ก็ยังดี อย่างไรเสียกองทัพเราก็มีข้าวมีที่พักให้ ไม่ต้องกังวล"

ทหารยามผลัดกลางคืนกำลังดื่มสุราหนักจนหน้าแดงเมามายแทบไม่ได้สติ พากันคุยโวโอ้อวดหัวเราะดังลั่น ทั้งที่กฎเหล็กของทหารยามคือห้ามดื่มในตอนเข้าเวรโดยเด็ดขาด เพราะหากศัตรูบุกเข้ามาจะทำอย่างไร?

แต่สำหรับทหารที่ไม่ได้เห็นสงครามมานาน ทุกคนต่างคลายความระวัง ตราบใดที่ไม่ถูกหัวหน้าทหารพบ พวกเขาอยากจะทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น ไม่มีใครฟ้องใคร

พวกเขาไม่รู้เลยว่า กลุ่มพญาอินทรีแห่งพงไพรได้บินผ่านศีรษะของพวกเขาไปเพื่อบินวนสำรวจในเมือง

เมืองมนุษย์แห่งนี้ไม่ได้ใหญ่โตมากนัก อย่างมากก็คงมีคนประมาณหมื่นคน

จำนวนทหารคงไม่เกินสามพันคน หรืออาจน้อยกว่านั้น

หลังจากได้ข้อมูลที่ต้องการแล้ว ดามาร์ก็นำพญาอินทรีมารายงานสถานการณ์ต่อคริสอย่างละเอียดทุกถ้อยคำ

จบบทที่ ตอนที่ 33 ถึงเมืองมนุษย์

คัดลอกลิงก์แล้ว