- หน้าแรก
- ตำนานเลือด ขุนนางกูหลง
- บทที่ 37 องค์ชายออกหน้าแทนนาง
บทที่ 37 องค์ชายออกหน้าแทนนาง
บทที่ 37 องค์ชายออกหน้าแทนนาง
บทที่ 37 องค์ชายออกหน้าแทนนาง
“บ่าวน้อยผู้นี้ อยากควักหัวใจตนเองมารับใช้คุณหนูเจ้าค่ะ” ชุนอวิ๋นกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนน้อม
เสื้อผ้าส่วนตัวของชิวอวิ๋น ล้วนเป็นชุนอวิ๋นที่ช่วยจัดหามาให้ทั้งสิ้น ในคืนที่ตงอวิ๋นถูกเฆี่ยนจนตาย ชุนอวิ๋นก็เป็นผู้ที่มาหาสวีจิ้งหยางด้วยตัวเอง แสดงความประสงค์จะเข้ามาแทนที่ตำแหน่งของตงอวิ๋น
การได้ติดตามรับใช้คุณหนูใหญ่เช่นนั้น ย่อมเป็นเกียรติและศักดิ์ศรีที่ทำให้ผู้ใดยากจะต้านทานใจไม่ให้ไขว้เขว สวีจิ้งหยางจึงหยิบยื่นโอกาสแห่งความจงรักภักดีให้นาง
ชุนอวิ๋นนั้นฉลาดนัก นางรู้ดีว่าบ่าวผู้หนึ่งไม่ควรรับใช้สองนายพร้อมกัน ดังนั้นนางจึงเลือกข้าง แม้สัญญาขายตัวจะยังอยู่ในมือของฮูหยินใหญ่ แต่ชุนอวิ๋นเข้าใจแจ่มชัดว่า ผู้ที่สามารถกำหนดอนาคตของนางได้ แท้จริงแล้วคือคุณหนูใหญ่
ต่อหน้าคนทั้งหลาย นางยังคงเป็นคนของฮูหยินใหญ่ แต่แท้จริงแล้ว นางได้กลายเป็นเบี้ยในมือของสวีจิ้งหยางไปแล้ว
“จู๋อิ๋ง เจ้าเอาเหรียญตรวจสอบที่อยู่ในความครอบครองของชิวอวิ๋นกับตงอวิ๋น มอบให้แก่ชุนอวิ๋นทั้งหมด”
“บ่าวขอบพระคุณคุณหนูเจ้าค่ะ !” ชุนอวิ๋นก้มหน้ากล่าวด้วยรอยยิ้มพราย
เมื่อจู๋อิ๋งนำเหรียญตรามาให้ พร้อมทั้งถุงเงินใบหนึ่ง ชุนอวิ๋นก็ยิ่งยิ้มกว้างออกมาอย่างกดกลั้นไม่อยู่
“ต่อแต่นี้ บ่าวผู้น้อยจะยึดคุณหนูเป็นที่พึ่งสูงสุดเพียงหนึ่งเดียวเจ้าค่ะ !”
“เจ้าถอยออกไปได้แล้ว” สวีจิ้งหยางสั่งการเสียงเรียบ ชุนอวิ๋นก็คลานหมอบคารวะแล้วถอยออกไป
หลังนางลับสายตา จู๋อิ๋งก็ยิ้มออกมาแล้วกล่าวเบา ๆ ว่า “คุณหนูเจ้าขา ชุนอวิ๋นผู้นี้จะยอมอยู่อย่างซื่อสัตย์จริงหรือเจ้าคะ ?”
สวีจิ้งหยางนั่งหน้ากระจก หวีผมยาวอย่างเชื่องช้า นางเอ่ยอย่างเยือกเย็นว่า “จู๋อิ๋ง เจ้าจงจำไว้ คนที่มาหาเราเพราะผลประโยชน์ วันใดที่มีผลประโยชน์ที่มากกว่า นางก็ย่อมทอดทิ้งเราไป”
“สิ่งที่เราควรทำ ก็คือใช้ประโยชน์จากนางให้เต็มที่ยามยังสามารถใช้ได้ แล้วจึงหาช่องทางส่งนางไปพบยมบาลเสีย”
จู๋อิ๋งฟังแล้วคล้ายเข้าใจบ้างอย่างขึ้นมาบ้าง จึงกล่าวด้วยความรู้สึกว่า “บ่าวไม่คิดเลยว่าชุนอวิ๋นจะทรยศต่อฮูหยินใหญ่เพียงเพราะผลประโยชน์ ทั้งที่นางกับพี่น้องอวิ๋นทั้งสี่ เติบโตมาด้วยกันในจวนตั้งแต่เล็ก”
สวีจิ้งหยางหัวเราะเบา ๆ “เจ้าเคยได้ยินเรื่อง สองลูกท้อฆ่าสามวีรบุรุษหรือไม่ ?”
“บ่าวไม่เคยเจ้าค่ะ”
“มนุษย์ย่อมมีจุดอ่อน โดยเฉพาะบ่าวหญิงทั้งสี่ที่มีฐานะเสมอกัน พวกนางสามารถทนลำบากร่วมกันได้ แต่ไม่อาจทนเห็นอีกฝ่ายได้สุขสบาย เราเพียงโยนเหยื่อให้ ก็เพียงพอจะทำให้พวกนางกัดกันเอง”
จู๋อิ๋งได้ฟังก็ยิ่งเลื่อมใส “คุณหนูเจ้าคะ ท่านช่างรอบรู้ยิ่งนัก !”
ในใจนางกลับคิดถึงเรื่องหนึ่งที่ไม่กล้ากล่าวออกมา บนสมรภูมิที่กองทัพเทพพิทักษ์สามารถชนะได้อย่างไร้ผู้ต้านทาน เกรงว่าส่วนหนึ่งก็คงเป็นเพราะคุณหนูใหญ่มีฝีมือวางกลศึกเช่นนี้กระมัง
สิบปีที่ชายแดน สวีจิ้งหยางมีชัยได้มิใช่เพียงเพราะวรยุทธ์เก่งกล้า หากยังเป็นเพราะนางรู้จักใช้จิตใจคนเป็นอาวุธ
นางศึกษาตำราพิชัยสงครามจนแตกฉาน นำหลัก “รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง” มาใช้ได้อย่างชำนาญ
เพียงให้นางรู้จักอุปนิสัยของแม่ทัพฝ่ายตรงข้าม ก็เท่ากับถือกุญแจชัยชนะไว้ในมือ
สำหรับศัตรูที่ไร้จุดอ่อน แถมกำลังพลไม่มากพอจะสู้กับนาง ก็ย่อมพ่ายแพ้ไม่อาจต่อต้าน
จู๋อิ๋งจึงถามออกมาว่า “คุณหนู แล้วเซี่ยอวิ๋นผู้นั้นเล่าเจ้าคะ ?”
“ไม่ต้องสนใจหรอก ชุนอวิ๋นจะจัดการเอง มีชิวอวิ๋นเป็นตัวอย่างให้เห็น นางย่อมมองว่าเซี่ยอวิ๋นคือภัยคุกคามของตน”
พูดจบ สวีจิ้งหยางก็ดึงเส้นปลายผมแห้งกรังของตนขึ้นลูบไล้ ที่ชายแดนนางไม่เคยมีโอกาสดูแลเส้นผมให้ดีนัก แม้หลังกลับเมืองหลวง ได้จู๋อิ๋งช่วยบำรุงดูแลมาสักพัก แต่เส้นผมก็ยังแห้งเสียอยู่
“นำกรรไกรมานี่”
จู๋อิ๋งรีบส่งให้โดนที่ไม่รู้ความ นางเองก็ไม่ลังเล ใช้กรรไกรตัดปลายผมที่ยาวประมาณข้อนิ้วมือทิ้งลงในกระถางไฟ
“คุณหนู... !” จู้อิ๋นตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง
ร่างกายเส้นผมล้วนได้รับมาจากบิดามารดา คนทั้งหลายจึงให้ความสำคัญกับเส้นผมดุจศีรษะตนเอง
เปลวไฟลุกโชน เงาไฟสะท้อนในดวงตาสวีจิ้งหยาง ส่องประกายดุจเพลิงแห่งความทะเยอทะยาน
“จู๋อิ๋ง ผู้คนภายนอกจะรู้สึกอย่างไรหากว่ามีคุณหนูผู้หนึ่งที่มารดาไม่เหลียวแล จึงคิดน้อยใจจนตัดผมตนเองทิ้งไป แล้วยังกระโดดลงน้ำ หวังฆ่าตัวตายจนไข้สูงและสลบไป ?” สวีจิ้งหยางถาม
จู๋อิ๋งพลันเข้าใจเจตนาทันที “บ่าวจะรีบแพร่ข่าวออกไปเจ้าค่ะ”
“เจ้าจงส่งสาสน์ไปกราบทูลองค์หญิงใหญ่ บอกว่าสุขภาพเราไม่ค่อยดีนัก ไม่อาจไปงานเลี้ยงได้ ขอให้นางทรงโปรดเมตตา”
เช่นนี้ไม่เพียงได้เหตุผลปฏิเสธอย่างชอบธรรม ยังมิทำให้องค์หญิงใหญ่ขุ่นเคืองอีกด้วย
เมื่อสวีจิ้งหยางเลือกฝากฝังตนต่อเซียวเหอเย่ นางก็จำต้องตัดขาดจากขั้วอำนาจอื่น หากทำตัวเหมือนพึ่งพาทุกฝ่าย สุดท้ายย่อมถูกดึงเข้าสงครามความขัดแย้งจนไม่เหลือทางรอด
นางผ่านสมรภูมิมาแล้ว ย่อมเชี่ยวชาญกลศึกแห่งจิตใจ
แม้วันนี้สตรีสูงศักดิ์อย่างฮูหยินลั่ว ภรรยาอัครเสนาบดีฝ่ายบูรพาก็จะต้องรีบประกาศเรื่องราวออกไปแน่นอน เพราะสกุลลั่วย่อมหวาดกลัวเกียรติยศของบุตรีจะถูกทำลาย ยิ่งไม่อาจปล่อยให้ถูกใส่ร้ายป้ายสีไปได้
สวีจิ้งหยางหลับตาลง บีบคลึงหว่างคิ้วที่ปวดร้าว วันนี้นางต้องเสแสร้งร่ำไห้มากเกินไป คงต้องพักเสียหน่อย
...
ด้านหนึ่ง ท่านลุงสามก็ได้มาหาฮูหยินรองอย่างร้อนใจ “ท่านพี่สะใภ้ ภรรยาข้ายังถูกขังอยู่ในคุก อีกเมื่อไหร่ถึงจะปล่อยออกมา ? คนในบ้านทุกคนเป็นห่วงแทบสิ้นใจแล้ว”
ปกติเขาเป็นคนระมัดระวัง ดังนั้นต่อหน้าฮูหยินสวีก็ไม่กล้าเอะอะมาก เพียงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเร่งเร้าอันแผ่วเบา
ฮูหยินสวีเองก็กำลังกลัดกลุ้มไม่ต่างกัน จึงกล่าวไปว่า “เจ้ากลับไปคอยฟังข่าวก่อนเถิด รอท่านพี่กลับมา ข้าจะเล่าเรื่องให้ฟัง นี่เป็นเรื่องเล็กน้อย ไม่ต้องกังวลนัก คืนนี้ก็คงปล่อยออกมาแล้ว”
ท่านลุงสามยังมีเรื่องกังวลอยู่ แต่ก็กลัวจะถูกตำหนิ จึงได้แต่คอตกกลับไป
ไม่นาน สวีโหรวจงก็มาหาด้วยใบหน้าซีดเซียว “ท่านแม่ หากท่านพ่อรู้เรื่องนี้เข้า จะตำหนิพวกเราหรือไม่เจ้าคะ ?”
เพราะการกระทำครั้งนี้ พวกนางมิได้ปรึกษาท่านพ่อมาก่อนเลย
“ไม่หรอก” ฮูหยินสวีมั่นใจในนิสัยสามีตน “ข้าเพียงบอกว่าสวีจิ้งหยางไม่สนใจเกียรติของจวนเรา จงใจทำเรื่องให้ใหญ่โต เขาก็จะโกรธนาง ไม่โกรธเรา”
สวีโหรวจงพยักหน้าคล้อยตาม
ฮูหยินใหญ่กดขมับ “ข้าเพียงไม่คาดคิดว่านังสวีจิ้งหยางผู้นี้ กลับมีการเตรียมการป้องกันไว้ เสียรู้จนข้าต้องสูญเสียหนักหนา !”
สวีโหรวจงมิได้เอ่ยตอบ เพียงมีความคิดอื่นอยู่ในใจ...
...
ในหอพระคัมภีร์ องค์ชายเซียวเหอเย่ก้าวเข้ามาด้วยรองเท้าหนังสีดำ
เปลวไฟคบเพลิงสว่างไสว กลิ่นหอมไม้จันทน์หายากลอยคลุ้ง
ฮ่องเต้กำลังทอดพระเนตรรายงานลับที่เพิ่งส่งเข้ามา “เหอเย่ เจ้ามาดูนี่เถิด เรื่องวุ่นวายในตระกูลสวีอีกแล้ว”
ฮ่องเต้มิได้ปิดบัง ก่อนจะยื่นสาสน์ลับให้พระโอรสของตน
เซียวเหอเย่นั่งลงบนเก้าอี้กลม ชุดครุยดำปักดิ้นทองสะท้อนประกายแวววาวเฉกเช่นดวงพักตร์เฉียบคม
เขากวาดตามองไม่นาน ก็วางสาสน์ลง
ฮ่องเต้ทอดถอนพระทัย “ที่วัดกั๋วซื่อก็วุ่นวายไม่หยุด เหตุใดสกุลนี้ถึงไม่รู้จักสงบสักที ?”
เขาให้เกียรติสกุลสวีแล้วมิใช่หรือ ? แม่ทัพใหญ่แห่งกองทัพเสินเช่อสิ้นชีพเพื่อแผ่นดิน พระองค์ยังโศกเศร้าเป็นพิเศษ ถึงกับให้ทั้งเมืองหลวงไว้ทุกข์ แล้วสกุลนี้ยังไม่พออีกหรือ ?
เซียวเหอเย่เม้มริมฝีปาก “พระบิดามอบพระเมตตาแล้ว แต่ยังมิได้มอบให้ถูกคน”
“แล้วอย่างไรจึงจะเรียกว่ามอบให้ถูกคนเล่า ?”
“ท่านสมควรประทานเกียรติยศให้แก่สตรีนางหนึ่ง ผู้เป็นน้องสาวแท้ ๆ ของแม่ทัพเสินเช่อ สวีจิ้งหยาง”
“ไม่ต่างกันหรอก ก็เป็นบุตรีตระกูลสวีเหมือนกัน”
“ไม่เหมือนพ่ะย่ะค่ะ” เซียวเหอเย่กล่าวเสียงหนักแน่น “คนในสกุลสวีมิได้โปรดปรานนาง พวกเขายึดครองผลงานความชอบของแม่ทัพเสินเช่อไว้ทั้งหมด แต่ไม่ยอมแบ่งปันให้นาง กลับหาทางบีบให้นางออกไป นั่นจึงเป็นสาเหตุแห่งความวุ่นวายนี้”
ฮ่องเต้ได้ยินแล้ว ก็นึกถึงบุตรีสกุลสวีผู้นั้นขึ้นมา
ในงานเลี้ยงวันนั้น นางยังเฉลียวฉลาด ขอพระองค์ถอนพระบัญชาเรื่องการไว้ทุกข์เสียเอง เพราะคำพูดของนาง จึงทำให้พระองค์ก้าวลงจากบันไดได้อย่างสง่างาม
ต่อสตรีผู้นี้ ฮ่องเต้เองก็เห็นว่านางเฉลียวฉลาดยิ่งนัก อย่างน้อยย่อมมีสายตาดีกว่าบิดาอย่างสวีฮั่นซานแน่นอน
“คืนส่งท้ายปีเก่า เราก็ประทานอาหารให้ไปแล้ว ก็ถือเป็นการแสดงออกชัดเจน พวกเขายังกล้าดูแคลนนางอีกหรือ ?”
“นั่นยิ่งแสดงให้เห็นว่าเว่ยกั๋วกงผู้นั้นโง่เขลาเพียงใดพ่ะย่ะค่ะ ที่ไม่เข้าใจพระทัยของพระองค์ หากครั้งนี้พระองค์ไม่ทรงลงโทษให้จริงจัง เว่ยกั๋วกงย่อมทำแบบนี้ซ้ำ ๆ แล้วลองคิดดูเถิด สตรีเพียงคนเดียวจะต้านทานไหวอย่างไร ?”
ความหมิ่นแคลนราชอำนาจ คือการล่วงเกินต่อเกล็ดมังกรของฮ่องเต้โดยตรง
“เว่ยกั๋วกงผู้นี้ เรารู้ดีว่าไร้ความสามารถ หากมิใช่เพราะมีบุตรชายดีคนหนึ่ง เขาก็คงไม่อาจครองตำแหน่งได้จนถึงทุกวันนี้ แต่ไม่คิดเลยว่าจะเขลาถึงเพียงนี้” ฮ่องเต้ตรัสเสียงเคร่ง
กล่าวจบก็มีรับสั่งทันที “ไป ไปเรียกเว่ยกั๋วกงเข้ามาพบเรา !”
น้ำเสียงเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง
เซียวเหอเย่ลุกขึ้น “เช่นนั้นเชิญพระองค์เสด็จทรงพระราชกิจต่อไปเถิดพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะไปเยี่ยมเยียนพระมารดา”
“อืม” ฮ่องเต้พยักพระพักตร์ ก่อนจะนึกขึ้นได้จึงกล่าวเสริม “ฮองเฮาตั้งใจคัดเลือกชายาให้เจ้า เจ้าก็อย่าได้ทำให้พระนางเสียพระทัย”
แต่ชายหนุ่มได้ก้าวพ้นธรณีประตูไปแล้ว จึงไม่แม้แต่จะเอ่ยตอบ
ลมหนาวกลางราตรีพัดลอดชายฉลองพระองค์ สายลมพัดผ่านโคมไฟในมือขันทีเฒ่าให้โยกไหว
ขันทีเฒ่ากล่าว “องค์ชายทรงออกหน้าแทนคุณหนูใหญ่สวีแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
เซียวเหอเย่หันพระเนตรมามองเพียงครู่ “นางเป็นคนของเราแล้ว การประลองครั้งแรกนี้ เราก็ควรออกหน้าแทนให้นางสักครั้ง”
“พ่ะย่ะค่ะ” ขันทีเฒ่าเอ่ยอีกว่า “จากคำให้การของทหาร เผิ่งหูผู้นั้นได้กล่าวใส่ร้ายคุณหนูใหญ่ไว้อย่างต่ำช้าเหลือทน”
เซียวเหอเย่ก้าวเท้าชะงักไปเล็กน้อย ภาพใบหน้าของสตรีผู้หนึ่งที่มีน้ำตาเอ่อคลอแต่แฝงความเย็นชาก็ผุดขึ้นมาในใจ
เขามองออกว่านางร้องไห้เพียงเสแสร้ง แต่ยิ่งเพราะเช่นนั้น เขากลับสัมผัสได้ถึงความเดียวดายที่นางต้องพึ่งพาน้ำตาเป็นอาวุธ บดบังหัวใจอันเข้มแข็ง
ในห้วงชั่วขณะนั้น เซียวเหอเย่กลับรู้สึกสงสารนางอยู่บ้าง คิดได้ดังนั้น จึงเอ่ยสั่งขันทีเฒ่าไปว่า “หลังจากสอบสวนเสร็จแล้ว ให้ตัดลิ้นของเผิ่งหูออกเสีย”