เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 67 มารดาจะส่งสวีจิ้งหยางไปอยู่สำนักชี !

บทที่ 67 มารดาจะส่งสวีจิ้งหยางไปอยู่สำนักชี !

บทที่ 67 มารดาจะส่งสวีจิ้งหยางไปอยู่สำนักชี !


บทที่ 67 มารดาจะส่งสวีจิ้งหยางไปอยู่สำนักชี !

“เกิดอะไรขึ้นกันแน่ ? เอ่ยมาให้ชัดในคราวเดียวสิ เจ้าเป็นคนอยู่หรือเปล่า !” เว่ยกั๋วกงตวาดก้อง

บ่าวรับใช้ที่คุกเข่าอยู่หน้าทุกคนสะท้านกายไปทั้งร่าง เหงื่อเย็นผุดพรายเต็มหน้าผาก รีบรายงานเสียงสั่น

“คุณชายรองดื่มสุราอยู่บนเรือนเถาเลื้อย บ่าวเฝ้ารออยู่ด้านล่าง เห็นคุณหนูใหญ่กับคุณหนูสามกลับออกมาแล้ว แต่คุณชายรองหาได้ลงมาตามไม่ บ่าวยังนึกแปลกใจจึงรออยู่ แต่จนเรือนเถาปิดประตูเก็บสำรับ ก็ไม่เห็นท่านกลับลงมา… ตอนนี้ไม่รู้หายไปที่ใดแล้วขอรับ !”

สวีจิ้งหยางก้มตามองบ่าวที่พูดพลางตัวสั่น ใต้ดวงตาเรียวยาวมีแววเย็นชาแลบวูบ  เมื่อคืนนี้บ่าวผู้นี้ต้องมีส่วนร่วมกับแผนลวงของสวีหมิงเจิง เขาหวังล่อเอาคนครัวออกไป แล้วร่วมมือกันจัดการนาง ใครจะคิด…ผู้ที่นั่งสงบเสงี่ยมอยู่ตรงนี้ยังคงเป็นสวีจิ้งหยาง !

ทันใดนั้น ฮูหยินสวีก็วิ่งเข้ามาเหมือนคนเสียสติ มือหนึ่งคว้าคอเสื้อสวีจิ้งหยางกระชากสุดแรง กรีดร้องสะอึกสะอื้นเสียงแตกพร่า

“ลูกชายข้าเล่า ! จิ้งหยาง ! เจ้าเอาเขาไปซ่อนไว้ที่ใด ! ทำไมเจ้ากลับมาเพียงคนเดียว !”

จู๋อิ๋งกับหานลู่รีบเข้ามาขวางทันที

“ฮูหยิน โปรดปล่อยมือเจ้าค่ะ !”

“หลีกไป !” ฮูหยินสวีกรีดเสียงลั่น พลางฉีกกระชากเสื้อผ้าสวีจิ้งหยาง “เจ้ามันลูกอกตัญญู ! ดาวหายนะ ! อาเจิงออกไปดื่มกับเจ้า กลับหายสาบสูญ เจ้าทำอะไรเขา ! บอกมา !”

เว่ยกั๋วกงทนไม่ไหว รีบเข้ามากระชากภรรยาออกไปเต็มแรง “สตรีโง่เขลา ! เจ้าสติแตกไปแล้วหรืออย่างไร !”

ฮูหยินสวีล้มลงกับพื้นทั้งร่าง สะอื้นโอดครวญเสียงแหบแห้ง  “เมื่อคืนข้ายังฝันเห็นอาเจิงเกิดเคราะห์ร้าย…ตอนนี้หายไปหนึ่งวันหนึ่งคืนแล้ว ! เหตุใดท่านไม่ถามลูกสาวแสนดีของท่านเล่า…นางต่างหากคือคนสุดท้ายที่อยู่กับเขา !”

เว่ยกั๋วกงหันไปมองบุตรีคนโต “จิ้งหยาง เรื่องเมื่อคืนเป็นเช่นไร เจ้าได้พบอาเจิงจริงหรือไม่ ?”

สวีจิ้งหยางยกมือจัดเสื้อผ้าที่ถูกกระชากจนยับ พลางเอ่ยเสียงราบเรียบ  “ข้าได้พบเจ้าค่ะ เราสองพี่น้องดื่มสุราพูดคุยกันอย่างรื่นเริง ข้าดื่มจนเมามาย”

“เหลวไหล !” ฮูหยินสวีจ้องนางด้วยแววตาเกรี้ยวกราด “เจ้ารังเกียจอาเจิงมาตลอด ไหนเลยจะยอมดื่มกับเขา !”

สวีจิ้งหยางเพียงยิ้มบาง “เป็นอาเจิงเองที่ยกสุรามาขอโทษข้า ยอมรับว่าเคยไม่รู้จักผิดชอบ ข้าจึงให้อภัย ท่านเเม่ พี่น้องคืนดีต่อกัน มิใช่เรื่องที่ท่านควรยินดีที่สุดหรือ ?”

เว่ยกั๋วกงถามต่อ “แล้วหลังจากนั้นเล่า ? ดื่มเสร็จเขาหายไปที่ใด ?”

สวีจิ้งหยางยกมือกดหว่างคิ้วคล้ายทบทวนความจำ  “ข้าลงไปครัวด้านล่างเพื่อขอน้ำซุปแก้เมา ครั้นกลับมา เขาก็หายไปเสียแล้ว หลังจากนั้นข้าเริ่มเวียนหัวหนัก น้องสามจึงพาข้ากลับจวน เรื่องนี้คุณหนูลั่วก็เป็นพยานได้”

ถ้อยคำของนางแม้เรียบง่าย แต่แฝงความหนักแน่นไม่เร่งไม่ร้อน น่าฟังจนยากปฏิเสธ

ฮูหยินสวีกัดฟันเข่นเขี้ยว ดวงตาแดงก่ำเต็มด้วยความชิงชัง “เช่นนั้นเจ้าก็ยอมรับแล้วใช่หรือไม่ ว่าเจ้าทิ้งเขาไว้เพียงลำพัง หากเขาพลาดพลั้งตกน้ำ ถูกโจรทำร้าย เจ้าจะรับผิดได้หรือ !”

เว่ยกั๋วกงได้ฟัง ใจก็สั่นระรัวไม่มั่นคงขึ้นมา เพราะสวีหมิงเจิงคือลูกชายคนเดียว และคือเสาหลักในอนาคตของจวนกั๋วกง หากมีอันเป็นไป ย่อมหมายถึงรากฐานทั้งตระกูลสั่นคลอน

“จิ้งหยาง !” เขาขมวดคิ้วตวาด “เจ้าประมาทเกินไป เหตุใดไม่ดูแลน้องให้ดีก่อนกลับมา !”

ทุกถ้อยคำกลับโทษนางเพียงฝ่ายเดียว หาได้เห็นใจนางที่อ่อนเพลียเมาสุรา

สวีจิ้งหยางเอ่ยอย่างสงบ “ท่านพ่อ อาเจิงอายุสิบแปดแล้ว อีกทั้งยังเป็นทหารเวรตรวจการณ์ ข้าจะคาดการณ์ได้อย่างไร ว่าจะเกิดเหตุไม่คาดฝันเช่นนี้”

ฮูหยินสวีฉวยโอกาสใส่ร้ายต่อ “เจ้ามันเป็นตัวกาลกิณี ! ทำให้โหรวจงเจอปัญหา ยังทำให้อาเจิงหายไปอีก ! ท่านพี่ สตรีเช่นนี้นิสัยหยาบกระด้าง อย่าชักช้า รีบส่งนางไปอยู่สำนักชีเสีย ให้เรียนรู้ถ่อมตนอยู่กับตะเกียงและพระไตรปิฎกไปตลอดชีวิต !”

หานลู่ที่ยืนอยู่ด้านข้าง ฟังแล้วก็อดขมวดคิ้วไม่ได้  ในแคว้นต้าเยี่ยน การส่งบุตรีเข้าสำนักชี มักเพราะทำผิดใหญ่เกินอภัย หากเข้าไปแล้ว ชีวิตที่เหลือจะต้องฝากไว้กับศาสนจักร ไม่มีวันหวนคืนโลกีย์อีก

เว่ยกั๋วกงขมวดคิ้วเข้ม “เรื่องถึงเพียงนั้นเชียวหรือ ลงโทษตามกฎตระกูลเฆี่ยนสักสิบไม้ก็พอแล้วกระมัง”

ฮูหยินสวีจึงรีบร้องไห้ ฟาดอกคร่ำครวญราวสิ้นใจ “ตราบใดที่ไม่จัดการนาง ข้าก็ไม่อาจอยู่สุขสบายได้ !”

สวีจิ้งหยางเพียงหัวเราะเย็น เอ่ยเสียงเรียบ “ท่านเเม่…อาเจิงหายตัวไปก็โทษข้า โหรวจงทำผิดก็โทษข้า เพราะแท้จริงเเล้วแต่เดิมท่านก็ไม่เคยรักใคร่ข้าเลยมิใช่หรือ หากเป็นเช่นนั้น ท่านสามารถขอหย่าขาดกับท่านพ่อเสียก็สิ้นเรื่อง”

คำพูดนี้ทำให้ผู้คนในห้องถึงกับตะลึงงัน ฮูหยินสวีถึงกับหยุดร้องไห้ หันมามองนางตาค้าง

“เจ้าว่าอะไรนะ ?”

“ข้าว่า ท่านสามารถหย่าขาดกับท่านพ่อได้ ข้าเป็นบุตรีแท้ ๆ ของท่านพ่อ อีกทั้งยังเป็นน้องสาวแท้ ๆ ของแม่ทัพเสินเซ่อ พระองค์ท่านจะให้เหตุผลใดเล่า หากท่านพ่อคิดส่งข้าเข้าพำนักในสำนักชีโดยไร้มูลเหตุอันสมควร ฮ่องเต้จะทรงเชื่อได้อย่างไร ?”

นางหันสายตาไปยังเว่ยกั๋วกง ซึ่งก็ฉายแววลังเลขึ้นมาในทันที

ริมฝีปากของนางยกยิ้มแผ่ว “ข้าคือตัวแทนเกียรติยศของพี่ใหญ่ อีกทั้งคือสายเลือดแท้ ๆ ของท่านพ่อ จวนกั๋วกงนี้คือบ้านของข้า หากมีใครไม่พอใจ เช่นนั้นก็เป็นท่านที่ควรจากไปเสียมากกว่า”

นางกล่าวพลางหัวเราะเย้ยหยัน “ความจริงแล้ว ท่านหาได้ทำสิ่งใดให้บ้านนี้มากนัก นอกจากคลอดลูกชายหญิงสองคน…แต่ว่าทำไมบรรดาอนุภรรยาของท่านพ่อถึงไม่สามารถมีบุตรได้ ? ท่านเเม่คงรู้ดีอยู่แก่ใจใช่หรือไม่ ?”

“สวีจิ้งหยาง !” เสียงของฮูหยินสวีกรีดร้อง ดวงหน้าซีดขาวราวถูกกรีดลึกถึงความลับที่ฝังไว้ในหัวใจ นางกรีดเสียงด่าอย่างเสียสติ “เจ้าปิดปาก ! ท่านพี่ อย่าได้ฟังคำโกหกของนาง !”

เว่ยกั๋วกงตะลึงงัน “จิ้งหยาง เจ้า…หมายความว่าอย่างไร ?”

ฮูหยินสวีรีบคลานไปกอดขาเว่ยกั๋วกง ร่ำไห้ร้องขอความเมตตา “ท่านพี่อย่าเชื่อฟังเลย นางเพียงบ่อนทำลายความสัมพันธ์ของเราเท่านั้น ! ลูกอกตัญญูปากกล้าเช่นนี้ ห้ามเชื่อแม้แต่ครึ่งคำ !”

“ถอยไป !” เว่ยกั๋วกงสะบัดเท้าถีบภรรยากระเด็นไปด้านข้าง เขาหันมาจ้องบุตรีอย่างเคร่งขรึม “จิ้งหยาง เจ้ารู้อะไรบ้าง พูดออกมาให้หมด !”

สวีจิ้งหยางส่ายหน้าเบา ๆ “ท่านพ่อ ข้าไม่กล้าพูดหรอก  ล้วนแต่เป็นเพียงการคาดเดา หากเอ่ยไป ข้าเกรงจะกลายเป็นผู้ทำให้ท่านกับท่านเเม่ต้องแตกแยก”

เว่ยกั๋วกงเร่งรัด “ข้าให้เจ้าพูด ! ข้าจะไม่โทษเจ้าเด็ดขาด เร็ว บอกมา !”

ริมฝีปากของนางเผยอคล้ายจะเอื้อนเอ่ย แต่จงใจหยุดค้างไว้ ดวงตาดำสนิทคมลึกก้มลงมองฮูหยินสวีที่คุกเข่าอ้อนวอนอย่างสิ้นหวัง แววตานางฉายเพียงความเย็นชาและดูแคลน

มารดาผู้ไม่เคยถือว่านางเป็นลูกแท้ ๆ ต่อให้ตกต่ำเพียงใด ก็หาได้ปลุกความสงสารในใจนางแม้เสี้ยวเดียว

ทว่าในจังหวะนั้นเองพ่อบ้านใหญ่ก็รีบก้าวเข้ามา  “ท่านกั๋วกง…”

“ออกไป ! ไม่ว่าเรื่องใด ข้าไม่มีเวลาฟังตอนนี้ !” เว่ยกั๋วกงตวาด

แต่ครั้งนี้พ่อบ้านใหญ่กลับไม่ยอมถอย สีหน้าหนักใจสุดขีด  “แต่ท่านกั๋วกง…เป็นคนของโรงพนันมาขอพบขอรับ”

เว่ยกั๋วกงกับฮูหยินสวีถึงกับชะงักงัน “อะไรนะ ?”

ไม่นานนัก คนจากโรงพนันก็ถูกนำเข้ามายังห้องโถงใหญ่  ฮูหยินสวีรีบกลืนเสียงสะอื้น ยืนสงบเคียงข้างเว่ยกั๋วกง  สวีจิ้งหยางกลับนั่งอย่างสงบ จิบชาอย่างไม่สะทกสะท้าน

เจ้าของโรงพนันคุกเข่าลงถวายคำนับต่อเว่ยกั๋วกง พลางหยิบใบหนี้จากแขนเสื้อส่งออกมา

“เรียนท่านกั๋วกง คุณชายรองสวีหมิงเจิงของท่าน หลังจากแพ้พนันจนเสียทองคำยี่สิบตำลึง ก็ยังยืมเงินจากโรงพนันเราอีกสามร้อยตำลึง เพื่อเล่นต่อ แต่สุดท้ายกลับเป็นหนี้เราถึงสี่ร้อยหกสิบตำลึง”

ฮูหยินสวีได้ฟังก็ถึงกับตัวสั่นไหวรุนแรง ร่างโอนเอนแทบสิ้นสติล้มลงตรงนั้น…

จบบทที่ บทที่ 67 มารดาจะส่งสวีจิ้งหยางไปอยู่สำนักชี !

คัดลอกลิงก์แล้ว