- หน้าแรก
- ตำนานเลือด ขุนนางกูหลง
- บทที่ 35 เขียนจดหมายรัก นัดเขามาเจอ ?
บทที่ 35 เขียนจดหมายรัก นัดเขามาเจอ ?
บทที่ 35 เขียนจดหมายรัก นัดเขามาเจอ ?
บทที่ 35 เขียนจดหมายรัก นัดเขามาเจอ ?
ชายผู้นั้นบอกว่าตนชื่อเผิงหู่ ได้รับจดหมายจากคนรักให้นัดมาเจอกันที่นี่ เมื่อครู่เขาซ่อนตัวอยู่ในพระวิหารเจ้าแม่กวนอิม พอฮูหยินสวีรู้เข้าก็ตบอกโล่งอก หันไปมองสวีจิ้งหยางพลางเอ่ยว่า “ยังดีที่ลูกไม่ได้เจอเข้ากับเขา มิฉะนั้นแม่จะเอาหน้าไปเจอพ่อของเจ้าได้อย่างไร”
องครักษ์ค้นตัวเผิงหู่ ก็พบว่ามีจดหมายฉบับหนึ่งซ่อนอยู่ในอกเสื้อ พอส่งให้ภรรยาของท่านอัครเสนาบดีฝ่ายบูรพา นางเพียงกวาดตามองก็สะบัดหน้าอย่างรังเกียจราวกับเห็นของโสโครก
“ช่างน่าบัดสีสิ้นดี ! เรื่องเช่นนี้ เหตุใดถึงทำกันในวัดวาอารามได้”
ฮูหยินสวีขมวดคิ้ว สีหน้าเข้มงวด “คนเลวเช่นนี้ สมควรจับมันกับหญิงแพศยาที่ไม่รู้จักรักนวลสงวนตัว มัดส่งไปให้ทางการจัดการเสียให้เข็ด !”
ฮูหยินลั่วจึงปรายตามองนาง “เขาอาจไม่ได้พูดความจริง ชายผู้นี้หยาบคายสกปรก อาจเป็นพวกโจรที่ติดตามขบวนเข้ามา หวังจะลักขโมยของในวัด พอถูกจับได้จึงกลัวความผิดแล้วโกหกหลอกลวง”
สะใภ้ใหญ่สวีก็เอ่ยขึ้นเช่นกัน “ใช่แล้ว วันนี้คนที่เราพามามีเพียงบุตรสาวและสาวใช้ในเรือน จะมีผู้ใดทำเรื่องน่าละอายปานนั้นได้”
“ยังจะรออันใดอยู่ กดตัวมันไว้แล้วส่งให้ทางการเลย !” ฮูหยินลั่วสั่งเสียงเฉียบ
เผิงหู่ทำหน้าตาตื่น ร้องโหวกเหวกโวยวายขึ้นมา “คุณหนู ! ช่วยพูดแทนข้าสักคำเถิด ท่านจะปล่อยให้ข้าถูกคุมเข้าคุกมืดเช่นนี้หรือ !”
“เหลือเกิน !” ฮูหยินลั่วถลึงตาใส่ “ใครเป็นคุณหนูของเจ้า กล้าปากพล่อยหาคนมั่ว ๆ เช่นนี้ อย่าหวังว่าจะได้ปล่อยตัวง่าย ๆ !”
เผิงหู่เบิกตาคลอไปด้วยความคาดหวัง มองไปยังสวีจิ้งหยางด้วยน้ำเสียงโศกเศร้า “คุณหนู...เรื่องถึงขั้นนี้แล้ว เราคงปิดไม่มิดอีก เจ้าก็บอกพวกเขาเสียเถิด ว่าเรานั้นได้สาบานใจต่อกันแล้ว”
บรรดาสตรีรอบข้างต่างตกตะลึงงัน
“ข้าไม่รู้จักเจ้า” ใบหน้าคมคายเย็นเฉียบของสวีจิ้งหยางยังคงสงบ
เผิงหู่ร้อนรนขึ้นมา “อย่ากลัวเลย ข้าเชื่อว่าหากเราร้องขอด้วยความจริงใจ ครอบครัวเจ้าจะต้องยอมรับข้าได้แน่นอน”
สะใภ้ใหญ่สวีเป็นคนแรกที่ดึงสติกลับมา ก่อนจะด่ากราดเสียงดังไปว่า “เจ้าสถุลไร้ยางอาย กล้ามาทำลายเกียรติคุณหนูใหญ่ของตระกูลสวีได้อย่างไร! รีบอุดปากมันเสีย !”
เผิงหู่ยังคงดิ้นรนพลางตะโกน “ท่านทั้งหลาย ! ข้าเคยรู้จักกับจิ้งหยางที่ชายแดน เราสองต่างมีใจให้กัน เพียงแต่เกิดเรื่องกับท่านแม่ทัพเสินเช่อ นางจำต้องกลับเมืองหลวง ข้าจึงตามมาด้วย”
“ตลอดช่วงนี้ เราส่งจดหมายติดต่อกันมาโดยตลอด เพียงไร้โอกาสได้พบกัน ครานี้นับว่าหาโอกาสได้ยากยิ่ง นางจึงนัดข้ามาที่นี่เพื่อพบหน้า...จิ้งหยาง เจ้าพูดกับพวกเขาสักคำเถิด !”
ดวงตาของสวีจิ้งหยางดำขลับราวสายน้ำ มองตรงไปที่เผิงหู่
ชายร่างเตี้ยตันแข็งแรง ผิวคล้ำจากแดด หน้าตาอัปลักษณ์ ฟันเหลืองเป็นคราบ มารดาแท้ ๆ ของนาง...ถึงกับเลือกใช้บุรุษเช่นนี้มาทำลายชื่อเสียงของนางเชียวหรือ !
สวีจิ้งหยางเงยหน้าขึ้น ดวงตาใสเย็นกวาดมองไปยังฮูหยินสวี ทำเอานางเสียวสันหลังขึ้นมาในทันใด
เมื่อคนของสกุลเหลียงกำลังจะกดตัวเผิงหู่ สวีจิ้งหยางกลับเอ่ยขึ้น “ป้าสะใภ้อย่าเพิ่ง ข้าอยากถามเขาสักสองสามคำก่อน”
สิ้นคำ นางก็ก้าวออกไปข้างหน้า กลิ่นหอมจาง ๆ ลอยเข้าจมูกเผิงหู่ ทำให้ดวงตาของเขาแวววาวด้วยความละโมบ
แม้ตนรับเงินมาทำงาน แต่หากสามารถทำลายชื่อเสียงของคุณหนูใหญ่แห่งสกุลสวีได้จริง ๆ ย่อมเป็นที่ครหาในสังคม เมื่อถึงครานั้นนางจะหมดสิ้นเกียรติยศ จำต้องแต่งงานกับเขา !
เพียงคิดว่าจะได้ครอบครองสตรีงามเลิศผู้นี้ แล้วยังกลายเป็นบุตรเขยคนโตของตระกูลสวี เป็นน้องเขยของแม่ทัพเสินเช่อ เกียรติยศและทรัพย์สมบัติล้นฟ้าเช่นนี้ ทำให้เผิงหู่ถึงกับตื่นเต้นหัวใจสั่นไหว
“จิ้งหยาง ดวงใจของข้า ! เจ้าช่วยอธิบายกับพวกเขาเถิด” เขาร้องเรียกเสียงดัง
ในเวลานั้น แม้แต่คุณหนูสาม สวีจิ้งจือ ก็ยังหันหน้าหนี อดด่าอย่างรังเกียจไม่ได้ “น่ารังเกียจสิ้นดี ! ไร้ยางอายที่สุด !”
สวีจิ้งหยางกลับไม่ร้อนรน ก้มลงเก็บจดหมายขึ้นมา จากนั้นนางก็ถามเผิงหู่ไปว่า “เจ้าบอกว่านี่คือจดหมายที่ข้าเขียนให้เจ้าใช่หรือไม่”
“จริงแท้แน่นอน !” เผิงหู่พยักหน้าหนักแน่น
ข้อความขึ้นต้นจดหมายเขียนว่า “ห่างหายกันเนิ่นนาน ไม่รู้ข่าวคราว”
สวีจิ้งหยางชี้ไปที่ตัวอักษร ‘暌’ ที่แปลว่าห่างหาย แล้วถามว่า “เจ้าลองบอกมาสิ ตัวอักษรนี้อ่านว่าอย่างไร”
เผิงหู่อ้าปากค้าง กลับไม่รู้จะตอบเช่นไร เพราะเขาไม่รู้จักอักษรตัวนั้นเช่นกัน !
เหงื่อเย็นผุดขึ้นมาทันใด
สวีจิ้งหยางเอ่ยเรียบ ๆ “ทุกท่านก็เห็นแล้ว ชายผู้นี้รูปร่างเตี้ยตัน ขาใหญ่หนา ลำตัวมั่นคง ฝ่ามือด้านหนาเป็นร่องลึก แสดงว่าเคยใช้แรงงาน หรือต้อนวัวขับเกวียนมาตลอดชีวิต”
“คนเช่นนี้ จะอ่านจดหมายออกได้อย่างไร มิใช่เรื่องน่าขันหรอกหรือ ?”
เมื่อนางกล่าวจบ สะใภ้ใหญ่สวีก็อดหัวเราะเยาะไม่ได้ “โจรก็คือโจร คงไม่รู้หนังสือแม้แต่น้อย !”
สวีหมิงอวี้ก็เอ่ยเสียงเย็น “ใช่แล้ว คนเช่นนี้ควรถูกตัดลิ้นไปโยนให้สุนัขกินเสีย !”
ฮูหยินลั่วก็กล่าวเสริม “แม่ทัพเสินเช่อเลื่องลือไปทั่วทิศ ทุกคนต่างรู้ว่าเขามีน้องสาวแท้ ๆ อยู่ในเมืองหลวง ก็ไม่แปลกที่จะมีคนคิดสกปรกหวังใช้วิธีนี้เกาะเกี่ยว สงสารคุณหนูใหญ่ที่ต้องถูกใส่ร้าย...เจ้าคนเลวผู้นี้สมควรถูกส่งให้ทางการจัดการ”
เมื่อเห็นท่าไม่ดี ฮูหยินสวีก็เหลือบมองไปทางสาวใช้ชื่อชิวอวิ๋น
ชิวอวิ๋นกัดฟัน กระแทกคุกเข่าลงกับพื้น “คุณหนูเจ้าคะ ท่านยอมรับเสียเถิด ! บ่าวเห็นกับตาว่าท่านเป็นผู้เขียนจดหมายฉบับนี้ให้เขา”
จู๋อิ๋งที่ได้ยินแบบนั้นก็โกรธจัดขึ้นมา ด่าท่อเสียงดัง “นังสารเลว ! กล้าใส่ร้ายคุณหนูอีกคำดูสิ !”
ชิวอวิ๋นตัวสั่นเล็กน้อย แต่ก็ยกหน้าขึ้นกราบสามครั้งแล้วพูดเสียงแข็ง “บ่าวกล้าสาบานต่อหน้าสวรรค์ คุณหนูใหญ่ลอบคบหากับเผิงหู่จริง ! ครั้งก่อน ๆ ที่คุณหนูอ้างว่าขึ้นรถม้าไปสำนักการศึก ที่แท้ก็แอบไปพบเขาอย่างลับ ๆ !”
สวีโหรวเจงยกมือปิดปาก ตกตะลึง “ที่แท้ คราวก่อนที่พี่หญิงใหญ่ออกไปข้างนอกหลายครั้ง...ก็เป็นเพราะเรื่องนี้เองหรือ ?”
ชิวอวิ๋นร้องเสียงอ้อนวอน “คุณหนูเจ้าคะ ต่อหน้าเทพพระพุทธะ ท่านยังจะปดอีกหรือ บ่าวทนดูไม่ได้แล้วจริง ๆ !”
คำโกหกหน้าด้านเช่นนี้ เห็นได้ชัดว่าพวกเขาคิดจะทำลายสวีจิ้งหยางให้สิ้นชื่อในคราวเดียว !
เผิงหู่ยิ่งได้ทีก็ตะโกนลั่น “จิ้งหยาง ! เจ้ารังเกียจที่ข้ามีชาติกำเนิดต่ำต้อย ข้าเข้าใจได้ แต่เจ้าปฏิเสธไม่ได้ว่าเราสองได้สาบานต่อกัน เจ้าพูดเองว่าจะไม่แต่งกับผู้ใดนอกจากข้า !”
“เจ้ามีหลักฐานอันใด ?”
“จดหมายฉบับนี้ไงเล่า ! แม้ข้าอ่านไม่ออกทั้งหมด แต่บางคำก็พอรู้ เจ้าบอกว่าคิดถึงข้า จะต้องแต่งกับข้า !” เผิงหู่ร้องตะเบ็ง
สวีจิ้งหยางกลับเผยรอยยิ้มออกมา
นางไม่ค่อยยิ้มบ่อยนัก ปกติเย็นชาราวน้ำแข็ง แต่เมื่อยิ้มขึ้น ใบหน้าคมเย็นกลับแปรเป็นงดงามล้ำลึก
“ทว่านี่มิใช่ลายมือของข้า” สิ้นเสียงนางก็ส่งจดหมายให้สะใภ้ใหญ่สวี “ท่านป้าสะใภ้ ลองดูเถิด มิใช่ว่าเป็นลายมือของอวี้เกอเอ๋อร์หรือ ?”
สะใภ้ใหญ่สวีชะงักไป พอรับมาดูก็ตกใจ “ใช่จริงด้วย !”
สวีหมิงอวี้ยกตำราธรรมะที่ตนเพิ่งคัดเมื่อครู่จากในแขนเสื้อออกมา “นี่คือลายมือของข้าเอง”
และเมื่อทุกคนนำไปเทียบดู ก็เห็นชัดเจน จนฮูหยินลั่วถึงกับหน้าซีดเผือดด้วยโทสะ “เจ้าคนชั่ว ! กล้าขโมยลายมือของคุณชายสวีมาใช้ได้เช่นนี้ !”
สวีจิ้งหยางจึงเอ่ยขึ้น “ไม่นานมานี้ ข้าเคยยืมตำราลายมือของอวี้เกอเอ๋อร์ไปดูบ้าง เกรงว่าคนใกล้ตัวข้าจะนำตำราเหล่านั้นออกไป แล้วปลอมจดหมายฉบับนี้ขึ้นมา”
สายตาของฮูหยินลั่วหันไปจ้องฮูหยินสวีทันที เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นในเรือนด้านใน แสดงว่าผู้เป็นฮูหยินของเรือนควบคุมไม่เข้มงวด ปล่อยให้บ่าวไพร่ชั่วช้ามาทำร้ายบุตรสาวของตนได้
เกียรติของหญิงสาวมีค่ามากเพียงใด นางเป็นถึงฮูหยินของเรือน จะไม่เข้าใจได้อย่างไร !
สายตาคมกริบของฮูหยินลั่วทำเอาฮูหยินสวีสะท้านใจ นางหันขวับไปทางชิวอวิ๋น
“ชิวอวิ๋น ! เรื่องนี้เป็นฝีมือเจ้าใช่หรือไม่ !”
ชิวอวิ๋นหน้าซีดเผือด กำลังจะอ้าปากพูด ทันใดนั้นองครักษ์ของฮูหยินลั่วก็เข้ามา นำห่อสัมภาระหนึ่งออกมาจากวิหารเจ้าแม่กวนอิม
“คนผู้นี้ซ่อนตัวอยู่ในวิหาร ยังทิ้งสัมภาระไว้อีกห่อหนึ่ง”
องครักษ์ใช้ปลายดาบเขี่ยออกมา ของข้างในที่หล่นลงมากลับเป็นผ้าคาดอกสตรีสองชิ้น !