- หน้าแรก
- ตำนานเลือด ขุนนางกูหลง
- บทที่ 61 คุณหนูตระกูลใหญ่กดดัน ! ให้คุกเข่าขอโทษเช็ดรองเท้า ?
บทที่ 61 คุณหนูตระกูลใหญ่กดดัน ! ให้คุกเข่าขอโทษเช็ดรองเท้า ?
บทที่ 61 คุณหนูตระกูลใหญ่กดดัน ! ให้คุกเข่าขอโทษเช็ดรองเท้า ?
บทที่ 61 คุณหนูตระกูลใหญ่กดดัน ! ให้คุกเข่าขอโทษเช็ดรองเท้า ?
เสียงร้องดังขึ้นทำให้สวีจิ้งหยางรีบหันกลับไปมอง และเห็นว่าคนที่เปล่งเสียงออกมาคือ สวีจิ้งจือ น้องสามของนาง
นางจึงรีบก้าวฉับ ๆ ไป ก็เห็นว่าสวีจิ้งจือทรุดนั่งอยู่บนพื้น โชคดีที่มีคุณหนูตระกูลลั่วกับคุณหนูรองสกุลเหลียงช่วยพยุงขึ้นมา และตรงหน้านางคือเติ้งรั่วเยียนที่ยืนอยู่ด้วยสีหน้าเย็นชา คำพูดเต็มไปด้วยการดูแคลน
“บอกให้เจ้าขอโทษ ก็ควรรีบขอโทษเสียสิ หรือหูหนวกไม่ยอมฟังกัน ?”
กู้เจียที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ขมวดคิ้ว พลางกล่าวขึ้นว่า “คุณหนูสี่ตระกูลเติ้ง เรื่องนี้นางไม่ได้ตั้งใจ ข้าขอขอโทษแทนนางก็แล้วกัน”
“เจ้ามีความเกี่ยวข้องอันใดกับนาง ถึงได้ขอโทษแทนกันอย่างนี้ ?” คำถามของนางตอกกลับไปจนกู้เจียถึงกับอ้าปากค้างไปต่อไม่ถูก
สวีจิ้งจือได้เอ่ยเสียงสั่น ๆ ด้วยความน้อยใจ “ข้า...ข้าไม่ได้ชนเจ้าสักหน่อย”
สวีจิ้งหยางจึงก้มลงถามเหล่าหญิงสาวที่นั่งอยู่ร่วมโต๊ะว่า “เมื่อครู่นี้เกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ ?”
จึงได้รู้ความจริงว่า เดิมทีสวีจิ้งจือกำลังจะชนะในการเล่นขว้างหู่ แต่ในจังหวะสุดท้าย เติ้งรั่วเยียนกลับเดินเฉียดไปคุยกับผู้อื่น ทำให้ลูกดอกพลาดไปกระทบเท้านาง จนนางร้องออกมาอย่างเจ็บปวด ก่อนที่สวีจิ้งจือจะทันได้เอ่ยปากขอโทษ เติ้งรั่วเยียนกลับผลักนางล้มลงเสียก่อน จึงเกิดเหตุการณ์วุ่นวายเมื่อครู่
ทว่าสวีจิ้งจือก็เอามือปัดฝุ่นบนกระโปรงพลางสูดลมหายใจลึก รู้ดีว่าตระกูลเติ้งไม่อาจล่วงเกินได้ แม้ในใจจะเจ็บช้ำก็จำต้องเอ่ยออกมา “ขอโทษนะเจ้าคะคุณหนูเติ้ง เมื่อครู่นี้ข้าไม่ได้ระวังให้ดีเอง”
กู้เจียรีบกล่าวเสริม “ไม่เป็นไร เช่นนั้นพวกเราค่อยมาแข่งกันใหม่ ครานี้ทุกคนยืนให้ห่างหน่อย จะได้ไม่เกิดอุบัติเหตุขึ้นอีก”
แต่เติ้งรั่วเยียนกลับยกคางขึ้นอย่างดื้อรั้น “เพียงคำว่าขอโทษแล้วเรื่องจะจบง่าย ๆ อย่างนั้นหรือ ? พรุ่งนี้เช้าเกรงว่าเท้าข้าคงจะบวมปูดขึ้นมาแล้วกระมัง”
สวีจิ้งจือกัดริมฝีปาก “เช่นนั้น...ให้หมอหญิงมาตรวจดูก็ได้เจ้าค่ะ”
เติ้งรั่วเยียนกลับยกปลายเท้าขึ้น เผยรองเท้าผ้าปักดอกบัวก้านสีฟ้าอ่อน “ถ้าเช่นนั้น เจ้าก็คุกเข่าลงมา เช็ดฝุ่นที่เปื้อนรองเท้าข้าให้สะอาด แล้วข้าจะยกโทษให้”
ทุกคนถึงกับหน้าเปลี่ยนสี
กู้เจียจึงเอ่ยออกมาอย่างอดทนไม่ไหว “คุณหนูเติ้ง เช่นนี้ไม่เกินไปหรือ ? นางก็บอกแล้วว่าไม่ได้ตั้งใจ และยังยอมขอโทษด้วยความจริงใจ”
เติ้งรั่วเยียนกลับหัวเราะเยาะ “คุณชายกู้ เจ้าจะคอยปกป้องนางไม่เว้นวรรคไปหน่อยหรือ ? ตกลงเจ้าทั้งสอง มีความสัมพันธ์อันใดกันแน่ ?”
คำพูดเช่นนี้ยิ่งทำให้ชื่อเสียงสตรีเสื่อมเสีย กู้เจียถึงกับกำหมัดแน่น ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร
ดวงตาของสวีจิ้งจือก็แดงก่ำด้วยโทสะ “ให้ข้าคุกเข่าเช็ดรองเท้าให้เจ้า เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด ! ข้ายอมขอโทษแล้ว แต่การดูหมิ่นเกียรติข้าเช่นนี้ไม่มีวัน !”
“เจ้าทำผิดแล้วยังมีหน้ามาเถียงอีกหรือ !” เติ้งรั่วเยียนตวาดเสียงแข็ง
และข้างกายของนางคือ สวีจิ้งเมียว น้องสาวคนที่ห้า ที่ก็พยายามพูดโน้มน้าวออกมา “พี่สาม ขอโทษก็ต้องจริงใจสิ หากว่าที่พระชายารัชทายาทรู้เข้าว่าพี่สามทำให้พี่รั่วเยียนเจ็บตัว เกรงว่าจะทรงกริ้วเอาได้นะ”
เมื่อยกชื่อว่าที่พระชายาขององค์รัชทายาทขึ้นมา สีหน้าของสวีจิ้งจือพลันซีดเผือดลง ไม่มีใครอยากขัดแย้งกับตระกูลเติ้ง
ครานี้ สวีจิ้งหยางจึงก้าวขึ้นมาขวางน้องสาวไว้ข้างหลัง
“คุณหนูเติ้ง การทำให้ผู้อื่นลำบากใจเช่นนี้ ไม่สมควรเลย แม้แต่พระชายาขององค์รัชทายาทก็หาได้สอนให้ต้องเอาแต่ได้เช่นนี้ไม่”
คำพูดตรงไปตรงมานี้ ทำให้สีหน้าของเติ้งรั่วเยียนเคร่งเครียดขึ้นทันตา
“คุณหนูใหญ่สวี ข้าไม่อยากมีเรื่องกับเจ้า หากแต่น้องสาวเจ้าทำร้ายข้า ก็ต้องชดใช้ตามที่ข้ากำหนด”
สวีจิ้งหยางหันตาคมกริบ “ตระกูลสวีของพวกเรา คุกเข่าได้เพียงต่อฟ้า ต่อดิน ต่อบิดามารดาและฝ่าบาท แต่ไม่มีวันคุกเข่าให้เจ้า !”
คำพูดหนักแน่นนั้นทำให้ทุกผู้คนถึงกับสะท้าน ใบหน้างดงามสงบเย็นของนางยิ่งเผยอำนาจน่าเกรงขามออกมา
เติ้งรั่วเยียนกัดฟันกรอด หันไปหาเรื่องใหม่ “ถ้าอยากให้ข้ายอม ก็ได้...เห็นวงแหวนทองแดงที่แขวนอยู่บนคานนั้นหรือไม่ ? หากเจ้าสามารถใช้ตะเกียบขว้างทะลุไปได้ ข้าจะยกโทษให้”
ทุกคนเงยหน้ามอง วงแหวนเล็กกว่านิ้วก้อยเสียอีก ช่างเกินกว่าการเล่นขว้างหู่ธรรมดาหลายเท่า
สวีจิ้งจือหน้าซีดเผือด “นี่มันชัดเจนว่าตั้งใจกลั่นแกล้งแล้ว !”
เติ้งรั่วเยียนหัวเราะเย้ย “มิใช่เจ้าหรือที่คุยโวว่าขว้างหู่แม่นยำ วันนี้เหตุใดจึงไม่กล้าเล่า ?”
สวีจิ้งหยางพลันกล่าวเสียงเรียบ “ให้ข้าแทนน้องสาว หากข้าทำสำเร็จ เจ้าจะเลิกเอาเรื่องพวกเราหรือไม่ ?”
...
นางหยิบตะเกียบขึ้นมา บรรยากาศเงียบงัน ทุกคนล้วนเฝ้ามองด้วยใจเต้นไม่เป็นส่ำ
ทันทีที่ข้อมือสะบัด ตะเกียบกลับหักกลางอากาศ ! ครึ่งหนึ่งพุ่งไปกระแทกใส่หูของเติ้งรั่วเยียน จนต่างหูหล่นกระจาย เลือดซึมไหลออกมา ส่วนอีกครึ่งหนึ่งพุ่งทะลุผ่านวงแหวนทองแดงเล็กจ้อยนั้นได้อย่างแม่นยำ
เสียงอุทานชื่นชมดังขึ้นทันที กู้เจียถึงกับตะโกนลั่น “ยอดเยี่ยม ! ช่างงดงามไร้ที่ติ !”
เติ้งรั่วเยียนเบิกตาโพลง ก่อนที่สวีจิ้งเมียวจะร้องออกมา “พี่รั่วเยียน ! หูเจ้ามีเลือดออก !”
เมื่อเติ้งรั่วเยียนลองเอามือแตะที่ใบหูของตน เห็นเลือดติดปลายนิ้วก็หน้าซีดลงทันตา ดวงตาเต็มไปด้วยโทสะหันไปจ้องสวีจิ้งหยาง
“เจ้ากล้าทำร้ายข้า ! เจ้าเจตนาใช่หรือไม่ !”
ทว่าสวีจิ้งหยางกลับตอบอย่างสงบ “คุณหนูเติ้ง เกรงว่าจะเข้าใจผิดไป ข้าจะตั้งใจทำร้ายเจ้าไปเพื่อสิ่งใด คงเป็นเพียงเรื่องบังเอิญเท่านั้น”
รอยยิ้มเย็นชาบนใบหน้างามยิ่งเสมือนยิ่งตอกย้ำความอัปยศของอีกฝ่าย
เติ้งรั่วเยียนจึงได้แต่กัดฟันกรอด “พวกสวีช่างหยาบคายนัก ! บังอาจทำให้ข้าเจ็บตัว เช่นนั้นก็มาดูกันเถอะว่าข้าจะตอบแทนเช่นไร ! พวกเจ้ามา ! กดตัวนางไว้ ข้าจะทำให้นางลิ้มรสความเจ็บเช่นเดียวกับข้า !”
บ่าวไพร่สกุลเติ้งกำลังจะพุ่งเข้ามา แต่เสียงตวาดก้องกังวานพลันดังขึ้น
“หยุดเดี๋ยวนี้ !”
ทุกคนรีบหันไปยังบันได ในเวลานั้นองค์รัชทายาทก็ได้เสด็จขึ้นมา สีพระพักตร์มืดครึ้ม เคียงข้างคือว่าที่พระชายารัชทายาทผู้มีโทสะเต็มใบหน้า
ด้านหลังยังมี อ๋องหนิง เซียวเหอเย่ และบุตรหลานเชื้อพระวงศ์อีกสองคนติดตามมาด้วย
ทันทีที่เห็นพี่สาวตนเอง เติ้งรั่วเยียนก็รีบเปลี่ยนสีหน้าเป็นอ่อนแอเศร้าสร้อย ดวงตาแดงช้ำราวกับจะร้องไห้
“ท่านพี่ ! คุณหนูใหญ่สวีตั้งใจทำร้ายข้า !” นางยกมือกุมหูที่มีเลือดไหลพรั่งพรู “ข้าเจ็บเหลือเกิน...ข้าทนไม่ไหวแล้ว...”