เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 2 เรียกกำลังเสริม กลับจวนทวงคืนฐานะ

บทที่ 2 เรียกกำลังเสริม กลับจวนทวงคืนฐานะ

บทที่ 2 เรียกกำลังเสริม กลับจวนทวงคืนฐานะ


บทที่ 2 เรียกกำลังเสริม กลับจวนทวงคืนฐานะ

นางสวมเสื้อคลุมปักรูปนกกระเรียนสีเขียวคราม ภายในเป็นชุดกระโปรงสีขาวเย็นตา ไม่มีเครื่องประดับมากนัก ดูเรียบง่ายยิ่งนัก

ท่ามกลางลมหนาวและหิมะโหมกระหน่ำ สายลมพัดปะทะราวกับคมมีด แต่ “สวีจิ้งหยาง” ยังคงยืดหลังตรง ก้าวเดินอย่างมั่นคง

นางมีเพียงเป้าหมายเดียว จะไม่มีวันยอมมอบผลงานความชอบในสนามรบที่ตนเอาชีวิตเข้าแลก ให้ผู้อื่นได้เสวยสุขอีกต่อไป

พวกแมลงดูดเลือดไร้หัวใจในตระกูลสวี พวกมันกินสิ่งใดจากนาง ก็ต้องคายคืนสิ่งนั้นมาให้! เอาไปเท่าไร ต้องคืนกลับมาสองเท่า! และถ้าจำเป็นก็ต้องชดใช้ด้วยชีวิต!

ครานี้ นางจะต้องเปิดเส้นทางเอาชีวิตรอดให้ตนเองให้ได้

“คุณหนู! รอข้าด้วยเจ้าค่ะ!” จู๋อิ๋งอุ้มห่อผ้าซึ่งเป็นสมบัติไม่กี่ชิ้นของพวกนาง กระโดดลงจากรถม้าโดยตรง

นางรีบยื่นเงินค่าเช่ารถให้สารถี ก่อนจะวิ่งตามฝีเท้าของสวีจิ้งหยางไป

แต่แล้วก็เห็นสวีจิ้งหยางก้าวไปหนึ่งก้าว ก็ทรุดลงคุกเข่าไปหนึ่งครั้ง ทำให้จู๋อิ๋งตกตะลึง “คุณหนู ท่านนี่มัน…”

“ข้าต้องทำพิธีเรียกวิญญาณให้พี่ชาย ต้องก้าวหนึ่งก้าว คุกเข่าโขกศีรษะหนึ่งครั้ง เจ้ากลับไปเรียกรถม้ามาเถอะ”

“บ่าวจะอยู่เป็นเพื่อนคุณหนูเจ้าค่ะ” จู๋อิ๋งทำตามอย่างคุณหนู คุกเข่าแล้วโขกศีรษะลงหนึ่งครั้ง

สวีจิ้งหยางเหลือบตามองนาง รู้ดีว่านี่เป็นสาวใช้ที่ซื่อสัตย์อย่างแท้จริง

ครั้งหนึ่งบิดาของจู๋อิ๋งเกือบขายนางให้หอคณิกา แต่สวีจิ้งหยางซื้อตัวนางไว้ทันเวลาก่อนที่นางจะวิ่งเอาหัวไปโขกกำแพงตาย

นับแต่นั้น จู๋อิ๋งก็ติดตามนางด้วยความจงรักภักดีเสมอมา

มีจู๋อิ๋งอยู่ด้วย สวีจิ้งหยางก็ไม่ถือว่าต้องเผชิญชะตาเพียงลำพัง

นางคิดวางแผนไว้แล้ว คราวนี้เมื่อกลับไป จะยังไม่ยอมรับทันทีว่าตนคือ “แม่ทัพเสินเช่อ” มิฉะนั้นย่อมดึงภัยมาสู่ตัวเองแน่นอน

แต่ตำแหน่ง “น้องสาวเพียงคนเดียวของแม่ทัพเสินเช่อ” นางจะไม่มีวันยกให้สวีโหรวจงเด็ดขาด

ตระกูลชางผิงโหวมีทั้งอำนาจและบารมีในราชสำนัก ไม่เช่นนั้นตระกูลสวีคงไม่พยายามผูกสัมพันธ์กับฮูหยินชางผิงโหว

หากนางต้องการยืนยันฐานะของตนให้มั่นคง ก็ต้องมีผู้มีอำนาจสูงกว่าชางผิงโหวคอยหนุนหลัง

เพียงจดหมายลับฉบับเดียว ยังไม่พอ นางต้องหาผู้มาช่วยกู้วิกฤตตรงหน้า

ถ้าจำไม่ผิด ชาติที่แล้ว ตอนกลับบ้าน นางเคยเจอรถม้าติดหล่มอยู่หิมะนอกเมือง ตอนนั้นนางยื่นมือช่วยไว้ แล้วรีบจากไปโดยไม่รับคำขอบคุณ  ภายหลังถึงรู้ว่าคนในรถม้าคือบุคคลสำคัญยิ่ง

กลางพายุหิมะ สวีจิ้งหยางยังก้าวหนึ่งก้าว คุกเข่าโขกศีรษะหนึ่งครั้งต่อไป และไม่นานก็ใกล้ถึงประตูเหนือของเมืองหลวง

“คุณหนู! ข้างหน้าโน่นคือประตูเหนือเมืองหลวงแล้วเจ้าค่ะ” จู๋อิ๋งเอ่ยด้วยน้ำเสียงดีใจ

ดวงตาดำสนิทของสวีจิ้งหยางก็มองเห็นว่า ไม่ไกลจากตรงหน้า ริมสะพานโค้งมีรถม้าคลุมผ้าสีหม่นจอดอยู่เงียบ ๆ บ่าวไพร่และองครักษ์หลายคนกำลังหาทางช่วยให้รถม้าขยับได้

นางเบนสายตากลับแล้วคุกเข่าโขกศีรษะต่อไป

คนในรถม้ากฌสังเกตนางในไม่ช้า

ในหิมะและความหนาวจัด หญิงสาวสวมชุดบาง ๆ คุกเข่าโขกศีรษะย่อมสะดุดตา แต่ยังไม่ทันมองนาน ร่างนั้นก็โอนเอนแล้วล้มลงหมดสติ

“คุณหนู! คุณหนู! อย่าทำให้บ่าวตกใจสิเจ้าคะ!” จู๋อิ๋งร้องไห้เสียงสั่น

“แม่นมจาง” มือขาวยกม่านขึ้นเล็กน้อย เสียงงามสง่าเอ่ยออกมา “ไปดูหน่อยว่าเกิดอะไรขึ้น”

แม่นมจางรีบเดินไปหา พวกในรถม้าก็มองออกมาด้วยแววห่วงใย ไม่นานแม่นมจางก็กลับมา รายงานว่า “องค์หญิงเพคะ… หญิงสาวที่เป็นลมไปนั้น คือคุณหนู น้องสาวแท้ ๆ ของแม่ทัพเสินเช่อเจ้าค่ะ!”

“อะไรนะ?” องค์หญิงใหญ่ถึงกับประหลาดใจ

ทุกคนรู้ว่าแม่ทัพเสินเช่อมีน้องสาวหนึ่งคน เป็นคุณหนูเอกตระกูลสวี แต่ถูกเลี้ยงดูอยู่ในเรือนใน จึงน้อยคนจะได้เห็นหน้า แต่เหตุใดนางถึงมาคุกเข่าโขกศีรษะอยู่กลางหิมะกันเล่า?

แม่นมจางกล่าวต่อ “สาวใช้ของนางบอกว่าคุณหนูสวีถือของใช้ของแม่ทัพกลับมา ได้รับคำชี้แนะจากพระภิกษุผู้ใหญ่ ว่าต้องก้าวหนึ่งก้าว คุกเข่าโขกศีรษะหนึ่งครั้ง เพื่อเรียกดวงวิญญาณของแม่ทัพกลับบ้าน สร้างสุสานเสื้อผ้าแทนร่าง แต่โชคร้ายมาพบพายุหิมะ ดูท่าว่าจะหนาวจนเป็นลม”

องค์หญิงใหญ่ไม่ลังเล “รีบพานางขึ้นรถม้าเร็ว”

แล้วหันไปสั่งเสียงเบา “เจ้าส่งคนออกไปสืบตามเส้นทาง ว่านางมาจากทิศใด”

ไม่นาน สวีจิ้งหยางก็ถูกพาขึ้นรถม้า นางหลับตา แต่รู้สึกถึงความอบอุ่นของเตาอุ่นมือที่ถูกวางในอ้อมแขน

บ่าวสาวป้อนน้ำขิงร้อนให้ และห่มผ้าหนาให้นาง

องค์หญิงใหญ่อาจกำลังพินิจนาง ก่อนเอ่ยเสียงเห็นใจ “น่าสงสาร หนาวจนถึงเพียงนี้”

สวีจิ้งหยางผ่านการฝึกกรำศึกที่ชายแดน ผิวพรรณจึงไม่ละเอียดอ่อนเหมือนสตรีทั่วไป ปลายนิ้วยังมีรอยด้านจากการถืออาวุธตลอดปี ใบหน้าของนางและจู๋อิ๋งถูกลมหนาวจนแดงจัด ดูซูบโทรมยิ่งนัก

แม้นางจะปิดตา แต่ก็ได้ยินเสียงองค์หญิงใหญ่ถามจู๋อิ๋ง “คุณหนูของเจ้าเป็นบุตรีตระกูลสวี เหตุใดจึงไม่มีผู้ติดตามคุ้มกัน?”

“คุณหนูกับผู้ติดตามพลัดหลงกันเจ้าค่ะ”

“คนตระกูลสวีไม่รู้หรือ? ไม่เห็นส่งคนมารอรับที่ประตูเมือง?”

“คุณหนูบอกว่าแม่ทัพใหญ่สิ้นชีพ ทั้งตระกูลโศกเศร้า จึงไม่มีเวลามาสนใจก็เป็นเรื่องเข้าใจได้เจ้าค่ะ”

จู๋อิ๋งเล่าไปตามที่สวีจิ้งหยางสอน เมื่อเอ่ยถึงการสิ้นชีพของแม่ทัพ องค์หญิงใหญ่ก็ถอนหายใจยาว “แม่ทัพเสินเช่อสิ้นไป ดุจดวงดาวแห่งนักรบดับลง เป็นการสูญเสียของชาติ ตระกูลสวีโศกเศร้าก็สมควรแล้ว”

แต่นางยังไม่สั่งให้พาสวีจิ้งหยางกลับตระกูล สวีจิ้งหยางรู้ดีว่าองค์หญิงกำลังรอให้คนไปสืบยืนยันตัวตนของนาง

หากถามว่ามีผู้ใดที่อยากตอบแทนพระคุณแม่ทัพเสินเช่อที่สุด ก็คือฮ่องเต้และองค์หญิงใหญ่

สมัยก่อนบ้านเมืองแผ่นดินแย่ยับ พี่น้องคู่นี้ถูกส่งไปเป็นเชลยที่ต่างแดน ต้องทนความอัปยศต่ำช้ากว่าชีวิตสัตว์

เมื่อแม่ทัพเสินเช่อตีศัตรูแตก บังคับให้กษัตริย์ต่างแดนฆ่าตัวตาย ถือเป็นการล้างแค้นให้ทั้งสอง

แต่แม้องค์หญิงจะซาบซึ้งเพียงใด ก็ต้องยืนยันความจริงก่อน

จริงดังคาด ไม่นานแม่นมจางก็กลับมากระซิบไม่กี่คำ ก็ทำให้องค์หญิงน้ำเสียงสั่นเครือ น้ำตาเอ่อรื้น “เด็กคนนี้ เดินทางไกลมาเพียงลำพัง หนาวจนสาหัสเช่นนี้จะทำอย่างไรดี”

แม่นมจางเอ่ยขึ้น “แม่ทัพเสินเช่อกระดูกเหล็กหัวใจเพชร คุณหนูก็เป็นคนเด็ดเดี่ยวสมเป็นคนตระกูลสวี”

องค์หญิงจึงกล่าวทันที “พากลับจวนข้า แล้วใช้ป้ายของข้าเข้าวังไปเชิญหมอหลวงมารักษา”

รถม้าสะเทือนเล็กน้อย สวีจิ้งหยางก็ลืมตาขึ้นพอดี

เวลานี้นางยังไม่อาจให้หมอหลวงจับชีพจรได้ เพราะมีบาดแผลเก่าจากสนามรบ หากถูกพบเข้าคงอธิบายยาก และนางไม่อยากใช้บุญคุณขององค์หญิงไปกับเรื่องเล็กนี้

“อะแฮ่ม…” นางกระแอม

จู๋อิ๋งรีบบอก “คุณหนูตื่นแล้ว องค์หญิงใหญ่ช่วยไว้ และจะเชิญหมอหลวงมารักษาเจ้าค่ะ”

สวีจิ้งหยางมองไปยังองค์หญิงใหญ่ นางอายุราวห้าสิบปี หน้าตาสง่างามน่าเกรงขาม เวลานี้กำลังมองนางด้วยความเวทนา พลางเอ่ยอย่างอ่อนโยน “เข่าของเจ้าถูกน้ำแข็งกัด หนาวเกินไป เดินต่อไม่ได้ ต้องพักรักษาเสียก่อน ข้าจะพาเจ้ากลับจวนรักษา”

สวีจิ้งหยางก้มหน้า แสดงสีหน้าซีดเซียว “ขอบพระคุณที่ทรงเมตตา เพียงแต่บ่าวกับข้าพลัดจากกันหลายวัน ข้ากลัวว่าที่บ้านจะเป็นห่วง อยากรีบนำเสื้อผ้าของพี่ชายกลับไป”

องค์หญิงเข้าใจ “เช่นนั้น ข้าจะไปส่งเจ้ากลับเอง”

สวีจิ้งหยางจึงรับด้วยความนอบน้อม “ขอบพระคุณฝ่าบาท”

รถม้าวิ่งเข้าสู่เมือง ผ้าม่านพลิ้วไหว นางเห็นทุกแห่งประดับด้วยธงขาว อาบไปด้วยความโศก

ชาติที่แล้วก็เป็นเช่นนี้ ฮ่องเต้มีรับสั่งให้ทั่วแผ่นดินไว้ทุกข์ ห้ามความบันเทิงใด ๆ เป็นเวลาสามเดือน เพื่อไว้อาลัยแด่วิญญาณแม่ทัพ

ตระกูลสวีก็อาศัยความเศร้าของฮ่องเต้นี่แหละ กวาดลาภยศมาได้มากมาย

นัยน์ตาของสวีจิ้งหยางมืดลึก มองธงขาวพลิ้วไหว นางลั่นในใจว่า ชาตินี้จะไม่มีวันปล่อยให้เกียรติยศตกไปอยู่ในมือคนอื่นอีก

รถม้าเลี้ยวเข้าสู่ตรอก มาถึงหน้าจวนตระกูลสวี ซึ่งตอนนี้ประดับโคมขาวสองดวง ป้ายชื่อเหนือประตูถูกเปลี่ยนเป็นตัวอักษรสีทอง “จวนเว่ยกั๋วกง” ดูเด่นสะดุดตาท่ามกลางหิมะ

สวีจิ้งหยางสั่งให้จู๋อิ๋งไปเคาะประตู โดยมีแม่นมจางตามไป คนเฝ้าประตูเปิดประตูออกมามองอย่างงุนงง “มีธุระอันใด?”

จู๋อิ๋งแจ้งว่า “คุณหนูใหญ่กลับมาแล้ว รีบไปแจ้งคุณท่านกับคุณหญิงเถิด”

คนเฝ้าประตูชะงักเล็กน้อย ก่อนแสดงท่าทีดุดัน “พวกหลอกลวงมาจากไหน? คุณหนูของพวกเราเพิ่งกลับมาตั้งแต่เช้านี้! ตอนนี้กำลังนั่งดื่มน้ำชากับคุณท่านและคุณหญิงอยู่ในเรือน!”

จบบทที่ บทที่ 2 เรียกกำลังเสริม กลับจวนทวงคืนฐานะ

คัดลอกลิงก์แล้ว