- หน้าแรก
- พ่อครับใจเย็นหน่อย บ้านเรากำลังจะล้มละลายแล้ว
- บทที่ 27: วิธีการเข้าหาที่เรียบง่าย
บทที่ 27: วิธีการเข้าหาที่เรียบง่าย
บทที่ 27: วิธีการเข้าหาที่เรียบง่าย
"เฉินลี่ชวน นายออกมาได้ยังไง ไม่เป็นอะไรแล้วเหรอ? ยังปวดหัวอยู่ไหม? แล้วก็นิ้วของนายด้วย" สวีหว่านถังทิ้งฉีซือเหยาไว้ข้างหลัง เธอวิ่งตามไปอย่างรวดเร็ว มือที่ยกขึ้นกลางอากาศยังคงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ถึงได้รีบคว้าชายเสื้อของเฉินลี่ชวนไว้
"เฮ้อ..." เสียงถอนหายใจที่แผ่วเบาดังออกมาจากลำคอของเฉินลี่ชวน แต่เมื่อหันกลับมา เขาก็ยังคงเผยรอยยิ้มที่สุภาพออกมา ตอนนั้นเองฉีซือเหยาก็เดินเข้ามาเช่นกัน
"สวีหว่านถัง เมื่อตอนเช้าก็บอกเธอไปแล้วไม่ใช่เหรอ ว่าไม่เป็นอะไรมาก เธอก็อย่าเก็บมาใส่ใจเลย" เฉินลี่ชวนพูดเรียบๆ แต่น้ำเสียงที่ราบเรียบนั้น กลับเต็มไปด้วยความรู้สึกห่างเหิน
สวีหว่านถังเงยหน้าขึ้นมองร่างสูงใหญ่ ทันใดนั้นก็รู้สึกว่าเด็กหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าช่างดูแปลกหน้าเหลือเกิน ครู่ต่อมา เธอพึมพำเสียงต่ำออกมาคำหนึ่ง "อ้อ"
"แต่สองสามวันนี้ต้องพักผ่อนเยอะๆ นะ อย่าให้ทิ้งผลข้างเคียงไว้ล่ะ" ฉีซือเหยาที่อยู่ข้างๆ เอ่ยขึ้น
"อืม" เฉินลี่ชวนพยักหน้า
ภายใต้แสงแดดที่ร้อนระอุ คนทั้งสามยืนนิ่งอยู่เช่นนั้น ไม่มีอะไรจะคุยกัน เดิมทีความสัมพันธ์ก่อนหน้านี้ คือเฉินลี่ชวนที่เอาแต่ทำตัวเป็นตัวตลก อยากจะดึงดูดความสนใจของพวกเธอ หาเรื่องมาคุย แต่ตอนนี้ เฉินลี่ชวนกลับรู้สึกว่ามันน่ารำคาญ พอเขาไม่พูด สำหรับสวีหว่านถังและฉีซือเหยาแล้ว ในอดีตก็ไม่มีภาษากลางร่วมกัน ตอนนี้ดูเหมือนจะยิ่งไม่มีหัวข้อให้คุยกันเข้าไปใหญ่ คนอื่นก็บอกแล้วว่าบาดแผลไม่เป็นอะไรแล้ว
"ไปนะ" เฉินลี่ชวนยิ้มพลางพยักหน้า ฉีซือเหยาตอบรับอย่างสุภาพ จากนั้นชายหนุ่มที่ศีรษะพันด้วยผ้าก๊อซหนาเตอะก็หายลับไปในฝูงชน นี่อาจจะเป็นวิธีการทักทายที่ดีที่สุดของพวกเขาก็เป็นได้ เรียบง่ายและสุภาพ
"ทำไมจู่ๆ...ตอนนี้เฉินลี่ชวนถึงพูดกับเธอน้อยจังเลยนะ เมื่อก่อนพอเขาเห็นเธอทีไร ก็มีเรื่องให้พูดไม่หยุดเลย" สวีหว่านถังมองฉีซือเหยาแล้วถาม
"ตอนที่อยู่ในงานเลี้ยงฉลองของเขา แล้วก็ครั้งที่ไปกินข้าวกับจางเทา สุดท้ายก็ที่บ้านฉัน เกิดความขัดแย้งขึ้นมาตั้งมากมาย เฉินลี่ชวนคงจะเข้าใจแล้วล่ะว่าฉันกับเขาเป็นไปไม่ได้ แต่เขาก็เป็นคนที่ดีมากคนหนึ่งนะ ต่อไปนี้ทุกคนก็เป็นเพื่อนกัน" ฉีซือเหยาพูดอย่างไม่ใส่ใจ และสำหรับเฉินลี่ชวน เดิมทีเธอรังเกียจเขา เพราะเรื่องที่บ้านของเขา ทำให้เกิดความรู้สึกผิดขึ้นมา และเพราะเรื่องของหว่านถัง ทำให้เธอรู้สึกซาบซึ้งในตัวเขา
"แต่ในกลุ่มห้องเรียนน่ะ ที่คนลือกันไปต่างๆ นานา แล้วก็สเปซของเฉินลี่ชวน...เขายังไม่ยอมแพ้เรื่องเธอเลยนะ..." สายลมอ่อนๆ พัดผ่านผมสีดำของสวีหว่านถัง พริ้วไหวเล็กน้อย ใบหน้าเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ข้างใน กลับดูเศร้าหมองอย่างบอกไม่ถูก
...
ใกล้ค่ำแล้ว เฉินลี่ชวนถึงได้ลากสังขารที่เหนื่อยล้ากลับมาถึงบ้าน ไม่มีสกู๊ตเตอร์ การทำธุระช่างไม่สะดวกเอาเสียเลย
"ลูกเอ๊ย ลูกวิ่งไปไหนมา? ทำไมไม่อยู่ที่โรงพยาบาลดีๆ ล่ะ ซื้อแป้งสาลีมาเยอะขนาดนี้ทำไม? แล้วในถุงนี่ใส่อะไรมาอีก?" จินเฉี่ยวหลิงเข้าไปอยู่ตรงหน้าเฉินลี่ชวน ถามรัวเป็นชุด ถุงแป้งสาลีนี่กองเต็มครัวไปหมดแล้ว พอเห็นลูกชายเหงื่อท่วมตัว เธอก็รีบเช็ดเหงื่อให้เขา กลัวว่าแผลจะอักเสบเป็นหนอง
"เตรียมจะเปิดร้านขายของว่างครับ หาค่าเทอมมหาวิทยาลัย" เฉินลี่ชวนกลับเข้าห้องไปนั่งตรงข้ามเหล่าเฉิน แล้วถามต่อว่า "พ่อครับ เรื่องศูนย์การค้าแห่งใหม่ ลุงฉีได้อธิบายให้พ่อฟังชัดเจนแล้วใช่ไหมครับ?"
"จะมาวุ่นวายอะไรนักหนา บ้านเรายังจะกังวลเรื่องค่าเล่าเรียนของแกอีกเหรอ ซื้อของกินมาเยอะขนาดนี้ กลัวว่าแกจะทำมันเสียของหมด" เฉินสี่ซุ่นตอบไม่ตรงคำถาม เมื่อคืนเขาซัดเฉินลี่ชวนไปขนาดนั้น รู้สึกผิดอยู่ในใจ เขาควักเงินออกมาสองร้อยหยวนจากกระเป๋า โยนไปให้เขา พลางเบ้ปากพูดประโยคหนึ่ง "ก็ไม่ได้ขาดแคลนเงินให้แกใช้ซะหน่อย"
"พอแล้วครับพ่อ เรื่องที่พ่อตีผม ผมก็ไม่ถือสาหรอก ขอแค่พ่อให้เงินค่าเที่ยวของผม สองพันหยวน ก่อนหน้านี้ก็สัญญาไว้แล้ว อีกอย่างเรื่องทะเบียนบ้าน ถ้าไม่ใช่เพราะลุงฉีบอกผม ผมก็คงจะไม่ซ่อนหรอกครับ" เฉินลี่ชวนเก็บเงินสองร้อยหยวนใส่กระเป๋าก่อน เขาเอ่ยปากขอเงินกับเหล่าเฉิน เพื่อที่จะได้ซื้อรถเข็นเล็กๆ สำหรับทำจีต้านก้วนปิ่ง
"แค่นี้มันจะเป็นเรื่องอะไรได้?" เฉินสี่ซุ่นตะโกนลั่น มองเฉินลี่ชวนด้วยสีหน้าอวดดี ไม่กี่วินาทีต่อมา เขาก็ฉีกยิ้มกว้าง "ลูกพ่อ เรื่องศูนย์การค้าแห่งใหม่ ทำไมแกไม่รีบบอกพ่อกับแม่แกล่ะ"
"ก็คิดจะกลับไปบอกอยู่ครับ แต่ดันมาเจอพ่อกับแม่บนถนนซะก่อน แล้วก็โดนซัดซะน่วมเลย" เฉินลี่ชวนทำหน้าตาน่าสงสาร ลุกขึ้นไปนั่งข้างๆ เหล่าเฉิน "พ่อครับ งั้นพ่อให้ผมสองพันก่อนนะ ค่าเที่ยวที่เคยพูดไว้"
"ได้" เฉินสี่ซุ่นใจกว้างอย่างยิ่ง ยิ่งไปกว่านั้นตัวเองก็ทำเรื่องที่รู้สึกผิดไว้ด้วย ทันใดนั้นเขาก็หยิบกระเป๋าสตางค์ออกมา นับเงินสองพันหยวน ยื่นให้เฉินลี่ชวน นักธุรกิจในยุคนี้ ไม่ขาดแคลนเงินสดจริงๆ
เฉินลี่ชวนรีบรับมาไว้ในมือ ท่าทางที่เขาเลียนิ้วโป้งเพื่อนับเงินนั้น เหมือนกับพ่อค้าแม่ค้าตามท้องตลาดไม่มีผิด ชาติที่แล้วของเขา ก็ไต่เต้าขึ้นมาจากจุดต่ำสุด เคยข้องเกี่ยวกับคนทุกประเภทมาแล้ว
"พ่อครับ เรื่องศูนย์การค้าแห่งใหม่ ลุงฉีได้สั่งเสียกับพ่อไว้หมดแล้วใช่ไหมครับ?" เฉินลี่ชวนถามพลาง
"อืม ฉีหงจื้อคนนี้ไม่ธรรมดาเลยนะ ฉู่ฮวาดันเป็นเพื่อนร่วมชั้นของเขา แถมยังเป็นคนอำเภอหนิงของเราด้วย ฉันเคยได้ยินชื่ออยู่" เฉินสี่ซุ่นโอบไหล่เฉินลี่ชวนไว้ รอยยิ้มก็ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นเจ้าเล่ห์
"ลูกพ่อ แกต้องเรียนรู้วิชาของพ่อแกนะ กับเด็กผู้หญิงน่ะจะขี้เหนียวไม่ได้ ต้องพูดจาหวานๆ ให้เยอะหน่อย แล้วจะมีอะไรที่จัดการไม่ได้อีก? ไปหาฉีซือเหยาบ่อยๆ ซื้อของให้เขาเยอะๆ เด็ดขาดอย่าขี้เหนียว"
"วันนี้ที่โรงพยาบาล ฉีซือเหยาก็รีบมาเยี่ยมแกตั้งแต่เช้าเลยไม่ใช่เหรอ?" จินเฉี่ยวหลิงก็ยิ้มพลางแทรกขึ้นมาประโยคหนึ่ง ลืมความขัดแย้งก่อนหน้านี้ไปหมดสิ้นแล้ว แต่สองสามีภรรยาคู่นี้ก็เป็นคนพูดจาตรงไปตรงมา ไม่มีอะไรติดค้างใจ ไม่มีมีความแค้นข้ามคืน
ในสถานการณ์เช่นนี้ เฉินลี่ชวนอยากจะสูบบุหรี่สักมวน ส่วนความขมขื่นที่ได้รับมา เขาจะไม่พูดออกมาเด็ดขาด ไม่อยากจะทำให้พ่อกับแม่ไม่สบายใจ ทันใดนั้นโทรศัพท์ของเฉินสี่ซุ่นก็ดังขึ้น แต่เวลานี้ เป็นช่วงเวลาที่ต้องออกไปสังสรรค์ข้างนอกพอดี
"เป็นหลี่ลี่หมินโทรมา" เฉินสี่ซุ่นแค่นเสียงเย็นชา ก่อนจะรับสาย
"พี่เฉินครับ คืนนี้ผู้จัดการจ้าวมีเวลา พวกเราสองคนจะไปเลี้ยงรับรองท่านหน่อยครับ" หลี่ลี่หมินกล่าว ตั้งแต่ที่ให้เฉินสี่ซุ่นเข้ามามีส่วนร่วมในความร่วมมือของศูนย์การค้าแห่งใหม่ เขาก็แทบจะให้เฉินสี่ซุ่นเลี้ยงรับรองจ้าวจงทุกวัน
"ฮ่าๆๆๆๆ น้องชาย พี่ใหญ่ก็กำลังจะโทรหาน้องพอดีเลย จะให้น้องช่วยธุระหน่อย" เฉินสี่ซุ่นหัวเราะอย่างร่าเริง "เมื่อเช้าโอนเงินให้โรงงานไปแล้ว ตอนเย็นต้องตรวจสอบบัญชี คืนนี้คงต้องให้น้องช่วยเลี้ยงรับรองผู้จัดการจ้าวแทนหน่อยนะ"
"โอนเงินไปแล้วเหรอครับ?" เสียงของหลี่ลี่หมินยินดีเป็นพิเศษ "เป็นเงินมัดจำของเครื่องสี่ชุดใช่ไหมครับ?"
"ใช่ สี่ชุด!"
"โอ๊ย ครั้งนี้คงจะได้อาศัยพี่เฉินจิบน้ำแกงบ้างแล้วล่ะครับ" หลี่ลี่หมินแทบจะปรบมือร้องดีใจเลยทีเดียว น้ำแกงที่เอ่ยถึง ก็คือค่าตอบแทนในการสร้างสัมพันธ์
"ฉันต่างหากที่ต้องขอบคุณน้องชายที่แนะนำให้ฉันรู้จักกับผู้จัดการจ้าว ลี่หมิน น้องวางใจได้เลย ต่อไปขอแค่ผู้จัดการจ้าวให้งานฉันได้ ส่วนแบ่งของน้องจะไม่น้อยหน้าแน่นอน" เฉินสี่ซุ่นยังคงใจกว้างเช่นเคย
"ได้ครับพี่เฉิน งั้นแค่นี้ก่อนนะครับ ผมจะไปเลี้ยงรับรองผู้จัดการจ้าว"
หลังจากวางสายไป หลี่ลี่หมินก็หันไปมองคนที่นั่งอยู่บนโซฟา...คือจ้าวจงนั่นเอง
"จ่ายเงินมัดจำไปแล้วเหรอ?" จ้าวจงถาม
"ใช่ครับ เจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ ตามกำไรในสัญญาปลอม ในบัญชีเฉินสี่ซุ่นไม่ได้กำไรหรอกครับ แต่เขาย่อมต้องซื้อสิทธิ์ตัวแทนจำหน่ายของเราแน่นอน ส่งของเข้าไปไม่ได้ เส้นสายของคุณเขาก็ต้องขาดทุน ไม่คุ้มค่าเลยสักนิด" หลี่ลี่หมินพูดด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ย จากนั้นทั้งสองคนก็หัวเราะร่าออกมา
ธุรกิจศูนย์การค้าแห่งใหม่ในอำเภอหนิง รวมถึงศูนย์การค้าอีกสี่แห่งในตัวจังหวัด การลงทุนก่อสร้างเมื่อหลายปีก่อน หลี่ลี่หมินและจ้าวจงได้เริ่มเตรียมการมานานแล้ว เป็นตัวแทนจำหน่ายแบรนด์ห้องแถว อยากจะส่งเครื่องรุ่นถูกๆ เข้าไปติดตั้งในศูนย์การค้า แต่ผู้รับผิดชอบฝ่ายธุรกิจของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เฟิงกู่...ฉู่ฮวา ไม่กลัวที่จะผิดใจกับใคร เขาปฏิเสธจ้าวจงไป ทำให้แบรนด์ห้องแถวที่รับเป็นตัวแทนต้องเผชิญกับการขาดทุนมหาศาล ในสภาพแวดล้อมของเครื่องใช้ไฟฟ้าในปัจจุบัน ผู้ผลิตรายใหญ่ต่างก็กดราคากัน ใครจะไปซื้อแบรนด์ห้องแถวของคุณ สุดท้ายทั้งสองคนก็ร่วมมือกันวางกับดัก ให้เฉินสี่ซุ่นมารับเผือกร้อนก้อนนี้ไป แน่นอนว่าสุดท้ายก็เป็นไปไม่ได้ที่จะให้เฉินสี่ซุ่นส่งเครื่องจักรเข้าไปติดตั้งได้ มิฉะนั้นพวกเขาสองคนก็จะไม่ได้เงิน กำไรทั้งหมดก็ต้องยกให้เป็นค่าโอนสิทธิ์ โอกาสแบบนี้ ต้องกินรวบทั้งสองทางสิ
ชาติที่แล้วของเฉินสี่ซุ่น ก็ล้มละลายอย่างรวดเร็วภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ สุดท้ายยังโดนหลี่ลี่หมินหลอกเรื่องของปลอมที่ติดป้ายยี่ห้อปลอมอีกด้วย ตอนนี้ หลี่ลี่หมินและจ้าวจงก็กำลังรอให้เฉินสี่ซุ่นตกลงไปในหลุมพราง...