- หน้าแรก
- ข้ากลายเป็นทรราชในเกมป้องกันเมือง
- ◈บทที่ 107. คำสาปแห่งชีวิตชั่วนิรันดร์
◈บทที่ 107. คำสาปแห่งชีวิตชั่วนิรันดร์
◈บทที่ 107. คำสาปแห่งชีวิตชั่วนิรันดร์
【แปลโดยฝีมือ...ยักษาแปร...มาติดตามได้ที่แฟนเพจหรือเพื่อติดตามเอาข่าวสารได้นะ】
【แค่ คอมเมนต์ ก็เหมือนการให้กำลังใจแล้วนะครับ รบกวน comment กันหน่อยน๊า ;-;】
【Thai-novelจะทำการลงไวกว่าที่อื่นทุกที่ เป็นจำนวน 5 ตอน แต่เรื่องราคาแพงกว่าที่อื่นนิดหน่อย】
◈บทที่ 107. คำสาปแห่งชีวิตชั่วนิรันดร์
คุยกับช่างตีเหล็ก เคลลิเบย์เรียบร้อยแล้ว
ก็ทำความสะอาดรอบ ๆ ค่ายฐานจนเรียบร้อย
“กลับกันเถอะ!”
ฉันกับพวกพรรคพวกทั้งสามปาร์ตี้ใช้ประตูมิติกลับมา
เคลลิเบย์โบกมือให้ฉันอยู่ข้างโรงตีเหล็ก
“มาเที่ยวบ่อย ๆ นะ! ฉันเหงาเหลือเกิน! เอาของอร่อย ๆ มาด้วยล่ะ! เข้าใจไหม?!”
อ้าว นี่มันบทพูดของตาแก่ที่อยู่บ้านนอกคนเดียวชัด ๆ
แต่ยังไงซะ ฉันก็ตั้งใจจะไปเยี่ยมบ่อย ๆ อยู่แล้วนี่นา
ฉันโค้งคำนับอย่างสุภาพก่อนจะเดินเข้าไปในประตู
“ต้องมาบ่อย ๆ นะ ต้องมาจริง ๆ !”
อ้าว ทำไมตาแก่ถึงได้พูดเสียงอ้อนวอนขนาดนี้! เหมือนรอหลานมาเยี่ยมตอนเทศกาลเลย! ฉันจะกลับมาอีกนะ เลิกอ้อนเถอะน่าตาแก่!
วาบ-!
***
พอฉันกลับมาถึงคฤหาสน์ก็เรียกสมาชิกทุกคนในสามปาร์ตี้มาที่ห้องรับแขกทันที
ถึงทุกคนจะเหนื่อยล้าจากการต่อสู้หนักหน่วง แต่เราก็ต้องสรุปเหตุการณ์ครั้งนี้ให้จบ
“ก่อนอื่น ขอบนายทุกคนมาก พวกนายทุกคนทำงานหนักมาก ถึงเราถึงจะชนะการปฏิบัติการยึดคืนครั้งนี้ได้”
ฉันแจกเครื่องดื่มและขนมเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้ทุกคน ก่อนจะยกเครื่องดื่มขึ้นดื่มรวดเดียวแล้วพูดต่อ
แต่ทุกคนกลับจ้องฉันตาเขม็ง ฉันเลยร้องเสียงหลง
“เฮ้อ กินและดื่มกันให้สบายใจหน่อยสิ! เราชนะแล้วนี่ ทำไมถึงได้เคร่งเครียดกันจัง”
“อ่า ครับ!”
“ครับ ขอประทานอภัยด้วยครับ!”
“ขอประทานอภัยด้วยค่ะ~!”
ลูคัสกับเอวานเจลีนเป็นคนแรกที่หยิบพายผลไม้เข้าปาก สมาชิกคนอื่น ๆ ก็เริ่มทยอยหยิบกินกันอย่างระมัดระวัง
บรรดาเด็ก ๆ ในกองกำลังเงาโกยขนมเข้าปากกันใหญ่ ส่วนบรรดาพวกมือใหม่ในกองกำลังทหารรับจ้างดิออนที่แอบมองอยู่ก็เริ่มกินกันอย่างเอร็ดอร่อย น่ารักจริง ๆ
“ก่อนอื่น ฉันต้องอธิบายเรื่องที่พวกมันไม่ตายแต่หายไป”
พอเห็นว่าทุกคนกินเครื่องดื่มและขนมไปได้ระดับหนึ่งแล้ว ฉันก็เริ่มเล่าเรื่องต่อ
“จากคำบอกเล่าของช่างตีเหล็ก เคลลิเบย์ …ประชาชนในอาณาจักรแห่งทะเลสาบถูกสาปด้วยคำสาปแห่งชีวิตชั่วนิรันดร์”
ลูคัสขมวดคิ้ว
“คำสาปแห่งชีวิตชั่วนิรันดร์…? หมายความว่าพวกเขาไม่ตายงั้นเหรอครับ?”
“ใช่”
ตามคำอธิบายของเคลลิเบย์ ประชาชนในอาณาจักรแห่งทะเลสาบจะฟื้นคืนชีพที่สถานที่ที่กำหนดไว้เมื่อพวกเขาตาย
ถึงจะต้องใช้เวลาสักพักกว่าจะขยับได้ แต่ไม่ว่าจะฆ่าเท่าไหร่ก็ฟื้นคืนชีพได้เรื่อย ๆ
“พวกเขาไม่แก่และไม่ตาย เหมือนกับเวลาหยุดนิ่งอยู่กับที่”
“หมายความว่าประชาชนทุกคนในอาณาจักรแห่งทะเลสาบถูกสาปงั้นเหรอครับ? เป็นไปได้ยังไง…”
“อืม ก็แค่พวกที่ทำงานอยู่ข้างล่างน่ะนะ”
ถ้าดูแค่ขนาด เมืองประเทศนี้ก็มีประชากรอย่างน้อยหลายแสนคน
แต่ในเกมจริง ๆ NPC ในอาณาจักรแห่งทะเลสาบที่ฉันเจอก็แค่ไม่กี่สิบคน
‘NPC ที่เจอในดันเจี้ยนมีทั้งหมดประมาณร้อยคน ครึ่งหนึ่งเป็นนักผจญภัย อีกครึ่งหนึ่งเป็นประชาชนในอาณาจักรแห่งทะเลสาบ… ก็ประมาณห้าสิบคนมั้ง’
ฉันหยุดคิด เดี๋ยวนะ
‘…งั้นประชาชนที่เหลืออยู่ไหนล่ะ?’
ประชาชนที่เหลืออีกหลายแสนคน
ถ้าทุกคนถูกสาปด้วยคำสาปแห่งชีวิตชั่วนิรันดร์… แล้วพวกเขาอยู่ที่ไหนกัน?
“ฟังดูไม่น่าเชื่อเลยค่ะ เหมือนนิทานเลย”
เอวานเจลีนเคี้ยวพายพลางขมวดคิ้ว
“แต่ถ้าเป็นอมตะนี่ มันไม่ใช่คำสาป แต่เป็นพรไม่ใช่เหรอคะ?”
ลูคัสเห็นด้วย
“ใช่ครับ ทุกคนอยากมีชีวิตอยู่ให้ได้นานที่สุด ถ้ามีชีวิตอยู่ได้ตลอดไป… มันควรจะเป็นพรมากกว่าไม่ใช่เหรอครับ?”
ดาเมียนทำหน้าไม่พอใจ
“ผมไม่เอาครับ”
“ทำไม? อยากตายเร็ว ๆ เหรอ?”
“ผมไม่ชอบตายหรอกนะครับ แต่ถ้าจะต้องมีชีวิตอยู่ตลอดไป… มันคงเหนื่อยเกินไปครับ”
แต่ละคนก็มีความคิดเห็นเกี่ยวกับความเป็นความตายที่แตกต่างกันออกไป
ฉันหันไปมองจูเนียร์สมาชิกหลักคนสุดท้ายของปาร์ตี้ ว่ากำลังคิดอะไรอยู่
“……อมตะเหรอ……”
เธอมองไปบนฟ้าพลางพึมพำเบา ๆ
เพราะเป็นสีหน้าที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในตัวนักเวทน้อยคนนี้ ฉันเลยแปลกใจเล็กน้อย
กองกำลังเงากับกองกำลังทหารรับจ้างดิออนก็เริ่มแสดงความคิดเห็นของตนเองเกี่ยวกับการ ‘มีชีวิตอยู่ตลอดไปหรือมีชีวิตอยู่จนถึงวาระสุดท้าย’
ห้องรับแขกคึกคักขึ้นมาทันที
‘นี่ ใครจะให้มีชีวิตอยู่ตลอดไปกัน? พวกนี้คิดไปเรื่อยได้นะ’
ฉันอมยิ้มพลางดื่มเครื่องดื่มลงไป
‘ยังไงซะ ต่อไปนี้ NPC ที่เป็นศัตรูในอาณาจักรแห่งทะเลสาบ เราจะไม่สามารถฆ่าพวกเขาได้ แต่จะสามารถไล่พวกเขาไปยังจุดฟื้นคืนชีพได้เท่านั้นสินะ…?’
ถึงจะสามารถควบคุมและไล่พวกเขาไปได้ ก็ยังดีอยู่ แต่ที่น่าหนักใจคือ เราไม่สามารถกำจัดพวกเขาได้อย่างสิ้นเชิง
นั่นหมายความว่า เราต้องต่อสู้กับพวกพรายราตรีทุกครั้งที่พวกมันปรากฏตัว
“ยังไงซะ ตอนนี้เราก็ไล่พวกมันออกจากค่ายฐานไปแล้ว อีกสักพักพวกมันคงไม่มาขัดขวางเราอีก ตอนนี้เราต้องเตรียมพร้อมสำหรับการป้องกันครั้งต่อไป”
ฉันพูดเพื่อจัดการกับบรรยากาศที่วุ่นวาย
“ศัตรูในสงครามป้องกันครั้งต่อไปคือเผ่าพันธุ์โลหิต และเป็นไปได้สูงว่าจะเป็นแวมไพร์ชั้นสูง”
ทุกคนจับจ้องมาที่ฉัน ฉันพยักหน้า
“ฉันจะจัดหาอาวุธใหม่ที่ใช้ได้ผลกับเผ่าพันธุ์โลหิตให้ทุกคน และจะต้องฝึกการใช้อาวุธนั้นด้วย”
ฉันสั่งทำอาวุธสามชิ้นจากเคลลิเบย์เป็นของตอบแทน
แต่ต่างหากจากนั้น ฉันจะจัดทำอาวุธเงินให้กับทุกคน
“เหลือเวลาอีกสามสัปดาห์กว่าพวกมันจะบุกมา ในระหว่างนี้เราต้องเตรียมการอย่างเต็มที่โดยไม่หยุดพัก”
ฉันพูดอย่างเคร่งเครียดก่อนจะยิ้มออกมา
“แต่คืนนี้พักผ่อนให้เต็มที่ พวกนายทำได้ดีมาก และเหนื่อยกันมาหนักมาก”
ทุกคนยิ้มให้ฉันเบา ๆ ฉันโบกมือ
“เอาล่ะ พวกนายเหนื่อยกันมาทั้งคืนแล้ว ไปนอนกันเถอะ เลิกงาน!”
***
กองกำลังเงากับกองกำลังทหารรับจ้างดิออนออกจากห้องรับแขกไปก่อน ส่วนปาร์ตี้หลักเป็นกลุ่มสุดท้าย
“ฮ้าวววว……”
ฉันหาวอย่างเหนื่อยล้า เหนื่อยจริง ๆ
ตอนนี้ใกล้จะเช้าแล้ว แสงแดดเย็น ๆ ส่องเข้ามาทางหน้าต่าง
ลูคัส เอวานเจลีน และดาเมียนกำลังคุยกันไปมาเตรียมตัวจะแยกย้ายกัน
‘หืม?’
ตอนนั้นเองที่ฉันเห็นจูเนียร์นั่งอยู่ที่หน้าต่าง
จูเนียร์หน้าซีดและกำลังกุมขมับอยู่ เป็นอะไรหรือเปล่า
“จูเนียร์ เป็นอะไรหรือเปล่า? หน้าซีดจัง”
“ฮึก?!”
จูเนียร์ตัวสั่นตกใจเมื่อฉันเดินเข้าไปถาม
จูเนียร์ยิ้มแห้ง ๆ แล้วมองฉัน
“ฮิ ๆ คงจะเหนื่อยเพราะนอนดึกมั้งคะ สภาพร่างกายไม่ค่อยดีเท่าไหร่…”
กึก
จูเนียร์พูดไม่จบก็เซแล้วล้มลง…
ตุบ
ล้มลงไปในอ้อมกอดฉัน
‘อะไรกัน?!’
ฉันแข็งทื่อไปทั้งตัว อะไร? อะไรกันเนี่ย? นี่มันเกิดอะไรขึ้น?
‘หรือว่านักเวทคนนี้กำลังวางแผนอะไรกับฉันอยู่?!’
ความคิดมากมายผุดขึ้นมาในหัว
นี่เธอจะทำอะไรของเธอ? เพราะทองใช่ไหม? อยากเกี้ยวพาราสีเจ้าชายอย่างฉันใช่ไหม? แอชมีชื่อเสียงเรื่องความเจ้าชู้ แต่ฉันไม่ใช่แบบนั้นนะ แต่ถ้าแต่งงานแล้วจะมีลูกกี่คนล่ะ-?
“ทั้งสองสบายดีใช่ไหมครับ?”
“เกิดอะไรขึ้นคะ?”
ตอนนั้นลูคัสกับเอวานเจลีนก็วิ่งเข้ามา
เอวานเจลีนค่อย ๆ ประคองจูเนียร์ ส่วนลูคัสยืนขวางฉันกับจูเนียร์ไว้ เหมือนจะปกป้องฉัน
ดวงตาของลูคัสกับเอวานเจลีนฉายแววระแวงออกมา
ทำไมพวกเธอถึงระแวงกันล่ะ?
จูเนียร์ที่เอวานเจลีนประคองอยู่ใช้มือปิดหน้า ยังคงทรงตัวไม่ไหวอยู่
“ขอ…ขออภัยค่ะ ฝ่าบาท ฉันแค่เวียนหัวนิดหน่อย…”
“เวียนหัวแล้วทำไมถึงได้กระโดดลงไปในอ้อมกอดรุ่นพี่ล่ะคะ?”
“ถึงจะเป็นนักเวทอันทรงคุณค่าแค่ไหนก็ไม่ควรเข้าใกล้พระองค์อย่างง่ายดายสิ”
สองอัศวินยังคงระแวงอยู่
“จูจูครับ เจ็บมากไหมครับ? ให้ผมใช้เวทย์รักษาดีไหมครับ?”
ดาเมียนที่วิ่งมาทีหลังพูดด้วยใบหน้าไร้เดียงสา มือทั้งสองข้างกำลังปล่อยเวทย์รักษาอยู่
“ฮ่า ๆ เปล่าค่ะ จริง ๆ แล้วไม่เป็นอะไร…”
พร่วด
ก่อนจะพูดจบ เลือดก็ไหลออกมาจากจมูกของจูเนียร์ ไหลลงมาตามคาง
“อ้าว?”
ดูเหมือนเธอเองก็ตกใจ จูเนียร์มองเลือดที่ไหลลงมาเปื้อนมือด้วยสีหน้างุนงง
“นี่ เป็นอะไรหรือเปล่า? นี่ผ้าเช็ดหน้า-”
ฉันรีบคว้าผ้าเช็ดหน้าในกระเป๋าออกมา
“……อึก”
แต่จูเนียร์ลุกขึ้นวิ่งออกจากห้องรับแขกเร็วกว่า
“ฉัน…ฉันขอตัวก่อนนะคะ! แล้วพวกคุณก็พักผ่อนให้เต็มที่นะคะ!”
“เฮ้ย จูเนียร์! เดี๋ยว!”
ฉันยังจับตัวเธอไม่ได้ จูเนียร์วิ่งหายไปที่ปลายทางของห้องโถงคฤหาสน์แล้ว
“……ให้ดาเมียนรักษาเธอก่อนดีกว่า”
ฉันพึมพำด้วยความงุนงง พลางเหลือบมองสองอัศวิน
“แล้วทำไมพวกเธอถึงได้ลงมือเกินไปนัก? กับคนป่วยเนี่ยนะ”
“ฝ่าบาทใจเย็นเกินไปต่างหาก…”
ลูคัสพูด เอวานเจลีนพยักหน้าเห็นด้วย
“พี่จูจู มีพลังเวทย์กำลังเดือดปุด ๆ อยู่ข้างใน เหมือนกำลังจะพุ่งออกมาเลย”
“หือ? เหรอ?”
ฉันไม่รู้เลย ถึง SSR สองคนนี้จะตรวจจับได้ แต่ฉันไม่มีความสามารถในการตรวจจับแบบนั้น!
“พี่จูจูดูเหมือนจะปกปิดบางอย่างมาตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกัน พลังเวทย์ก็มีการกระเพื่อมอย่างไม่สม่ำเสมอ”
ฉันคิดว่าค่าสถานะพลังจิตและพลังเวทย์ของตัวเองก็เพิ่มขึ้นไม่เลวนะ แต่ทำไมถึงตรวจจับไม่ได้ การรับรู้แบบนี้เป็นอีกความสามารถหนึ่งหรือเปล่า?
“แต่เนื่องจากทักษะของพี่จูจูยอดเยี่ยมมาก เลยไม่กล้าพูดอะไร”
ลูคัสมองไปที่ทางที่จูเนียร์วิ่งออกไปด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความระแวง
“ถ้าเป็นภัยคุกคามต่อฝ่าบาทก็ต้องขัดขวางไว้”
“อืม……”
ดาเมียนมองไปที่สองคน ก่อนจะพูดเบา ๆ
“แต่จูจู… ดูเหมือนจะเจ็บป่วยจริง ๆ นะครับ”
“นายก็ตรวจจับได้งั้นเหรอ?”
สมกับเป็นหมอรักษา นายตรวจจับอาการป่วยไม่ใช่พลังเวทย์สินะ
“เวลาจูจูใช้เวทย์ ก็มักจะเอาบุหรี่ไปสูบอยู่ตลอด”
“อืม… คงเป็นเพราะเธอเป็นคนสูบบุหรี่เป็นประจำรึเปล่า?”
“ไม่ใช่ครับ ในบุหรี่นั้น ไม่ใช่ยาสูบ แต่เป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์บรรเทาอาการปวดครับ”
“หือ?”
“กลิ่นมันต่างกันครับ ผมเคยเห็นจูจูใส่สมุนไพรเข้าไปเองด้วยครับ…”
“…….”
สมุนไพรที่มีฤทธิ์บรรเทาอาการปวด?
ทุกครั้งที่ใช้เวทย์เหรอ? ทำไมล่ะ?
ฉันปวดหัวจนตีหัวตัวเองดังปั้ง
‘นี่ เหล่านักเวททั้งหลาย ทำไมพวกเธอถึงได้ป่วยกันขนาดนี้ล่ะ!’
คนหนึ่งก็เจ็บขา อีกคนก็พลังเวทย์ปะทุ คนสุดท้ายก็ป่วยอีก!
ไม่ได้นะ! ถ้าร่างกายมีค่าขนาดนี้ก็ขอให้สุขภาพแข็งแรงหน่อยเถอะ!
“อย่าแต่ทำวิจัยเวทย์มัวแต่ก้มหน้าก้มตาอยู่กับโต๊ะ ลองยืดเส้นยืดสายบ้างสิ! เหยียดหลังบ้าง! ออกไปรับแสงแดดบ้าง! เข้าใจไหม?!”
ฉันตะโกนออกมาคนเดียว ลูคัสเลยพูดแทรกขึ้นมา
“ดูเหมือนคำพูดนั้นจะใช้กับฝ่าบาทได้ด้วยนะครับ…”
“หือ?”
“ใช่ค่ะ รุ่นพี่! ใบหน้าซีดเซียวขนาดนั้น ก็เพราะมัวแต่อยู่แต่ในห้องทำงานไงล่ะค่ะ!”
“อ้าว แต่ฉันก็ออกไปข้างนอกดันเจี้ยนบ้างนี่…”
“แค่นั้นมันพอเหรอคะ? ต่อไปนี้รุ่นพี่ก็ต้องออกกำลังกายกับพวกเราด้วยนะคะ”
“ผมรับผิดชอบสุขภาพของฝ่าบาทเองครับ!”
สองอัศวินโชว์กล้ามแขน(แต่ของเอวานเจลีนไม่มี) แล้วบีบบังคับฉัน
ฉันร้องเสียงหลงแล้วส่ายหน้า
ไม่เอา! เจ้าชายเป็นพวกอยู่แต่ในบ้าน! ฉันยุ่งอยู่กับเรื่องต่าง ๆ มากมาย! ไปให้พ้นจากสายตาฉันเลยไอ้พวกกล้ามโต!
***
วันรุ่งขึ้น เที่ยงวัน ห้องทำงาน
“อื้อ……”
ฉันนอนพิงเก้าอี้
เมื่อเช้าโดนสองอัศวินลากไปวิ่งจ็อกกิ้งกับฝึกซ้อมมาทั้งเช้า
ไม่เคยออกกำลังกายมาก่อน เลยเหนื่อยจัง……
‘……ลองชวนจูเนียร์ออกกำลังกายด้วยดีไหม?’
ฉันนึกถึงปัญหาสุขภาพของนักเวทคนใหม่
ทั้งเลือดกำเดาที่ไหลออกมา ทั้งอาการเซ
และยังสูบสมุนไพรที่มีฤทธิ์บรรเทาอาการปวดเหมือนบุหรี่
แน่ชัดว่ามีอะไรบางอย่างผิดปกติ
ปัญหาคือ เธอดูเหมือนจะไม่คิดจะพูดอะไรเลย
‘แถมยังปิดบังค่าสถานะ ปิดบังปัญหาสุขภาพอีกด้วย…….’
เธอยังทะเลาะกับยายจูปิเตอร์ถึงขั้นต่อสู้กันด้วยเวทย์
อยากให้เธอเล่าเรื่องราว เล่าเหตุผลต่าง ๆ ให้ฉันฟังอย่างชัดเจนจัง
แต่ดูเหมือนเธอจะไม่มีทีท่าจะทำอย่างนั้นเลย
ปึง!
ตอนนั้นเอง ไอเดอร์วิ่งเข้ามาในห้องทำงานด้วยเอกสารหนึ่งฉบับ
“ทูตที่ส่งไปยังเมืองหลวงกลับมาแล้วครับ!”
“โอ”
ฉันลุกขึ้นนั่ง นั่นคือคำร้องขอการสนับสนุนที่ฉันส่งไปตลอด
แต่เมื่อศัตรูของด่านที่ 5 ได้แก่เผ่าพันธุ์โลหิตถูกระบุ ฉันก็เลยส่งไปอีกทันที
ฉันเขียนขอร้องอย่างสุภาพว่าถ้าไม่ได้รับการช่วยเหลือคราวนี้ ฉันจะต้องแตกพ่ายแน่ ๆ
ฉันเขียนจดหมายขอความช่วยเหลือด้วยลายมือของตัวเอง เหมือนกับหนังสือร้องเรียนเลย คราวนี้ต้องได้รับการตอบรับแล้ว!
“แล้วไง ได้การสนับสนุนไหม?”
“แฮ่ ๆ คือว่า…”
ไอเดอร์เกาหัวพลางยิ้มแห้ง ๆ
“ไม่ได้รับครับ!”
ว่าแล้วเชียว ไอ้พวกคนในเมืองหลวงสารเลว!
ติดตามผู้แปลได้ที่แฟนเพจ:ยักษาแปร ผู้แปลลงแค่ในMy-NovelและThai-novelเท่านั้น หากอ่านที่อื่นรบกวนมาสนับสนุนทีนะครับผม หรือจะมากดไลก์แฟนเพจก็ได้ กระซิกกระซิก ;-;_