- หน้าแรก
- ตำนานเลือด ขุนนางกูหลง
- บทที่ 57 นางยังเป็นเพียงสาวใช้…กลับถูกบีบให้ไปเป็นนางบำเรอ
บทที่ 57 นางยังเป็นเพียงสาวใช้…กลับถูกบีบให้ไปเป็นนางบำเรอ
บทที่ 57 นางยังเป็นเพียงสาวใช้…กลับถูกบีบให้ไปเป็นนางบำเรอ
บทที่ 57 นางยังเป็นเพียงสาวใช้…กลับถูกบีบให้ไปเป็นนางบำเรอ
สวีจิ้งหยางพาจู๋อิ๋งเดินไปยังเรือนใหญ่ด้วยตนเอง
นางได้ตกลงกับท่านป้าสะใภ้ใหญ่ไว้ก่อนแล้ว ว่าจะช่วยให้นางทวงคืนสิ่งที่บิดามารดาแย่งชิงไป
ดังนั้นการได้กุญแจบ้านมาอยู่ในมือท่านป้าสะใภ้ใหญ่ จึงเป็นเพียงก้าวแรกเท่านั้น
นางไม่จำเป็นต้องพูดเกลี้ยกล่อมอะไรอีก ท่านป้าสะใภ้ใหญ่ สวีเหลียงซื่อก็ยื่นมือมารับกุญแจทันที
“จิ้งหยาง…” ดวงตาของสวีเหลียงซื่อแดงก่ำ “เจ้ารู้หรือไม่ ตลอดหลายปีนี้ ข้าก็แค่จะทวงความยุติธรรมให้สามี เมื่อครั้งนั้นลุงใหญ่ของเจ้าต้องรับเคราะห์แทนบิดาเจ้า ถูกตีจนขาพิการ ข้ารอคอยให้มารดาเจ้ามาเอ่ยคำขอโทษสักประโยคก็ยังดี แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่เคยมี ! ข้าถึงได้โกรธ จึงปิดทางเดินลับ ไม่ยอมให้ใช้อีก”
สวีจิ้งหยางเพียงเอ่ยเรียบ ๆ “ป้าสะใภ้ ข้ารู้ว่าท่านคิดอย่างไร”
ด้านลุงใหญ่กลับกระอักกระอ่วนเล็กน้อย “พอเถิด จิ้งหยางมีน้ำใจช่วยเหลือ เจ้าเองก็ควรไว้หน้าเด็กสักหน่อย”
สวีเหลียงซื่อพยักหน้า เช็ดน้ำตาออกไป “ต่อจากนี้ ข้าจะตั้งใจดูแลเรือนใหญ่ให้ดี ของที่เป็นของเจ้าและพี่ชาย ย่อมยังเป็นของเจ้า เราไม่มีวันคิดฉวยเอาไปแน่นอน”
“เจ้าค่ะ” สวีจิ้งหยางเพียงรับคำสั้น ๆ
นางรู้ดีว่าลุงใหญ่และป้าสะใภ้ต่างก็เป็นคนซื่อตรงอยู่แล้ว
เมื่อพูดคุยกันอีกเพียงเล็กน้อย นางก็ลุกเตรียมกลับ พร้อมตกลงว่าจะหาฤกษ์ดีรื้อกำแพงทางเดินลับ
เมื่อเดินออกมาได้ไม่กี่ก้าว เสียงใสของชายหนุ่มก็ดังไล่หลังมา “พี่หญิงใหญ่ ! รอก่อน !”
สวีจิ้งหยางหันกลับไป ก็เห็นน้องสี่ สวีหมิงอวี้วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา ด้านหลังมีสวีจิ้งจือ พี่สาว เดินช้าตามมาด้วย
สองพี่น้องนี้เมื่อครู่ก็อยู่ในห้องโถง ได้ฟังทุกอย่างเช่นกัน
“มีอะไรหรือ อวี้เกอเอ๋อร์ ?”
สวีหมิงอวี้หอบหนัก สูดลมหายใจเฮือกใหญ่ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง “พี่หญิงใหญ่…คุณชายใหญ่จากไปแล้ว ได้ยินว่าท่านถูกท่านอาสะใภ้รองกดข่ม ไม่มีใครช่วยได้ ข้าอยากบอกว่า ข้าจะไม่แอบอ้างชื่อหรือเกียรติยศของพี่ใหญ่ไปอวดอ้างเป็นของตน ! ต่อหน้าคนนอก ข้าจะไม่บอกว่าเป็นน้องของแม่ทัพใหญ่ และข้าจะอาศัยกำลังของตนเองสร้างเกียรติยศนั้นขึ้นมาเอง เพื่อวันหนึ่งข้าจะกลับมาปกป้องท่านให้ได้ !”
สวีจิ้งหยางตะลึงไปเล็กน้อย
กระดิ่งเล็กใต้ชายคาดังขึ้นพร้อมสายลมอ่อน ชายหนุ่มใต้แสงแดนฤดูใบไม้ผลิ กำลังสาบานต่อตนหน้านางอย่างหนักแน่น
“ข้าสัญญา…จะต้องสร้างชื่อเสียงให้สมศักดิ์ศรี และกลายเป็นหลักพึ่งพิงของท่านพี่ให้ได้ !”
กล่าวจบ เขาก็โค้งคำนับด้วยความจริงใจ
สวีจิ้งหยางเข้าใจดี ว่าน้องชายคนนี้กำลังซาบซึ้งใจที่นางยื่นมือช่วยเหลือ
เพราะแม้เขาจะสอบได้ แต่ก็ยังต้องอยู่บ้านว่างเปล่า จึงซาบซึ้งในบุญคุณที่นางเปิดทางให้
สวีหมิงอวี้อายุเพียงสิบหก น้ำเสียงยังแหบพร่าเพราะกำลังเข้าสู่วัยหนุ่ม แต่กลับจริงใจดุจเปลวไฟ ทำให้นางรู้สึกอบอุ่นขึ้นเล็กน้อย
“ดีแล้ว” นางยกยิ้มบาง “ว่าแต่ ทำไมวันนี้ไม่ไปเข้าเวร ? องครักษ์หลวงให้เจ้าลาหรือ ?”
สวีหมิงอวี้เกาศีรษะด้วยความเขินอาย “แต่ละเดือนสามารถหยุดได้สองครั้ง ข้าคิดว่าท่านพี่ใหญ่จะมาในวันนี้ จึงใช้สิทธิ์ครั้งหนึ่ง”
สวีจิ้งหยางหัวเราะเบา ๆ “ก็ดี แต่คราวหน้าก็อย่าลาหากไม่มีเหตุจำเป็น”
ขณะที่กำลังจะเดินต่อ สวีจิ้งจือก็รีบยื่นสิ่งหนึ่งมาให้ “ท่านพี่ใหญ่ นี่สำหรับท่าน”
เป็นเครื่องรางป้องกันภัย
“เรื่องอาจารย์หลิววันนั้น มารดาข้าได้ไปสืบมา เขาเกือบจะไปจ้างนักเล่าเรื่องมาแต่งใส่ร้ายว่าข้ากับเขามีความสัมพันธ์ต่อกัน แต่ต้องขอบคุณที่ท่านช่วยเตือน ข้าถึงรอดมาได้ เครื่องรางนี้ข้าไปขอจากวัดกั๋วซือมาในวันนั้น ตั้งใจจะมอบให้ท่าน แต่ยังไม่ได้ส่ง วันนี้เลยนำมาให้”
สวีจิ้งหยางเลิกคิ้วเล็กน้อย “ขอบใจ”
สวีจิ้งจือกัดริมฝีปากเบา ๆ แล้วเอ่ยต่อ “และยังมีอีกเรื่องหนึ่ง…คือสหายข้าได้ชวนไปเที่ยวคืนเทศกาลโคมไฟด้วยกัน ท่านอยากไปด้วยกันหรือไม่ ?”
สวีจิ้งหยางขมวดคิ้วทันที ในชาติก่อน นางจำได้ว่าคืนนั้นมีโจรปล้นเมือง งานโคมไฟกลายเป็นความวุ่นวาย มีผู้คนบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก
“คนมากเกินไป ย่อมเสี่ยงอันตราย ข้าไม่ไปหรอก ข้าแนะนำให้เจ้าก็อย่าไปจะดีกว่า”
“ไม่ได้หรอก ข้าจะไปแน่ ๆ เพราะได้ยินว่าปีนี้มีโคมใหญ่พิเศษด้วย ! อีกทั้งคุณหนูลั่วเป็นคนเชิญ พวกนางมีองครักษ์ฝีมือดีประจำกาย คงปกป้องเราได้”
สวีจิ้งหยางเดิมคิดจะไม่ยื่นมือไปยุ่ง เพราะนางได้บอกแผนการไว้กับเซียวเหอเย่แล้ว แต่เมื่อเห็นว่าสวีจิ้งจือดื้อรั้นจะไปนัก นางจึงจำต้องพยักหน้า “ก็ได้ ข้าจะไปกับเจ้า แต่ต้องตกลงกันไว้ก่อนว่า หากไม่น่าสนุก เราจะกลับทันที”
“ตกลง !” ดวงตาของสวีจิ้งจือส่องแสงสดใสยิ่ง
สวีหมิงอวีก็พลอยหัวเราะ “พี่หญิงใหญ่ก็ควรออกไปเที่ยวบ้าง งานโคมไฟครึกครื้นยิ่งนัก !”
…
และแล้ว วันเวลาก็ร่วงเลยมาจนถึงวันนี้ แสงแดดรุ่งอรุณสดใส ทางเดินลับที่ถูกปิดก็ถูกทุบออก จวนทั้งสามเรือนจึงกลับมาเชื่อมต่อกันอีกครั้ง
เว่ยกั๋วกงเรียกทุกคนมารวมที่เรือนใหญ่ ยกเว้นฮูหยินสวีกับหมิงเจิงที่มิได้มาปรากฏตัว
“นางป่วย ต้องพักฟื้น ตั้งแต่วันนี้ไป ให้พี่สะใภ้ใหญ่ช่วยดูแลเรือนหลังแทนก่อนก็แล้วกัน” เขากล่าวพลางวางมือบนไม้เท้าหัวมังกร
สวีจิ้งหยางรีบเอ่ยสนับสนุน “ต่อจากนี้ต้องขอความเหน็ดเหนื่อยจากท่านป้าสะใภ้ใหญ่แล้ว”
สวีเหลียงซื่อเพียงตอบเสียงเรียบ “ข้าไม่หวังอะไรหรอก ขอเพียงทำเต็มที่และให้ทุกคนพอใจก็พอ”
เว่ยกั๋วกงหันไปทางครอบครัวของเรือนที่สาม “น้องสาม เจ้าเห็นว่าอย่างไร ?”
อาสามเหลือบมองภรรยาของตย ขณะที่นางก้มหน้ามิเอ่ยวาจา นับแต่ถูกปล่อยตัวออกมาจากคุก นิสัยก็เงียบขรึมลงไปมาก
“ข้า…ไม่ขอออกความเห็นหรอก ท่านพี่ว่าอย่างไร ข้าก็ว่าตามนั้น” นางกล่าวยิ้มเจื่อน
เดิมทีอำนาจเรือนหลังล้วนอยู่ในมือฮูหยินสวี บัดนี้เว่ยกั๋วกงโบกมือเป็นข้อยุติ “เช่นนี้ก็แล้วกัน พี่สะใภ้ใหญ่…ช่วงนี้ก็ขอฝากเรือนหลังของข้าไว้กับเจ้าด้วย”
สวีเหลียงซื่อเพียงยิ้มบาง ๆ ไม่ได้กล่าวสิ่งใดอีก
นับแต่นั้น เมื่อสวีเหลียงซื่อเข้ามาควบคุมเรือนหลัง ชีวิตของสวีจิ้งหยางก็ดีขึ้นหลายส่วน
ผ้าแพรเนื้อใหม่ย่อมส่งมาถึงมือนางก่อน เครื่องประดับไข่มุกฤดูใบไม้ผลิ ก็ถูกทำมาให้ถึงหกชุดไว้ผลัดเปลี่ยน
แม้กระทั่งบ่าวไพร่ในเรือนของนาง ยังได้ขึ้นค่าจ้างอีกสองส่วน
ส่วนบ่าวที่เคยอยู่ภายใต้ฮูหยินสวีก็ยังคงทำหน้าที่เดิม สวีเหลียงซื่อไม่ได้กลั่นแกล้ง เพียงแต่เพิ่มรางวัลให้ผู้ที่ทำงานได้ดีเท่านั้น
พวกบ่าวต่างซุบซิบกันว่า ตั้งแต่คุณหนูใหญ่กลับมา ทุกอย่างถึงได้ดีขึ้น
วันหนึ่ง จู๋อิ๋งก็ได้พาสาวใช้เซี่ยอวิ๋นเข้ามา
“คุณหนูใหญ่ นางบอกว่ามีเรื่องอยากขอร้อง”
เซี่ยอวิ๋นคุกเข่าทันที “คุณหนูใหญ่…เรือนของท่านคนก็ครบถ้วน ข้าไม่มีที่ยืนแล้ว ข้าอยากไปปรนนิบัติคุณชายรองเจ้าค่ะ”
สวีจิ้งหยางกำลังล้างมือในน้ำอุ่น ยาที่เซียวเหอเย่มอบให้นั้นวิเศษนัก เพียงใช้ไม่กี่ครั้ง มือของนางก็นุ่มนวลประหนึ่งผิวใหม่
นางเหลือบมองเซี่ยอวิ๋นเล็กน้อย “เจ้าจะไปก็ได้ แต่จงบอกให้ชัด ว่านี่ไม่ใช่ข้าไล่เจ้าออก แต่เป็นเจ้าที่เลือกจะตามน้องรองของข้าเอง”
ใบหน้าของเซี่ยอวิ๋นแดงก่ำ “เจ้าค่ะ ข้าอยากไปปรนนิบัติคุณชายรอง และท่านก็รับปากแล้ว แต่ก็ให้ข้ามาขออนุญาตคุณหนูใหญ่ก่อน”
จู๋อิ๋งส่งผ้าเช็ดมือมา สวีจิ้งหยางก็หยิบมาเช็ดเบา ๆ แล้วเอ่ย “ไปเถิด จู๋อิ๋ง จ่ายเงินเดือนให้ครบด้วย”
เซี่ยอวิ๋นรีบส่ายหน้า “ไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ เพิ่งต้นเดือน จะรับเงินได้อย่างไร”
“เอาไปเถิด ไว้ซื้อข้าวของ” สวีจิ้งหยางเอื้อนเอ่ยเสียงแผ่วแฝงนัย “แล้วเจ้าก็จงตั้งใจปรนนิบัติอาเจิงให้ดี”
เซี่ยอวิ๋นจึงยอมรับเงิน แล้วคำนับซ้ำหนึ่งครั้ง
เมื่อจู๋อิ๋งส่งนางออกไป และกลับเข้ามา นางก็กล่าวเสียงต่ำ “ได้ยินมาว่าคุณชายรองจะรับเซี่ยอวิ๋นไปเป็นนางบำเรอ ช่างเหลวไหลนัก ! นางยังเป็นสาวใช้เรือนคุณหนูใหญ่แท้ ๆ เขากลับบังคับขึ้นเตียงเสียได้”
ว่าจบก็รู้สึกว่าพูดตรงเกิน จึงรีบยกมือขึ้นปิดปาก แอบมองคุณหนูใหญ่ด้วยความระมัดระวัง
แต่สวีจิ้งหยางหาได้โกรธไม่ เพียงตักยาขึ้นมาทามืออย่างสงบ
“นางน่าสงสารจริง” นางเอ่ยเบา ๆ “น้องรองข้าคิดสิ่งใด ข้ารู้ดีกว่าผู้ใดเสียอีก นางก้าวเข้าสู่เหวลึกแล้ว ไม่มีวันหวนกลับ”
ทว่าทันใดนั้น หานลู่ก็เข้ามาพร้อมยื่นซองจดหมายให้นางอย่างเร่งรีบ “คุณหนูใหญ่ นี่เป็นพระราชสาส์นจากท่านอ๋องเจ้าค่ะ”
สวีจิ้งหยางจึงรีบเปิดดู แต่เนื้อความกลับเป็นคำเชิญ
คืนนี้ เซียวเหอเย่ขอให้นางไปยังตำหนักหนิงอ๋อง !