เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 10: ตัวร้ายผู้ยิ่งใหญ่

ตอนที่ 10: ตัวร้ายผู้ยิ่งใหญ่

ตอนที่ 10: ตัวร้ายผู้ยิ่งใหญ่


ตอนที่ 10: ตัวร้ายผู้ยิ่งใหญ่

ใกล้เที่ยงเข้าไปทุกที ภายในร้านเหล้าเหลือเพียงเหล่าฉาง เจียงหมิงและท่านจู้

ในสายตาของชาวตำบล แม้เจียงหมิงจะยังเทียบลุงปาไม่ได้ แต่เขาก็กลายเป็นคนร้ายที่ต้องหลีกให้พ้น ใครจะกล้าอยู่ต่อ?

ในดวงตาของเหล่าฉางมีแต่ความเจ็บใจ

“ลุงปานะ ดื่มเหล้าฟรีของข้าไปตั้งสองจอกแน่ะ” เจียงหมิงยังคงโยนถั่วเข้าปากพลางบ่นอย่างไม่สบอารมณ์

ท่านจู้ถึงกับพูดไม่ออก “เจ้าเป็นตัวร้ายระดับที่คนทั้งตำบลอยากรุมตืบอยู่แล้ว ยังจะงกกับแค่เหล้าสองจอกอีกเหรอ?”

“เฮ้! ท่านพูดถูกแค่ครึ่งเดียวเท่านั้นแหละ!” เจียงหมิงรีบแย้งทันควัน

ท่านจู้พูดไม่ออกอีกครั้ง ก่อนจะถอนหายใจยาว “ข้าอุตส่าห์มีชีวิตยืนยาวมาถึงขนาดนี้ เพิ่งจะเข้าใจโลกเพิ่มอีกหน่อยก็วันนี้แหละ ว่าแต่เจ้ารู้ได้ยังไงว่าเจ้าปาจะไม่เล่นงานเจ้า?”

เจียงหมิงยิ้มบาง ๆ ตอบด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ “ถ้าข้าเป็นคนซื่อ ๆ ที่กล้าลุกขึ้นต่อต้านคนพาล ลุงปาก็คงหักขาข้าทิ้งแน่นอน เพราะไม่ว่าเหยื่อจะส่งเสียงดังแค่ไหน พวกมันก็ยังเป็นแค่อาหารในสายตาของนักล่า ถ้าดื้อก็แค่กัดให้ตายแล้วกิน แต่ถ้าข้าเป็นนักล่าผู้โหดเหี้ยม ข้าก็จะอยู่ฝั่งตรงข้ามกับพวกเหยื่อ เหยื่อจะกลัวข้า นักล่าก็จะมองข้าเป็นพวกเดียวกัน แม้จะมีศึกระหว่างนักล่าด้วยกันเอง แต่มันไม่มีวันเริ่มต้นเพราะเหยื่อยั่วยุ ในสายตาลุงปา ข้าก็แค่นักล่าหน้าใหม่ที่มีโอกาสตั้งแก๊งได้ ถ้าควบคุมได้ก็ยิ่งดี จะได้ไม่ต้องเปลืองแรงฆ่าให้ตาย ส่วนพวกกัวเฮยจื่อกับพวกน่ะ ในสายตาลุงปา พวกมันก็แค่เหยื่อโง่ ๆ ใช้งานได้ก็ใช้ ทิ้งได้ก็ทิ้ง ไม่ต่างอะไรกับขยะ”

ท่านจู้ถอนหายใจยาว สายตาเขาพลันนึกถึงตัวเองสมัยยังหนุ่ม ถ้าตอนนั้นเขาไม่เอาแต่ยอม ไม่เอาแต่ถอย วันนี้คงเป็นอีกคนไปแล้ว

“ที่แท้ ข้าฝึกยุทธ์มาหลายสิบปีสุดท้ายก็ยังเป็นแค่เหยื่อ คนรุ่นหลังนี่น่ากลัวยิ่งนัก” ท่านจู้รู้สึกหมดอารมณ์ เขาซื้อเหล้าอีกขวดแล้วเดินจากไปอย่างช้า ๆ

หลังเคาน์เตอร์ เหล่าฉางมองเจียงหมิงด้วยแววตาประหลาด “ภาพลักษณ์ของเจ้าในตำบลนี้เละไม่มีชิ้นดีแล้วนะ จะกลับมาเป็นคนดีอีกคงยาก เจ้าจะไม่เสียดายบ้างเลยหรือไง?”

“ทุกอย่างล้วนมีราคาที่ต้องจ่าย สิ่งที่ข้าต้องการตอนนี้คือความสงบ ส่วนสิ่งที่ยอมทิ้งได้ก็คือภาพลักษณ์” เจียงหมิงจิบเหล้าอย่างอารมณ์ดี

เหล่าฉางพลันเข้าใจบางอย่าง “งั้นแสดงว่า เจ้าไม่เคยคิดจะเข้าร่วมแก๊งของลุงปาเลยใช่ไหม?”

“ลุงปา?” เจียงหมิงลุกขึ้นพร้อมจอกเหล้าในมือแล้วยิ้ม “เจ้าหมอนั่นน่ะเหรอ?”

“ช่างมันเถอะ!” เขาดื่มเหล้าอึกสุดท้าย แล้วหมุนตัวเดินออกจากร้าน

เหล่าฉางมองแผ่นหลังของชายหนุ่มที่ค่อย ๆ เลือนหายไปตรงหัวมุมถนน ดวงตาฉายแววตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง

“เด็กคนนี้ น่ากลัวยิ่งนัก”

เขาไม่แคร์ภาพลักษณ์ ไม่สนชื่อเสียง เพื่อเป้าหมายของตน เขาสามารถละทิ้งได้ทุกสิ่ง

เหล่าฉางรู้สึกหนาววูบขึ้นมา เขามองออกว่าเจียงหมิงไม่ได้สนใจลุงปาเลย การดื่มเหล้าที่ผ่านมานั้น ก็แค่การแสดงเพื่อให้เรื่องมันจบเท่านั้นเอง

ตัวตนที่แท้จริงของเด็กคนนี้ อาจน่ากลัวยิ่งกว่าภาพลักษณ์ตัวร้ายที่เขาสร้างขึ้นเสียอีก

ครึ่งเดือนต่อมา เสียงเก้าอี้ไม้ไผ่ในลานบ้านเล็ก ๆ ที่ล้อมด้วยรั้วไม้ไผ่ดังเอี๊ยดอ๊าด แสงแดดที่ลอดผ่านใบไม้ส่องกระทบตัวเจียงหมิงเป็นริ้ว ๆ

มือหนึ่งของเขารองศีรษะไว้อย่างสบาย ๆ ส่วนอีกมือถือหนังสือเก่าเหลืองซีดหนึ่งเล่ม อ่านด้วยความเพลิดเพลิน

เป็นเรื่องของหมอหนุ่มผู้มีฝีมือในการรักษา จนสุดท้ายก้าวสู่การเป็นผู้บรรลุฟ้า

ในสายตาเจียงหมิง มันเป็นนิยายที่เขียนได้ห่วยแตกมาก แต่ก็ยังมีข้อมูลเกี่ยวกับแคว้นเยี่ยนอยู่มากพอสมควร ทำให้เขาได้เรียนรู้ธรรมเนียมท้องถิ่นหลายอย่าง

“พอเหนื่อย ๆ ก็เอาหนังสือปิดหน้าแล้วหลับไปเลยสักงีบ”

จนกระทั่งเย็น เขาถึงได้ยืดเส้นยืดสาย ลุกขึ้น หยิบหนังสือที่ร่วงจากมือมาปัดฝุ่นแล้วเก็บเข้าที่ จากนั้นก็เริ่มก่อไฟต้มหม้อ พร้อมกับนวดแป้งทำบะหมี่

เขาผัดผักป่ากับหน่อไม้แห้งในน้ำมันหมู ตักราดลงบนบะหมี่สีขาวที่ต้มแล้วปล่อยให้เย็น ราดซอสพริกที่ขโมยมาจากเหล่าฉาง แล้วเริ่มกินอย่างเอร็ดอร่อย

หลังซดบะหมี่หมดถ้วย เจียงหมิงหลับตาพริ้มด้วยความพึงพอใจ

“แบบนี้แหละถึงเรียกว่าชีวิต!”

“เจ้าขาว กินเยอะ ๆ เลยนะ!” เขาลูบหัวกระต่ายสีขาวที่กำลังกัดแทะแครอทอยู่ข้างเท้า แล้วพูดด้วยความภาคภูมิใจ “ตราบใดที่ข้ายังมีอะไรกิน ข้าก็จะไม่ปล่อยให้เจ้าอด!”

เจ้ากระต่ายขาวเต็มไปด้วยความเฉลียวฉลาด มันถูขากางเกงของเจียงหมิงอย่างรักใคร่ แล้วกินแครอทต่ออย่างเอร็ดอร่อย

“รวมเงินเก็บแล้ว ข้าน่าจะมีอยู่สี่ถึงห้าตำลึงเงิน” เจียงหมิงพึมพำขณะหั่นของ

“ฝีมือยิงธนูคงพัฒนาอีกไม่ได้ในระยะสั้น ถึงเวลาต้องไปฝึกยุทธกับท่านจู้จริง ๆ แล้วสินะ”

นับตั้งแต่พายุครั้งก่อน ชีวิตของเจียงหมิงก็ดีขึ้นมาก

ลุงปาเป็นคนหัวไวและพาเขากลับเข้าสู่เส้นทางทำมาหากินอีกครั้ง

ทุกวันนี้ เมื่อเขากลับจากเก็บสมุนไพรเข้าตำบล พวกเจ้าหน้าที่เล็ก ๆ ของทางการก็ทำเป็นมองข้ามเขาไป

ตอนที่เขาตั้งแผงขายของในตลาดสมุนไพร ลุงปาก็ไม่เรียกเก็บเงินค่าเคลียร์พื้นที่อีก

เจียงหมิงรู้ดีว่า ลุงปาก็ใช้เขาเพื่อเสริมสร้างอำนาจของตนในตำบลผาสุขเหมือนกัน ท้ายที่สุดแล้ว แม้แต่ตัวร้ายชื่อกระฉ่อนที่เพิ่งมีบทบาทก็ยังเป็นเพื่อนของลุงปา ใครมันจะกล้าไปหาเรื่องลุงปาได้อีก ในเมื่อเขายิ่งมีอิทธิพลขึ้นทุกวัน

ทว่าเจียงหมิงก็ไม่ใส่ใจ ไม่ว่าจะหาเงินได้เท่าไหร่ อย่างน้อยตอนนี้ก็ไม่มีใครในตำบลกล้ามาหาเรื่องเขา นั่นคือสิ่งดีที่สุดแล้ว

มีเสียงเคาะประตูไม้ผุ ๆ ซึ่งสูงไม่ถึงครึ่งตัวดังขึ้น เด็กหนุ่มคิ้วดกตาโตคนหนึ่งยืนโบกมืออยู่ด้านนอก

“เสียวหมิง! พรุ่งนี้ตอนเช้า คุณหนูหวังยืนยันว่าจะปล่อยปลาที่แม่น้ำเมฆแดง! คอยดูข้าโชว์ฝีมือให้ดีล่ะ!” เขาตะโกนเสียงดัง

พูดพลางก็สะบัดแหเก่า ๆ ในมืออีกข้างไปมา

“ระวังกลับมามือเปล่าล่ะ!” เจียงหมิงหัวเราะแล้วตะโกนตอบ

“เฮ้! ข้าซ้อมมาจะครบเดือนแล้วนะ คอยดูล่ะ!” เจ้าตัวหัวเราะร่าแล้ววิ่งจากไปพร้อมกับแหในมือ ราวกับว่าวขาดสาย

เจียงหมิงได้แต่ส่ายหน้าอย่างหมดคำพูด อาเฟยคือคนที่รีบวิ่งไปทำหอกจับปลาทันทีที่ได้ยินข่าวว่าคุณหนูหวังจะปล่อยปลา

หลังจากนั้นก็ไม่รู้ไปเก็บแหเน่า ๆ มาจากไหน แล้วลงฝึกซ้อมจับปลาทุกวันในแม่น้ำ

ที่น่าสนใจก็คือ ยกเว้นท่านจู้กับคนอีกไม่กี่คนที่รู้ความจริงเรื่องคืนนั้นในร้านเหล้า คนอื่นล้วนพยายามหลีกเลี่ยงเจียงหมิงให้มากที่สุด มีแค่อาเฟยคนเดียวเท่านั้นที่ไม่แคร์อะไร ยังคงทำตัวเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน

แม้จะมีคนพูดว่าอาเฟยกำลังเลียแข้งเลียขาเจียงหมิง เขาก็ไม่โต้เถียง แค่ทำในสิ่งที่ตนเองชอบและไม่เปลี่ยนใจเพราะคำพูดของใครทั้งนั้น

“ไหน ๆ ก็ไม่มีอะไรทำ พรุ่งนี้ไปจับปลาก็ดีเหมือนกัน” เจียงหมิงลูบคางพลางคิด เขากำลังจะไปเรียนยุทธ์กับท่านจู้ ถ้าได้ปลาตัวโต ๆ ไปฝากซักสองตัว มันก็คงดูเท่ไม่เบา

รุ่งเช้า แม่น้ำเมฆแดงทอดตัวเชื่อมระหว่างนครเมฆใหญ่กับป่าภูเขาเมฆฝัน ส่วนมันไหลไปถึงไหนนั้น ชาวบ้านธรรมดาไม่มีใครรู้

ตำบลผาสุขตั้งอยู่ชิดเขา ไม่ไกลจากแม่น้ำเมฆแดง

แต่เช้าตรู่ ผู้คนมากมายมารวมตัวกันที่ริมน้ำ เจียงหมิงเองก็กำลังแทะฝักข้าวโพดอยู่ พลางยืนมองไปรอบ ๆ ริมฝั่ง

“พวกที่ว่างงานนี่นะ พอเห็นอะไรสนุก ๆ ก็อยากแจมด้วยหมดแหละ”

“เฮ้ มาแล้ว ๆ!”

ทันใดนั้น เสียงตื่นเต้นก็ดังขึ้นจากยอดไม้ใหญ่

จบบทที่ ตอนที่ 10: ตัวร้ายผู้ยิ่งใหญ่

คัดลอกลิงก์แล้ว