- หน้าแรก
- ข้ากลายเป็นทรราชในเกมป้องกันเมือง
- ◈บทที่ 169. [เล่นอัตโนมัติ] แนวรบทางใต้ ปลอดภัย
◈บทที่ 169. [เล่นอัตโนมัติ] แนวรบทางใต้ ปลอดภัย
◈บทที่ 169. [เล่นอัตโนมัติ] แนวรบทางใต้ ปลอดภัย
【แปลโดยฝีมือ...ยักษาแปร...มาติดตามได้ที่แฟนเพจหรือเพื่อติดตามเอาข่าวสารได้นะ】
【แค่ คอมเมนต์ ก็เหมือนการให้กำลังใจแล้วนะครับ รบกวน comment กันหน่อยน๊า ;-;】
【Thai-novelจะทำการลงไวกว่าที่อื่นทุกที่ เป็นจำนวน 5 ตอน แต่เรื่องราคาแพงกว่าที่อื่นนิดหน่อย】
◈บทที่ 169. [เล่นอัตโนมัติ] แนวรบทางใต้ ปลอดภัย
เวลาเดียวกัน
ตอนใต้สุดของทวีป แนวหน้าปะทะสัตว์ประหลาด เมืองป้อมปราการ ครอสโรด
ทางตะวันตกของเมือง สุสาน
“…….”
นายทหารหญิงในเครื่องแบบกองทัพจักรวรรดิ ยืนอยู่หน้าหลุมศพหนึ่งท่ามกลางหลุมศพมากมายที่เรียงรายเป็นระเบียบ
ผู้บัญชาการกองทัพเวทมนตร์จักรวรรดิ และเป็นหัวหน้ากองทัพสนับสนุนจากราชสำนัก
เรน่า กัลบารัม
สายลมอ่อน ๆ พัดปลิวทำให้เสื้อคลุมของกองทัพจักรวรรดิของเรน่าพลิ้วไหว เธอมองลงไปที่แผ่นศิลาหน้าหลุม
บนแผ่นศิลาจารึกไว้ว่า
<จูปิเตอร์ อัสนีเพลิง หลับใหลอยู่ ณ ที่นี้>
“…….”
กรุบ
บุหรี่ในมือเรน่ายับยู่ยี่
วันสุดท้ายที่ได้พบกัน นั่นก็ผ่านมาแล้ว 15 ปี
เพื่อนร่วมงานที่เคยสาบานว่าจะทุ่มเทชีวิตให้กัน กลับมาสิ้นลมลงใต้แผ่นดินอันหนาวเย็นนี้
“ไม่คิดเลยนะว่าจะมาตายที่แบบนี้”
เรน่าเงยหน้ามองรอบ ๆ
“ก็สมใจเธอแล้วล่ะนะที่ได้อยู่ทางใต้…….”
บนทุ่งโล่งกว้างใหญ่ มีเพียงเมืองป้อมปราการอันเปล่าเปลี่ยวเท่านั้นที่ตั้งตระหง่านอยู่
“ไม่มีสระว่ายน้ำ ไม่มีรีสอร์ตหรูหราเลยนะ”
เรน่าเลิกคิ้ว
“นี่ขนาดตายอย่างอนาถขนาดนี้…… ตอนนั้นทำไปเพื่ออะไรกัน?”
เธอบ่นถามไป แต่ก็ไม่มีคำตอบ
เรน่ามองแผ่นศิลาของจูปิเตอร์ด้วยสายตาเย็นชา
“ถึงตอนนี้ก็ยังไม่เข้าใจเลยนะ”
เรน่าแกะบุหรี่ซองใหม่ หยิบมาแค่หนึ่งมวนแล้วเอาไว้ที่ริมฝีปาก ส่วนที่เหลือก็วางไว้หน้าแผ่นศิลาทั้งซอง
“รสชาติก็แย่ชะมัด เริ่มสูบก็เพราะอยากสนิทกับเธอ…… แต่พอถึงตอนนี้ เธอตายไปแล้ว ฉันต้องสูบมันต่อไปคนเดียวจนเบื่อหน่าย”
ความทรงจำในช่วง 20 ปีที่อยู่กับจูปิเตอร์ ฉายภาพขึ้นมาในหัวเรน่าราวกับภาพยนตร์
วันเวลาอันสดใสและงดงามในวัยเยาว์……
“…….”
เธอมองแผ่นศิลาอยู่นานโดยไม่จุดบุหรี่
“อ้าว”
มีเสียงดังมาจากข้าง ๆ เรน่าหันไปมอง
หญิงสาววัยรุ่นสวมเสื้อคลุมหลวม ๆ และหมวกทรงกรวยกำลังเดินเข้ามา
เธอปิดบังข้างซ้ายของใบหน้าที่ไหม้เกรียมด้วยผม และมีดอกไม้ไม่กี่ดอกอยู่ในอ้อมอก
เรน่ามองไปที่แจกันดอกไม้ที่วางอยู่หน้าหลุมศพของจูปิเตอร์
ดูเหมือนจะเปลี่ยนดอกไม้ทุกวัน น่าจะเป็นฝีมือของหญิงสาวคนนี้
“หลานสาวของจูปิเตอร์เหรอ?”
“ไม่ค่ะ”
หญิงสาว จูเนียร์ ตอบอย่างเย็นชา
“แต่เป็นลูกสาวค่ะ”
“…….”
เรน่าขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะยิ้มเยาะ
“อ้อ ผู้รอดชีวิตจากอาณาจักรคามิลาที่จูปิเตอร์ช่วยเอาไว้ในวันนั้นสินะ”
“…….”
“จำฉันได้ไหม?”
เรน่าทำท่าทางเลียนแบบปืนแล้วทำเสียง “ปัง!”
จูเนียร์ทำหน้าไม่พอใจ แต่ก็ตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“ไม่ว่าจะจำได้หรือลืม ก็ไม่เกี่ยวอะไรกับคุณนี่คะ”
“หืม?”
“ฉันให้อภัยแม่ไปแล้ว และฉันก็ไม่มีความรู้สึกอะไรกับคุณอีกแล้วด้วย ซึ่งเป็นหัวหน้าของแม่ตอนนั้น”
จูเนียร์เดินไปที่หน้าหลุมศพของจูปิเตอร์ เก็บดอกไม้ในกระถาง ปักดอกไม้ใหม่ และเปลี่ยนน้ำ
เรน่าเฝ้ามองอยู่เงียบ ๆ แล้วค่อย ๆ พูด
“เธอ เป็นแม่มดสินะ”
“…….”
“พรสวรรค์ก็มากพอสมควรด้วย”
จูเนียร์พยายามจะไม่สนใจ แต่ก็สะดุ้งเมื่อได้ยินประโยคถัดไป
“แต่เธอกำลังจะตาย”
“……!”
“ถ้าไม่หยุดใช้เวทมนตร์ ชีวิตที่เหลืออยู่ไม่กี่ปีก็จะมอดไหม้ไป”
จูเนียร์เก็บดอกไม้ที่เหี่ยวแล้วใส่ในอ้อมอก ลุกขึ้นแล้วจ้องเรน่า
“ไม่เกี่ยวกับคุณหรอกค่ะ”
“ก็จริง ไม่เกี่ยวอะไรเลย”
เรน่ายกไหล่ขึ้น
“แต่ถ้าเธอตาย แม่ของเธอคงเสียใจใช่มั้ยล่ะ?”
“นั่นก็ไม่ใช่เรื่องของคุณหรอกค่ะ”
“ฮ่า ๆ ใช่ มันก็จริง แต่แค่เสียดายน่ะ เพราะดูเหมือนจะมีพรสวรรค์มากเลยนะ”
เรน่าเดินออกจากสุสานช้า ๆ แล้วหันกลับไปมอง
“นี่ ลูกสาวของจูปิเตอร์”
“……?”
“จูปิเตอร์……ตายยังไง?”
จูเนียร์ตอบสั้น ๆ
“แบบที่แม่มดควรตาย”
“เข้าใจแล้ว”
เรน่าพยักหน้าช้า ๆ
“งั้นก็ดีแล้ว”
เรน่าเดินเซ ๆ ไป แล้วก็หายไปในที่สุด
จูเนียร์จ้องมองเรน่าที่เดินจากไปด้วยความไม่พอใจ ถอนหายใจเบา ๆ แล้วเริ่มทำความสะอาดหลุมศพของจูปิเตอร์ต่อ
***
ใจกลางเมืองครอสโรด
โรงงานของนักเล่นแร่แปรธาตุ
ก็อตแฮนด์ยืนอยู่หน้าประตูห้องทำงานที่ปิดสนิท แล้วพูดเสียงเบา
“ลิลลี่”
“…….”
ลิลลี่อยู่ในห้องทำงานอย่างแน่นอน แต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับ
ก็อตแฮนด์ไม่ถอย ยังคงเรียกเธออยู่
“ลิลลี่ ผมรู้ว่าคุณอยู่ข้างใน”
“…….”
“ได้โปรดฟังผมสักนิดเถอะครับ”
“…….”
“ลิลลี่…….”
ก็อตแฮนด์เรียกชื่อลิลลี่อยู่เรื่อย ๆ โดยที่เธอไม่ตอบ ในที่สุดเขาก็ถอนหายใจยาวแล้วเอาหน้าผากแนบกับประตู
“ลิลลี่ ผมกำลังจะออกจากครอสโรด เพื่อไปทำภารกิจที่ฝ่าบาทมอบหมาย”
“…….”
“มันค่อนข้างอันตราย และอาจจะ……กลับมาไม่ได้ นี่อาจจะเป็นโอกาสสุดท้ายที่ผมจะขอโทษคุณ”
“…….”
“ได้โปรด……ให้โอกาสผมขอโทษเถอะครับ”
หลังจากเงียบไปสักพัก
ในที่สุดเสียงของลิลลี่ก็ดังออกมาจากในห้อง
“ไปให้พ้น ก็อตแฮนด์ ฉันไม่อยากคุยกับนาย”
“ลิลลี่!”
“นายเป็นคนโกหก”
ลิลลี่พึมพำด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง
“นายเป็นสายลับ และนายล้งทำเป็นว่าเสียแขนเพื่อปกป้องฉัน นายเอาความรู้สึกผิดของฉันไปใช้เพื่อผลประโยชน์ของนาย”
“…….”
“ฉันโง่เองที่ไว้ใจนาย เอลฟ์ก็เป็นเผ่าพันธุ์แบบนี้สินะ”
มีเสียงน้ำมูกดังออกมาจากในห้อง
“พวกนายโกหก หลอกลวง และทรยศ เสมอ”
“…….”
ก็อตแฮนด์ก้มศีรษะลง
“ขอโทษที่ปิดบังสถานะสายลับ ขอโทษที่โกหกคุณเรื่องบาดเจ็บด้วยครับ แต่ผมขอสาบานด้วยชีวิต ทุกคำพูดที่เราพูดคุยกันคืนนั้นเป็นความจริง”
“…….”
“ลิลลี่ สิ่งที่ผมเสียใจที่สุดคือ ผมได้ทำร้ายคุณอีกครั้งในขณะที่คุณพยายามเปิดใจให้กับเผ่าพันธุ์ของเราหลังจากหายจากบาดแผลแล้ว”
ก็อตแฮนด์วางมือบนประตูอย่างระมัดระวัง
“ผมไม่ได้ขอให้คุณเชื่อใจเราอีก หรือให้อภัยผม ผมแค่อยาก……ขอโทษคุณ”
“…….”
“ขอโทษจริง ๆ ครับ ลิลลี่”
ก็อตแฮนด์กลั้นใจแล้วพูดต่อ
“ลิลลี่ ผมและหน่วยรบของผมจะไปทำภารกิจแล้ว ถ้ากลับมาได้ ผมจะไปขอโทษคุณด้วยตัวเอง”
“…….”
“งั้น ผมไปก่อนนะครับ”
ก็อตแฮนด์โค้งคำนับเบา ๆ แล้วเดินจากไป
บอดี้แบ็กและเบิร์นเอาท์มารออยู่ไม่ไกล ทั้งสามเอลฟ์คลุมฮู้ดแล้วหายเข้าไปทางประตูเมืองทางเหนือของครอสโรด
“…….”
เอี๊ยด
ลิลลี่เปิดประตูเล็กน้อย มองดูก็อตแฮนด์ที่กำลังเดินจากไป แล้วพึมพำ
“คนโกหก…….”
หัวหน้าสมาคมนักเล่นแร่แปรธาตุที่เฝ้ามองลิลลี่อยู่ในห้องทำงาน ขมวดคิ้วแล้วถาม
“ตอนที่ทำมือเทียมให้กัน ดูเหมือนทั้งคู่จะสนิทกันดี ทำไมตอนนี้ถึงเป็นแบบนี้ล่ะ?”
“มีเรื่องหลาย ๆ อย่างเกิดขึ้น……”
“หืม”
แล้วหัวหน้าสมาคมก็ยกไหล่แล้วกลับไปทำงาน
“ก็แค่คนหนุ่มสาวสองคนมาเจอกัน มันก็ต้องมีเรื่องต่าง ๆ เกิดขึ้นบ้างล่ะ”
“ไม่ใช่แบบนั้นหรอกค่ะ”
“อย่าให้สุดท้ายเหลือความเสียดายล่ะ มีความสุขกับมันเข้าไว้”
“ไม่ใช่แบบนั้นค่ะ……”
ตอนนี้ก็อตแฮนด์หายไปจากสายตาแล้ว
ลิลลี่ปิดประตูห้องแล้วบ่นพึมพำ
“ฉันจะไม่เชื่อเอลฟ์อีกแล้ว…….”
***
ห้องรับแขกในคฤหาสน์ของเจ้าเมือง
“อื้ออออ~”
เอวานเจลีนส่งเสียงครางแปลก ๆ นอนอยู่บนโซฟา ยกขาขึ้นไปถึงเข่า แล้วขยับไปมา
เท้าเปล่าที่โผล่ออกมาดูไม่เรียบร้อย
ลูคัสกำลังนั่งอยู่บนโซฟาฝั่งตรงข้าม กำลังตรวจเอกสารและทำหน้าที่แทนเจ้าเมือง เขาขมวดคิ้วเมื่อเห็นเอวานเจลีน
“นี่ ยัยเด็กน้อย แต่งตัวทำไมถึงเป็นอย่างนั้น ฝ่าบาทไม่อยู่ก็เลยปล่อยตัวปล่อยใจแบบนี้เลยเหรอ?”
“ปล่อยฉันเถอะ ลุง~ ฉันไม่มีกำลังใจจะทำอะไรเลย”
เอวานเจลีนที่เหนื่อยกับการขยับไปมา ปล่อยตัวลงไปหมดรูป
“รุ่นพี่ไม่อยู่ สมาชิกคนอื่นก็แยกย้ายกันไปทำอย่างอื่น ทหารธรรมดาก็ยังคงดูหดหู่ ยิ่งไปกว่านั้น กองทัพสนธยายังถูกยุบอย่างเป็นทางการอีก”
“…….”
“พี่ ๆ น้อง ๆ จากราชสำนักที่ลงมาช่วยนี่ ทำไมถึงซวยขนาดนี้ เห็นมั้ยล่ะ คอยแต่จะก้มหน้าก้มตาเดินอยู่ในเมือง บ่นแต่ว่าเมืองเล็ก ๆ แบบนี้ไม่มีโรงละคร ไม่มีร้านอาหารหรูหรา อะไรประมาณนั้น…… อ๊แบร่”
เอวานเจลีนแลบลิ้นออกมา แล้วคำรามพร้อมกับเผยเขี้ยวออกมา
“คนเมืองดูถูกเขตแดนชายขอบนี่ฉันทนไม่ได้จริง ๆ พวกเขาไม่รู้หรอกว่าเราทำงานหนักที่นี่ถึงได้มีเมืองในแผ่นดินที่เจริญรุ่งเรือง”
ลูคัสหัวเราะเบา ๆ
“ตัวเธอเองก็อยากจะไปเมืองหลวงไม่ใช่เหรอ?”
“ก็ตอนนั้นมันก็ใช่ แต่ฉันนั่นแหละที่บ่นได้ ฉันมีสิทธิ์บ่นเมืองเล็ก ๆ แห่งนี้ เพราะฉันเป็นคนอยู่ที่นี่”
ลูคัสหัวเราะกับคำพูดของเอวานเจลีน แต่เขาก็กังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบัน
ความขัดแย้งเริ่มเกิดขึ้นระหว่างกองทัพที่ส่งมาจากราชสำนักและทหารประจำการของครอสโรด
แต่ผู้บัญชาการที่จะควบคุมทั้งสองฝ่ายก็กลับไปที่เมืองหลวงแล้ว
เรน่าดูเหมือนจะเที่ยวไปทั่วเมือง และสมาชิกคนอื่น ๆ ก็ไม่ชอบใจกับกองทัพที่ส่งมาจากราชสำนัก……
ความตึงเครียดระหว่างสองฝ่ายจะดำเนินต่อไปอีกนาน
“เฮ้อ”
เอวานเจลีนถอนหายใจ
“รุ่นพี่ไม่อยู่ รู้สึกเหมือนครอสโรดทั้งเมืองหยุดชะงักไปเลย”
“…….”
“รุ่นพี่ คงจะกลับมาใช่ไหมคะ?”
ลูคัสเบิกตากว้างเมื่อได้ยินคำพูดที่ไม่เกี่ยวข้องของเอวานเจลีน
“แน่นอนว่าต้องกลับมา พูดอะไรของเธอเนี่ย”
“แต่ไม่ใช่อย่างนั้นนี่คะ รุ่นพี่เป็นเจ้าชาย และยังมีฝีมืออีกด้วย”
เอวานเจลีนพูดเสียงดัง
“ไม่มีเหตุผลที่จะต้องลำบากในเขตแดนชายขอบแบบนี้ ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำไมองค์จักรพรรดิถึงส่งรุ่นพี่ลงมา”
“…….”
“อาจจะไม่กลับมาอีกเลยก็ได้ ในเมื่อไปเมืองหลวงแล้ว”
ลูคัสตอบไม่ได้ง่าย ๆ เพราะคำพูดของเอวานเจลีนไม่มีข้อผิดพลาด
ถ้าแอชไม่กลับมาที่ครอสโรด
ถ้าเป็นแบบนั้น……
‘เมืองนี้……แนวหน้าปะทะสัตว์ประหลาดจะเกิดอะไรขึ้น?’
สายตาของลูคัสและเอวานเจลีนมาบรรจบกัน
ทั้งคู่หน้าซีดเล็กน้อย เพราะพวกเขาจินตนาการถึงกรณีที่แอชไม่กลับมาโดยไม่รู้ตัว
ในเวลานั้นเอง
ปัง-……
เสียงปืนดังขึ้นมาจากที่ไกล ๆ เป็นเสียงปืนใหญ่
ลูคัสและเอวานเจลีนลุกขึ้นยืน
“เสียงอะไรกันน่ะ?”
“น่าจะมาจากทางเมืองมั้งคะ?”
เอวานเจลีนรีบเปิดหน้าต่างและเงี่ยหูฟัง แล้วระบุแหล่งที่มาของเสียงปืน
“ทางนั้น……วิหารค่ะ”
ถ้าเสียงปืนใหญ่มาจากวิหาร……
“ดาเมียน?”
ลูคัสพึมพำด้วยความตกใจ
“เกิดอะไรขึ้นกับดาเมียนกันแน่?!”
ติดตามผู้แปลได้ที่แฟนเพจ:ยักษาแปร ผู้แปลลงแค่ในMy-NovelและThai-novelเท่านั้น หากอ่านที่อื่นรบกวนมาสนับสนุนทีนะครับผม หรือจะมากดไลก์แฟนเพจก็ได้ กระซิกกระซิก ;-;_