- หน้าแรก
- ข้าเป็นอมตะ ศึกษาแต่เคล็ดวิชาต้องห้ามเท่านั้น
- ตอทที่ 30: หรือว่านี่จะเป็นการบำเพ็ญเซียน?
ตอทที่ 30: หรือว่านี่จะเป็นการบำเพ็ญเซียน?
ตอทที่ 30: หรือว่านี่จะเป็นการบำเพ็ญเซียน?
ตอทที่ 30: หรือว่านี่จะเป็นการบำเพ็ญเซียน?
“วิชายุทธ์ก็เช่นกัน ต่อให้มีท่วงท่าดีเพียงใด หากไร้การควบคุมที่เหมาะสมก็ย่อมล้มเหลว” กวนเฟิงกล่าวพลางอธิบายพื้นฐานให้พวกเขาฟัง
“เหตุใดนักยุทธ์จึงถูกแบ่งเป็นแดนไร้อันดับกับแดนมีอันดับ? ก็เพราะเรื่อง ‘การควบคุมแรง’ นี่แหละ มีเพียงผู้ที่ควบคุมแรงได้ จึงสามารถหมุนเวียนปรานโลหิตทั่วร่างและก้าวเข้าสู่ขั้นนักยุทธ์ชั้นสามได้เท่านั้น เมื่อนั้นถึงจะเรียกได้ว่าเข้าสู่ประตูของยุทธ์ศาสตร์อย่างแท้จริง นักยุทธ์ชั้นสามสามารถยกกระทะเหล็กได้อย่างง่ายดาย ขี่ม้าได้สบาย ๆ ไร้เทียมทานในกองทัพและเคลื่อนไหวในนครเมฆใหญ่ได้อย่างไม่หวั่นเกรง พวกเขาคือแขกผู้มีเกียรติของทุกกองกำลัง”
คำอธิบายนี้ทำให้เจียงหมิงเข้าใจขึ้นมาบ้าง ไม่แปลกเลยที่เขายังไม่อาจก้าวเข้าสู่ขั้นสามได้ เพราะที่แท้เขายังไม่เข้าใจเรื่อง “แรง” อย่างแท้จริง
หากอาศัยเวลา คงสามารถเรียนรู้และทะลวงผ่านไปได้ในที่สุด ทว่าเวลานี้มีนักยุทธ์ชั้นสองมาอธิบายให้เห็นภาพด้วยตัวเอง ก็เหมือนมีคนชี้เส้นทางให้ ตัดเวลาในการเดินทางไปได้มาก
ใบหน้าของหวังตงบวมเหมือนซาลาเปา เขาถามอย่างกระหายใคร่รู้ว่า “ท่านกวน แล้วหลังจากนั้นล่ะ?”
“ฮ่า ๆ เจ้าตอนนี้ยังไม่สัมผัสปรานโลหิตได้แท้ ๆ กลับกล้าคิดไกลถึงเพียงนี้?” ชายชราหลายคนที่อยู่ข้างกวนเฟิงต่างหัวเราะขึ้นพร้อมกัน
“คิดแบบนี้ไม่มีทางก้าวหน้าได้หรอก!”
“โดนซัดเละขนาดนั้น ยังกล้าฝันอีกนะ”
กวนเฟิงยกมือขึ้นกดเบา ๆ ให้เสียงคนเงียบลง เขาทำเป็นไม่เห็นหน้าที่บวมเป่งของหวังตง แล้วกล่าวยิ้มบาง ๆ ว่า “มีเป้าหมายไว้ก็ไม่เลว ข้าจะบอกให้ หลังจากควบคุมแรงได้ ขั้นถัดไปก็คือ ‘เจตจำนง’ ตามชื่อก็คือเขตแดนแห่งจิตเจตนา เมื่อนำแรงมาประสานกับทักษะและหลอมรวมเจตจำนงไว้ในแรง จึงสามารถควบคุมปรานโลหิตเพื่อหล่อหลอมร่างกายให้แข็งแกร่ง ทนดาบทนหอกได้ นั่นแหละคือ นักยุทธ์ชั้นสอง!”
“แล้วเจตจำนงคืออะไร?” ทุกคนทำหน้าฉงน
กวนเฟิงเพียงยิ้ม ไม่ตอบ แต่หันไปมองหวังตงทันที
หวังตงกรีดร้องสุดเสียง ถอยกรูดจนเกือบล้มลง ทำเอาทุกคนตกใจ
“ข้า...ข้าเห็นพยัคฆ์ดุพุ่งใส่ข้า...” หวังตงพูดพลางตัวสั่น เขายกมือกุมอกอย่างหวาดผวา ราวกับโดนกรงเล็บพยัคฆ์ฟาดใส่จริง ๆ
ทุกคนพากันตกตะลึง นักยุทธ์ฝึกถึงขั้นนี้แล้วรึ? แค่มองตาเพียงครั้งเดียว ก็ทำให้ชายร่างใหญ่ที่ฝึกยุทธ์จนกล้ามแน่นยังหวาดกลัวได้
เจียงหมิงเองก็สะท้านไปทั้งร่าง ชั่วขณะนั้น เขารู้สึกได้ถึงภัยคุกคามที่แท้จริง
“นี่มัน...ยังเป็นวิชายุทธ์อยู่รึ? หรือว่า...นี่คือการบำเพ็ญเซียนกันแน่?” เจียงหมิงครุ่นคิดเงียบ ๆ
“นั่นแหละคือ ‘เจตจำนง’ หากถึงขั้นนั้น เจ้าย่อมเข้าใจเองว่ามันคืออะไร” กวนเฟิงกล่าวเรียบ ๆ
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา หมู่บ้านล่าพยัคฆ์รับคนมาแล้วนับร้อยนับพัน แต่ผู้ที่ก้าวถึงขั้นนักยุทธ์ชั้นสองได้กลับมีเพียงหยิบมือเดียว วิชาเช่นนี้ไม่อาจสอนกันได้ด้วยคำพูด
“ท่านกวนยอดเยี่ยมยิ่งนัก! ข้าว่าในนครเมฆใหญ่คงไม่มีใครเทียบท่านได้แล้ว!” หวังตงและคนอื่นรีบชมทันที
“อย่าพูดพล่อย ๆ นักยุทธ์ชั้นหนึ่งต่างหากที่เป็นยอดฝีมือ ข้าน่ะอ่อนแอยิ่งนักเมื่ออยู่ต่อหน้าพวกเขา!” กวนเฟิงส่ายหัว “แต่หากเป็นนักยุทธ์ชั้นสอง ก็เพียงพอจะครอบงำภูมิภาคหนึ่งได้ หากเจ้าฝึกจนถึงขั้นสองก่อนอายุสามสิบ ก็เรียกได้ว่าเป็นอัจฉริยะโดยแท้และมีโอกาสสูงมากที่จะก้าวขึ้นเป็นนักยุทธ์ชั้นหนึ่งได้ไม่ยาก”
“เป็นไปไม่ได้!” ทุกคนอุทานพร้อมกัน
พวกเขาต่างฝึกยุทธ์กันมานาน จึงรู้ดีว่าเส้นทางแห่งยุทธ์นั้นยากเย็นเพียงใด หลายคนแม้แต่จะเข้าขั้นนักยุทธ์ยังลำบาก
กวนเฟิงหัวเราะ แต่สีหน้าไม่ได้เบิกบานนัก “เมื่อปีก่อนที่นครเมฆใหญ่ ซือจวินเว่ยแห่งตระกูลซือได้รับการยกย่องว่าเป็นอัจฉริยะ ตอนอายุยี่สิบสามก็เป็นนักยุทธ์ชั้นสองแล้ว ทำลายสถิติของเมืองและเกือบจะการันตีได้ว่าเขาจะก้าวไปถึงชั้นหนึ่งในอนาคตหรืออาจไกลกว่านั้นด้วยซ้ำ”
ผู้คนพากันพูดคุยอย่างตื่นเต้น เจียงหมิงขมวดคิ้ว ตระกูลซือพุ่งขึ้นเร็วเกินไป ไม่ทันไรกลับมีอัจฉริยะเช่นนี้ปรากฏขึ้นอีก แต่จากสีหน้าของกวนเฟิง ดูเหมือนว่าหมู่บ้านล่าพยัคฆ์กับตระกูลซือจะไม่ค่อยลงรอยกัน
ซึ่งก็ดี เจียงหมิงเองก็ไม่ชอบตระกูลซือเท่าไรนัก
“พอได้แล้ว อย่าฝันไกลกันนัก” กวนเฟิงกระแอมเบา ๆ แล้วกล่าวเสียงเข้ม “อย่าคิดว่าพอเข้าหมู่บ้านแล้วจะปลอดภัย ข้าจะพาพวกเจ้าไปล่าพยัคฆ์ที่ป่าภูเขาเมฆฝันในอีกหนึ่งเดือน หากใครตายในนั้น อย่ามาโทษข้าที่ไม่ได้เตือน!”
หัวใจทุกคนกระตุก ต่างรีบขานรับ
ก่อนมาที่นี่ก็รู้แล้วว่าหมู่บ้านล่าพยัคฆ์ไม่ใช่ที่สอนยุทธ์ฟรี ทุกครั้งที่ออกล่า ย่อมมีอันตรายถึงตาย คนตายทุกปีก็มีไม่น้อย
กวนเฟิงพยักหน้าอย่างพึงพอใจ “ต่อไป ข้าจะสอนวิชากระดูกพยัคฆ์หนังเสือให้พวกเจ้า วิชานี้เน้นที่พลังส่งของพยัคฆ์ดุ หากไม่มีใจพยัคฆ์ ไม่มีจิตวิญญาณแน่วแน่ ก็ไม่มีทางเรียนรู้มันได้ หากฝึกจนสำเร็จ เจ้าก็อาจก้าวขึ้นเป็นนักยุทธ์ชั้นสองได้เช่นกัน!”
เสียงหายใจของทุกคนถี่ขึ้น พวกเขาไม่คาดคิดว่าหมู่บ้านล่าพยัคฆ์จะใจกว้างถึงขั้นถ่ายทอดวิชาระดับชั้นสอง
กวนเฟิงมองออกว่าทุกคนกำลังคิดอะไร จึงกล่าวว่า “แท้จริงแล้ว วิชายุทธ์ไม่ใช่ความลับของเหล่าขุมอำนาจใหญ่ สิ่งที่เจ้าต้องจำไว้ให้มั่นก็คือ วิชายุทธ์ขึ้นอยู่กับคน มิใช่กับวิชา! หากเจ้าไม่อาจทะลวงไปถึงชั้นสอง ต่อให้ถือคัมภีร์ชั้นฟ้าไว้ในมือก็ไร้ประโยชน์ แต่หากเจ้าทะลวงไปถึงชั้นสองได้ วิชาเหล่านี้ก็จะกลายเป็นคุณูปการของหมู่บ้านเรา!”
ทุกคนกำลังจะสรรเสริญในความใจกว้างของเขา ทว่ากวนเฟิงก็กล่าวต่ออย่างไม่แยแส “ข้าอนุญาตให้เจ้าถ่ายทอดวิชาได้ แต่ไม่แนะนำให้ทำ เพราะวิชานี้ต้องฝึกควบคู่กับยาวิชายุทธ์ลับของหมู่บ้าน หากฝึกสุ่มสี่สุ่มห้าแล้วเจ็บตัวขึ้นมา อย่ามาโทษข้า!”
ทุกคนถอนหายใจในใจอย่างหมดคำจะพูด เงื่อนไขก็มาจนได้...
จากนั้น กวนเฟิงเริ่มถ่ายทอดท่าฝึกภายนอกและเคล็ดลมหายใจของวิชากระดูกพยัคฆ์หนังเสือ
หลังจากจบการสอน พวกเด็กใหม่ก็เริ่มฝึกกันในลานฝึก
เจียงหมิงฝึกกระบวนท่าภายนอกอย่างเป็นขั้นตอน แต่ในใจก็คิดว่า “วิชานี้คล้ายกับหมัดพิชิตพยัคฆ์ไม่น้อย...บางทีหมัดพิชิตพยัคฆ์อาจเป็นเวอร์ชันลดรูปของวิชากระดูกพยัคฆ์หนังเสือก็ได้”
เพราะมีพื้นฐานจากหมัดพิชิตพยัคฆ์ เจียงหมิงจึงก้าวหน้าเร็วมาก ฝึกเพียงไม่กี่รอบก็ค่อย ๆ เข้าสู่ภาวะดีที่สุด กวนเฟิงก็มองเขาอยู่ห่าง ๆ
“เด็กคนนี้มีแวว!” กวนเฟิงคิดในใจ “แต่ยังขาดการขัดเกลา”
ในอดีตก็มีหน้าใหม่ที่เคยฝึกหมัดพิชิตพยัคฆ์มาก่อน พอมีผลงานเล็กน้อยก็นึกว่าตัวเองเป็นอัจฉริยะ สุดท้ายหลงระเริงและกลายเป็นตัวตลกในหมู่เพื่อนร่วมวิชา
“เผิงลู่! ไปแลกหมัดกับพวกมันหน่อย!” กวนเฟิงตะโกนขึ้น “พวกเจ้าต่อยเตะกันอยู่ได้ ดูแล้วน่ารำคาญ! หากยังไม่เคยโดนซัดจนเขียวช้ำ จะรู้รสชาติของไฟนักสู้ได้ยังไง?”
“ใครสามารถรับสิบกระบวนท่าของเผิงลู่ได้ ข้าจะให้ยาวิชายุทธ์ลับเป็นอาหารเช้า!”
กวนเฟิงแค่นเสียง “ปกติของพรรค์นี้ต้องอยู่ครบสามเดือนถึงจะได้กินนะ!”
ทันใดนั้น ดวงตาของเด็กใหม่กลุ่มนั้นก็แดงก่ำ พวกเขาต่างคำรามพุ่งใส่เผิงลู่ทันที!