- หน้าแรก
- ข้าเป็นอมตะ ศึกษาแต่เคล็ดวิชาต้องห้ามเท่านั้น
- ตอนที่ 10: ตัวร้ายผู้ยิ่งใหญ่
ตอนที่ 10: ตัวร้ายผู้ยิ่งใหญ่
ตอนที่ 10: ตัวร้ายผู้ยิ่งใหญ่
ตอนที่ 10: ตัวร้ายผู้ยิ่งใหญ่
ใกล้เที่ยงเข้าไปทุกที ภายในร้านเหล้าเหลือเพียงเหล่าฉาง เจียงหมิงและท่านจู้
ในสายตาของชาวตำบล แม้เจียงหมิงจะยังเทียบลุงปาไม่ได้ แต่เขาก็กลายเป็นคนร้ายที่ต้องหลีกให้พ้น ใครจะกล้าอยู่ต่อ?
ในดวงตาของเหล่าฉางมีแต่ความเจ็บใจ
“ลุงปานะ ดื่มเหล้าฟรีของข้าไปตั้งสองจอกแน่ะ” เจียงหมิงยังคงโยนถั่วเข้าปากพลางบ่นอย่างไม่สบอารมณ์
ท่านจู้ถึงกับพูดไม่ออก “เจ้าเป็นตัวร้ายระดับที่คนทั้งตำบลอยากรุมตืบอยู่แล้ว ยังจะงกกับแค่เหล้าสองจอกอีกเหรอ?”
“เฮ้! ท่านพูดถูกแค่ครึ่งเดียวเท่านั้นแหละ!” เจียงหมิงรีบแย้งทันควัน
ท่านจู้พูดไม่ออกอีกครั้ง ก่อนจะถอนหายใจยาว “ข้าอุตส่าห์มีชีวิตยืนยาวมาถึงขนาดนี้ เพิ่งจะเข้าใจโลกเพิ่มอีกหน่อยก็วันนี้แหละ ว่าแต่เจ้ารู้ได้ยังไงว่าเจ้าปาจะไม่เล่นงานเจ้า?”
เจียงหมิงยิ้มบาง ๆ ตอบด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ “ถ้าข้าเป็นคนซื่อ ๆ ที่กล้าลุกขึ้นต่อต้านคนพาล ลุงปาก็คงหักขาข้าทิ้งแน่นอน เพราะไม่ว่าเหยื่อจะส่งเสียงดังแค่ไหน พวกมันก็ยังเป็นแค่อาหารในสายตาของนักล่า ถ้าดื้อก็แค่กัดให้ตายแล้วกิน แต่ถ้าข้าเป็นนักล่าผู้โหดเหี้ยม ข้าก็จะอยู่ฝั่งตรงข้ามกับพวกเหยื่อ เหยื่อจะกลัวข้า นักล่าก็จะมองข้าเป็นพวกเดียวกัน แม้จะมีศึกระหว่างนักล่าด้วยกันเอง แต่มันไม่มีวันเริ่มต้นเพราะเหยื่อยั่วยุ ในสายตาลุงปา ข้าก็แค่นักล่าหน้าใหม่ที่มีโอกาสตั้งแก๊งได้ ถ้าควบคุมได้ก็ยิ่งดี จะได้ไม่ต้องเปลืองแรงฆ่าให้ตาย ส่วนพวกกัวเฮยจื่อกับพวกน่ะ ในสายตาลุงปา พวกมันก็แค่เหยื่อโง่ ๆ ใช้งานได้ก็ใช้ ทิ้งได้ก็ทิ้ง ไม่ต่างอะไรกับขยะ”
ท่านจู้ถอนหายใจยาว สายตาเขาพลันนึกถึงตัวเองสมัยยังหนุ่ม ถ้าตอนนั้นเขาไม่เอาแต่ยอม ไม่เอาแต่ถอย วันนี้คงเป็นอีกคนไปแล้ว
“ที่แท้ ข้าฝึกยุทธ์มาหลายสิบปีสุดท้ายก็ยังเป็นแค่เหยื่อ คนรุ่นหลังนี่น่ากลัวยิ่งนัก” ท่านจู้รู้สึกหมดอารมณ์ เขาซื้อเหล้าอีกขวดแล้วเดินจากไปอย่างช้า ๆ
หลังเคาน์เตอร์ เหล่าฉางมองเจียงหมิงด้วยแววตาประหลาด “ภาพลักษณ์ของเจ้าในตำบลนี้เละไม่มีชิ้นดีแล้วนะ จะกลับมาเป็นคนดีอีกคงยาก เจ้าจะไม่เสียดายบ้างเลยหรือไง?”
“ทุกอย่างล้วนมีราคาที่ต้องจ่าย สิ่งที่ข้าต้องการตอนนี้คือความสงบ ส่วนสิ่งที่ยอมทิ้งได้ก็คือภาพลักษณ์” เจียงหมิงจิบเหล้าอย่างอารมณ์ดี
เหล่าฉางพลันเข้าใจบางอย่าง “งั้นแสดงว่า เจ้าไม่เคยคิดจะเข้าร่วมแก๊งของลุงปาเลยใช่ไหม?”
“ลุงปา?” เจียงหมิงลุกขึ้นพร้อมจอกเหล้าในมือแล้วยิ้ม “เจ้าหมอนั่นน่ะเหรอ?”
“ช่างมันเถอะ!” เขาดื่มเหล้าอึกสุดท้าย แล้วหมุนตัวเดินออกจากร้าน
เหล่าฉางมองแผ่นหลังของชายหนุ่มที่ค่อย ๆ เลือนหายไปตรงหัวมุมถนน ดวงตาฉายแววตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง
“เด็กคนนี้ น่ากลัวยิ่งนัก”
เขาไม่แคร์ภาพลักษณ์ ไม่สนชื่อเสียง เพื่อเป้าหมายของตน เขาสามารถละทิ้งได้ทุกสิ่ง
เหล่าฉางรู้สึกหนาววูบขึ้นมา เขามองออกว่าเจียงหมิงไม่ได้สนใจลุงปาเลย การดื่มเหล้าที่ผ่านมานั้น ก็แค่การแสดงเพื่อให้เรื่องมันจบเท่านั้นเอง
ตัวตนที่แท้จริงของเด็กคนนี้ อาจน่ากลัวยิ่งกว่าภาพลักษณ์ตัวร้ายที่เขาสร้างขึ้นเสียอีก
…
ครึ่งเดือนต่อมา เสียงเก้าอี้ไม้ไผ่ในลานบ้านเล็ก ๆ ที่ล้อมด้วยรั้วไม้ไผ่ดังเอี๊ยดอ๊าด แสงแดดที่ลอดผ่านใบไม้ส่องกระทบตัวเจียงหมิงเป็นริ้ว ๆ
มือหนึ่งของเขารองศีรษะไว้อย่างสบาย ๆ ส่วนอีกมือถือหนังสือเก่าเหลืองซีดหนึ่งเล่ม อ่านด้วยความเพลิดเพลิน
เป็นเรื่องของหมอหนุ่มผู้มีฝีมือในการรักษา จนสุดท้ายก้าวสู่การเป็นผู้บรรลุฟ้า
ในสายตาเจียงหมิง มันเป็นนิยายที่เขียนได้ห่วยแตกมาก แต่ก็ยังมีข้อมูลเกี่ยวกับแคว้นเยี่ยนอยู่มากพอสมควร ทำให้เขาได้เรียนรู้ธรรมเนียมท้องถิ่นหลายอย่าง
“พอเหนื่อย ๆ ก็เอาหนังสือปิดหน้าแล้วหลับไปเลยสักงีบ”
จนกระทั่งเย็น เขาถึงได้ยืดเส้นยืดสาย ลุกขึ้น หยิบหนังสือที่ร่วงจากมือมาปัดฝุ่นแล้วเก็บเข้าที่ จากนั้นก็เริ่มก่อไฟต้มหม้อ พร้อมกับนวดแป้งทำบะหมี่
เขาผัดผักป่ากับหน่อไม้แห้งในน้ำมันหมู ตักราดลงบนบะหมี่สีขาวที่ต้มแล้วปล่อยให้เย็น ราดซอสพริกที่ขโมยมาจากเหล่าฉาง แล้วเริ่มกินอย่างเอร็ดอร่อย
หลังซดบะหมี่หมดถ้วย เจียงหมิงหลับตาพริ้มด้วยความพึงพอใจ
“แบบนี้แหละถึงเรียกว่าชีวิต!”
“เจ้าขาว กินเยอะ ๆ เลยนะ!” เขาลูบหัวกระต่ายสีขาวที่กำลังกัดแทะแครอทอยู่ข้างเท้า แล้วพูดด้วยความภาคภูมิใจ “ตราบใดที่ข้ายังมีอะไรกิน ข้าก็จะไม่ปล่อยให้เจ้าอด!”
เจ้ากระต่ายขาวเต็มไปด้วยความเฉลียวฉลาด มันถูขากางเกงของเจียงหมิงอย่างรักใคร่ แล้วกินแครอทต่ออย่างเอร็ดอร่อย
“รวมเงินเก็บแล้ว ข้าน่าจะมีอยู่สี่ถึงห้าตำลึงเงิน” เจียงหมิงพึมพำขณะหั่นของ
“ฝีมือยิงธนูคงพัฒนาอีกไม่ได้ในระยะสั้น ถึงเวลาต้องไปฝึกยุทธกับท่านจู้จริง ๆ แล้วสินะ”
นับตั้งแต่พายุครั้งก่อน ชีวิตของเจียงหมิงก็ดีขึ้นมาก
ลุงปาเป็นคนหัวไวและพาเขากลับเข้าสู่เส้นทางทำมาหากินอีกครั้ง
ทุกวันนี้ เมื่อเขากลับจากเก็บสมุนไพรเข้าตำบล พวกเจ้าหน้าที่เล็ก ๆ ของทางการก็ทำเป็นมองข้ามเขาไป
ตอนที่เขาตั้งแผงขายของในตลาดสมุนไพร ลุงปาก็ไม่เรียกเก็บเงินค่าเคลียร์พื้นที่อีก
เจียงหมิงรู้ดีว่า ลุงปาก็ใช้เขาเพื่อเสริมสร้างอำนาจของตนในตำบลผาสุขเหมือนกัน ท้ายที่สุดแล้ว แม้แต่ตัวร้ายชื่อกระฉ่อนที่เพิ่งมีบทบาทก็ยังเป็นเพื่อนของลุงปา ใครมันจะกล้าไปหาเรื่องลุงปาได้อีก ในเมื่อเขายิ่งมีอิทธิพลขึ้นทุกวัน
ทว่าเจียงหมิงก็ไม่ใส่ใจ ไม่ว่าจะหาเงินได้เท่าไหร่ อย่างน้อยตอนนี้ก็ไม่มีใครในตำบลกล้ามาหาเรื่องเขา นั่นคือสิ่งดีที่สุดแล้ว
มีเสียงเคาะประตูไม้ผุ ๆ ซึ่งสูงไม่ถึงครึ่งตัวดังขึ้น เด็กหนุ่มคิ้วดกตาโตคนหนึ่งยืนโบกมืออยู่ด้านนอก
“เสียวหมิง! พรุ่งนี้ตอนเช้า คุณหนูหวังยืนยันว่าจะปล่อยปลาที่แม่น้ำเมฆแดง! คอยดูข้าโชว์ฝีมือให้ดีล่ะ!” เขาตะโกนเสียงดัง
พูดพลางก็สะบัดแหเก่า ๆ ในมืออีกข้างไปมา
“ระวังกลับมามือเปล่าล่ะ!” เจียงหมิงหัวเราะแล้วตะโกนตอบ
“เฮ้! ข้าซ้อมมาจะครบเดือนแล้วนะ คอยดูล่ะ!” เจ้าตัวหัวเราะร่าแล้ววิ่งจากไปพร้อมกับแหในมือ ราวกับว่าวขาดสาย
เจียงหมิงได้แต่ส่ายหน้าอย่างหมดคำพูด อาเฟยคือคนที่รีบวิ่งไปทำหอกจับปลาทันทีที่ได้ยินข่าวว่าคุณหนูหวังจะปล่อยปลา
หลังจากนั้นก็ไม่รู้ไปเก็บแหเน่า ๆ มาจากไหน แล้วลงฝึกซ้อมจับปลาทุกวันในแม่น้ำ
ที่น่าสนใจก็คือ ยกเว้นท่านจู้กับคนอีกไม่กี่คนที่รู้ความจริงเรื่องคืนนั้นในร้านเหล้า คนอื่นล้วนพยายามหลีกเลี่ยงเจียงหมิงให้มากที่สุด มีแค่อาเฟยคนเดียวเท่านั้นที่ไม่แคร์อะไร ยังคงทำตัวเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน
แม้จะมีคนพูดว่าอาเฟยกำลังเลียแข้งเลียขาเจียงหมิง เขาก็ไม่โต้เถียง แค่ทำในสิ่งที่ตนเองชอบและไม่เปลี่ยนใจเพราะคำพูดของใครทั้งนั้น
“ไหน ๆ ก็ไม่มีอะไรทำ พรุ่งนี้ไปจับปลาก็ดีเหมือนกัน” เจียงหมิงลูบคางพลางคิด เขากำลังจะไปเรียนยุทธ์กับท่านจู้ ถ้าได้ปลาตัวโต ๆ ไปฝากซักสองตัว มันก็คงดูเท่ไม่เบา
…
รุ่งเช้า แม่น้ำเมฆแดงทอดตัวเชื่อมระหว่างนครเมฆใหญ่กับป่าภูเขาเมฆฝัน ส่วนมันไหลไปถึงไหนนั้น ชาวบ้านธรรมดาไม่มีใครรู้
ตำบลผาสุขตั้งอยู่ชิดเขา ไม่ไกลจากแม่น้ำเมฆแดง
แต่เช้าตรู่ ผู้คนมากมายมารวมตัวกันที่ริมน้ำ เจียงหมิงเองก็กำลังแทะฝักข้าวโพดอยู่ พลางยืนมองไปรอบ ๆ ริมฝั่ง
“พวกที่ว่างงานนี่นะ พอเห็นอะไรสนุก ๆ ก็อยากแจมด้วยหมดแหละ”
“เฮ้ มาแล้ว ๆ!”
ทันใดนั้น เสียงตื่นเต้นก็ดังขึ้นจากยอดไม้ใหญ่