เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

◈บทที่ 126. อาวุธเงินศักดิ์สิทธิ์

◈บทที่ 126. อาวุธเงินศักดิ์สิทธิ์

◈บทที่ 126. อาวุธเงินศักดิ์สิทธิ์


【แปลโดยฝีมือ...ยักษาแปร...มาติดตามได้ที่แฟนเพจหรือเพื่อติดตามเอาข่าวสารได้นะ】

【แค่ คอมเมนต์ ก็เหมือนการให้กำลังใจแล้วนะครับ รบกวน comment กันหน่อยน๊า ;-;】

【Thai-novelจะทำการลงไวกว่าที่อื่นทุกที่ เป็นจำนวน 5 ตอน แต่เรื่องราคาแพงกว่าที่อื่นนิดหน่อย】

◈บทที่ 126. อาวุธเงินศักดิ์สิทธิ์

โรงแรม ชั้นหนึ่ง ห้องอาหาร

จูปิเตอร์กับจูเนียร์นั่งตรงข้ามกัน ฉันนั่งอยู่ตรงกลาง… กำลังกินข้าวอยู่

“…….”

“…….”

เหงื่อฉันไหลเป็นเม็ด ๆ ฉันนั่งอยู่ระหว่างคนสองคนที่บรรยากาศอึมครึมเหลือเกิน

‘นี่มันเกิดอะไรขึ้นเนี่ย?’

ฉันแค่อยากส่งอุปกรณ์ให้แล้วก็หัวเราะด้วยกันแค่นั้นเอง

ไหนจะต้องมาแทรกแซงเรื่องทะเลาะกันในครอบครัว แล้วมาเคี้ยวอาหารที่ไม่อยากกินอีก

“นี่ค่ะ อีกชุดหนึ่ง! พร้อมบริการค่ะ ยกมาเลย!”

ตอนนั้นเองเจ้าของโรงแรมก็ยิ้มอย่างมั่นใจ แล้วก็ยกอาหารมาเต็มพานเลย โอ๊ย เอาไปที! รีบจบมื้อนี้ซะที!

“อาหารถูกปากฝ่าบาทไหมคะ?”

“อื้อ… อร่อยมาก…”

“ดีใจด้วยค่ะ! ฮ่า ๆ ๆ !”

เจ้าของโรงแรมยังคงอยากทำคะแนนกับฉันเพราะเรื่องโรงแรมหรูอยู่ แต่เดี๋ยวก่อน นี่ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ตอนนี้คือข้าวมันติดคอ! ฉันไม่รู้รสชาติเลย

ฉันกลืนอาหารลงไปอย่างไม่รู้รสชาติ อย่างไม่สบายใจ

“อยากเป็นนักเวทขนาดนี้เลยเหรอ?”

จูปิเตอร์ถามขึ้นมาอย่างกะทันหัน

“ถึงขนาดต้องอาเจียนเป็นเลือดทุกวัน แล้วก็ใกล้ตายลงทุกวัน… ถึงขนาดต้องทำหน้าที่นักเวทอย่างนั้นเหรอ?”

‘จู่ ๆ ก็เปิดบทพูดงี้มาเลย?! ฉันยังกินไม่หมดเลยนะ!’

ฉันตกใจในใจ จูเนียร์ก็หั่นเนื้อห่านย่างแล้วกินไปอย่างไม่สะทกสะท้าน

[ขอเปลี่ยนจูเนียร์เวลาพูดกับคุณยาย จะใช้ หนู นะครับ]

“การเป็นนักเวทเป็นความฝันของหนูนี่คะ อ้อ อร่อยจัง คุณยายลองกินดูสิคะ”

‘พูดออกมาได้อย่างไม่สะทกสะท้านเลย!’

ฉันเบี่ยงตัวไปเล็กน้อย ชื่นชมกับการปะทะกันอย่างรวดเร็ว เอาล่ะ ฉันจะดูอยู่ห่าง ๆ ละกัน

“นี่ไม่ใช่แค่ ‘การใช้ชีวิต’ ในฐานะนักเวทหรอกนะ จูเนียร์ เธอรู้ไหมว่ามันจะมีโอกาสตายทุกวันเลย”

จูปิเตอร์คำรามเสียงต่ำ

จูเนียร์ก็ยังไม่สบตา แล้วก็เคี้ยวอาหารต่อไป

“งั้นถ้าเลิกเป็นนักเวทแล้วกลับไปอยู่บ้านเฉย ๆ หนูจะหายป่วยเหรอคะ?”

“ก็คงจะอายุยืนกว่าการพุ่งเข้าหาความตายอย่างตอนนี้น่ะสิ”

“ยังไงคนเราก็ต้องตายอยู่แล้วนี่คะคุณยาย หนูแค่ตายเร็วกว่าคนอื่นแค่นั้นเอง”

แคร๊ง แคร๊ง แคร๊ง-!

อย่างกับคำพูดกำลังฟาดฟันกันไม่มีผิด เหมือนได้ยินเสียงโลหะกระทบกันเลยแฮะ

ทั้งสองคนหยุดเงียบไปชั่วขณะหลังจากที่ใช้คำพูดราวกับดาบฟันกัน

จูปิเตอร์เป็นคนพูดต่อ

“เธอคิดจะตายก่อนฉันงั้นเหรอ?”

จูเนียร์ก็ยิ้มเบา ๆ แล้วมองไปที่ย่าของเธอ

“มันก็ไม่เลวนะคะ”

“…….”

จูปิเตอร์ปิดตาข้างเดียวแน่น แล้วก็ดึงเก้าอี้ถอยหลังไปพร้อมกับเสียงดังเอี๊ยด

ตึง!

“ขออภัยด้วยค่ะ ฝ่าบาท ฉันขอถอนคำพูดเมื่อกี้”

“ห้ะ อะไรนะ อะไร?”

“ฉันจะใช้เครื่องมือทั้งหมดที่มอบให้นั่นเองคะ เพราะว่าให้กับคนที่ตายก่อนฉันไปมันก็ไม่มีความหมายอะไร”

“อ้อ…”

“ฉันขอตัวก่อนนะคะ”

จูปิเตอร์โค้งให้ฉัน แล้วก็เก็บอุปกรณ์ที่เตรียมมาไว้ในอ้อมแขน แล้วก็เดินออกจากห้องอาหารไปอย่างรวดเร็ว

ฉันมองไปที่ที่จูปิเตอร์เพิ่งเดินออกไป แล้วก็พึมพำอย่างไม่แน่ใจ

“จูเนียร์ ไม่เป็นไรเหรอ? ทะเลาะกับยายตัวเองขนาดนี้…”

“ไม่เป็นไรค่ะ”

“ห้ะ?”

“ฉันบอกว่าไม่เป็นไร”

จูเนียร์ใช้ส้อมจิ้มเนื้อย่างที่จาน แล้วก็พูดอย่างเฉยชา

“ฉันไม่เคยคิดว่าคนคนนั้นเป็นยายของฉันเลย”

“…….”

ฉันได้ยินเรื่องราวในอดีตของทั้งสองคนมาแล้ว จึงไม่สามารถเข้าไปยุ่งได้

แต่ว่า…

“แต่ว่านะจูเนียร์ จูปิเตอร์ก็พูดถูกนะ ถ้าร่างกายแย่ลงทุกครั้งที่ใช้เวทมนตร์ ก็ควรจะลดการใช้ลงบ้าง…”

“ฝ่าบาท”

จูเนียร์พูดเสียงเบา

“ศัตรูในการป้องกันครั้งนี้คือจ้าวแวมไพร์ค่ะ แล้วถ้าไม่มีฉัน การป้องกันครั้งนี้ก็จะล้มเหลวใช่ไหมคะ?”

“…….”

มันเป็นคำพูดที่ไม่มีอะไรผิด ฉันจึงเงียบไป

ใช่แล้ว ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาลดการใช้เวทมนตร์อะไรหรอก

ยิ่งกว่านั้น ฉันต้องใช้จูเนียร์ให้ถึงขีดจำกัด ไม่ว่าเธอจะอาเจียนเป็นเลือดแค่ไหนก็ตาม

“ทุกคนบนแนวหน้าต่างก็กำลังเสี่ยงชีวิตต่อสู้กันอยู่ค่ะ”

จูเนียร์พูดอย่างใจเย็น

“แม้ว่าคุณค่าเชิงกลยุทธ์จะแตกต่างกัน แต่ชีวิตของนักเวทก็ไม่ได้หนักหนาสาหัสกว่าชีวิตของคนอื่น ๆ ฉันก็แค่กำลังเสี่ยงชีวิตต่อสู้เหมือนกัน”

“…….”

“อาหารอร่อยมากค่ะ”

จูเนียร์ลุกขึ้น แล้วก็ยิ้มตาหยีเหมือนสุนัขจิ้งจอกให้ฉัน

“ฝ่าบาทจะเลี้ยงใช่ไหมคะ?”

แล้วคิดว่าฉันจะไปขอเงินเด็กที่ทำงานได้แค่สองวันเหรอ?

จูเนียร์บอกว่าจะไปพัก แล้วก็เดินขึ้นบันไดไปที่ห้องของตัวเอง ฉันถอนหายใจมองอาหารที่ฉันยังไม่ได้แตะต้อง

‘ทุกคนก็มีปัญหาเรื่องครอบครัวกันทั้งนั้นแหละ’

คิดไปคิดมา ไอ้เวรแอช เจ้าเด็กนี่ก็ดูเหมือนจะมีปัญหากับครอบครัวเหมือนกัน ฉันดันไม่รู้ว่าจะไปคุยกับใครดี

ฉันคิดหนักกับปัญหาที่ไม่มีทางออก แล้วก็ลุกขึ้นยืนพรวด

ฉันจะทำยังไงได้ล่ะ ฉันก็ได้แต่หวังว่าทั้งสองคนจะแก้ปัญหาเองได้

“เจ้าของโรงแรม! ช่วยห่ออาหารให้หน่อย ฉันจะเอาไปบ้าน”

ฉันจะเอาไปให้คู่หูอัศวินกิน พวกเขาคงน่าจะชอบมากทีเดียว

***

หนึ่งสัปดาห์ต่อมา

อาณาจักรทะเลสาบ ค่ายฐานในดันเจี้ยน โรงตีเหล็กของเคลลิเบย์

“เสร็จแล้ว”

พอได้ยินคำพูดของเคลลิเบย์ ฉันกลืนน้ำลายลงคอ ลูคัส เอวานเจลีน และดาเมียนก็กลืนน้ำลายลงคอตามฉัน

เคลลิเบย์หัวเราะฮ่า ๆ แล้วชี้ไปที่อาวุธที่วางอยู่บนโต๊ะ

“ระวังหน่อยก็ดี เพราะมันทำจากเงินของต่างโลก เลยไม่เสถียร แล้วก็ยังมีการกลั่นด้วยผงใบไม้ปีศาจอีก”

บนโต๊ะมีดาบยาวที่ใส่ไว้ในฝักหนัง ปลายหอกทหารม้าขนาดใหญ่

และลูกธนูที่บรรจุอยู่ในกระบอกธนูสามกระบอก

“ถึงจะดูขาวสวยเหมือนดาบศักดิ์สิทธิ์ แต่จริง ๆ แล้วมันก็คือดาบปีศาจ จงใช้ด้วยความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่งล่ะ”

ฉันฟังหูซ้ายทะลุหูขวา แล้วค่อย ๆ เดินไปที่โต๊ะ ฉันอยากตรวจสอบสถานะของอุปกรณ์

ฉันวางมือลงบนดาบยาวที่อยู่ด้านหน้าที่สุด มาดูกัน

[ดาบยาวเงินศักดิ์สิทธิ์แห่งความตาย (SSR) Lv.40]

- ประเภท : ดาบยาว

- พลังโจมตี : 40-50

- ความทนทาน : 10/10

- เมื่อต่อสู้กับศัตรูที่ไม่บริสุทธิ์ จะเพิ่มความเสียหาย 100 %

- เมื่อต่อสู้กับศัตรูที่ไม่บริสุทธิ์ จะไม่คำนึงถึงพลังป้องกันของศัตรู

- เมื่อโจมตี จะลดผลการรักษา 75 %

มีคำลงท้ายว่า ‘ความตาย’ หมายความว่าเป็นอาวุธที่มีผลลดการรักษาสูงสุด

‘ความเสียหายเพิ่มเป็นสองเท่า ไม่คำนึงถึงการป้องกัน ลดการรักษา’

มันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็น ผู้ล่าแวมไพร์ (Vampire Slayer) อย่างแท้จริง

เมื่อต่อสู้กับศัตรูที่ไม่ใช่เผ่าพันธุ์โลหิต มันก็เป็นแค่ดาบยาวธรรมดา แต่ถ้าเป็นเผ่าพันธุ์โลหิต มันก็คืออาวุธที่แข็งแกร่งที่สุด

ฉันพยักหน้าอย่างพึงพอใจ แล้วหันไปทางด้านหลัง

“ลูคัส”

“ครับ”

ลูคัสรับดาบไป แล้วก็ดึงออกมาด้วยท่าทางที่คล่องแคล่ว

ชิ้ง-!

ใบมีดสีขาวสะอาดโผล่ออกมา แล้วก็ส่งเสียงที่เรียบลื่น

มันเป็นดาบสีขาวบริสุทธิ์ ไม่มีรอยเปื้อนใด ๆ เหมือนหิมะที่เพิ่งตกใหม่ ๆ

เพราะกลั่นด้วย [เถาปีศาจ] จึงมีออร่าสีแดงอ่อน ๆ

ฟึบ! ฟับ!

ลูคัสฟาดดาบไปในอากาศเบา ๆ เสียงลมที่แตกออกเป็นสองข้างด้วยคมดาบก็ดังขึ้นอย่างคมชัด

“……ยอดเยี่ยมมาก”

หลังจากที่ลองฟาดดาบไปอีกหลายครั้ง ลูคัสก็เสียบดาบกลับเข้าฝัก มีเสียงดัง ฉับ! ดาบก็ถูกดูดเข้าไปในฝัก

“ตลอดชีวิตที่ใช้ดาบมา นี่คือดาบที่ดีที่สุดครับ”

“ฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ ! เรื่องธรรมดา! นี่ยังเป็นครั้งแรกที่พวกนายได้ใช้ดาบของฉันเลย มันก็ต้องเป็นดาบที่ดีที่สุดที่เคยใช้มาอยู่แล้ว!”

เคลลิเบย์หัวเราะออกมาอย่างมีความสุข

แต่เขาก็บ่ายไหล่อย่างไม่หยุด ดูท่าตาแก่คนนี้ก็อ่อนไหวกับคำชมเหมือนกันนะ

“ต่อไปก็ถึงตาอัศวินหญิง รับหอกไป”

“คะ! ค่ะ!”

เอวานเจลีนวิ่งมาอย่างรวดเร็ว แล้วก็วางหอกทหารม้าของเธอลงบนโต๊ะ

เคลลิเบย์บ่นพึมพำ แล้วก็หยิบหอกทหารม้านั้นขึ้นมา

“ก่อนหน้านี้ขออะไรมาเยอะแยะไปหมด ฉันเลยคิดว่าทำใหม่เลยน่าจะดีกว่านะ”

หอกทหารม้าในอาวุธเงินศักดิ์สิทธิ์ ทำโดยการนำปลายหอกมาติดไว้บน [หอกทหารม้าตระกูลครอส] ที่เอวานเจลีนมีอยู่

เพราะมันไม่ใช่เกม แต่เป็นโลกแห่งความจริง ฉันจึงลองทดสอบดู

บางทีมันอาจจะได้ความสามารถจากอุปกรณ์เฉพาะตัว และผลของอาวุธเงินศักดิ์สิทธิ์ด้วย

โชคดีที่มันได้ผล

กรุ๊งกริ๊ง! กรุ๊งกริ๊ง!

ปลายหอกสีขาวติดเข้ากับหอกทหารม้าของเอวานเจลีน ราวกับว่ามันหลอมรวมกัน

เพราะวัดขนาดและทำอย่างประณีต ปลายหอกจึงดูเหมือนติดตั้งมาตั้งแต่แรก

“ว้าว! สุดยอดไปเลย!”

เอวานเจลีนตกใจ แล้วก็ฟาดหอกทหารม้าไปมา

สถานะใกล้เคียงกับดาบยาวของลูคัส ถ้าใช้ได้ดีก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร

“มีอะไรที่ต้องปรับแต่งอีกไหม?”

“ไม่มีเลยค่ะ! มันหนักขึ้นนิดหน่อย แต่เดิมหอกของบ้านเรามันเบาไป เลยชอบแบบนี้มากกว่า! พอดีเลย!”

เอวานเจลีนหัวเราะคิกคัก แล้วก็ฟาดหอกทหารม้าไปมาอย่างรวดเร็ว

ฉันไม่รู้เลยแฮะว่าแขนเล็ก ๆ นั้นเอาพละกำลังมาจากไหน

“……หอกทหารม้านั่น เอามาให้ฉันทีหลังนะ”

ตอนนั้นเองเคลลิเบย์ก็กระซิบกับฉัน

“มันเป็นอุปกรณ์ที่มีพลังมหาศาล ตอนนี้มันยังใช้ไม่ได้เต็มที่ แต่ถ้ามีวัตถุดิบครบถ้วนในอนาคต มันจะสามารถปลดปล่อยพลังที่แท้จริงได้”

อย่างที่คิด เคลลิเบย์รู้จักอุปกรณ์เฉพาะตัวของตัวละครระดับ SSR

แต่ไม่ว่ายังไง ฉันก็ต้องให้ตาแก่คนนี้อัพเกรดให้ในอนาคตอยู่แล้ว

และสุดท้ายคือลูกธนูเงินศักดิ์สิทธิ์

“…….”

ดาเมียนหรี่ตาลง แล้วก็ตรวจสอบลูกธนูทีละลูก

ดูเหมือนว่าเคลลิเบย์จะประหม่า ราวกับว่ากำลังได้รับการตรวจสอบจากผู้ตรวจสอบ

“เด็กคนนี้… มีสายตาที่ดีมาก…”

“ท่านรู้ได้ยังไงครับ?”

“เรื่องธรรมดา ไอ้หนู สายตาในการ ‘มองทะลุ’ อาวุธมันต่างกันออกไป”

ฉันไม่รู้เลยว่าต่างกันยังไง แต่ดาเมียนมี [ตาเหยี่ยว] ก็เลยช่างมันเถอะ

“ถ้ามีลูกธนูนี้…”

ดาเมียนพึมพำเบา ๆ แล้วก็เก็บกระบอกธนูทั้งสามกระบอกใส่กระเป๋าของเขา

“ขอบคุณมากครับ”

“อื้อ อื้อ ดูเหมือนว่านายจะใช้ลูกธนูนี้ได้ดีเลยนะ”

เคลลิเบย์ยิ้มอย่างพอใจ แล้วลูบหนวด แล้วก็ทำท่าอุทาน อ้า! จากนั้นก็เอาอะไรบางอย่างออกมาจากข้างหลัง

“ฉันเกือบลืมไปแล้ว นี่ นี่เป็นของแถม”

มันคือคันธนูที่เรืองแสงสีแดง เคลลิเบย์ส่งคันธนูให้ดาเมียน แล้วก็โยกไหล่ไปมา

“ยังเหลือกิ่งไม้ของ ‘เถาปีศาจ’ เลยทำมาให้หน่อย”

“ว้าว ขอบคุณมากครับ…”

ดาเมียนรับคันธนูด้วยมือทั้งสองข้าง ฉันก็ดูสถานะของมัน มาดูกัน

[รอยแยกแห่งทรมาน (SR) Lv.35]

- ประเภท : คันธนู

- พลังโจมตี : 35-45

- ความทนทาน : 15/15

- เมื่อโจมตี จะลดผลการรักษา 15 % ถ้าลูกธนูมีผลเดียวกัน ผลจะรวมกัน

- เมื่อโจมตี จะมีโอกาส 30 %ที่ทำให้โดนคำสาป คำสาปจะใช้แบบสุ่ม

<แสดงรายการคำสาปที่สามารถใช้ได้>

ฉันอยากรู้ว่าคำสาปอะไร เลยเปิดดู ปรากฏว่ามีคำสาปมากมาย ตั้งแต่ตาบอด เลือดออก ความสับสน ความหวาดกลัว ฯลฯ

ดูเหมือนว่าคำสาปทั้งหมดในเกมนี้จะมีหมด มันจะสุ่มมาหนึ่งคำสาปใช่ไหม ดีจัง

“ของแถมเยอะไปหน่อยไหมครับ?”

“ฉันทำจากกิ่งไม้เหลือใช้น่ะ เอาไปทิ้งก็เปลือง ให้ใครสักคนใช้ดีกว่า”

แต่ว่านี่มันอุปกรณ์ที่ดีขนาดนี้ ฉันเลยอยากให้ค่าตอบแทน แต่เคลลิเบย์ก็ปฏิเสธอย่างรวดเร็ว

“ไม่ต้องจ่ายเงินหรอก! ค่าจ้างในการทำอาวุธนี้ ฉันมีเงื่อนไขอีกอย่าง!”

“อ้อ จริงด้วย”

คอของเซเลนดิออน

ฉันตกลงกับเคลลิเบย์แล้วว่า จะมอบวัตถุดิบที่ได้จากการกำจัดราชาแวมไพร์ให้เขา

ถ้าจ่ายค่าใช้จ่ายก่อน ความหมายของสิ่งที่ตามมาจะลดลง

“ฉันจะไม่พูดซ้ำอีก ไปได้แล้ว ไปสู้ให้ดี”

เคลลิเบย์พูดอย่างใจเย็น แล้วก็เดินเข้าไปในโรงตีเหล็ก

“ฉันรอฟังข่าวดีอยู่ พวกเด็ก ๆ ทั้งหลาย”

ฉัน ลูคัส เอวานเจลีน และดาเมียน ต่างก็โค้งคำนับเคลลิเบย์

“ขอบคุณมากครับ/ค่ะ!”

‘อาวุธพร้อมแล้ว’

ฉันพยักหน้า มองไปที่สมาชิกในทีมที่เตรียมอาวุธเสร็จเรียบร้อย

เหลือเพียงกลยุทธ์เท่านั้น

“เอาล่ะ พอถึงครอสโรดแล้ว ก็ไปที่โรงตีเหล็กที่นั่นด้วย”

ฉันยืนอยู่หน้าประตูเคลื่อนย้าย แล้วก็ส่งสัญญาณให้กับเอวานเจลีน

“เอวานเจลีน ไปเอาชุดเกราะของเธอด้วย”

“คะ?”

“เป็นทหารหน้าแนว ต้องมีชุดเกราะที่ดีด้วยสิ ฉันสั่งทำไว้ชุดหนึ่ง”

ดวงตาสีเขียวของเอวานเจลีนเบิกโพลง

แล้วก็ถามขึ้นมาทันที

“ชุดเกราะนั้น สวยไหมคะ?!”

ไม่ใช่สิ ต้องถามถึงสมรรถนะก่อน สมรรถก่อนสิเฮ้ย ยัยเด็กนี้!

ติดตามผู้แปลได้ที่แฟนเพจ:ยักษาแปร ผู้แปลลงแค่ในMy-NovelและThai-novelเท่านั้น หากอ่านที่อื่นรบกวนมาสนับสนุนทีนะครับผม หรือจะมากดไลก์แฟนเพจก็ได้ กระซิกกระซิก ;-;_

จบบทที่ ◈บทที่ 126. อาวุธเงินศักดิ์สิทธิ์

คัดลอกลิงก์แล้ว