- หน้าแรก
- ตำนานเลือด ขุนนางกูหลง
- บทที่ 56 บอกความจริงออกไป…ยาห้ามตั้งครรภ์ ?
บทที่ 56 บอกความจริงออกไป…ยาห้ามตั้งครรภ์ ?
บทที่ 56 บอกความจริงออกไป…ยาห้ามตั้งครรภ์ ?
บทที่ 56 บอกความจริงออกไป…ยาห้ามตั้งครรภ์ ?
สีหน้าคลุ้มคลั่งของฮูหยินสวีค่อย ๆ แปรเปลี่ยนไป กลายเป็นความเย็นชาแฝงแววเสียดสี “สวีจิ้งหยาง เจ้าใจแข็งนักหนาเสียจริง”
นางเช็ดน้ำตา แล้วยันกายลุกขึ้นจากขอบเตียงอย่างสั่นคลอน “แต่เจ้าคิดให้ดีเสียก่อนนะ เจ้าเป็นสตรี วันหนึ่งย่อมต้องออกเรือนไป เรื่องสมรสของเจ้ายังอยู่ในมือข้า”
สวีจิ้งหยางมองมารดาด้วยแววตาสงบนิ่ง “แล้วอย่างไรหรือ ท่านแม่ ?”
ฮูหยินสวีเอ่ยเสียงเย็น “เพราะเช่นนั้น ข้าจึงต้องเตือนเจ้า บางครั้งการแข็งขืนมากเกินไป ไม่เคยมีจุดจบที่ดี สิ่งที่ข้าทำ ล้วนก็เพื่อเจ้าทั้งนั้น”
“คำพูดเช่นนี้ ท่านแม่ไม่รู้สึกเบื่อบ้างหรือ ? เพราะข้าได้ฟังจนเอียนเต็มทีแล้ว” สวีจิ้งหยางกล่าวตรงไปตรงมา “กุญแจจวน ท่านแม่ส่งมาเถิด”
ฮูหยินสวีเห็นบุตรสาวไม่ยอมอ่อนข้อ ให้แม้เเต่น้อย ความมืดหม่นพลันฉายชัดในแววตา นางมองบุตรสาวราวกับคนแปลกหน้า เต็มไปด้วยความชิงชัง
ที่นอกเรือน จู๋อิ๋งยืนรออยู่ พอเห็นคุณหนูใหญ่เดินออกมา ก็รีบตรงเข้าไป “คุณหนูใหญ่ ฮูหยินว่าอย่างไรเจ้าคะ ?”
สวีจิ้งหยางหยิบพวงกุญแจออกจากแขนเสื้อ แล้วยื่นให้จู๋อิ๋ง “เจ้าช่วยถือไว้ก่อน รอให้ท่านอาสะใภ้ใหญ่จัดการทะลวงทางเดินลับเสร็จแล้ว ค่อยส่งมอบให้”
จู๋อิ๋งประหลาดใจ “ท่านฮูหยินยอมให้มาง่าย ๆ เช่นนี้หรือ ? บ่าวยังคิดว่านางต้องอาละวาดสักครึ่งค่อนเรือนเสียอีก”
สวีจิ้งหยางตอบเรียบ ๆ “เวลานี้นางไม่กล้า เพราะรู้ดีว่าตนผิด หากทำให้บิดาข้าโกรธจริง เกรงว่าสวีโหรวจงจะไม่ได้กลับมาอีก”
นางหันไปกำชับอีกประโยค “เจ้าไปบอกแม่ครัวหร่วน ให้ส่งสำรับไปที่เรือนมารดาข้าทุกวัน”
จู๋อิ๋งพยักหน้า ถอนหายใจเบา ๆ “น่าเสียดายจริง ๆ”
สวีจิ้งหยางเลิกคิ้ว “เสียดายอันใด ?”
“ก็คุณหนูรองถูกส่งไปอยู่ที่เรือนในชนบท อย่างไรก็ต้องได้กลับมาอยู่ดี บ่าวเพิ่งได้ยินว่าคุณชายรองถึงกับคลั่งไล่ตามรถม้าไปแล้ว”
ริมฝีปากซีดนวลของสวีจิ้งหยางยกยิ้มเย็น หัวเราะในลำคออย่างเสียดแทง“เขาย่อมอาลัยอาวรณ์คุณหนูรองผู้นั้น เพราะนั่นแหละ ‘พี่สาวที่แสนดี’ ของเขา ผู้ตามใจเขาเสียจนเหลิง เขาย่อมไม่อยากให้ไปอยู่เเล้ว”
จู๋อิ๋งบ่น “คุณชายรองช่างไม่รู้ผิดชอบชั่วดีจริง ๆ”
สวีจิ้งหยางกลับตอบเบา ๆ “ยิ่งเขาไม่รู้จักแยกแยะ ก็ยิ่งดี”
สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ ย่อมทำให้สวี่โหรวจงเข้าใจชัดเจนว่า เมื่อเทียบกับอำนาจและทรัพย์สมบัติของสกุลสวีแล้ว นางก็เป็นเพียงเครื่องเล่นที่ถูกสละได้ทุกเมื่อ ด้วยนิสัยเจ็บแค้นฝังใจของนาง ย่อมไม่ยอมกตัญญูเชื่อฟังอีกต่อไป หากนางเริ่มก่อความวุ่นวายให้ฮูหยินสวี นั่นย่อมเป็นโอกาสให้สวีจิ้งหยางบีบคั้นพวกเขาให้กัดกันเอง
จู๋อิ๋งเอ่ยอีก “บ่าวได้ยินมาว่า ที่เรือนชนบทนั้นยังมีเหล่าอนุเเละพานอี้เหนียงอยู่ด้วย”
สวีจิ้งหยางหรี่ตาลงเล็กน้อย “เจ้าส่งคนไปบอกนางว่า ที่นางและบรรดาอนุภรรยาในจวนไม่อาจมีบุตรได้นั้น ก็เพราะสวีโหรวจงไปขอ ‘ยาห้ามตั้งครรภ์’ มาจากหมอเถื่อน เพื่อถวายเป็นความกตัญญูต่อท่านแม่”
“นางใช้เล่ห์สกปรกเช่นนี้ ทำให้พวกเขาไร้ทายาทไปชั่วชีวิต ส่วนพานอี้เหนียงจะเชื่อหรือไม่ จะทำสิ่งใดต่อไป ก็แล้วแต่นาง”
จู๋อิ๋งเข้าใจทันที “บ่าวจะรีบไปจัดการเจ้าค่ะ”
ระหว่างนั้น พ่อบ้านใหญ่ที่ยืนรออยู่ตรงประตูใหญ่ เห็นคุณหนูใหญ่เดินมา ก็รีบเข้าไปรายงาน “แม่นมชิงไม่ยอมสำนึก ขืนดื้อรั้นอยู่ บ่าวจึงตบไปสองครั้งแล้วขอรับ”
สวีจิ้งหยางเพียงพยักหน้าเล็กน้อย ท่าทางเย็นสง่า “ท่านพ่อบ้านใหญ่ ข้าเชื่อมั่นในฝีมือเจ้าเสมอ”
จู๋อิ๋งยื่นแท่งเงินไปให้ แต่พ่อบ้านใหญ่กลับไม่รับ เขาเพียงยิ้มแล้วเอ่ยขึ้นว่า“แค่ได้ทำงานรับใช้คุณหนูใหญ่ ก็ถือว่าเป็นเกียรติกับข้ายิ่งนัก เพียงแต่หลังจากนี้…”
สวีจิ้งหยางฟังออกทันที “มารดาข้าต้องพักผ่อนดูแลสุขภาพ หลังจากนี้ท่านป้าสะใภ้ใหญ่จะเข้ามาดูแลเรือนหลังใน เจ้าสบายใจเถิด ข้าจะกำชับไว้ว่าเจ้าจะยังคงเป็นพ่อบ้านใหญ่เช่นเดิม คนที่นางนำมา ไม่มีสิทธิ์ข้ามหัวเจ้าได้”
พ่อบ้านใหญ่ได้ฟังเช่นนั้น ถึงกับคุกเข่าลงทันที “ข้าซาบซึ้งในพระคุณคุณหนูใหญ่ยิ่งนัก ไม่ว่าท่านสั่งสิ่งใด บ่าวจะทุ่มสุดกำลังถวายชีวิต”
สวีจิ้งหยางจึงให้จู๋อิ๋งพยุงเขาขึ้น “น้องสาวโหรวจงถูกส่งออกไปแล้ว น้องชายข้าคงเป็นผู้เสียใจที่สุด หากเขาขอใช้รถม้าไปส่งของถึงเรือนชนบท อย่าได้ขัดขวาง เพียงมาบอกข้าก็พอ”
พ่อบ้านใหญ่พยักหน้าแรง ๆ “บ่าวเข้าใจแล้วขอรับ”
สวีจิ้งหยางพาจู๋อิ๋งเดินผ่านไป บรรดาสาวใช้และบ่าวไพร่ที่พบเจอต่างหยุดก้าว ก้มศีรษะทำความเคารพอย่างนอบน้อม แตกต่างจากเมื่อครั้งนางเพิ่งกลับจวน ที่แทบไม่มีใครใส่ใจ
แต่บัดนี้ ใครบ้างจะกล้ามองคุณหนูใหญ่เป็นเพียงเงา ? ถึงขั้นกุญแจเรือนหลังยังสามารถชิงมาจากมือฮูหยินสวีได้ ผู้ใดได้ติดตามปรนนิบัตินางในยามนี้ นั่นย่อมเป็นหนทางก้าวหน้าไม่สิ้นสุด !
พ่อบ้านใหญ่มองตามแผ่นหลังสง่าของคุณหนูใหญ่ พลางส่ายหัวถอนหายใจ “เรือนนี้…กำลังจะเปลี่ยนเจ้านายแล้ว”
หลังออกจากจวนเว่ยกั๋วกง องค์รัชทายาทมิได้กลับตำหนักตะวันออกในทันที แต่สั่งให้รถม้าเลี้ยวไปยังจวนองค์หญิงใหญ่
ยามนั้น องค์หญิงใหญ่กำลังรดน้ำพรรณไม้ในสวน นางโปรดปลูกเลี้ยงดอกไม้ด้วยมือตนเองนัก โดยเฉพาะดอกโบตั๋นที่เบ่งบานสะพรั่งไปทั่วสวน ยิ่งเป็นช่วงปลายเดือนอ้ายเพิ่งเข้าฤดูใบไม้ผลิ อากาศยังเย็นอยู่ การที่โบตั๋นผลิบานได้เช่นนี้ ต้องอาศัยช่างสวนผู้ชำนาญไม่น้อย
“หลานขอถวายบังคม” องค์รัชทายาทสง่างามยิ่งนัก เพียงยืนอยู่ตรงนั้นก็เปล่งรัศมีอ่อนละมุนดังหยกน้ำค้าง
“จวินเอ๋อร์” องค์หญิงเอ่ยเรียกด้วยความปลื้มใจ
นางรีบส่งกรรไกรทองให้นางกำนัล แล้วก้าวเร็วเข้ามาจับมือด้วยน้ำใจอารี“เจ้าเพิ่งไปจวนเว่ยกั๋วกงมาหรือ ?”
“เพิ่งออกมาขอรับ”
องค์หญิงพาหลานชายไปยังศาลาริมธาร สั่งให้ชงชาโบตั๋น แล้วรินให้ด้วยมือตนเอง
“เมื่อมีหมอหวังไปดูแล ขาของเว่ยกั๋วกงคงมีหวังหายดีใช่หรือไม่ ?” นางถามขึ้น
องค์รัชทายาทตอบเรียบสงบ “แม้หมอหวังจะไป แต่ความจริง เว่ยกั๋วกงหาได้ป่วยที่ขาไม่”
องค์หญิงชะงักไปเล็กน้อย “อ้อ ?”
องค์รัชทายาทเล่าความจริงที่พบเจอ เมื่อองค์หญิงใหญ่ฟังแล้วก็ขมวดคิ้วเบา ๆ
“เพียงจวนขุนนางตระกูลใหม่ที่เพิ่งได้ดิบได้ดี ยังไม่ทันกลายเป็นตระกูลเก่าแก่ร้อยปี ก็กลับแย่งชิงกันถึงเพียงนี้ ช่างยุ่งยากเสียจริง” องค์รัชทายาทเอ่ยเสียงเย็น
องค์หญิงใหญ่กลับหัวเราะเบา “ทุกตระกูลก็ล้วนเช่นนี้ทั้งสิ้น ภายนอกดูสูงศักดิ์หรูหรา ภายในล้วนเปรอะเปื้อนไม่ต่างกัน…เจ้าได้พบคุณหนูใหญ่สกุลสวีแล้วหรือ ?”
“ได้พบแล้ว” องค์รัชทายาทนึกถึงท่าทีของสวีจิ้งหยาง เพียงยกยิ้มบาง “เป็นไปตามที่ท่านป้ากล่าว นางเฉลียวฉลาดและมั่นคง แต่กลับไม่เป็นที่โปรดปรานในบ้าน ถึงขั้นร่วมมือกันข่มเหงนาง น่าประหลาดยิ่ง”
องค์หญิงใหญ่รินชาอย่างช้า ๆ “จะว่าไปก็มิใช่เรื่องแปลก หากข้าคาดไม่ผิด แต่เล็กแต่น้อยนางย่อมถูกกีดกันและดูแคลน จึงเลือกที่จะติดตามพี่ชายไปชายแดน แทนที่จะอยู่ในเรือนตระกูล”
“นางไม่ถูกรับรองในตระกูล กลับเป็นผลดีต่อเราเสียด้วยซ้ำ การเข้าหานางย่อมง่ายดายขึ้น อีกทั้งกองทัพเทพพิทักษ์ย่อมให้เกียรตินางเพราะพี่ชายของนางที่เป็นแม่ทัพใหญ่ ต่อให้สกุลสวีจะได้รับบรรดาศักดิ์สูงส่งเพียงใด แต่สุดท้าย คำว่า ‘แม่ทัพใหญ่แห่งกองทัพเทพพิทักษ์’ ต่างหาก ที่เป็นเกราะป้องกันแท้จริง”
องค์หญิงยิ้มงดงามเอื้อนเอ่ยเสียงนุ่ม “หากเจ้าสามารถรับนางเป็นพระชายารอง ย่อมเสริมบารมีประดุจเสือมีปีก ฐานะเจ้าในวันหน้าก็จะมั่นคงหาใครเปรียบ”
องค์รัชทายาทฟังแล้วก็มิได้ตอบ เพียงยกถ้วยชาจิบเงียบ ๆ
องค์หญิงเห็นดังนั้นก็หัวเราะเบา ๆ รู้ว่าเขาเข้าใจดีแล้ว “คืนนี้อยู่ร่วมโต๊ะกับข้าเถิด ข้าจะบอกให้เหอเย่มาด้วย เจ้าและน้องชายต่างก็ไม่ได้พบกันนานแล้ว”