- หน้าแรก
- ตำนานเลือด ขุนนางกูหลง
- บทที่ 36 ลักของป้ายความผิด ใส่ร้ายสวีจิ้งหยางว่านัดชู้สู่ชาย
บทที่ 36 ลักของป้ายความผิด ใส่ร้ายสวีจิ้งหยางว่านัดชู้สู่ชาย
บทที่ 36 ลักของป้ายความผิด ใส่ร้ายสวีจิ้งหยางว่านัดชู้สู่ชาย
บทที่ 36 ลักของป้ายความผิด ใส่ร้ายสวีจิ้งหยางว่านัดชู้สู่ชาย
“โสมม ! ช่างโสมมเกินทน !” ฮูหยินลั่วตวาดลั่น “ที่นี่คือพุทธสถาน จะมีผู้ใดกล้าซ่อนสิ่งสกปรกเช่นนี้ไว้ได้ !”
สวีหมิงอวี้ยืนกางแขนปกป้องพี่สาว “เขาใส่ร้ายพี่หญิงใหญ่ของข้า ของต่ำต้อยเหล่านี้ย่อมไม่ใช่ของพี่หญิงแน่นอน”
ฮูหยินสวีก็เอามือกดที่อก สีหน้าเต็มไปด้วยความผิดหวัง “จิ้งหยาง เจ้า...คงมิได้ทำเรื่องเช่นนี้หรอกใช่หรือไม่ ?”
ในตอนนั้นเอง จู๋อิ๋งที่ใช้ปลายเท้าเขี่ยดูผ้าอกสตรีที่ร่วงออกมา สายตาของนางก็สังเกตเห็นลายปักตรงมุมอย่างถี่ถ้วน นางจึงเอ่ยเสียงดัง “นี่ไม่ใช่ของคุณหนูหรอก...นี่เป็นของชิวอวิ๋นนี่เจ้าคะ !”
ทุกสายตาหันไปจับจ้อง เห็นชัดว่ามีอักษรปักเล็ก ๆ “ชิวอวิ๋น” อยู่ที่มุมผ้าคาดอก
ไม่เพียงแต่ฮูหยินสวี แม้แต่ชิวอวิ๋นเองก็หน้าถอดสี ของเหล่านี้เป็นของนางจริงแท้แน่นอน
ในสกุลสวี บ่าวหญิงล้วนต้องเย็บเสื้อผ้าใส่เอง เนื้อผ้าที่ใช้ก็เหมือน ๆ กันไปหมด ดังนั้นเพื่อป้องกันการสับสน แต่ละคนจึงต้องปักชื่อตนเองเอาไว้
“ไม่ใช่บ่าวนะเจ้าคะ ! บ่าวไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นจริง ๆ ! บ่าวไม่เคยมอบของใช้ของตนให้ผู้อื่น !” ชิวอวิ๋นถึงกับลนลานขึ้นมาทันที
สวีจิ้งหยางน้ำตาคลอ ดวงตาแดงก่ำ “ที่แท้แล้ว...ชิวอวิ๋น เจ้าต่างหากเล่าที่เป็นคนลอบคบคิดกับเผิงหู่ ?”
“ไม่น่าแปลกใจเลยที่เมื่อครู่ข้าอยู่ในวิหารเจ้าแม่กวนอิม เจ้าถึงได้รบเร้าให้ข้าไปพักที่กุฏิพระ อย่างนี้นี่เอง เจ้าหวังจะผลักข้าออกไป เพื่อจะได้ลอบนัดพบโจรเลวผู้นั้นใช่หรือไม่ !”
“ไม่จริง ! มิใช่บ่าว !” ชิวอวิ๋นร้องลั่นเสียงแตกพร่า
สวีจิ้งหยางไม่เหลียวมอง กลับหันสายตาอันแหลมคมจ้องมารดาของตน “ท่านแม่...ชิวอวิ๋นคือสาวใช้ที่ท่านจัดมาให้ดูแลข้างกายลูก นี่หรือคือคนที่ท่านเลือกมา ?”
“ข้าวของของลูกยังกล้าลักไป ใส่ร้ายเกียรติของลูก นี่ท่านหมายจะบังคับให้ลูกออกเรือนกับโจรชั่วผู้นั้นจริง ๆ หรือ ? แล้วนางจะได้ตามลูกไปเป็นสาวใช้ติดตัวในฐานะข้าทาสใช่หรือไม่ ?”
“นี่มิใช่เพียงทำร้ายเกียรติ หากแต่หมายเอาชีวิตคู่ของลูกไปเดิมพัน หากวันนี้นางไม่หยิบสิ่งของผิดมา เกียรติของลูกก็คงพินาศสิ้นแล้ว !”
พูดจบ ร่างของสวีจิ้งหยางก็โอนเอนด้วยความเจ็บปวดในใจ น้ำตาหลั่งรินไม่หยุด
จู๋อิ๋งรีบเข้ามาประคองคุณหนู นางหันไปตะโกนใส่ชิวอวิ๋น “เจ้าคนอกตัญญูไร้หัวใจ คุณหนูใหญ่เมตตาไว้ใจถึงกับให้เจ้าดูแลเรือนใน แต่เจ้ากลับลอบขโมยสิ่งของ คบชู้กับโจรนอกเรือน แล้วยังใส่ร้ายป้ายสีคุณหนูใหญ่อีก !”
สะใภ้ใหญ่สวีรีบรุดเข้ามา สวมกอดประคองสวีจิ้งหยางไว้ “จิ้งหยาง อย่าเสียใจไปเลย เจ้าทาสชั่วกับโจรสวะผู้นี้ วันนี้ไม่มีทางรอดเงื้อมมือโทษทัณฑ์แน่ !”
สวีจิ้งหยางสะอื้นฮัก ๆ แล้วซุกหน้าลงบนบ่าของป้าสะใภ้
เสียงนางสั่นเครือเต็มไปด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ “แต่ผู้หญิงคนนั้น...เป็นแม่แท้ ๆ ของข้าเองนะเจ้าคะ !”
ฮูหยินสวีถึงกับหน้าซีด “มิใช่ข้าชี้นำให้นางทำเลย ข้าไม่คิดว่ามันจะลงเอยถึงเพียงนี้...”
แววตาของฮูหยินลั่วที่มองมาทางนาง เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เป็นฮูหยินของเรือนแท้ ๆ กลับยังควบคุมบ่าวไพร่ไม่อยู่ ?
สาวใช้ที่ตนเองมอบให้ถึงข้างกายบุตรสาว กลับกล้าขโมยของไปป้ายสีเจ้านาย หากเรื่องแพร่งพรายออกไป ไม่ใช่เรื่องอื้อฉาวธรรมดา แต่จะเป็นกรณีแรกในตระกูลขุนนางทั้งเมืองหลวง !
ในฐานะสตรีผู้เป็นแม่เรือนด้วยกัน ฮูหยินลั่วเข้าใจดีว่านี่มิใช่ความเผลอเรอ หากแต่เป็นเพราะนางมิได้ใส่ใจดูแลเลยต่างหาก
พอนึกถึงข่าวลือก่อนหน้านี้ ที่ว่าฮูหยินสวีลำเอียงรักแต่ลูกบุญธรรม กลับไม่ใยดีต่อลูกสาวแท้ ๆ เดิมทีฮูหยินลั่วยังคิดว่าคงเป็นเพียงคำลือเกินจริง แต่เมื่อได้เห็นกับตาตนเองแล้ว จะเป็นเพียงคำลือได้อย่างไร ?
ลูกสาวแท้ ๆ มีเพียง ๆ สองสาวใช้คอยปรนนิบัติ แต่ลูกบุญธรรมอย่างสวีโหรวจง กลับมีถึงหกบ่าวหญิงล้อมรอบ !
“ไม่คาดคิดเลยว่าฮูหยินสวีจะโง่งมถึงเพียงนี้” น้ำเสียงฮูหยินลั่วเย็นเฉียบ ราวคมมีดกรีดหู
คำพูดนั้นเหมือนหนามร้อยพันแทงเข้าอกฮูหยินสวี นางหน้าถอดสีในพริบตา “ล้วนเป็นความผิดของข้าที่ไม่เข้มงวดกับบ่าวไพร่ ! คนมาจับชิวอวิ๋นมัดตัวไว้ นำกลับเรือนแล้วค่อยจัดการ !”
สวีจิ้งหยางเงยหน้าขึ้น น้ำตายังเปียกขอบตา “เพียงแค่นำกลับไปที่เรือนหรือเจ้าคะ ? ข้าจะร้องทุกข์ต่อทางการ !”
“ไม่ได้เด็ดขาด !” ฮูหยินสวีรีบร้องห้าม “เรื่องเช่นนี้หากแพร่ออกไปถึงทางการ ย่อมเป็นการทำลายชื่อเสียงตระกูล !”
แม้ถึงเพียงนี้ นางยังคิดจะเก็บหน้าตัวเองเอาไว้
แต่สวีจิ้งหยางกลับยิ่งจะทำให้เรื่องบานปลาย นางร่ำไห้สะอึกสะอื้น “ท่านแม่จัดการไม่ชอบธรรม เช่นนั้นต่างหากจึงเป็นการทำลายเกียรติสกุล !”
ฮูหยินลั่วลอบพยักหน้าในใจ คุณหนูใหญ่แห่งสกุลสวีผู้นี้...กลับรู้จักธรรมเนียมระเบียบมากกว่ามารดาของตนเสียอีก
ฮูหยินเจ้าของเรือนผู้เข้มแข็ง หากเกิดเรื่องที่ไม่ยุติธรรม ย่อมต้องรายงานต่อทางการในทันที เพื่อรักษากฎบ้านกฎเมือง ปิดปากคำครหาทั้งปวง แต่ฮูหยินสวีกลับคิดเพียงปกปิด
ขณะนั้นเอง เจ้าอาวาสก็ก้าวเข้ามา “ท่านสาธุชนทั้งหลาย บัดนี้มีเจ้าหน้าที่ทหารเข้ามายังวัดแล้ว”
เสียงฮือฮาดังก้องไปทั่วท้องพระอุโบสถ ทุกคนยังมิทันเข้าใจ ว่าเหตุใดจึงบังเอิญเหลือเกิน วัดใหญ่ในหุบเขาลึกแท้ ๆ เหตุใดจึงมีทหารเข้ามา ?
ในตอนนั้น ทางด้านสวีจิ้งหยางก็ร้องไห้ตะโกนออกมา “ท่านแม่ยอมให้ลูกถูกใส่ร้าย กลับไม่ยอมร้องทุกข์ต่อทางการให้ลูกพ้นผิด เช่นนั้นลูกยอมตายเสียยังดีกว่า !”
สิ้นคำ นางก็ยกกระโปรงวิ่งพรวดออกจากประตูวิหาร ท่ามกลางเสียงร้องตกใจของผู้คน ก่อนจะกระโจนลงสระบัวเย็นยะเยือกที่ยังมีเกล็ดน้ำแข็งลอยปกคลุมอยู่
สระลึกมิดหัว ร่างของนางจมหายไปในน้ำเย็นเยียบ
เสียงกรีดร้องดังระงมไปทั่ว และบังเอิญนัก ที่เจ้าหน้าที่ทหารที่เพิ่งมาถึง กลับได้เห็นเหตุการณ์นั้นกับตาตนเอง !
เพียงชั่วอึดใจ บรรยากาศก็วุ่นวายโกลาหล
สะใภ้ใหญ่สวีตอบสนองฉับไว รีบให้บ่าวสองคนกระโดดลงไปฉุดร่างของนางขึ้นมา
จู๋อิ๋งเองก็รีบเข้าไปเอาผ้าคลุมร่างคุณหนูใหญ่ ด้วยเสื้อคลุมขนสัตว์ที่เตรียมไว้
สวีจิ้งหยางเห็นแบบนั้นก็ได้โอกาส “สลบ” ไปทันที
เมื่อสวีจิ้งหยางลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ก็เป็นเวลายามค่ำแล้ว
นางนอนอยู่ในห้องพักอบอุ่นของตนเอง ข้างเตียงมีเตาทองแดงรมควัน ลุกโชนด้วยถ่านเงินคุณภาพเยี่ยมถึงสองกระถาง
ตลอดเส้นทางกลับจากวัด นางทำเพียงแกล้งสลบไป แต่แท้จริงแล้วลอบฟังทุกคำไม่พลาด
เรื่องในวันนี้...กลายเป็นเรื่องใหญ่จนยากจะเก็บงำ
โดยมีสะใภ้ใหญ่สวีเป็นฝ่ายยืนกรานให้เจ้าหน้าที่สืบสวนอย่างจริงจัง จึงได้จับกุมเผิงหู่กับชิวอวิ๋นไปในทันที
ส่วนสะใภ้สามสวีที่เป็นผู้จงใจล่อลวงนางไปยังวิหารเจ้าแม่กวนอิม ก็ถูกควบคุมตัวไปเช่นกัน
ฮูหยินลั่วก่อนจากยังดุด่าฮูหยินสวีเสียยกใหญ่ โทษฐานมองไม่ออกแยกไม่เป็น
สวีจิ้งหยางรู้ดีว่าการเล่นบทโศกเศร้าเพียงเล็กน้อยครานี้ ได้ทำให้เรื่องแพร่สะพัดไปทั่วทั้งเมืองหลวงเป็นแน่
ฮูหยินสวีเดิมที่ก็มุ่งหมายจะพาตระกูลตนเองไปเกาะเกี่ยวกับสกุลลั่ว ซึ่งเป็นตระกูลขุนนางเก่าแก่ ที่มีผู้คนมากมายอยู่ในราชสำนัก ถึงขั้นหวังจะส่งสวีโหรวจงไปแต่งสู่ตระกูลสูงศักดิ์นั้น
แต่คราวนี้...คงสิ้นหวัง
สวีจิ้งหยางปิดเปลือกตาลง ลอบใช้พลังภายในขับความเย็นออกจากร่างจนตอนนี้เลือดลมของนางไหลเวียนสะดวก ร่างกายเบาสบาย
การกระโดดลงสระบัวในวันนี้ หาใช่ความหุนหันไม่ แต่เป็นการวางแผนแต่แรก เพราะนางต้องการให้เรื่องลุกลามใหญ่โต ยิ่งเกินกว่าจะปิดบังได้ยิ่งดี
แต่เดิมนางก็คาดไว้แล้วว่าชิวอวิ๋นต้องลงมือแน่นอน
เพราะการที่ชิวอวิ๋นได้เข้ามารับใช้ใกล้ตัว ก็เพราะฮูหยินสวีเป็นผู้ส่งมาเอง ย่อมหมายจะใช้คนผู้นี้ทำร้ายตน
และวิธีการทำร้ายจะมีอะไรได้ ? ก็ไม่พ้นการลอบขโมยสิ่งของในเรือน เพื่อนำไปใส่ร้าย หรือมิฉะนั้นก็ขโมยออกไปใช้ป้ายสีภายนอก
ข้อแรกนั้นฮูหยินสวียังไม่จำเป็นต้องรีบใช้
ดังนั้นสวีจิ้งหยางจึงคาดการณ์ถูกว่า ชิวอวิ๋นต้องเลือกวิธีลักของออกไปแน่นอน
แต่ข้าวของของนางมิได้มีมากนัก สิ่งล้ำค่าทั้งหลายก็เก็บอยู่ในห้องเก็บของทั้งหมด ดังนั้นจึงมีเพียงสองอย่างที่สามารถนำไปป้ายสีเรื่องเกียรติของนางได้ หนึ่งก็คือลายมือคัดอักษร กับผ้าคาดอกที่สวมใส่
ด้วยเหตุนี้นางจึงเตรียมการไว้ก่อนแล้ว
สวีจิ้งหยางสั่งให้จู๋อิ๋งไปเอาสมุดคัดอักษรของสวีหมิงอวี้จากป้าสะใภ้ใหญ่มาไว้บนโต๊ะ อีกทั้งยังลอบให้คนไปขโมยผ้าคาดอกของชิวอวิ๋นมาห่อเก็บไว้ในตู้
วันที่ชิวอวิ๋นลงมือขโมยสมุดคัดอักษร จู๋อิ๋งก็จับพิรุธได้ทันที แต่ไม่คาดว่าอีกฝ่าย กลับไม่คิดจะลักผ้าคาดอกออกไป
ดังนั้นสวีจิ้งหยางจึง “ช่วยเหลือ” เล็ก ๆ น้อย ๆ
เมื่อเข้าไปในวิหารเจ้าแม่กวนอิม นางจึงแสร้งเดินออกไป ส่วนจู๋อิ๋งก็ย้อนกลับมาซ่อนของเหล่านั้นไว้ในมุมเงียบ ครั้นถึงเวลา องครักษ์ของฮูหยินลั่วจึงค้นพบพร้อมกันทั้งสิ้น
สวีจิ้งหยางลุกขึ้นนั่ง เรียกจู๋อิ๋งเข้ามา พร้อมกับเช็ดเหงื่อบนขมับด้วยผ้าเช็ดหน้า เมื่อขับความเย็นออกหมด ร่างกายของนางก็สดชื่นปลอดโปร่ง
จู๋อิ๋งก้มศีรษะลงกระซิบ “คุณหนูเจ้าคะ...นางผู้นั้นมาถึงแล้ว จะให้เรียกเข้ามารับรางวัลหรือไม่เจ้าคะ ?”
สวีจิ้งหยางพยักหน้า
ไม่นาน จู๋อิ๋งก็นำสตรีผู้หนึ่งเข้ามา
นางก้าวเข้ามาคุกเข่าลงเบื้องหน้าสวีจิ้งหยาง “บ่าวถวายคำนับคุณหนูใหญ่”
“เจ้าทำได้ดีมาก” สวีจิ้งหยางเอ่ยเสียงเรียบ “ในฐานะหมากลับที่ข้าลอบวางไว้ เจ้าช่วยข้าได้ไม่น้อยเลย”
สตรีนางนั้นเงยหน้าขึ้น ยิ้มออกมาอย่างคุ้นเคย...