- หน้าแรก
- ตำนานเลือด ขุนนางกูหลง
- บทที่ 46 ครอบครัวอำมหิตไร้คุณธรรม…นางจะกวาดล้างให้สิ้น !
บทที่ 46 ครอบครัวอำมหิตไร้คุณธรรม…นางจะกวาดล้างให้สิ้น !
บทที่ 46 ครอบครัวอำมหิตไร้คุณธรรม…นางจะกวาดล้างให้สิ้น !
บทที่ 46 ครอบครัวอำมหิตไร้คุณธรรม…นางจะกวาดล้างให้สิ้น !
ยังไม่ทันที่สวีโหรวจงจะสารภาพออกมา ฮูหยินสวีก็รีบเอ่ยขึ้นเสียก่อนว่า “จงเอ๋อ เจ้าพูดความจริงเถอะ หากจะรักษาขาของท่านพ่อให้หาย จำเป็นต้องใช้ตัวยาสำคัญซึ่งทั้งหายากและราคาแพงนัก !”
สวีโหรวจงช้อนตาแดงก่ำขึ้นมองนางอย่างตกตะลึง
เว่ยกั๋วกงก็หรี่ตามองอย่างสงสัย “ยาสำคัญนั้นคือสิ่งใด ?”
ฮูหยินสวีตอบเสียงหนักแน่น “คือกระดูกเสือ ยาร้านทั่วไปไม่มีของสูงค่าเช่นนี้หรอก จงเอ๋อ เจ้าจงนำเงินไปที่โรงจำนำเถิด ที่นั่นย่อมมีคนเอามาจำนำไว้ ไม่ว่าแพงเพียงใด เราก็ต้องซื้อมา !”
สวีโหรวจงเข้าใจทันที รีบลุกขึ้น “ลูกจะไปเดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ !”
นางรีบร้อนจากไป สวีหมิงเจิงก็เอ่ยว่าจะขอตามไปเป็นเพื่อน แต่ฮูหยินสวีกลับห้าม แล้วจัดให้แม่นมคนสนิทอีกคนติดตามไปแทน
เว่ยกั๋วกงยังไม่ทันจะพูดสิ่งใด ร่างของสวีโหรวจงก็ลับตาไปแล้ว
สวีจิ้งหยางเพียงกดคิ้วเรียวลงอย่างเงียบงัน
ในยามนั้น แม่ครัวหรวนก็ได้ยกยาต้มเข้ามา ฮูหยินสวีรีบขมวดคิ้ว “นี่มันอะไร ?”
แม่นมหร่วนก้มศีรษะ “เรียนฮูหยิน เป็นยาลดปวดเจ้าค่ะ เป็นตำรับพื้นบ้านของบ่าว พอดีบ่าวเห็นนายท่านเจ็บปวดนัก ดื่มชั่วคราวคงบรรเทาได้”
ฮูหยินสวีกำลังจะตำหนิ แต่ไม่ทันไร เว่ยกั๋วกงผู้เจ็บจนไร้สติกลับยื่นมือออกมารับทันที “เอามา !”
เขายกชามยาขึ้นซดรวดเดียวจนหมดเกลี้ยงแม้แต่กากยาก็มิได้เหลือ
ไม่แน่ชัดว่าเพราะฤทธิ์ยาหรืออย่างไร เพียงครู่เดียวจากเดิมที่เจ็บจนร้องครวญคราง สีหน้าของเขาก็ค่อย ๆ ดีขึ้น
สวี่จิ้งหยางถาม “ท่านพ่อ รู้สึกทุเลาลงหรือไม่ ?”
เว่ยกั๋วกงพยักหน้า “ยาที่แม่ครัวหรวนให้มา ช่างได้ผลจริง ๆ”
สวีจิ้งหยางจึงเอ่ยต่อ “ครั้งนี้แม่ครัวหรวนมีความดีความชอบยิ่ง ทั้งช่วยชีวิตท่านพ่อออกมาจากกองเพลิงได้เป็นคนแรก แล้วยังบรรเทาความเจ็บปวดของท่านพ่อได้อีก”
เว่ยกั๋วกงหันไปมองแม่นมหร่วน “เจ้ามีความดีความชอบใหญ่หลวง”
ฮูหยินสวีกลับเอ่ยเสียงเย็นชา “นางก็เป็นเพียงบ่าวในบ้าน การทุ่มเทเพื่อเจ้านายเป็นหน้าที่อยู่แล้ว จะนับว่ามีความชอบสิ่งใดกัน ?”
ทว่าสวีจิ้งหยางสวนกลับทันที “เรื่องนี้เกี่ยวพันถึงชีวิตของท่านพ่อ อย่างไรเสียก็ต้องนับเป็นความชอบใหญ่หลวง ลองเปรียบกับแม่ทัพเสินเซ่อที่เคยใช้ร่างตนบังหอกเพื่อปกป้องฮ่องเต้ ฮ่องเต้ยังทรงพระกรุณาโปรดเลื่อนตำแหน่งให้ มิได้ตรัสว่าเป็นเพียงหน้าที่ !”
ฮูหยินสวีหน้าชาวูบ ถูกถ้อยคำแทงใจจนนิ่งไป
เว่ยกั๋วกงได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้าหนักแน่น “จิ้งหยางว่าถูกแล้ว ฮ่องเต้ย่อมทรงประทานบำเหน็จอย่างชัดเจน ข้าในฐานะขุนนาง ก็ต้องเอาเยี่ยงอย่างเช่นกัน”
เขาจึงถามแม่ครัวหรวนไปว่า “ปกติเจ้าทำงานอะไรในจวน ?”
นางตอบเสียงแผ่ว “เรียนท่าน ข้าเคยเป็นหัวหน้าแม่ครัว แต่เพราะถูกแม่นมชิงถอนอำนาจ ยามนี้จึงเหลือศักดิ์เพียงบ่าวไพร่ทั่วไปเจ้าค่ะ”
เว่ยกั๋วกงขมวดคิ้ว เมื่อหวนคิดถึงคำพูดของพานอี้เหนียง
ฮูหยินสวีรีบตำหนิ “หึ ในยามเกิดเพลิงไหม้ ไยเจ้าจึงบังเอิญไปโผล่แถวนั้นได้ ทั้งที่ครัวอยู่ไกลนัก เจ้ามีแผนการใดแอบซ่อนอยู่หรือไม่ ?”
“เจ้าจะไม่เลิกสงสัยสักทีหรือ !” เว่ยกั๋วกงคำรามลั่น
ฮูหยินสวีสะดุ้งโหยง “ท่านพี่… ?”
เว่ยกั๋วกงโกรธจนใบหน้าแดงก่ำ “เจ้าเป็นภรรยา ข้าจึงไม่ว่าเรื่องที่เจ้าขัดใจอี้เหนียงผู้นั้นเรื่องซุปรังนก แต่ครั้งนี้แม่ครัวหรวนช่วยชีวิตข้าแท้ ๆ เจ้ายังจะจับผิดนางอีก เจ้าอยากให้ข้าตายอยู่ในกองเพลิงงั้นหรือ เจ้าช่าวเป็นหญิงใจดำ ! แค่ก ๆ ๆ …”
เขาไอหนักจนเจ็บแปลบ
สวีจิ้งหยางจึงรีบเข้ามาลูบหลังบรรเทา “ท่านพ่อ อย่าได้โกรธไปเลย ท่านยังมีอาการบาดเจ็บอยู่”
ฮูหยินสวีน้ำตาคลอ “ท่านพี่ ท่านคิดกับข้าเพียงเท่านี้หรือ ท่านเจ็บป่วย ข้าต่างหากที่เป็นห่วงที่สุด !”
“ออกไปเสีย !” เว่ยกั๋วกงตวาดเสียงดัง “เจ้าสนใจเพียงหน้าตาของเจ้าในฐานะฮูหยินใหญ่ หาได้ห่วงข้าแม้แต่น้อย ไปให้พ้น !”
ด้วยความที่เป็นนักรบเก่า คำด่าของเขาจึงยิ่งหยาบคาย
ฮูหยินสวีเจ็บช้ำนัก จึงรีบพาคนติดตามออกไป
สวีหมิงเจิงคิดจะต่อว่าพี่สาว แต่กลัวจะถูกบิดาโกรธ จึงทำได้เพียงคารวะ “ท่านพ่อ ข้าจะไปคอยพี่สาวที่ประตูจวน”
ก่อนจะก้าวออกจากห้อง เขายังไม่วายส่งสายตาอำมหิตมาให้สวีจิ้งหยาง
เมื่อทุกคนออกไปแล้ว สวี่จิ้งหยางจึงเอ่ยขึ้น “ท่านพ่อ ข้างกายท่านย่อมต้องมีคนดูแล ข้าขอแต่งตั้งแม่ครัวหรวนให้กลับไปเป็นหัวหน้าแม่ครัว ดูแลทั้งการปรุงอาหารและการต้มยาเพื่อท่าน”
เว่ยกั๋วกงเหนื่อยล้านัก จึงได้แต่พยักหน้า “เรื่องทั้งปวง เจ้าจัดการเถิด”
แม่ครัวหรวนรีบคุกเข่า “บ่าวขอขอบคุณนายท่าน ขอบคุณคุณหนูใหญ่ที่เมตตา !”
เมื่อสวีจิ้งหยางออกคำสั่งอย่างรอบคอบ ทุกอย่างก็ดำเนินไปอย่างมีระเบียบ
เว่ยกั๋วกงมองบุตรีแล้วถอนหายใจ “จิ้งหยาง หากเจ้าเป็นเพียงสตรีธรรมดา ข้าคงไม่ต้องหนักใจถึงเพียงนี้ หากวันหนึ่งเจ้าออกเรือน ก็เพียงตั้งใจทำหน้าที่แม่เรือนก็พอ”
คำพูดนั้นคลุมเครือ แต่สวีจิ้งหยางกลับเข้าใจแจ่มชัด
ในสายตาของบิดา เกียรติยศทั้งมวลที่นางแบกรับเลือดเนื้อแลกมา มิใช่สิ่งที่เขาภาคภูมิใจนัก กลับเป็นหนามแทงใจ เพราะบุตรีคนนี้กลับสร้างชื่อเสียงยิ่งใหญ่จนเขาเองมิอาจเทียบ
เขาลืมไปแล้ว ว่าในสนามรบนางเคยแลกเลือดน้ำตาและชีวิตเพื่อตระกูลสวีมากี่ครั้ง
สวีจิ้งหยางเพียงเอ่ยเรียบ ๆ “ท่านพ่อ ท่านเหนื่อยแล้ว หลับสักครู่เถิด”
เว่ยกั๋วกงค่อย ๆ หลับตาลงด้วยฤทธิ์ยาและความเหนื่อยล้า
สวีจิ้งหยางจึงให้สองบ่าวคนสนิทเฝ้าดูแลบิดาไว้ ส่วนตนก็พาพวกจู๋อิ๋งกลับเรือน
ในห้องมืดมิดไร้แสงตะเกียง นางยืนอยู่เพียงลำพังใต้เงาจันทร์ทอดสาด ร่างเดียวดายราวหยก
สิบปีที่นางเอาโลหิตอาบสนามรบ มิเคยมีสักครั้งที่คิดจะถอย เพราะนางรู้ดีว่าหากไม่ใช่นาง ก็จะต้องเป็นบิดาและน้องชายที่จะต้องไปตายในสงคราม นางยอมเสียสละเอง
แต่สิ่งที่ได้กลับมา กลับไร้ซึ่งคำขอบคุณใด ๆ จากครอบครัว
เสียงเบา ๆ ดังขึ้น เมื่อหานลู่แอบปีนหน้าต่างกลับมา “คุณหนูใหญ่ บ่าวสะกดรอยตามรถม้าของคุณหนูโหรวจงไป เห็นนางเข้าไปในเรือนลึกลับที่ตรอกถงฮวาเจ้าค่ะ”
จู๋อิ๋งอุทาน “ตรอกถงฮวาน่ะหรือ ? ได้ยินมาว่าที่นั่นมีแม่หมอใช้ยาแปลกประหลาด มิอาจเผยต่อสาธารณะ คุณหนูโหรวจงไปทำอะไรที่นั่นกันแน่ ?”
สวีจิ้งหยางนิ่ง ฟังเพียงเสียงหัวใจตนเอง
จากนั้นนางก็ถามว่า “หานลู่ เจ้าดูขาของบิดาแล้ว เห็นเหมือนมีบาดแผลเก่าอยู่หรือไม่ ?”
หานลู่ลังเล ก่อนส่ายหน้า “บ่าวช่วยประคองนายท่าน จับต้องกระดูกแล้ว หากเป็นบาดแผลเก่าย่อมมีร่องรอยเบี้ยว แต่ขาของนายท่านกลับสมบูรณ์”
นั่นหมายความว่า บิดามิเคยบาดเจ็บจริง
“เช่นนั้น เหตุใดท่านถึงโกหก ?” จู๋อ๋งงุนงง
สวีจิ้งหยางพึมพำเบา ๆ “เว้นแต่…เมื่อครั้งนั้น เขาเองก็ถูกจัดฉาก”
สิ้นคำ ความเงียบก็ปกคลุมทันที
ความจริงผุดขึ้นมาในใจนาง
และผู้ที่วางแผนครั้งนั้น ก็คงมิใช่ใครอื่น นอกจากมารดาของนางเอง
เพื่อมิให้สามีออกศึกจนสิ้นชีพ ทิ้งภรรยาและลูกเล็กไว้ในบ้านไร้ที่พึ่ง นางจึงสร้างเรื่องให้เว่ยกั๋วกงถูกเข้าใจว่าขาหัก และนางก็ปล่อยให้สวีจิ้งหยางสวมเกราะออกศึกแทนบิดา…
น้ำเสียงของสวีจิ้งหยางเย็นเยียบ “ตั้งแต่แรก มารดาก็ไม่เคยรักข้า นางเพียงเห็นข้าเป็นหมากตัวหนึ่ง…ที่ถูกส่งไปตายแทนบิดาเท่านั้น”
สิ้นคำ นางก็กำหมัดทุบลงบนโต๊ะไม้ดัง โครม !
โต๊ะไม้เนื้อแดงแตกร้าวเป็นทาง
หานลู่และจู๋อิ๋งตกใจ “คุณหนู ! มือท่านเลือดออกแล้ว !”
ทว่าสวีจิ้งหยางเพียงยกยิ้มเย็น “ข้าไม่เป็นไร เมื่อรู้ความจริง ข้ายิ่งอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป…เพื่อข้าเอง !”
นางหันหน้าสู่แสงจันทร์เบื้องนอก ดวงตาคมกริบเปี่ยมไปด้วยเพลิงอาฆาต
บิดาไร้คุณธรรม มารดาไม่เมตตา…ครอบครัวเช่นนี้ อำมหิตไร้คุณธรรม นางจะกวาดล้างให้สิ้น !