- หน้าแรก
- จักรพรรดิมังกรแดง : ยิ่งมีลูกยิ่งแข็งแกร่ง
- ตอนที่ 12 ราชินีไอนีเวน
ตอนที่ 12 ราชินีไอนีเวน
ตอนที่ 12 ราชินีไอนีเวน
จำนวนวอร์กมีไม่เพียงพอสำหรับโนลล์ทุกตน ดังนั้นจึงมีเพียงโนลล์ที่แข็งแกร่งเท่านั้นที่ได้รับสิทธิ์ขี่วอร์ก ส่วนโนลล์ที่อ่อนแอกว่าก็เดินเท้าตามไปอย่างว่าง่าย
แต่คริสได้พบวิธีแก้ปัญหาการขาดแคลนวอร์กแล้ว นั่นคือการเพาะพันธุ์วอร์กรุ่นใหม่ โดยมอบหมายให้ก๊อบลินบั๊คแบร์
“พวกก็อบลิน อย่าหาว่าข้าไม่ให้โอกาสสร้างผลงาน จงเลือกบั๊คแบร์ที่แข็งแรงกำยำที่สุดมาเข้าร่วมกับเผ่าทุบกระดูกของเราซะ”
คริสก็กำลังค้นหาผู้ที่มีพรสวรรค์ความเป็นผู้นำในหมู่ก็อบลินขึ้นมาเป็นคนคุมก็อบลินเองอยู่เช่นกัน เพราะหากให้ก็อบลินเป็นทาสของโนลล์ไปตลอดมันคงยุ่งยากไม่น้อย
ให้ก็อบลินบางส่วนเป็นทาสไปเพียงพอแล้ว ส่วนบั๊คแบร์ที่แข็งแกร่งเหมาะที่จะเอามาเป็นแนวหน้าในการสู้รบมากกว่า
“ขอบคุณท่านมาก หัวหน้าคริส”
บั๊คแบร์ที่ฉลาดเข้าใจได้ทันทีว่านี่เป็นโอกาสที่คริสมอบให้พวกเขา ในใจเต็มไปด้วยความและขอบคุณคริสอย่างสุดซึ้ง
พวกเขารีบไปคัดเลือกบั๊คแบร์ที่แข็งแรงที่สุดมาหลายสิบตัว สวมชุดเกราะและอาวุธสำหรับสู้รบ
เมื่อสวมใส่ชุดเกราะใหม่ พวกบั๊คแบร์ก็รู้สึกราวกับได้ย้อนกลับไปในวันที่เคยต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับหัวหน้าอีกครั้ง
“ออกเดินทาง!”
เมื่อเห็นว่าเหล่าอสูรเตรียมพร้อมกันหมดทุกตัวแล้ว คริสก็ขี่หลังหัวหน้าวอร์ก นำทัพอสูรออกเดินทางอย่างยิ่งใหญ่
พญาอินทรีแห่งพงไพรบินเหนือน่านฟ้า คอยติดตามฝีเท้าของเหล่าโนลล์บนพื้นดินอย่างเงียบ ๆ
…
ในป่าราตรีอันมืดมิดใกล้เทือกเขาดอร์คาฟาร์
กลุ่มดาร์กเอลฟ์ละทิ้งเทพธิดาแห่งธรรมชาติ ได้พากันย้ายไปตั้งรกรากอยู่ที่นั่น
“พวกโนลล์ที่เจอเมื่อวาน พวกเจ้าเห็นเหมือนกันใช่หรือไม่ ด้วยนิสัยของพวกมัน คงจะพากันกลับมาอีกแน่”
“เมื่อวานไม่น่าปล่อยพวกมันไปเลย”
“ตอนนั้นพวกเราก็เป็นเพียงหน่วยล่าสัตว์ หากเกิดการปะทะกับหน่วยล่าสัตว์ของโนลล์ขึ้นมา และกว่ากำลังเสริมจะมาถึง พวกเราคงต้องสูญเสียสหายไปมากมาย ไม่คุ้มค่า”
“ข้าเห็นด้วยกับมีฟา”
องครักษ์ดาร์กเอลฟ์ห้าคนนั่งล้อมวงกันถกเถียงถึงเหตุการณ์พบหน่วยล่าสัตว์ของโนลล์เมื่อวาน
สถานที่ที่คริสและพวกพ้องออกล่าเมื่อวานเป็นอาณาเขตและลานล่าของเหล่าดาร์กเอลฟ์
เมื่อเจอกับโนลล์ที่ดุร้าย ดาร์กเอลฟ์ย่อมหวาดกลัวไม่น้อย ราบกับมีหมาป่าดุร้ายแปลกหน้าหลายตัวปรากฏขึ้นที่หน้าบ้าน ใครบ้างจะไม่ตกใจ
องครักษ์ดาร์กเอลฟ์ทั้งห้าคนที่นั่งล้อมวงกันอยู่ต่างก็ถกเถียงกันอย่างเผ็ดร้อน ทุกคนต่างก็กังวลว่าโนลล์จะบุกรุกดินแดนของพวกนางอีกในครั้งหน้า
“ก็แค่โนลล์กลุ่มหนึ่งมันจะอะไรนัก? สงบสุขมานานจนพวกเจ้าสูญเสียความกล้าไปแล้วหรือ?”
ในขณะนั้น ดาร์กเอลฟ์หญิงคนหนึ่งก็เดินมาอยู่ตรงหน้าดาร์กเอลฟ์ทุกคน
แตกต่างจากดาร์กเอลฟ์คนอื่น ๆ ที่มีผิวสีม่วงเข้ม ผิวของนางเป็นสีม่วงอ่อน ผมสีน้ำเงินม่วงสลวยสยายอยู่บนบ่าทั้งสองข้าง ดวงตาสีเทาขาว ปลายหูแหลมของเอลฟ์ยื่นออกมาทั้งสองข้าง
นางสวมชุดเกราะสีทองแดง ขับเน้นรูปร่างอันร้องแรงที่เต็มไปด้วยเสน่ห์แห่งความป่าเถื่อน ช่วงหน้าท้องเผยให้เห็นกล้ามเนื้ออันคมชัด กระโปรงเกราะยาวถึงเหนือเข่า มีลายเส้นสีม่วงเข้มสองเส้นลากยาวจากหน้าผากลงมาถึงหางตาคล้ายรูปดาบโค้ง ริมฝีปากสีแดงเซ็กซี่ ตัดกับผิวสีม่วงอ่อน ยิ่งทำให้ดูโดดเด่น
ต้องยอมรับว่าพื้นฐานของเอลฟ์นั้นช่างงดงาม แม้จะถูกสาปให้ผิวกลายเป็นสีม่วง ก็ยังสามารถขับความงามออกมาได้อย่างสมบูรณ์
“ราชินีไอนีเวน!”
เมื่อเห็นดาร์กเอลฟ์หญิงคนนี้ ดาร์กเอลฟ์ทุกคนต่างลุกขึ้นยืน กำหมัดขวาวางไว้ที่หน้าอกซ้าย และก้มศีรษะลงด้วยความเคารพ
ดาร์กเอลฟ์เป็นเผ่าที่มีความคิดเป็นของตนเอง มีเกณฑ์การคัดเลือกราชินีที่ง่ายมาก ใครเก่งที่สุด คนนั้นก็มีสิทธิ์บัญชาการ
ไม่เหมือนเอลฟ์ทั่วไปที่ต้องรอฟังพระประสงค์ของเทพธิดาแห่งธรรมชาติเพื่อเลือกราชินี
“แค่หมากลุ่มหนึ่งก็ทำให้พวกเจ้ากลัวกันขนาดนี้เชียว อย่าลืมสิว่าพวกเราคือดาร์กเอลฟ์ที่ใฝ่หาอิสระ ไม่ใช่พวกหมูขาวธรรมชาติที่ยอมให้ใครมาเชือดเฉือนได้ง่าย ๆ”
ไอนีเวนวางมือทั้งสองข้างไว้ที่สะโพก ด้านหลังมีดาบโค้งสองเล่มไขว้กันอยู่
หมูขาวธรรมชาติ เป็นคำดูถูกที่ดาร์กเอลฟ์ใช้เรียกเอลฟ์ที่นับถือเทพธิดาแห่งธรรมชาติ
เพราะผิวของเอลฟ์ทั่วไปจะมีสีขาวหยกไร้ที่ติ แต่ดาร์กเอลฟ์ถูกเทพธิดาแห่งธรรมชาติสาปแช่งจึงทำให้มีผิวม่วงเช่นนี้ แน่นอนว่าพวกนางย่อมได้มีความรู้สึกดี ๆ ต่อเอลฟ์เหล่านั้น และยังเป็นการด่าเทพธิดาแห่งธรรมชาติไปในตัวอีกด้วย
“ราชินีไอนีเวน ด้วยนิสัยของโนลล์แล้ว พวกมันมีแนวโน้มที่จะกลับมาอีกครั้ง พวกเราควรทำอย่างไรดี?”
มีฟาถามด้วยความเป็นห่วง หากให้พูดกันตามตรง กำลังรบเผ่าดาร์กเอลฟ์ของพวกเขายังไม่แข็งแกร่งพอ มีจำนวนแค่ร้อยกว่าคนเท่านั้น โดยทั่วไปแล้ว เผ่าเอลฟ์ที่สมบูรณ์ต้องมีเอลฟ์อย่างน้อยห้าร้อยคน แต่เนื่องจากเอลฟ์ส่วนใหญ่นับถือเทพธิดาแห่งธรรมชาติ ประกอบกับเอลฟ์เองก็มีหลายชนเผ่า จึงทำให้จำนวนของดาร์กเอลฟ์น้อยกว่าเอลฟ์เผ่าอื่น ๆ มาก
“มาก็สู้ไป ตราบใดที่ไม่หวาดหวั่น พวกเจ้าจะเป็นนักรบที่แข็งแกร่งที่สุด พวกเราไร้ซึ่งศรัทธา แม้ตายไปวิญญาณก็ยังเป็นอิสระ ไม่ถูกเหล่าเทพกดขี่!”
ไอนีเวนตะโกนอย่างองอาจ
อิสระ! เป็นคำขวัญของดาร์กเอลฟ์มาโดยตลอด หากไม่ใช่เพราะกำลังของตัวเองมีจำกัด บางทีดาร์กเอลฟ์อาจจะกลายเป็นนักสู้สันโดษไปแล้วก็ได้
“ราชินีไอนีเวนพูดถูก!”
“อิสระ! อิสระ! อิสระ!”
“แม้ตายไป เหล่าเทพเจ้าก็อย่าหวังว่าจะกักขังวิญญาณของพวกเราได้”
สาเหตุที่คนอื่น ๆ ศรัทธาในเทพเจ้าก็เพื่อที่ว่าเมื่อตายไปแล้ว วิญญาณของพวกเขาจะได้ไปยังอาณาจักรแห่งเทพและมีชีวิตอยู่ยืนยาวตลอดกาล
แต่ดาร์กเอลฟ์กลับตรงกันข้าม พวกเขาเชื่อว่าเมื่อตายไปแล้ว และวิญญาณได้ไปยังอาณาจักรเทพตลอดกาล นั่นไม่เท่ากับเป็นการกักขังอิสรภาพของวิญญาณหรอกหรือ?
ในขณะที่ไอนีเวนกำลังปลุกขวัญกำลังใจของเผ่าอยู่นั้น เสียงนกร้องดังเหนือฟ้า มีนกกระจอกที่พบได้ทั่วไปในป่าตัวหนึ่งบินมาเกาะบนไหล่ของไอนีเวน...ที่กรงเล็บของมันมีกระดาษเล็ก ๆ ผูกอยู่
นี่คือข่าวสารจากหอคอยดาร์กเอลฟ์ที่ตั้งอยู่ชายขอบเผ่า
มีเพียงราชินีเท่านั้นที่สามารถเปิดอ่านจดหมายนี้ได้เป็นคนแรก
นกกระจอกยังคงเกาะอยู่บนไหล่ของไอนีเวนอย่างเรียบร้อย ปล่อยให้นางแกะกระดาษที่ผูกอยู่ที่กรงเล็บออก
ไอนีเวนเปิดกระดาษออก ภาษาที่เขียนอยู่บนนั้นคือภาษาเอลฟ์ หลังจากอ่านคร่าว ๆ นางก็เก็บจดหมายไว้ นกกระจอกบนไหล่ก็บินจากไป
“ราชินีไอนีเวน เกิดอะไรขึ้นหรือคะ?”
มีฟาถามด้วยความเป็นห่วง
“อืม ข่าวล่าสุด คนของเราตามรอยเท้าของโนลล์ไปจนถึงเทือกเขาดอร์คาฟาร์ ดูเหมือนว่านั่นคือดินแดนที่พวกโนลล์อาศัยอยู่”
ไอนีเวนเตรียมพร้อมรับมือกับโนลล์มาโดยตลอด หลังจากที่หน่วยล่าสัตว์ของดาร์กเอลฟ์ขับไล่โนลล์ออกไปเมื่อวาน นางก็รีบส่งดาร์กเอลฟ์ที่คล่องแคล่วว่องไวไปตามรอยเท้าของโนลล์ทันที เพื่อดูว่าเผ่าของโนลล์ตั้งอยู่ที่ไหน
และเพื่อตัดสินว่าเผ่าของนางมีความเสี่ยงหรือไม่
…
ในขณะเดียวกัน
ณ ชายขอบเทือกเขาดอร์คาฟาร์
“หัวหน้าคริส ดูสิว่าเราจับอะไรได้ หนูตัวเล็ก ๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืด”