- หน้าแรก
- พ่อครับใจเย็นหน่อย บ้านเรากำลังจะล้มละลายแล้ว
- บทที่ 15: ออกโรงเพื่อเพื่อนซี้
บทที่ 15: ออกโรงเพื่อเพื่อนซี้
บทที่ 15: ออกโรงเพื่อเพื่อนซี้
"จางเทา นายเป็นคนให้เขามาใช่ไหม?" ไม่ทันที่เฉินลี่ชวนจะยืนได้มั่นคง สวีหว่านถังก็ชี้หน้าเขาแล้วตะโกนลั่น เธอทำเพื่อช่วยระบายความโกรธแค้นในใจให้เพื่อนรัก ดังนั้นจึงแสดงท่าทีโกรธเกรี้ยวเป็นพิเศษ
"ใช่แล้ว เหอะๆๆ..." เฉินลี่ชวนยกแขนขึ้นพาดบนไหล่ของจางเทา หัวเราะออกมาอย่างเป็นมิตร ในใจของเขายังค่อนข้างมั่นใจอยู่ ก็เพื่อนซี้เป็นคนบอกให้เขามาเองนี่นา ก็เมื่อกี้ในข้อความบอกว่าปูทางให้เกือบจะสมบูรณ์แล้ว เพื่อนคนนี้ยังพึ่งพาได้มากจริงๆ!
"ถ้าเขาจะมา พวกเราก็จะไป!" ทว่าสวีหว่านถังกลับลุกขึ้นยืนอย่างฉุนเฉียว แล้วดึงฉีซือเหยา หลิวเหว่ยเหว่ยที่อยู่ข้างๆ ก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้อย่างรู้งานโดยอัตโนมัติ
บรรยากาศพลันตึงเครียดขึ้นมาในทันที ทำให้เฉินลี่ชวนตั้งตัวไม่ทัน เกิดอะไรขึ้น? ปูทางแบบนี้เหรอ? เขาหันไปมองจางเทาเพื่อหาคำตอบ ใบหน้าที่เคยเปี่ยมด้วยความมั่นใจบัดนี้กลับขมวดคิ้วแน่น
"สวีหว่านถัง เธอเป็นบ้าอะไรวะ ลี่ชวนจีบซือเหยา มันไปเกี่ยวอะไรกับเธอด้วย อีกอย่างเพื่อนฉันก็ไม่เคยไปทำอะไรให้เธอไม่ใช่เหรอ? เธอจะมาโมโหอะไรนักหนา เนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้รองนั่ง เอากระดูกมาแขวนคอจริงๆ!" จางเทาก็ตะโกนใส่สวีหว่านถังเช่นกัน เพื่อนฉันเพิ่งจะเข้ามา เธอก็มาโวยวายขนาดนี้ มันเกินไปหน่อยไหม?
หา? เสี่ยวเทา แกนะไอ้เวร... เฉินลี่ชวนสบถในใจ ทั้งตัวของเขาถึงกับงงไปหมด ย้ำกับไอ้หลานชายคนนี้ไปไม่รู้กี่ครั้งแล้ว ว่าห้ามพูดเรื่องที่เกี่ยวกับจีบฉีซือเหยาเด็ดขาด ตอนนี้กลับเอาเรื่องนี้มาสร้างความขัดแย้งเนี่ยนะ?
ก็อายุเท่านี้กันทั้งนั้น เป็นแค่ไอ้เด็กหัวร้อน ข้าไม่น่าเชื่อมันเลย... ในตอนนี้เฉินลี่ชวนรู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้งที่ให้จางเทาเป็นคนนัด สู้ไปดักรออยู่ใต้ตึกของฉีซือเหยายังจะดีกว่า
"ทำไมจะไม่เกี่ยวกับฉันล่ะ? เหยาเหยาเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของฉัน เรื่องของเขาก็คือเรื่องของฉัน!" พอได้ยินเช่นนั้น สวีหว่านถังก็ยิ่งโมโห เธอก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ยืนตรงอยู่หน้าเฉินลี่ชวนและจางเทา สองมือเท้าสะเอว หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลง ใบหน้าแดงก่ำ!
"เฉินลี่ชวน ทำไมนายถึงได้หน้าด้านขนาดนี้ ตามตอแยเหยาเหยาของบ้านเราไม่ยอมปล่อย!" จากนั้นสวีหว่านถังก็หันมาด่าทอเฉินลี่ชวนอย่างสาดเสียเทเสีย
เสียงทะเลาะกันในห้องส่วนตัว คนทั้งภัตตาคารได้ยินกันอย่างชัดเจน มีเสียงหัวเราะเยาะดังขึ้นมาเป็นครั้งคราว พวกเขาเคยชินกับพฤติกรรมโอ้อวดของเด็กหนุ่มสาวพวกนี้แล้ว ไม่รู้สึกว่าน่าอายแต่อย่างใด
เฉินลี่ชวนจะไปนึกได้อย่างไรว่าพอเข้ามาแล้วจะเจอกับสถานการณ์แบบนี้ ทำให้ตัวเองต้องมาจมอยู่กับเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ที่ไร้สาระของเด็กๆ เดิมทีวางแผนไว้ว่าจะแกล้งทำตัวน่าสงสาร ทำให้ฉีซือเหยาใจอ่อน แล้วค่อยขอให้พ่อของเขาช่วยธุระ
"จริงๆ แล้ววันนี้ที่ฉันมา..." เฉินลี่ชวนมองสวีหว่านถังที่ถลึงตาใส่เขา คำพูดของเขาอ่อนโยน ค่อยๆ เลือกใช้คำ พิจารณาว่าจะคลี่คลายความขัดแย้งในตอนนี้ได้อย่างไร
"ดูขนมพวกนี้สิ!" เสียงดังฟังชัดดังขึ้นข้างหูของเฉินลี่ชวน จางเทาคว้าถุงขนมไปจากมือของเขา แล้วโยนลงบนโต๊ะอาหารอย่างแรง
ความโกรธของจางเทาก็พลุ่งขึ้นมาเช่นกัน กดไว้ไม่อยู่แล้วจริงๆ เมื่อก่อนตอนอยู่โรงเรียนพวกเขาเป็นใครกัน เป็นคนในเมืองนะโว้ย เพื่อนเขาเคยโดนหยามขนาดนี้ที่ไหน ให้ตายสิ ทนไม่ไหวแล้ว!
"ซือเหยา เธอดูขนมพวกนี้ให้ดีๆ นะ ทั้งหมดนี่ลี่ชวนซื้อมาให้เธอ เขาไม่รู้ว่าเธอชอบรสอะไร ก็เลยซื้อมาให้ทุกอย่างเลย หรือว่าเธอยังมองไม่เห็นความจริงใจของเขาอีก? เธอไม่รู้ลายเซ็นบน OICQ ของเขาน่ะเหรอ? ชาตินี้จะรอเพียงเหยาคนเดียว!" จางเทาตะคอกใส่ฉีซือเหยาอย่างแรง ออกโรงเพื่อความจริงใจของเพื่อนซี้!
รอแม่แกสิ... เฉินลี่ชวนอยากจะตายให้รู้แล้วรู้รอด ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วเกินไป เป็นความผิดของเขาเองทั้งหมด ไม่น่าไปเชื่อไอ้เด็กพวกนี้เลย!
"แกพูดน้อยๆ หน่อย!" เฉินลี่ชวนเข้าไปกระซิบข้างหูจางเทาอย่างขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน
"ลี่ชวน แกวางใจได้ มีฉันอยู่!" จางเทาพยักหน้าให้เฉินลี่ชวนอย่างหนักแน่น ยังตบแขนเขาเบาๆ อีกด้วย ความจริงใจของเพื่อน เขาต้องพูดออกมา ไม่อย่างนั้นจะกล้ารับตู้เย็นราคาขาดทุนของเขาได้อย่างไร!
ดังนั้น จางเทาจึงชูแขนตะโกนใส่ฉีซือเหยา: "เธอยังจะให้ลี่ชวนทำเพื่อเธอขนาดไหนอีก? ต้องให้เขาแกะสลักชื่อเธอลงบนแขนรึเปล่า? ต้องให้เขียนจดหมายเลือดไหม? เรื่องพวกนี้เฉินลี่ชวนยอมทำเพื่อเธอได้โดยไม่คิดชีวิต แล้วไอ้หลิวเหว่ยเหว่ยนั่นล่ะ กล้าทำเพื่อเธอแบบนี้ไหม?"
"ซ่า..." ลมพัดกระทบหน้าต่าง จางเทาสมกับที่เคยอยู่ฝ่ายประชาสัมพันธ์จริงๆ พอสิ้นเสียงที่เปี่ยมไปด้วยอารมณ์นั้น คนในห้องส่วนตัวก็ถูกดึงดูดเข้าไปในบรรยากาศ ตกอยู่ในความเงียบงันชั่วขณะ
เฉินลี่ชวนแทบจะยืนไม่ไหว เขามองจางเทาที่หอบหายใจอยู่ข้างๆ ด้วยใบหน้าสิ้นหวังหมดอาลัยตายอยาก จากตัวของเขา เฉินลี่ชวนมองเห็นเงาของหม่าเสี่ยวชาว...เป็นแค่ไอ้เด็กเวรพวกนี้ทั้งนั้น ประเมินใครในหมู่พวกเขาสูงไปไม่ได้เลยสักคน
"เฉินลี่ชวน ตอนนี้ฉันจะบอกเธอให้ชัดเจนเลยนะ ว่าฉันเกลียดเธอ และก็เกลียดครอบครัวของเธอด้วย! เพราะฉะนั้นต่อไปนี้เธอเลิกมายุ่งกับฉันได้รึยัง อย่าว่าเป็นเพื่อนเลย ต่อไปนี้เราไม่ใช่แม้แต่เพื่อนร่วมชั้นกันแล้ว!" ฉีซือเหยาค่อยๆ ก้าวไปข้างหน้า คำรามออกมาอย่างบ้าคลั่งด้วยเสียงที่กดต่ำ ยางรัดผมที่มัดจุกไว้หลุดออก ผมยาวสลวยสีดำขลับสยายลงบนบ่า เธอจ้องเขม็งไปที่เฉินลี่ชวน ใบหน้าที่หมดจดงดงามฉายแววเกลียดชังอย่างชัดเจน
ไม่เคยเห็นมาก่อนเลยว่าฉีซือเหยาที่หน้าตาน่ารักหวานแหวว จะมีใบหน้าแบบนี้ด้วย
"ฉันไม่ได้มีความหมายอย่างที่จางเทาพูดจริงๆนะ" เฉินลี่ชวนอยากจะแก้ตัว...
แต่ในวินาทีต่อมา ฉีซือเหยาก็ผลักจางเทาออกไป แล้ววิ่งพรวดออกจากห้องส่วนตัว สวีหว่านถังถลึงตาใส่เฉินลี่ชวนอย่างแรง สบถคำหยาบออกมาคำหนึ่ง ก่อนจะรีบตามออกไป ส่วนหลิวเหว่ยเหว่ยก็เอาแต่ก้มหน้า ไม่ได้พูดอะไรมาก แล้วก็เดินออกไปเช่นกัน
ไม่นานก็ได้ยินเสียงปิดประตูดัง "ปัง" เป็นพวกฉีซือเหยาที่ออกจากภัตตาคารไปแล้ว และหากตามออกไปพูดอะไรอีก ก็คงจะมีแต่จะสร้างความขัดแย้งให้ใหญ่โตขึ้นไปอีก
เฉินลี่ชวนไม่คิดเลยว่า เรื่องที่เดิมทีคิดว่าง่ายมาก จะบานปลายกลายเป็นสถานการณ์ที่วุ่นวายขนาดนี้ แล้วแบบนี้จะไปขอให้เขาช่วยธุระได้อย่างไร
เฮ้อ... เฉินลี่ชวนถอนหายใจยาว นั่งลงบนเก้าอี้อย่างหมดแรง
"ที่ช่วยพูดได้ เพื่อนอย่างฉันก็พูดไปหมดแล้วนะ จริงๆ แล้วเป็นเพราะแกเองที่ยังขาดไปหน่อย แล้วก็ยัยสวีหว่านถังนั่นก็หาเรื่องอยู่เรื่อย" จางเทานั่งลงข้างๆ เฉินลี่ชวน ส่ายหน้าถอนหายใจ
เฉินลี่ชวนมองจางเทาด้วยสายตาที่มีความหมายลึกซึ้ง เดิมทีอยากจะด่าสักสองสามคำ แต่พอเห็นใบหน้าที่ยังอ่อนเยาว์ขนาดนั้น คิดๆ ดูแล้วก็ช่างมันเถอะ ไม่มีความจำเป็นเลย ก็แค่เด็กน้อยทั้งนั้น
"จะให้ฉันพูดนะ แกก็เลิกยุ่งกับฉีซือเหยาไปเลยเถอะ ในมหาวิทยาลัยมีสาวสวยเยอะแยะไป ไม่เห็นจะต้องมาลดคุณค่าตัวเองขนาดนี้เลย" จางเทาพูดจาไร้สาระต่อ
"ฉันกลับก่อนล่ะ" เฉินลี่ชวนลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกไปนอกห้องส่วนตัว
"เอ๊ะ? ทำไมจะกลับแล้วล่ะ? กับข้าวตั้งเยอะแยะ กินสักสองสามคำก่อนค่อยไปสิ? ตอนออกไปอย่าลืมจ่ายเงินด้วยนะ แล้วก็ ขนมยังจะเอาอยู่ไหม?" จางเทารีบตามออกไป เฉินลี่ชวนไม่ได้พูดอะไรสักคำ หลังจากจ่ายเงินกับเถ้าแก่แล้วก็ขี่สกู๊ตเตอร์จากไป
"ก็ไม่คิดจะไปส่งเพื่อนสักหน่อย ไอ้เพื่อนเนรคุณ เพื่อแก ฉันถึงกับต้องแตกหักกับพวกเขาเลยนะ" จางเทายืนเกาะอยู่ที่ประตู ส่ายหน้าแล้วก็กลับเข้าห้องส่วนตัวไป แต่รอยยิ้มกลับกว้างขึ้นอย่างบ้าคลั่ง เหะๆ ขนมเยอะจริงๆ พรุ่งนี้จะเอาไปให้น้องคนไหนดีนะ?
...
"คนอย่างเฉินลี่ชวนเห็นแก่ตัวเกินไปแล้ว อะไรคือจดหมายเลือด แกะสลักชื่อ ฉันล่ะกลัวจริงๆ ว่าเขาจะมีความคิดสุดโต่งกับเธอนะ คนแบบนั้นต้องอยู่ให้ห่าง!" ตอนนี้หลิวเหว่ยเหว่ยกลับพูดเก่งขึ้นมาแล้ว เขาเดินอยู่ข้างๆ ฉีซือเหยากับสวีหว่านถัง พูดจาฉะฉานมาตลอดทาง
"แล้วก็จางเทาคนนั้น ฉันว่าก็อย่าไปคบค้าสมาคมด้วยเลย เขาเป็นคนประเภทเดียวกับเฉินลี่ชวน" หลิวเหว่ยเหว่ยพูดเสริม
"ตามตอแยไม่เลิก หม่าเสี่ยวชาวก็เป็นแบบนั้น น่าขยะแขยงจริงๆ!" น้ำเสียงของสวีหว่านถังยังคงเจือไปด้วยความโกรธ
"เอาล่ะน่า ไม่พูดถึงพวกเขาแล้ว ฉันรำคาญใจ ยังไงต่อไปนี้ก็คงไม่ได้เจอกันแล้ว" ฉีซือเหยากล่าว จากนั้นร่างของคนทั้งสามก็หายลับไปที่สี่แยก
เฉินลี่ชวนขี่สกู๊ตเตอร์อย่างรวดเร็ว สีหน้าเคร่งขรึม ไม่ว่าจะอย่างไร ก็ต้องไปหาท่านสารวัตรฉีสักรอบแล้ว ดูท่าว่าคงต้องเลี่ยงพวกฉีซือเหยาแล้วล่ะ จะได้ไม่ต้องมาพูดจาไม่น่าฟังกัน
แต่พูดอีกอย่าง วัยรุ่นในทุกยุคทุกสมัย ก็ย่อมมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง กระแสแฟชั่นที่ไม่ใช่กระแสหลักก็กำลังจะเข้ามาแล้ว
ขณะที่ขี่ผ่านเสาไฟที่สลัวๆ ต้นหนึ่ง ทันใดนั้นก็มีคนตะโกนเรียกชื่อเฉินลี่ชวน รถยนต์ที่จอดอยู่ก็เปิดไฟสูงขึ้นมาทันที แสงไฟที่จ้าแสบตาทำให้เฉินลี่ชวนลืมตาไม่ขึ้น
"เฉินลี่ชวน มานี่เดี๋ยวนี้!" คนในรถตะโกน เฉินลี่ชวนหยุดสกู๊ตเตอร์ มองเห็นชัดเจนว่าเป็นรถซานตาน่า...