- หน้าแรก
- ตำนานเลือด ขุนนางกูหลง
- บทที่ 38 ตบหน้าฮูหยินสวี : สตรีโง่งม !
บทที่ 38 ตบหน้าฮูหยินสวี : สตรีโง่งม !
บทที่ 38 ตบหน้าฮูหยินสวี : สตรีโง่งม !
บทที่ 38 ตบหน้าฮูหยินสวี : สตรีโง่งม !
ราตรีกาลล่วงลึก ฟากฟ้าเหนือพระราชวังส่องแสงด้วยคบเพลิงสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ
ท่านเว่ยกั๋วกงถูกขันทีใหญ่พาเข้าสู่ท้องพระโรงชั้นนอก ให้นั่งรออยู่ในห้องอุ่นตามธรรมเนียม เหล่าขุนนางทั้งหลายที่ถูกเรียกเข้าเฝ้า ล้วนต้องรออยู่ที่นี่เช่นกัน กว่าจะผ่านประตูอีกสามชั้น ถึงจะได้เข้าไปยังห้องทรงพระอักษร
เดิมทีเขาคิดว่า การที่ฮ่องเต้ทรงมีรับสั่งเรียกตัว คงเพราะมีราชกิจอันสำคัญจะหารือด้วย มิคาด เพียงก้าวเข้ามาในห้องอุ่น กลับได้กลิ่นหอมกรุ่นของอาหารตลบอบอวล แล้วเห็นโต๊ะใหญ่ที่เต็มไปด้วยเครื่องคาวหวานชั้นเลิศ
“ท่านกงกง เรื่องนี้หมายความว่าอย่างไร ?” เว่ยกั๋วกงขมวดคิ้วถามด้วยความประหลาดใจ
ขันทีใหญ่เพียงยกมือประนม ยิ้มกริ่มอย่างรักษามารยาทโดยมิเปิดเผยอารมณ์ใด ๆ “เป็นพระราชทานของฝ่าบาท ที่ให้ท่านกั๋วกงได้ท่านอาหารก่อน”
ครานั้นเป็นยามค่ำแล้ว เว่ยกั๋วกงถูกเรียกเข้าวังโดยฉับพลัน ยังมิได้ลิ้มรสอาหารเย็นเลยสักคำ พอเห็นดังนั้น ใจเขาก็พลันอิ่มเอิบขึ้นมาในทันใด
ฮ่องเต้ทรงเมตตาเหลือเกิน กลัวเราจะยังมิได้กินข้าว จึงทรงจัดพระราชอาหารให้
เขารีบโค้งคำนับไปทางห้องทรงพระอักษร เอ่ยอย่างนอบน้อม “ข้าพเจ้า… ซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณยิ่งนักพ่ะย่ะค่ะ”
ว่าแล้วก็นั่งลง ล้างมือสะอาด หยิบตะเกียบขึ้นมาลิ้มรสอาหารอันโอชะ
ขันทีใหญ่ยังยืนยิ้มมองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะก้าวออกไปอย่างเงียบเชียบ
ระหว่างที่กิน เว่ยกั๋วกงก็ครุ่นคิดมากมาย ตั้งแต่แม่ทัพเสินเช่อสิ้นชีพลงในสมรภูมิ ฮ่องเต้ก็พระราชทานบำเหน็จความชอบแก่สกุลสวีมิขาด ทั้งเลื่อนยศเลื่อนตำแหน่งให้ไม่หยุด ยังมีสิทธิพิเศษต่าง ๆ อีกมาก
เดิมเขาเคยไม่เห็นด้วยที่สวีจิ้งหยางจะเสแสร้งทำเป็นตายแล้วลอบกลับเมืองหลวง แต่ยามนี้กลับเห็นชัด… ว่านางเดินหมากได้เหนือชั้นนัก ! และเพราะแม่ทัพเสินเช่อสิ้นไป เหล่าเกียรติยศที่ควรเป็นของเขา กลับตกทอดมาสู่ครอบครัวอย่างสมบูรณ์
เวลาหนึ่งถ้วยชา เว่ยกั๋วกงก็ทานอาหารจนเสร็จ กำลังจะลุกขึ้น ทว่าประตูห้องอุ่นกลับถูกผลักเปิดออกอีกครั้ง บรรดานางกำนัลหอบสำรับอาหารใหม่เข้ามาอีกชุดหนึ่ง
เว่ยกั๋วกงอึ้งไปทันใด “ยัง… ยังมีอีกหรือ ?”
ขันทีใหญ่ตามเข้ามา ยิ้มละไม “นี่เป็นอาหารพระราชทานของฝ่าบาท เชิญท่านกั๋วกงทานต่อ”
“แต่ว่า… ข้าพึ่งกินอิ่มไปนะ”
แต่ไม่ว่าจะพูดสิ่งใด คำตอบก็ยังเหมือนเดิม “พระราชทานของฝ่าบาท ท่านกั๋วกงเพียงกินให้หมด แล้วก็กลับได้”
เว่ยกั๋วกงแม้จะงุนงง แต่ก็ไม่อาจขัดราชโองการได้ จำต้องนั่งลงอีกครั้ง ทว่าครานี้ กินยังไม่ทันหมด สำรับใหม่ก็ถูกยกเข้ามาอีก !
ขันทีใหญ่ยังยิ้มแย้มเช่นเคย “ท่านกั๋วกงกินให้หมดเถิด กินเสร็จแล้วจึงจะกลับได้”
ครานี้ ตะเกียบในมือของเว่ยกั๋วกงแทบจะร่วงหล่น “ท่านกงกง… ข้าช่างไม่อาจฝืนได้แล้วจริง ๆ ฮ่องเต้จะทรงให้เข้าเฝ้าเมื่อใด ?”
ทว่าขันทีใหญ่เพียงยิ้มพลางตอบ “ช่วงนี้ฝ่าบาททรงยุ่งนัก เพียงสั่งไว้ให้ท่านเสวยให้อิ่มหนำแล้วค่อยออกวัง”
อาหารอันหอมกรุ่น เมื่อแรกยังรสเลิศ กลับกลายเป็นทรมานยิ่งนัก เขาฝืนกลืนลงคอทีละคำ จนแน่นอกแทบอาเจียน ร่างสูงใหญ่ผิวกร้านกลับเหงื่อชุ่มไปทั้งแผ่นหลัง
จนเมื่อแทบทนไม่ไหว ขันทีใหญ่จึงเปรยขึ้นว่า “อาหารเหล่านี้ ล้วนเป็นสำรับเดียวกับที่คืนส่งท้ายปีเก่า ฝ่าบาทเคยพระราชทานให้คุณหนูใหญ่สกุลสวี”
ได้ยินดังนั้น เว่ยกั๋วกงพลันตื่นตระหนกขึ้นมาทันที หรือว่า… จะเกี่ยวกับจิ้งหยาง ?
ขันทีใหญ่ยิ้มพลางกล่าวว่า “ฝ่าบาททรงสงสารแม่ทัพเสินเช่อที่สิ้นไปนัก จึงทรงเอ็นดูน้องสาวของเขาเป็นพิเศษ …และแน่นอนว่าพระองค์ก็มิอยากเห็นนางต้องถูกคนในครอบครัวกลั่นแกล้งด้วย”
เว่ยกั๋วกงขมวดคิ้วแน่น “ถูกกลั่นแกล้ง ? ตั้งแต่เมื่อใดกัน ?”
ขันทีใหญ่เลิกคิ้วมองเขา “วันนี้ท่านฮูหยินพาคุณหนูใหญ่ไปวัดกั๋วซื่อเพื่อไหว้พระ… เกิดเหตุอันใดขึ้นบ้าง ท่านยังมิรู้เลยหรือ ?”
ทว่าคำกล่าวนี้ กลับเหมือนเป็นสายฟ้าฟาดลงกลางหัว เว่ยกั๋วกงพลันเข้าใจทุกสิ่งในทันที เหตุจึงอยู่ตรงนี้เอง ! เรื่องราวที่ฮูหยินก่อไว้ ทำให้ฮ่องเต้ทรงกริ้วถึงเพียงนี้
เขารีบร้อนคำนับ “กระหม่อมจะกลับจวนไปสอบถามให้ชัดพ่ะย่ะค่ะ”
ขันทีใหญ่ยิ้มเย็น “กั๋วกงควรดูแลคุณหนูใหญ่ให้ดี ๆ หาไม่แล้ว หากฝ่าบาททรงซักถามอีก…”
“กระหม่อมทราบดี ! จิ้งหยางคือบุตรสาวคนโตของกระหม่อม ย่อมทะนุถนอมมิรู้คลาย จะไม่ปล่อยให้นางต้องระทมขมขื่นอย่างเด็ดขาด !”
ว่าแล้วจึงคารวะ ก่อนจะรีบเดินออกไป
เมื่อออกจากวังจนถึงถนนลับตาผู้คน เว่ยกั๋วกงถึงกับพุ่งลงจากเกี้ยว พิงกำแพงแล้วอาเจียนออกมาแทบสิ้นเรี่ยวแรง ราวครึ่งดวงวิญญาณหลุดลอยไปแล้ว
....
ในยามค่ำที่จวนสวี ฮูหยินสกุลสวีเดินวนไปมาในห้อง ใจคอร้อนรนมิอาจสงบ นางแม่นมชิงก็ถอนหายใจอยู่ข้าง ๆ “ฮูหยิน โปรดพักผ่อนก่อนเถิด ดึกดื่นป่านนี้แล้ว”
“จะพักได้อย่างไร ! ท่านกั๋วกงยังไม่กลับบ้านเลย” ฮูหยินบีบผ้าเช็ดหน้าจนยับยู่ยี่ ในใจของนางเต็มไปด้วยลางร้าย
ตามปกติ เวลานี้เว่ยกั๋วกงจะกลับมาถึงจวนแล้ว แต่คืนนี้ยังไร้วี่แวว
ทันใดนั้น ม่านประตูก็ถูกเลิกขึ้น บ่าวรับใช้รีบเข้ามารายงาน “คุณหนูรองสวีโหรวจงมาถึงแล้วเจ้าค่ะ”
สวีโหรวจงก้าวเข้ามาพร้อมเตาอุ่นในมือ นางรีบถอดผ้าคลุมออก แล้วถามด้วยความกังวลว่า “ท่านแม่ ท่านพ่อยังไม่กลับมาอีกหรือเจ้าคะ ?”
“ยังไม่… คงต้องรอต่อไป”
สวีโหรวจงขมวดคิ้วงาม “ถ้าท่านพ่อยังไม่กลับ เช่นนั้นควรรีบส่งคนไปติดต่อที่ศาลว่าการ หากเผิ่งหูเผลอพูดอะไรออกมาไม่เข้าที่เข้าทาง พวกเราคงถึงคราวลำบากแน่เจ้าค่ะ”
ฮูหยินสวีเองก็คิดถึงจุดนี้อยู่แล้ว นางกำลังจะเอ่ยตอบกลับ แต่ม่านประตูกลับถูกกระชากเปิดออกอย่างแรง
เสียง ปัง ! ดังสนั่น ผ้าม่านฟาดไปกระแทกขอบประตู
จนฮูหยินสวีกับสวีโหรวจงสะดุ้งโหยง รีบหันไปมอง เพียงเห็นเว่ยกั๋วกงก้าวเข้ามา สีหน้าเคร่งขรึมดำทะมึนดุจพายุ
“ท่านพี่… ในที่สุดท่านก็กลับมาแล้ว” ฮูหยินสวีรีบก้าวเข้าไปหา พลางเอ่ยอธิบาย
“วันนี้ที่วัดกั๋วซื่อ เกิดเรื่องขึ้นเล็กน้อย… ลูกสาวท่านคนนั้น จิ้งหยาง นางกลับกล้า”
เพี๊ยะ ! !
คำพูดยังไม่ทันจบ ก็ถูกฝ่ามืออันหนักหน่วงฟาดเข้าอย่างจัง แรงของผู้ฝึกยุทธ์ แม้จะยั้งไว้แล้ว แต่ก็หนักหนายิ่งกว่าคนธรรมดาหลายเท่า
ฮูหยินสวีถูกตบจนเสียหลัก ล้มกระแทกแจกันข้างกายแตกกระจายเสียงดังสนั่น
“ท่านแม่ !” สวีโหรวจงรีบพุ่งเข้าไปประคอง
ฮูหยินสวีหน้าซีดเผือด เส้นผมหลุดรุ่ยลงมาปิดแก้ม นางยกมือกุมใบหน้าที่บวมแดง ดวงตาสั่นระริกอย่างไม่อยากเชื่อ
“ท่านพี่… ท่านกล้าลงมือตีข้าหรือ ?”
เว่ยกั๋วกงชี้หน้าฮูหยินด้วยโทสะดุจไฟลุก ดวงตาเบิกโพลงแทบจะฉีกออกมา “เจ้าสตรีโง่งม ! เจ้ารู้หรือไม่ว่าเกือบทำให้ข้าถึงฆาตแล้ว !”