- หน้าแรก
- ข้าเป็นอมตะ ศึกษาแต่เคล็ดวิชาต้องห้ามเท่านั้น
- ตอนที่ 18: การดำเนินการอันมหัศจรรย์
ตอนที่ 18: การดำเนินการอันมหัศจรรย์
ตอนที่ 18: การดำเนินการอันมหัศจรรย์
ตอนที่ 18: การดำเนินการอันมหัศจรรย์
ที่มุมหนึ่งของตลาดยา ลุงปาและพวกพ้องกำลังจ้องมองเจียงหมิงที่กำลังเก็บของเตรียมตัวกลับ
“ลุงปา จะปล่อยเขาไปง่าย ๆ แบบนี้เหรอขอรับ?” หนึ่งในลูกน้องอดไม่ไหวจึงถามขึ้น
“จะให้ทำยังไงอีกล่ะ?” ลุงปาสะบัดเสียงเย็นชา “สุดท้ายแล้วเจ้าเด็กนั่นก็ไม่ได้ทำผิดกฎอะไร ข้าอยู่ที่ตำบลผาสุขมาหลายปี ถึงจะโหดแต่ก็ทำอะไรตามกฎเสมอ อย่างน้อยก็ในสายตาคนอื่น ถ้าข้าทำอะไรกับเจ้าเด็กนี่ต่อหน้าสาธารณชนในวันนี้ ข้าเกรงว่าคงยากที่จะทำให้ผู้คนในตำบลผาสุขเชื่อฟังข้าอีก”
“งั้นที่ลุงปาหมายถึงก็คือ ให้จัดการลับ ๆ ใช่มั้ย?” ลูกน้องพูดพลางกลอกตาเหมือนเข้าใจอะไรบางอย่าง
ลุงปาหมุนโสมทองในมือสองชิ้นเล่นแล้วส่ายหัว “เจ้าเด็กนี่มีฝีมือไม่น้อย ถ้าจะจัดการเขา เราอาจต้องเสียคนไปหลายคน ตอนนี้แก๊งเราก็ขาดคนอยู่แล้ว อย่าไปสร้างเรื่องในตำบลผาสุขอีกเลย แต่หมอนั่นล้อข้าไว้หลายครั้ง ข้าจะเอาคืนแน่!” ดวงตาของลุงปาเปล่งแสงอำมหิต “ปล่อยให้เจียงหมิงมันลอยหน้าลอยตาไปอีกไม่กี่วัน พอพ้นหน้าหนาวนี้ แก๊งเราจะส่งคนมา แล้วตอนนั้นล่ะก็…”
…
“ลุงปานี่รับมือง่ายกว่าที่คิดแฮะ” เจียงหมิงเดินอยู่ในตัวเมืองพลางพูดอย่างประหลาดใจ “ดูเหมือนว่าภาพลักษณ์ตัวร้ายที่ข้าสร้างไว้จะได้ผลอยู่บ้าง”
ไม่ว่าลุงปาจะไร้เหตุผลแค่ไหน แต่เขาก็เป็นแค่มนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง เขาต้องพึ่งชื่อเสียงของแก๊งงูเฒ่าเพื่อข่มชาวบ้านระดับล่างในตำบลผาสุข ที่มักเกรงกลัวคนร่ำรวยและมีอำนาจ
แต่ผู้แข็งแกร่งกลับกลัวผู้พวกบ้าระห่ำเสียเอง ตามที่ชาวเมืองพูดกัน เจียงหมิงคือคนหัวร้อนที่ไม่เกรงกลัวใคร เป็นชายหนุ่มตัวคนเดียวที่พร้อมจะซัดใครก็ได้หากขัดแย้งกัน แม้แต่ลุงปาก็ไม่กล้าทำอะไรเขา
“โลกนี้สุดท้ายก็ยังวัดกันด้วยกำลังอยู่ดี!” เจียงหมิงถอนหายใจ
…
ฤดูหนาวทำให้ร้านเหล้าเล็ก ๆ คึกคักยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นนักเก็บสมุนไพรหรือคนเก็บผลผลิตต่างก็เข้าไปในภูเขาไม่ได้อีกแล้ว พวกเขาจึงใช้เวลาเมาหัวราน้ำอยู่ที่ร้านเหล้าทั้งวัน
บรรยากาศในร้านเหล้าครึกครื้น เหล่าฉางถึงกับหน้าแดงเพราะความสุข ถึงขั้นจ้างอาเฟยมาเป็นเด็กเสิร์ฟชั่วคราว
ประตูไม้ถูกผลักเปิด ลมหนาวทะลักเข้ามาทันที
ลูกค้าที่อยู่ใกล้ประตูถลึงตาใส่และเตรียมจะสบถ
“มองอะไร?” เจียงหมิงยิ้มบาง ๆ
“จะ เจียงหมิง!” ลูกค้าคนนั้นพูดติดอ่าง “กลับมาแล้วเหรอ?”
บรรยากาศในร้านเหล้าเงียบลงทันใด จอมวายร้ายแห่งตำบลผาสุขกลับมาแล้ว!
“ดื่มเหล้าของเจ้าเถอะ อย่าจ้องคนอื่นนัก เดี๋ยวโดนซัดจะหาว่าไม่เตือน” เจียงหมิงตบหัวเขาเบา ๆ รักษาภาพลักษณ์วายร้ายของตนไว้ แล้วเดินไปยังเคาน์เตอร์อย่างองอาจ
“ขอเหล้าหนึ่งขวด กับกับแกล้มอะไรก็ได้” เจียงหมิงวางเหรียญทองแดงสิบเหรียญ
“เสี่ยวหมิง ไม่ได้เจอกันนาน ยังเท่เหมือนเดิมเลยนะ” เหล่าฉางพูดหยอก
“แค่ยังมีชีวิตอยู่ก็ดีมากแล้วในโลกแบบนี้” เจียงหมิงส่ายหัว เห็นท่านจู้อยู่จึงเดินไปนั่งด้วย
“นักเก็บสมุนไพรหายไปเยอะเลยนะ!” เจียงหมิงถอนใจ
ท่านจู้หัวเราะฝืด ๆ “เจ้าหนีขึ้นเขาไปลัลล้าอยู่คนเดียว เมืองนี้วุ่นวายไปหมด หลายคนไม่อยากเสี่ยง ลุงปาก็ข่มขู่ครอบครัวพวกเขาทั้งต่อหน้าและลับหลัง ยุ่งเหยิงสุด ๆ”
“ถึงขั้นนั้นเลย?” เจียงหมิงขมวดคิ้ว
“ยังจำตระกูลซื่อได้มั้ย? พวกเขาเพิ่งได้เลื่อนชั้นเป็นตระกูลชั้นหนึ่ง คนที่ฆ่านักเก็บสมุนไพรหลายคนก็คือคนของตระกูลนั้น ตอนนี้เข้าร่วมกับแก๊งงูเฒ่าไปแล้ว ใครจะกล้าพูดอะไร?”
“อีกไม่กี่วันก็ปีใหม่แล้ว ทำไมยังไม่ปล่อย?” เจียงหมิงถาม เพราะช่วงเวลานี้คนไม่สามารถขึ้นเขาได้
ท่านจู้หลุบตาลง ถอนหายใจแล้วพูดช้า ๆ “ได้ยินว่าพวกนักเก็บสมุนไพรจากนครเสวียนจิบางส่วนถูกส่งไปแนวหน้าในภาคเหนือให้เป็นหมอสนาม ไม่รู้จะมีใครรอดกลับมาบ้างไหม”
เจียงหมิงชะงัก เรื่องบ้าบออะไรอีก? นักเก็บสมุนไพรกับหมอมันเหมือนกันที่ไหน?
สงครามเป็นเรื่องล้อเล่นหรือไง? ทำไมถึงประมาทกันแบบนี้?
“มันเกิดอะไรขึ้น? ใครสู้กับใคร?” เจียงหมิงงง
“ได้ข่าวว่าเกิดกบฏในภาคเหนือและสามเมืองก็ถูกยึดไปแล้ว เมืองหลวงส่งทหารไปปราบ พร้อมสั่งให้แต่ละแคว้นจัดหาทรัพยากรทั้งสมุนไพร อาวุธ ทหารและหมอสนาม!”
“งั้นนครเมฆใหญ่ก็ถูกหลอกงั้นเหรอ? ตอนนั้นพวกเขายังขะมักเขม้นเก็บสมุนไพรอยู่เลยไม่ใช่เหรอ?”
“หลอกเหรอ?” ทันใดนั้นก็มีหัวหนึ่งโผล่พรวดมาจากด้านข้าง นักเก็บสมุนไพรคนหนึ่งกระซิบเสียงต่ำ “เจ้าแน่ใจได้ยังไงว่ามันไม่ใช่แผน? เรื่องสมุนไพรที่ส่งไป ข้าได้ยินมาว่าถูก ‘ปล้น’ โดยกองทัพกบฏกลางทางหลายครั้ง คนแก่ ๆ ในเมืองพวกนั้นน่ะ เจ้าเล่ห์ยิ่งกว่างูเสียอีก”
เจียงหมิงเข้าใจในทันที ดูท่าจะมีคนทรยศอยู่ในขุมอำนาจ
แต่คิดดูอีกทีก็ไม่น่าแปลก ตั้งแต่อดีตกาล ตระกูลขุนนางเหล่านี้ก็ทั้งแข็งแกร่งและมีอิทธิพล พวกเขามักจะวางเดิมพันไว้ล่วงหน้า บ้างก็วางข้างราชวงศ์ บ้างก็ฝั่งกบฏหรือไม่ก็วางทั้งสองฝั่ง
ดูท่าผู้มีอำนาจในนครเมฆใหญ่อาจจะมีสัมพันธ์ลับ ๆ กับฝ่ายกบฏ
“ถ้าปีหน้าสงครามยังไม่จบ เกรงว่าจะต้องเกณฑ์ทหารแล้วล่ะ” ท่านจู้ถอนใจ
“จริงสิ ตอนเจ้าขึ้นเขา มีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นที่นี่!” เรื่องเมื่อครู่ช่างหนักหน่วง ท่านจู้จึงเปลี่ยนหัวข้อ “พวกกบฏที่อาละวาดในนครเมฆใหญ่มานานถูกสังหารหมดระหว่างทางไปเมืองหลวง เหตุการณ์น่าสยดสยองมาก”
มีคนรีบเสริมทันที “ข้าได้ยินว่ามีคนหนึ่งหัวหลุด อีกคนโดนตอกติดต้นไม้ กระชากยังไงก็ไม่หลุด”
“สะใจจริง แม้แต่ทางการก็ยังประกาศตามหาคนที่ฆ่าพวกกบฏ ถ้าพบจะมอบรางวัลร้อยตำลึงเงิน”
“พูดถึงผู้กล้าคนนั้นแล้ว ยังไม่ออกมาเลย ถ้าเป็นข้านะ ป่านนี้เอาเงินไปเล่นในนครเสวียนจิแล้ว”
“เจ้าเหรอ? เห็นภาพคงฉี่ราดซะก่อนแล้วมั้ง”
พอพูดถึงเรื่องนี้ ร้านเหล้าก็กลับมาครึกครื้นอีกครั้ง เห็นได้ชัดว่าเรื่องแบบนี้มันเร้าใจกว่า
เจียงหมิงนั่งฟังเงียบ ๆ จิบเหล้าไปพลาง
หากเจียงหมิงกล้าเปิดเผยตัวละก็ คงถูกทางการจับถ่วงน้ำแน่
ตอนเที่ยงวัน เขาไปซื้อของใช้จำเป็นในเมือง แล้วก็กลับไปยังป่าภูเขาเมฆฝัน
เขาพบว่าตัวเองเริ่มจะชอบชีวิตแบบนี้เข้าแล้วสิ
…
เมื่อเวลาผ่านไป อากาศก็หนาวเย็นขึ้นเรื่อย ๆ ภูเขาและสายน้ำต่างก็ถูกปกคลุมด้วยน้ำแข็งหนาทึบ หิมะตกซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทุกที่ขาวโพลนไปหมด
เจียงหมิงก็ออกไปข้างนอกน้อยลง แต่ก็ยังไปเก็บสมุนไพรทุกสองหรือสามวัน เพราะสมุนไพรฤดูหนาวราคาสูงที่สุด เขาสามารถทำกำไรได้มากหากนำไปขายในฤดูใบไม้ผลิปีหน้า
ในลำธารภูเขาแห่งหนึ่ง เจียงหมิงห่มหนังสัตว์หนาแน่น มองภาพตรงหน้าด้วยความตกใจและดีใจปนกัน
ท่ามกลางหิมะขาว มีหย่อมหญ้าสีเขียวมรกตส่องแสงโดดเด่นออกมา
บริเวณนั้นกว้างไม่ถึงสามฉื้อ มีหญ้าเขียวชอุ่มขึ้นอยู่ ด้านในมีหญ้าสีแดงต้นเล็กไหวเอนเบา ๆ แม้จะอยู่ท่ามกลางหิมะก็ยังดูแผ่ไออุ่นออกมา
“หญ้าเมฆเพลิง! เจออีกต้นจนได้!”
เจียงหมิงตื่นเต้นสุด ๆ เขาเคยต้มกินต้นก่อนหน้านี้ไปแล้ว แต่ตอนนั้นยังไม่ได้ฝึกวรยุทธ์ ฤทธิ์ยาจึงเสียไปเกือบครึ่ง
และตอนนี้เขาอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการทะลวงขั้น หญ้าเมฆเพลิงต้นนี้มาถูกเวลาสุด ๆ
เขาตบเจ้าขาวที่อยู่ข้างตัว “จำรูปร่างและรสชาติมันไว้ ถ้าเจ้าเจออีก ข้าจะให้ของอร่อยเจ้า!”
เขาขุดหญ้าเมฆเพลิงอย่างระมัดระวัง ขณะที่จิตใจก็หวนกลับไปยังวันแรกที่มาโลกนี้ ทุกอย่างเริ่มต้นจากหญ้าเมฆเพลิงต้นนั้น
“โลกนี้คือโลกของผู้แข็งแกร่ง ผู้ใดอ่อนแอย่อมพินาศ”