- หน้าแรก
- ข้ากลายเป็นทรราชในเกมป้องกันเมือง
- ◈บทที่ 127. [เนื้อเรื่องเสริม] การเตรียมพร้อมสู่สงคราม (4)
◈บทที่ 127. [เนื้อเรื่องเสริม] การเตรียมพร้อมสู่สงคราม (4)
◈บทที่ 127. [เนื้อเรื่องเสริม] การเตรียมพร้อมสู่สงคราม (4)
【แปลโดยฝีมือ...ยักษาแปร...มาติดตามได้ที่แฟนเพจหรือเพื่อติดตามเอาข่าวสารได้นะ】
【แค่ คอมเมนต์ ก็เหมือนการให้กำลังใจแล้วนะครับ รบกวน comment กันหน่อยน๊า ;-;】
【Thai-novelจะทำการลงไวกว่าที่อื่นทุกที่ เป็นจำนวน 5 ตอน แต่เรื่องราคาแพงกว่าที่อื่นนิดหน่อย】
◈บทที่ 127. [เนื้อเรื่องเสริม] การเตรียมพร้อมสู่สงคราม (4)
เอวานเจลีนทำลายอุปกรณ์ SSR ไปแล้วสี่ชิ้น
อันแรกคือ หอกและโล่ของทหารม้าที่เธอได้รับเป็นของขวัญจบการศึกษาจากสถาบัน
ฉันเป็นคนทำมันพัง เพราะตอนที่ฉันหวด [ถุงมือแห่งโชคชะตา] ดันไปได้แจ็คพ็อต 777 ซะงั้น
ถัดมาคือ ชุดหอกและโล่ของทหารม้าที่ซื้อจาก ไร้นาม แม่ค้า NPC ในดันเจี้ยน นั่นคือ [หอกปีศาจ] และ [โล่ยักษ์]
อันนี้พังเพราะเราสองคนไปล้มโกเลม 50 ตัว
‘ทำไมมันถึงเกี่ยวกับฉันหมดเลยเนี่ย’
อย่างไรก็ตาม อุปกรณ์ทั้งสี่ชิ้นนั้นพังไปเพราะสถานการณ์ที่เลี่ยงไม่ได้(?)
ฉันเลยเอาอุปกรณ์ที่พังไปทั้งสี่ชิ้นนี้ไปให้โรงตีเหล็กถอดแยกชิ้นส่วน
ผลปรากฏว่า โชคดีที่ได้แกนพลังระดับ SSR มาหนึ่งชิ้น ฉันเลยเอาแกนพลังเวทย์นี้ไปสั่งทำเกราะ
เพราะเป็นแกนพลังเวทย์ที่ได้จากการถอดแยกชิ้นส่วนอุปกรณ์ของเอวานเจลีน แน่นอนว่าฉันก็สั่งทำเกราะให้เอวานเจลีน
“แล้วสิ่งที่ได้ออกมาคือ!”
หลังจากพูดอธิบายยาวเหยียด ฉันก็ฉีกห่อของเกราะที่วางอยู่ข้าง ๆ ฉันออก
“นี่เลย! เกราะโกเลม!”
“…….”
เอวานเจลีนอ้าปากเล็กน้อย มองเกราะที่ฉันเปิดเผยออกมา
“นี่มันอะไรกันคะ?”
“ฮ่า ๆ ประทับใจขนาดนั้นเลยเหรอ รุ่นน้อง ก็ฉันคิดหนักอยู่นานกว่าจะตัดสินใจสั่งทำเกราะชิ้นนี้ให้เธอไงล่ะ นี่! ร้องไห้ด้วยความซาบซึ้งในน้ำใจของรุ่นพี่ก็ได้นะ”
“ไม่ใช่แบบนั้นค่ะ”
เอวานเจลีนชี้ไปที่เกราะ แล้วตะโกนเสียงดัง
“มันไม่สวยนี่คะ!”
ไอ้เด็กนี่ พูดแรงไปไหม เกราะมันจะเสียใจเอานะ
“บอกว่ามันดูแข็งแรงหน่อยได้ไหม?”
“ไม่ใช่ค่ะ แข็งแรงจนเกินไปแล้ว! นี่มันเหมือนสวมกำแพงไปออกรบเลยนี่คะ!”
เอวานเจลีนเคาะ ๆ ที่แผ่นเกราะหนาหนักด้วยมือ แล้วรีบชักมือกลับอย่างตกใจ
“แข็งมากเลย! นี่มันอะไรกัน!”
“ฮ่า ๆ …… นี่เป็นผลงานการวิจัยชิ้นส่วน [ถุงมือโกเลม] ที่นักเล่นแร่แปรธาตุทุ่มเทกันมาใช่ไหมล่ะ? แน่นอนว่ามันต้องแข็งแรงอยู่แล้ว”
ฉันหัวเราะเยาะ ๆ แล้วไปยืนข้าง ๆ เกราะที่เต็มไปด้วยแผ่นเกราะ
มันดูเหมือนแผ่นเหล็กมาต่อ ๆ กันแบบไร้ศิลปะ…… อ๊ะ ไม่สิ มันดูหนักแน่นดีมากกว่า
[เกราะโกเลม(SSR) Lv.35]
- ประเภท : เกราะ
- การป้องกัน : 70-80
- ความทนทาน : 40/40
- พลังชีวิต+25
- ทุกแผ่นเกราะเสริมจะเพิ่มค่าความต้านทานทั้งกายภาพและเวทย์มนตร์ของผู้สวมใส่ขึ้น 5 เปอร์เซ็นต์ (รวม 50 เปอร์เซ็นต์)
- ทุกแผ่นเกราะเสริมจะลดความเร็วการเคลื่อนที่และการโจมตีของผู้สวมใส่ลง 2 เปอร์เซ็นต์ (รวม 20 เปอร์เซ็นต์)
เป็นผลงานวิจัยจาก ‘ชิ้นส่วนเกราะของกองทัพโกเลม’ ที่ได้มาจากการกำจัดกองทัพโกเลมในด่านที่ 3
ทำให้สามารถสร้างเกราะที่มีการป้องกันเหนือกว่าโลหะทั่วไปได้
‘ถุงมือโกเลมจะได้เปรียบด้านความต้านทานกายภาพและเวทย์มนตร์ แต่หนักมากจนทำให้ความเร็วการเคลื่อนที่และการโจมตีลดลง’
ปกติแล้วจะผสมแผ่นเกราะแค่หนึ่งหรือสองชิ้นเพื่อลดผลเสียเหล่านั้น
แต่ครั้งนี้คิดกลับกัน
‘ถ้าใช้ถุงมือโกเลมทำเกราะทั้งตัวเลยล่ะ?’
นั่นก็คือเกราะชิ้นนี้ เกราะโกเลม
ได้ความต้านทานกายภาพและเวทย์มนตร์มหาศาล แต่ก็ต้องแลกกับความเร็วการเคลื่อนที่และการโจมตีที่ลดลงอย่างหนัก
โดยเฉพาะการลดความเร็วในการเคลื่อนที่จะเป็นอันตรายอย่างมากในสนามรบที่ดุเดือด
‘แต่หากคับขันขึ้นมา เอฟเฟกต์เฉพาะตัว [มิอาจหยุดยั้ง] ของเอวานเจลีนจะทำงาน!’
เอฟเฟกต์เฉพาะตัว [มิอาจหยุดยั้ง] ของเอวานเจลีนจะช่วยให้เธอต้านทานสถานะผิดปกติที่ทำให้การเคลื่อนไหวติดขัดได้ 100 เปอร์เซ็นต์
ดังนั้น เอวานเจลีนจึงสามารถเพิกเฉยต่อผลเสียที่ลดความเร็วในการเคลื่อนที่ของเกราะชิ้นนี้ได้
กล่าวคือ เธอจะได้รับผลเสียแค่ความเร็วการโจมตีที่ลดลง แต่ได้ค่าความต้านทานกายภาพและเวทย์มนตร์เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล
แบบนี้ก็กลายเป็นอุปกรณ์ที่ได้เปรียบมากกว่าเสียเปรียบแล้ว
‘เป็นเกราะที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเอวานเจลีนในช่วงต้นถึงกลางเกม’
แม้ว่าเธอจะมีทักษะที่ช่วยในการโจมตี แต่สุดท้ายแล้วเอวานเจลีนก็เป็นแท็งค์ล้วน ๆ
เธอต้องดึงความสนใจของศัตรูและรับดาเมจแทนคนอื่นในใจกลางกองทัพศัตรู
ฉันรู้สึกกังวลมาตลอดที่เห็นเธอใช้แต่โล่สู้ แต่ถ้ามีเกราะแข็ง ๆ แบบนี้สวมใส่ก็คงจะสบายใจขึ้น
“……หนาจัง”
สุดท้ายแล้ว หลังจากลองใส่เกราะดูแล้ว เอวานเจลีนก็พึมพำออกมาพลางเดินเซ ๆ
เกราะหนาและใหญ่เกินไปสำหรับร่างกายเล็ก ๆ ของเอวานเจลีน มันไม่เข้ากันเลย
เหมือนกับพนักงานงานเทศกาลที่ใส่ชุดตุ๊กตาที่ไม่พอดีตัวแล้วเดินเซ ๆ อยู่ในงาน หรือเปล่านะ……?
“นี่มันอะไรกันเนี่ย……”
เอวานเจลีนทำหน้าเศร้า แต่ฉันกลับชอบมาก จึงพยักหน้าหงึก ๆ
‘แท็งค์ตัวจริงต้องมีลุคที่ดูแข็งแกร่ง น่าเชื่อถือแบบนี้สิ’
เห็นเธอใช้แขนขาเล็ก ๆ บอบบางรับมือกับการโจมตีของพวกปีศาจ ฉันก็ใจหายมาตลอด ตอนนี้คงไม่ต้องเป็นห่วงแล้วสินะ?
“อย่างที่เห็น แผ่นเกราะเสริมที่ติดอยู่ที่ตัวนี้ถอดออกได้”
ฉันอธิบายพร้อมกับเคาะ ๆ แผ่นเกราะเสริมที่ติดอยู่ทั่วตัว เอวานเจลีนมองฉันด้วยสายตาเศร้าหมอง ฉันดูตื่นเต้นเกินไปหน่อย
“ถ้าแผ่นเกราะเสริมพังไปเยอะในระหว่างการต่อสู้ ก็แค่กดตรงนี้…… มันก็จะหลุดออก การป้องกันจะลดลง แต่ความคล่องตัวจะเพิ่มขึ้น”
เกราะโกเลมสามารถถอดชิ้นส่วนเกราะเสริม(Purge) ออกได้
นี่เป็นเหตุผลที่ฉันสามารถสร้างมันได้โดยไม่ต้องวัดขนาด
เพราะเป็นเกราะที่ประกอบด้วยชิ้นส่วนต่าง ๆ มาต่อกัน จึงเป็นฟรีไซส์
‘ถึงจะบอกว่าฟรีไซส์ แต่ว่า……มันดูใหญ่ไปหน่อยนะ…….’
เดี๋ยวเอวานเจลีนก็โตขึ้น คงจะพอดีตัวขึ้นแหละ
หลังจากฟังคำอธิบายยาว ๆ ของฉัน เอวานเจลีนก็พึมพำเบา ๆ
“ฉันคงตายแล้วค่ะ……”
“หา? อะไรนะ”
“จินตนาการของฉันที่มีต่อเกราะตัวแรกค่ะ”
“เจ้าเด็กนี่ อย่าไปสนใจเรื่องความสวยงามของเกราะเลย ความทนทานสำคัญที่สุด”
มันดูใหญ่เกินไปหน่อยก็จริง แต่มันแข็งแรงนี่นา
“ไม่เอา! เทรนด์อัศวินสมัยนี้คือการแต่งตัวให้เก๋ด้วยเกราะนะคะ! ต้องใส่เกราะที่วิบวับ! สวมหมวกที่ดูดี! และต้องมีผ้าคลุมที่พลิ้วไหวด้วย!”
เอวานเจลีนร้องเสียงดัง แล้วก้มหน้าลง
“รุ่นพี่ช่วยสัญญาอะไรให้ฉันอย่างนึงได้ไหมคะ?”
“อะไร”
“ถ้าฉันได้ใส่เกราะตัวใหม่ ช่วยเลือกตัวที่สวย ๆ ให้ฉันหน่อยนะคะ”
“อื้อ…”
ถึงจะบอกว่าเป็นเรื่องในอนาคต แต่เกราะสุดยอดอย่าง [สโนว์ไวท์] ก็สวยมากจริง ๆ
สวยขนาดที่รูปเอวานเจลีนใส่เกราะตัวนั้นถูกใช้เป็นรูปโปรโมทเกมเลยล่ะ
“ได้ ๆ ฉันสัญญา แต่ตอนนี้ต้องไปต่อสู้กับพวกแวมไพร์ก่อน ทนใส่ตัวนี้ไปก่อนนะ”
“ฉันจะกำจัดพวกแวมไพร์ให้หมดเลย……”
ประกายความแค้นที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อนลุกโชนขึ้นในดวงตาของเอวานเจลีน
แต่เห็นเธอดูตลก ๆ ……ไม่สิ มันเท่ดีนะ ที่ใส่เกราะแล้วเดินเซ ๆ แบบนั้น
ฉันหันไปมองหัวหน้าช่างตีเหล็ก หลังจากละสายตาจากเอวานเจลีนที่กำลังโมโห
“ถุงมือโกเลมที่จะแจกจ่ายให้ทหารธรรมดาละ?”
“ตอนนี้โรงตีเหล็กกำลังผลิตถุงมือโกเลมอย่างเต็มกำลัง ก่อนเริ่มป้องกันก็จะแจกจ่ายให้ทุกคนได้”
“ดีมาก”
ฉันตัดสินใจแจกจ่ายถุงมือโกเลมชิ้นเดียวให้กับทหารธรรมดา
เพื่อให้พวกเขาสามารถติดตั้งไว้ที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของเกราะหรือติดไว้ที่โล่ก็ได้
‘แม้จะดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ก็ต้องค่อย ๆ สะสมการอัพเกรดเหล่านี้ไปทีละอย่าง’
ถ้าเหล่าผู้กล้าเป็นค้อน ทหารธรรมดาก็คือทั่ง
ต้องมีทั่ง ค้อนจึงจะทุบลงไปได้
และทั้งสองฝ่ายต้องแข็งแกร่ง ถึงจะบดขยี้พวกปีศาจให้แหลกละเอียดได้
ฉันต้องพัฒนาอุปกรณ์ของทหารธรรมดาควบคู่ไปกับการจัดหาอุปกรณ์ให้กับเหล่าผู้กล้า
ถึงแม้ว่าจะดูเหมือนฉันกำลังอวดเกราะชิ้นเล็ก ๆ นี้มากเกินไปก็ตาม
หลังจากสั่งการต่าง ๆ เพิ่มเติมให้กับหัวหน้าช่างตีเหล็ก ฉันก็หันไปหาสมาชิกในปาร์ตี้
“เย็นนี้จะมีการประชุมเกี่ยวกับยุทธวิธีในการป้องกันครั้งนี้”
เอวานเจลีนที่กำลังเดินเซ ๆ ด้วยชุดเกราะใหม่ ลูคัสที่หัวเราะเยาะเย้ยเธอ(ไอ้คนนี้!) และดาเมียนที่หัวเราะปิดปาก(ไอ้คนนี้ด้วย!) มองมาที่ฉัน
“พักผ่อนกันให้เต็มที่ แล้วมาที่คฤหาสน์ของท่านเจ้าเมืองเวลาหกโมงเย็นด้วย”
ฉันยิ้มให้
“เราไปทานข้าวด้วยกัน”
การป้องกันครั้งนี้จะเป็นการต่อสู้ที่โหดร้ายและยากลำบาก
ฉันเลยคิดว่าจะอธิบายแผนการไปพร้อมกับการเลี้ยงอาหารอร่อย ๆ
***
เนื่องจากการประชุมครั้งนี้เป็นการแจ้งยุทธวิธีการป้องกันโดยรวม ฉันจึงไปตามสมาชิกคนอื่น ๆ ด้วย
กองกำลังทหารรับจ้างดิออน อยู่ที่ค่ายทหาร
เวลาเลยเที่ยงมาหน่อยแล้ว พวกเขากำลังฝึกซ้อมในสนามฝึกภายในค่ายทหารอย่างเต็มที่
“หนึ่ง!”
“สอง!”
“สาม!”
“การป้องกันยังไม่ดีพอ! ทำอีกครั้ง!”
โจรสองคนกำลังโจมตีนักรบสามคนที่ถือโล่
นักรบใช้โล่ร่วมกันเพื่อไม่ให้การป้องกันถูกทำลาย ส่วนโจรก็พยายามจะฝ่าการป้องกันให้ได้
ถึงแม้จะเป็นแค่ไม้ฝึกและโล่ไม้ แต่การต่อสู้ก็ดุเดือดมาก
“ดูดีจัง”
พอฉันพึมพำออกมา ดิออนก็ตกใจเมื่อรู้ว่าฉันมาถึง
“อ้าว! ฝ่าบาทเสด็จมา!”
“อ้าว?!”
“ฝ่าบาทเสด็จมา!”
ห้าคนที่วางโล่และไม้ฝึกไว้รีบวิ่งเข้ามาหาฉันแล้วก้มหัว ฉันยิ้มให้
“ขอโทษนะ ที่มาขัดจังหวะการฝึกซ้อม ดูดีมากเลย”
“เปล่าเลยครับ! ดีเสียอีกที่ท่านได้มาดูการซ้อม”
ดิออนรู้สึกเขินอายอย่างจริงใจ แต่ฉันกำลังประเมินพวกเขาอยู่
‘ไม่ต้องสั่งการ แต่พวกเขากลับฝึกการประสานงานกันเอง’
พวกเขาเป็นผู้กล้าระดับ N ไม่มีค่าสถานะหรือทักษะอะไรน่าประทับใจ
สุดท้ายแล้วสิ่งที่พวกเขาแสดงให้เห็นก็มีไม่มาก แต่หนึ่งในนั้นคือการทำงานเป็นทีมที่ยอดเยี่ยม
‘ถ้าห้าคนนี้สามารถประสานงานกันในการโจมตีและป้องกันได้ พวกเขาก็สามารถเอาชนะข้อจำกัดของระดับ N เลเวลต่ำ และค่าสถานะต่ำได้’
พวกเขารู้แน่ชัดว่าตัวเองควรจะไปในทิศทางไหน
ดิออนมองไปที่สมาชิกในทีมแล้วหัวเราะอย่างเขินอาย
“เหล่าผู้กล้าที่อยู่ใต้บัญชาของฝ่าบาทล้วนมีความสามารถสูงส่ง แต่พวกเรานั้นธรรมดา จึงไม่อยากทำให้เป็นภาระ จึงต้องฝึกฝนอย่างหนัก”
“…….”
ฉันไม่ได้ปฏิเสธคำพูดนั้น
พวกเขาต้องพยายามอย่างหนักเพื่อให้มีศักยภาพ และเพื่อเอาชีวิตรอดในสนามรบ
“เย็นนี้หกโมงเย็น มาประชุมกันที่คฤหาสน์ของเจ้าเมืองนะ”
ฉันตบไหล่ทั้งห้าคนของกองกำลังทหารรับจ้างดิออน
“ไปอาบน้ำให้สะอาดนะ ฝึกหนักขนาดนี้ต้องกินของอร่อย ๆ ด้วย”
***
กองพลเงาพักอยู่ที่เรือนแยกหลังเล็ก ๆ ห่างจากคฤหาสน์ของท่านเจ้าเมืองเล็กน้อย
เพราะเป็นเอลฟ์ พวกเขาเลยรู้สึกกังวลกับสายตาของคนอื่น ฉันเลยจัดหาเรือนแยกให้พวกเขา
ฉึก! ฟิ้ว!
ด้านหลังของเรือนแยกนั้นมีลานฝึกธนูที่ฉันเตรียมไว้
มีเป้าหมายวางอยู่กระจัดกระจาย และมีหุ่นไล่กาที่ถูกยิงด้วยลูกธนูเต็มไปหมด
นักธนูสามคนกำลังยิงธนู ส่วนนักเวทสองคนกำลังเคลื่อนย้ายเป้าหมายเพื่อช่วยในการฝึกซ้อม
พวกนี้ฝึกซ้อมเป็นระบบมากเลยนะ
“โอลด์เกิร์ล ความแม่นยำในการยิงระยะไกลยังต่ำอยู่ ต้องเพิ่มอีกหนึ่งคะแนนภายในวันนี้ สกัล ความเร็วในการยิงระยะใกล้ช้าเกินไป ต้องฝึกฝนความเร็วในการตอบสนอง หวนคืนสู่จุดเริ่มต้น เบิร์นเอาท์ เธอนี่… จะซ้อมแต่การทิ้งระเบิดไปถึงเมื่อไหร่? ถ้าทำได้แค่นั้นก็ตายแน่ ๆ”
ก็อตแฮนด์ที่กำลังให้คำแนะนำแก่นักธนู รู้สึกตัวว่ามีคนเข้ามา แล้วหันมามองฉัน
“ฝ่าบาทเสด็จมา”
“ขยันกันจัง”
“ฝ่าบาทเสด็จมา!”
“ฝ่าบาทเสด็จมา!”
สมาชิกคนอื่น ๆ ในกองพลเงานั้นโค้งคำนับฉัน
มีแค่โอลด์เกิร์ลที่โบกมือเล็กน้อย อืม ยังเหมือนเดิม
ฉันจ้องมองมือของก็อตแฮนด์
“มือเป็นยังไงบ้าง?”
“ดีแล้วครับ พร้อมเต็มที่ครับ”
“ดีแล้ว พรุ่งนี้ต้องขยับตัวแล้วล่ะ”
ฉันส่งสายตาไปให้ลูคัสที่เดินตามฉันมา
ลูคัสขึ้นไปบนรถที่ลากมาจากด้านหลัง แล้วเปิดกล่องที่อยู่บนรถ
กึก-
ในกล่องเต็มไปด้วยโลหะสีเทาที่แวววาว
เป็นแท่งเงิน
“ของนาย ก็อตแฮนด์”
ฉันนำเงินที่เหลือจากการผลิตอุปกรณ์มาให้เขาหมดแล้ว
“……เงินจำนวนนี้สามารถจ้างทหารได้ทั้งกองทัพเลยนะครับ”
ก็อตแฮนด์ตกใจแล้วมองมาที่ฉัน
“ทำไมถึงให้ผม?”
“นายคงได้ยินแล้วใช่ไหมว่าศัตรูในการป้องกันครั้งนี้คือแวมไพร์”
ฉันยิ้มออกมาอย่างร้ายกาจ
“และจุดอ่อนของพวกแวมไพร์ก็คือเงิน ก็อตแฮนด์ นายเป็นช่างโลหะที่สามารถควบคุมโลหะได้ตามใจชอบ”
“……!”
“ไงล่ะ ถ้ามีเงินขนาดนี้ ก็คงจะเอาชนะแวมไพร์ได้เยอะใช่ไหมล่ะ?”
ก็อตแฮนด์ที่เข้าใจเจตนาของฉันแล้วก็ยิ้มบาง ๆ
“ผมควรจะทำอะไรครับ ฝ่าบาท?”
“หกโมงเย็นมาที่ห้องอาหารของคฤหาสน์ เรากินข้าวไปคุยกันไป……อ้อ”
ฉันส่งสายตาไปให้พวกเด็ก ๆ
“อยากกินอะไรเป็นอาหารเย็น บอกมาเลย”
ทันทีที่ฉันพูดจบ นักธนูทั้งสามคนก็รีบยกมือขึ้น พวกเด็กตะกละนี่
***
ฉันส่งคนไปตามจูเนียร์ และได้รับคำตอบว่าจะมาถึงเวลาหกโมงเย็น
ตอนนี้ได้เรียกสมาชิกทุกคนมาเรียบร้อยแล้ว
ในขณะที่รอ ฉันก็พักผ่อนบ้าง ฉันนั่งลงบนเตียงในห้อง มองไปยังอากาศว่างเปล่า
“…….”
หน้าจอระบบปรากฏขึ้นตรงหน้าฉัน
[ข้อมูลศัตรู - ด่านที่ 5]
- Lv.? จ้าวแวมไพร์ : 1 ตัว
- Lv.? ผู้บัญชาการกองพลแวมไพร์ : 2 ตัว
- Lv.? หัวหน้าแวมไพร์: 7 ตัว
- Lv.25 หัวหน้าสายเลือดต้องสาป: 20 ตัว
- Lv.20 ผีดิบเหมันต์ : 970 ตัว
- เวลาเริ่มต้น : 9 วัน
‘มันกำลังจะมาแล้ว’
ฉันรู้สึกวิงเวียนหัวเมื่อเห็นข้อมูลศัตรูที่ปรากฏขึ้น แล้วปิดหน้าจอระบบ
‘พวกมันกำลังเข้าใกล้แล้ว’
ด่านนี้ ยาก
ถึงแม้จะเตรียมพร้อมอย่างมั่นใจสำหรับการป้องกันครั้งนี้ แต่ฉันก็รู้จากประสบการณ์ดี
ฉันรู้ว่าด่านนี้จะโหดร้ายและยากลำบากอย่างที่สุด
แต่เพราะรู้ว่ามันเลี่ยงไม่ได้ จึงทำได้แค่เตรียมพร้อมรับมือกับคลื่นศัตรู
‘ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง การป้องกันทุกครั้ง ไม่สิ ทุกช่วงเวลา ล้วนเป็นการเดิมพันครั้งสำคัญ’
ฉันจะเดิมพันด้วยมือเดียว เพื่อชะตาของโลก
เหมือนกับที่ฉันเคยทำมาเสมอ นี่แหละคือหน้าที่ของฉัน
ติดตามผู้แปลได้ที่แฟนเพจ:ยักษาแปร ผู้แปลลงแค่ในMy-NovelและThai-novelเท่านั้น หากอ่านที่อื่นรบกวนมาสนับสนุนทีนะครับผม หรือจะมากดไลก์แฟนเพจก็ได้ กระซิกกระซิก ;-;_