เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

◈บทที่ 106. [ช่างตีเหล็กเวทมนตร์]

◈บทที่ 106. [ช่างตีเหล็กเวทมนตร์]

◈บทที่ 106. [ช่างตีเหล็กเวทมนตร์]


【แปลโดยฝีมือ...ยักษาแปร...มาติดตามได้ที่แฟนเพจหรือเพื่อติดตามเอาข่าวสารได้นะ】

【แค่ คอมเมนต์ ก็เหมือนการให้กำลังใจแล้วนะครับ รบกวน comment กันหน่อยน๊า ;-;】

【Thai-novelจะทำการลงไวกว่าที่อื่นทุกที่ เป็นจำนวน 5 ตอน แต่เรื่องราคาแพงกว่าที่อื่นนิดหน่อย】

◈บทที่ 106. [ช่างตีเหล็กเวทมนตร์]

ศัตรูที่พวกเราทุ่มเทกำลังเอาชนะไปได้ หายไปราวกับละอองควัน

ผลลัพธ์ที่ทั้งงุนงงและรู้สึกผิดหวัง

อาจนำไปสู่การลดลงของขวัญกำลังใจของสมาชิกทีม 15 คนก็เป็นได้

แต่แล้วก็ไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนั้น เพราะศัตรูสุดประหลาดคนใหม่ก็ปรากฏตัวขึ้นทันที

“พวกนายมาช้าได้ยังไงกันเนี่ย ไอ้พวกขี้เกียจ!”

ทันทีหลังจากที่กำจัดกองกำลังพรายราตรีไป

จู่ ๆ ก็มีชายชราตัวเตี้ยล่ำสัน โผล่พรวดออกมาจากมุมค่ายฐาน แล้วตะโกนเสียงดังลั่น

“รู้ไหมว่าค่ายถูกพวกโจรปล้นไปแล้วกี่วัน?! พวกนายควรจะไล่มันออกไปเร็วกว่านี้สิ ไอ้พวกโจร!”

“……?”

ทุกคนมองชายชราคนนี้ด้วยสายตาที่งุนงง

หัวล้านโล้น ตาโตกลม จมูกโง่ ๆ ใหญ่เท่ากำปั้น

ใต้จมูกคือเคราสีเทาอมน้ำตาล ที่ชี้ไปทั่วทุกทิศ

“ไอ้พวกอ่อนแอพวกนั้น มันดับเตาเหล็กของฉันหมดเลยนะ! เหล็กกล้าสุดรักของฉัน มันเย็นเฉียบจนสั่นไปหมด พวกนายไม่เห็นรึไง?! ฮือ?!”

เมื่อคนแคระชราที่ปรากฏตัวขึ้นมาอย่างกะทันหัน ตะโกนโวยวาย เหล่าสมาชิกทีมต่างก็ทำอะไรไม่ถูก

แต่ฉันกลับรู้สึกดีใจทันทีที่เห็นหน้าเขา

‘ช่างตีเหล็กเวทมนตร์ เคลลิเบย์นี่นา!’

NPC ประจำค่ายฐาน ช่างตีเหล็ก เคลลิเบย์

นักผจญภัยเผ่าคนแคระโบราณ ที่เข้ามาในดันเจี้ยนเพื่อตามหาแร่ธาตุหายาก แล้วก็มาตั้งรกรากอยู่ที่นี่เลย

นิสัยของเขานั้น เป็นมิตรอย่างยิ่ง

ไม่ว่าผู้เล่นจะทำอะไร เขาก็จะอยู่ข้างพวกเราเสมอ

“ไอ้พวกนักผจญภัยไร้ประโยชน์ ที่กินแต่ฉันวเปล่า! ฉันพูดไม่รู้เรื่องรึไง?! รีบจุดไฟทั่วทั้งค่ายซะ! พวกนายเป็นลูกหลานปีศาจรึไง?!”

……ปากอาจจะร้ายไปหน่อย

แต่ยังไงเสีย ตั้งแต่เจอหน้ากันครั้งแรก ก็ด่าและสั่งการไม่หยุด ทำให้ผู้เล่นหลายคนไม่ชอบเขา

ส่วนฉัน ชินแล้วเพราะเจอมาเยอะ

ลูคัสมองมาที่ฉันด้วยสีหน้าที่ว่า ‘จะกำจัดเขาไหมครับ ท่าน?’ ฉันยิ้มบาง ๆ แล้วพูดขึ้น

“เอาล่ะทุกคน! ถึงจะวุ่นวายอยู่ แต่ก่อนอื่น ทำตามคำสั่งของชายชราท่านนี้ก่อน”

เคลลิเบย์เบิกตาโพลง เหมือนตกใจกับปฏิกิริยาของฉัน

ฉันมองไปรอบ ๆ ค่ายฐาน

“ค่ายแห่งนี้จะเป็นที่มั่นของเราต่อไป ทำตามคำสั่งของเขา จุดไฟให้สว่างไสว และซ่อมแซมส่วนที่เสียหายให้เรียบร้อย”

“โฮ้ ๆ ๆ ๆ !”

เคลลิเบย์ ส่งเสียงอุทานแปลก ๆ แล้วเป่าลมหายใจแรง ๆ ก่อนจะเดินเข้ามาหาฉัน

“นี่ ๆ ๆ เด็กน้อยคนนี้ มีแววดีนี่นา! ชื่ออะไร?”

“แอชครับ ท่านนายช่าง”

“เด็กดีนี่นา ชอบ ๆ ๆ !”

ลูคัสจ้องมองเคลลิเบย์ด้วยสายตาไม่พอใจ

“บังอาจกับฝ่าบาท…”

แต่เคลลิเบย์กลับตะคอกใส่ลูคัส

“เฮ้ย พวกนายไม่ฟังหัวหน้าพวกนายเหรอ?! รีบจุดไฟให้ไวเข้า!”

“…….”

ลูคัสทำหน้าเหมือนลูกหมาที่ถูกตี แล้วหันมามองฉัน ฉันเหงื่อตก รีบยกมือขึ้น

“……ลูคัส ไปจุดไฟก่อนเถอะ”

เดี๋ยวค่อยมาง้อทีหลัง ตอนนี้ฟังคำสั่งของตาเฒ่าคนนี้ก่อนเถอะ

“ครับ ฝ่าบาท……”

ลูคัสทิ้งไหล่ลง แล้วเดินไปจุดไฟรอบ ๆ ค่ายฐาน ขอโทษนะ ไอ้หนุ่ม……

สุดท้ายแล้ว สมาชิกทีมทุกคนก็ทำตามคำสั่งของเคลลิเบย์ จุดไฟทั่วค่ายฐาน และเริ่มเก็บกวาดซากปรักหักพัง

“อืม! อืม!”

เคลลิเบย์มองภาพนั้นด้วยความพอใจ ฉันค่อย ๆ เดินเข้าไปหาเขา

“ถ้าไม่รบกวนเกินไป ขออนุญาตถามชื่อท่านนายช่างหน่อยได้ไหมครับ?”

ฉันรู้ชื่อเขาอยู่แล้ว แต่ก็ต้องถามเพื่อความแน่ใจ เพื่อการสื่อสารในอนาคตด้วย

“ปกติแล้ว การเปิดเผยชื่อของฉัน นั้นเป็นสิทธิ์ของเพื่อนร่วมรบที่ไว้ใจได้เท่านั้น”

เคลลิเบย์ ยกไหล่ขึ้นอย่างเย่อหยิ่ง แล้วแนะนำตัว

“แต่นายดูมีอนาคตดี ฉันจะบอกนายเป็นพิเศษ ชื่อของฉันคือ เคลลิเบย์ ช่างตีเหล็กที่เก่งที่สุดในโลก”

โดยปกติแล้ว คนที่อ้างว่าตัวเองเก่งที่สุดในโลก มักจะหยิ่งยโส แต่คนเฒ่าคนนี้ มีสิทธิ์ที่จะทำอย่างนั้น

เพราะว่า มีเพียงคนเฒ่าคนนี้เท่านั้น ที่สามารถสร้างอาวุธประจำตัวสำหรับตัวละครระดับ SSR

และมีเพียงคนเฒ่าคนนี้เท่านั้น ที่สามารถสร้างอาวุธเวทมนตร์ชนิดพิเศษ

‘ต้องสร้างอาวุธที่จำเป็นสำหรับการพิชิตด่านที่ 5 จากคนเฒ่าคนนี้’

ฉันตัดสินใจอย่างรวดเร็ว แล้วเริ่มอวยอย่างคล่องแคล่ว

“ไม่น่าแปลกใจเลยที่ท่านมีบุคลิกที่ไม่ธรรมดาขนาดนี้……! ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้พบกับท่าน เคลลิเบย์ ที่ได้ยินแต่ในตำนาน”

เคลลิเบย์หัวเราะชอบใจ แล้วลูบเครา

“ตำนานงั้นเหรอ? ฉันเข้ามาในดันเจี้ยนนี้ ตั้งแต่ 50 ปีก่อนแล้ว ชื่อของฉันยังคงถูกเล่าขานอยู่ในโลกภายนอกอยู่รึเนี่ย?”

“แน่นอนครับ ที่โรงตีเหล็กในประเทศของผม พวกเขาเคารพนับถือท่านเคลลิเบย์ ในฐานะเทพเจ้าแห่งเตาเผาและทั่ง”

“พุฮ่าฮ่าฮ่า! จริงเหรอ? จริงด้วยสินะ? อาวุธที่ฉันสร้างมันต้องสุดยอดอยู่แล้ว!”

แน่นอนว่าเป็นเรื่องโกหก แต่เขากลับเชื่อ

เมื่อฉันพูดจาอ่อนน้อมถ่อมตน และอวยเขาเรื่อย ๆ เคลลิเบย์ก็เปิดใจให้ฉันอย่างสมบูรณ์ เป็นตาเฒ่าใจง่ายจริง ๆ

“เอาล่ะ ๆ เห็นนายอ่อนน้อมถ่อมตนกับฉันขนาดนี้……”

ฉันมอบถุงเสบียงฉุกเฉินให้เขา เขาขอบคุณแล้วรับไป

ที่หน้าโรงตีเหล็ก ในมุมค่ายฐาน เคลลิเบย์นั่งพิงเก้าอี้ แล้วลูบเครา มองมาที่ฉัน

“นายคงต้องการอะไรสักอย่างสินะ?”

“ใช่แล้วครับ ท่านนายช่าง”

ไม่จำเป็นต้องพูดอ้อมค้อม นี่คือการสนทนาระหว่างช่างตีเหล็กกับลูกค้า

ฉันพูดไปตรง ๆ

“ผมต้องการอาวุธเงินศักดิ์สิทธิ์”

เมื่อฉันพูดถึงอาวุธระดับสูงสุดขึ้นมาอย่างกะทันหัน เคลลิเบย์ก็ตัวแข็ง

“นั่น……มันค่อนข้างยากที่จะสร้างนะ……ต้องการกี่เล่ม?”

“สิบห้าเล่ม”

ตาของเคลลิเบย์เบิกกว้าง ฉันยกไหล่ขึ้น

“อาจจะต้องมากกว่านั้นด้วย”

“นี่มันบ้าไปแล้วรึไง?! จะให้ฉันสร้างอาวุธเงินศักดิ์สิทธิ์ถึงสิบห้าเล่มเนี่ย?”

“สร้างไม่ได้เหรอครับ?”

ฉันกอดอก แล้วดมเสียงดัง

“ไม่นึกว่าท่านนายช่างจะพูดโม้อย่างเดียว”

“อะไรนะ อะไรนะ?!”

“เรื่องที่ท่านเป็นช่างตีเหล็กที่เก่งที่สุดในโลก เรื่องที่ท่านเป็นตำนาน ทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องโกหกหมดสินะ แต่ก็จริงอย่างที่ว่า เรื่องเล่าในอดีต มักจะถูกแต่งเติมเสมอ”

เคลลิเบย์หน้าแดงก่ำ เพราะท่าทีที่เปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน และการยั่วยุของฉัน เขาตะโกนเสียงดังลั่น

“อาวุธเงินศักดิ์สิทธิ์ เป็นอุปกรณ์ชั้นสูงสุดสำหรับการปราบปีศาจ! การสร้างแต่ละเล่มต้องใช้ความพยายามอย่างมากมาย ฉันไม่รู้ว่านายจะเอาไปใช้ทำอะไร แต่จะเอาไปถึงสิบห้าเล่มเนี่ย-”

“ราชาแห่งแวมไพร์”

คำพูดของฉัน ทำให้เคลลิเบย์เงียบกริบ

ฉันจ้องมองความมืด ที่อยู่ไกลออกไปในดันเจี้ยน แล้วพูดอย่างชัดเจน

“ราชาอมตะ เซเลนดิออน กำลังจะเสด็จมาในโลกมนุษย์ เราต้องหยุดเขา”

มีหลายวิธีในการต่อสู้กับแวมไพร์ แต่ที่ง่ายที่สุดคือการใช้อาวุธที่ทำจากเงิน

เพราะว่าเงินมีพลังในการชำระล้างสิ่งชั่วร้าย หรืออะไรทำนองนั้น

ในเกม ก็แค่เพิ่มความเสียหายเป็นสองเท่า

แต่สำหรับแวมไพร์ชั้นสูง อย่างพวกผู้บัญชาการ ผลของอาวุธเงินก็จะลดลง

อาวุธเงินศักดิ์สิทธิ์ เป็นอาวุธเงินพิเศษ ที่ใช้ต่อสู้กับพวกผู้บัญชาการเหล่านี้

มันจะเปลี่ยนความเสียหายทั้งหมดที่เกิดกับแวมไพร์ ให้กลายเป็นความเสียหายแท้จริง หรือที่เรียกว่าความเสียหายทะลุเกราะ

สร้างได้เฉพาะที่โรงตีเหล็กเวทมนตร์แห่งนี้เท่านั้น

‘อาวุธเงินศักดิ์สิทธิ์ ปกติแล้วสร้างได้หลังจากผ่านช่วงกลางเกมไปแล้ว’

เพราะว่าแวมไพร์ผู้บัญชาการ มักจะปรากฏตัวในช่วงกลางเกมเป็นต้นไป

แต่แล้วก็เกิดปัญหา ดันเจี้ยนที่ 5 ดันมีราชาแวมไพร์โผล่มาซะแล้ว

เราจึงจำเป็นต้องใช้อาวุธระดับสูง ที่ไม่ตรงกับความคืบหน้าของเกม

“……เซเลนดิออน จะบุกโลกภายนอกงั้นเหรอ?”

เคลลิเบย์ ที่เงียบอยู่นาน ถามอย่างตะกุกตะกัก ฉันพยักหน้า

“ใช่แล้วครับ”

“……เฮ้อ”

เคลลิเบย์ถอนหายใจยาว แล้วมองไปที่เตาเหล็กที่ดับอยู่

“รู้ไหม ไอ้หนุ่มน้อย ตอนที่ฉันเข้ามาในดันเจี้ยนนี้ ฉันมาพร้อมกับน้องชายอีกสองคน”

นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันได้ยินเรื่องราวในอดีตของเคลลิเบย์ ฉันได้แต่กะพริบตาปริบ ๆ

“ที่ดันเจี้ยนแห่งนี้ มีแร่ธาตุหายากที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน ค้นพบอยู่ตลอดเวลา พวกเราก็เริ่มตื่นเต้น”

เคลลิเบย์เอาบุหรี่ไปไว้ที่ปาก แล้วจุดไฟด้วยไม้ขีด สูบเข้าไป

“พวกเราก็เลยยิ่งลงไปลึก เพื่อตามหาแร่ธาตุหายากขึ้นไปอีก โดยไม่คิดถึงอันตราย”

แววตาของคนแคระช่างตีเหล็ก ที่ดูหยิ่งยโสและมั่นใจ เริ่มเต็มไปด้วยความหวาดกลัว

“แล้วก็ เจอพวกมันเข้า”

“พวกมันคือใครครับ?”

“ผู้บัญชาการแวมไพร์”

เคลลิเบย์ หัวเราะอย่างขมขื่น แล้วพ่นควันบุหรี่

“และในบรรดาพวกมัน ก็ดันเป็นเซเลนดิออน ราชาแห่งเหล่าแวมไพร์”

“……!”

“ความโลภอยากได้แร่ธาตุ ที่อยู่ลึกมาก นั่นเป็นความผิดพลาด พวกเราพบกับพวกมันที่ชั้นลึกของดันเจี้ยน และเมื่อรู้ตัวว่าไม่ใช่คู่ต่อสู้ ก็สายไปเสียแล้ว”

มือใหญ่ของช่างตีเหล็ก สั่นเทาอย่างเห็นได้ชัด

“สุดท้ายแล้ว ฉันก็หนีออกมาได้ โดยมีน้องชายทั้งสอง เป็นเครื่องสังเวย หลังจากนั้น ฉันก็ไม่เคยลงไปที่ชั้นลึกของดันเจี้ยนอีกเลย”

“…….”

“รู้ไหมว่า ทำไมน้องชายทั้งสองถึงยอมตายเพื่อให้ฉันรอด?”

เป็นคำถามที่ไม่คาดคิด ฉันตอบอย่างระมัดระวัง

“เพราะท่านเป็นช่างตีเหล็กที่เก่งที่สุด ไม่ใช่เหรอครับ?”

“ใช่แล้ว! อาวุธที่จะสังหารปีศาจ ฉันคือคนที่สร้างมันได้เก่งที่สุด!”

เคลลิเบย์ลุกขึ้นยืน แล้วเดินไปที่มุมโรงตีเหล็ก เปิดตู้เซฟ แล้วหยิบอะไรบางอย่างออกมา

เป็นโลหะสีขาว ที่เปล่งประกายราวกับดวงตาที่ส่องแสงอาทิตย์ แม้จะเป็นที่มืด

“นี่คือ ชิ้นส่วนโลหะเงินศักดิ์สิทธิ์ ที่ได้มาจากการเสียสละของน้องชายทั้งสอง ที่ชั้นลึกของดันเจี้ยน มันคือเงินจากโลกอื่น ที่ตกลงมาจากดวงดาว”

ตุ๊บ!

“นี่คือทั้งหมดที่มี”

เคลลิเบย์วางชิ้นส่วนโลหะเงินศักดิ์สิทธิ์ ลงบนทั่ง แล้วจ้องมองมาที่ฉัน

“ตอนนี้นายมาขอให้ฉัน สร้างอาวุธจากชีวิตของน้องชายฉัน นายพร้อมที่จะจ่ายราคาหรือยัง?”

ฉันยิ้มอย่างเยือกเย็น

“แน่นอนครับ”

“โฮ่ จะจ่ายด้วยอะไร?”

คำตอบของฉันกระชับ

“ศีรษะของเซเลนดิออน”

“…….”

“ถ้าจำเป็น ผมจะเอาเลือดและหนังมาให้ด้วย”

ปากของเคลลิเบย์อ้าเล็กน้อย ฉันยิ้มอย่างมั่นใจ

“มันจะเป็นเครื่องบรรณาการที่ดี และจะเป็นวัสดุที่ดีเยี่ยมสำหรับการสร้างอาวุธ ไม่ใช่เหรอครับ?”

“พุฮ่าฮ่า! นึกว่านายเป็นคนดี แต่ที่ไหนได้ บ้าไปแล้วเหรอ? จะเอาศีรษะของเซเลนดิออน มาให้ฉัน?”

เคลลิเบย์ หวเราะออกมา แล้วถอนหายใจ ก่อนจะมองมาที่ฉัน

“ยังไม่ได้ถามชื่อเจ้าเลย เด็กน้อยอนาคตไกล”

“แอช แอช ‘บอนไฮเตอร์’ เอเวอร์แบล็กครับ”

“ฮ่า! ไม่แปลกใจเลยที่ได้กลิ่นอายอันตราย นายเป็นเชื้อพระวงศ์ตระกูลเอเวอร์แบล็กนี่เอง!”

เคลลิเบย์ปรบมือดังฉาด

“ดี ไอ้เด็กน้อยเชื้อพระวงศ์ ฉันจะสร้างให้ แต่สิบห้าเล่มมันมากไป ของที่ฉันมีไม่พอ”

นิ้วหนาของคนแคระ ชี้ขึ้นมาสามนิ้ว

“สามเล่ม ฉันจะสร้างอาวุธเงินศักดิ์สิทธิ์ที่ดีที่สุด สามเล่ม ตกลงไหม?”

ฉันพยักหน้าอย่างเต็มใจ

“ดีครับ ตกลงอย่างนั้น”

“ตกลง! ดี งั้นฉันจะเริ่มเตรียมตัวสร้างอาวุธเลย…….”

เคลลิเบย์หยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาจากอก แล้วใช้ถ่านหินข้างเตา เขียนอะไรลงไป ก่อนจะโยนกระดาษนั้นให้ฉัน

“ไปหาวัตถุดิบที่เหลือมาให้ฉัน!”

[ภารกิจสร้างอาวุธจำกัด เริ่มต้น!]

ฉันรับกระดาษแผ่นนั้น แล้วดูคร่าว ๆ ก่อนเก็บใส่กระเป๋า

ถึงลายมือจะอ่านไม่ออก แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะระบบเกม อัพเดทเป็นภารกิจไปแล้ว

“ผมจะมาบ่อย ๆ นะครับ ท่านนายช่าง”

“แน่นอน นายต้องมาบ่อย ๆ อยู่แล้ว ถ้าจะก้าวหน้าไปข้างหน้า ก็ต้องใช้ที่นี่เป็นที่มั่น”

เคลลิเบย์ หัวเราะเบา ๆ แล้วมองไปรอบ ๆ

“ต่อไป พวกคนแก่ในหมู่บ้านนี้ จะกลับมาที่นี่ ที่ดันเจี้ยนนี้ ไม่มีที่ไหนสบายเท่าที่นี่แล้ว พวกแก๊งมาเฟียใส่หน้ากาก ก็ถูกพวกนายกำจัดไปแล้ว”

กำจัดไปแล้ว เหรอ?

ฉันนึกถึงกองกำลังพรายราตรี ที่หายไปราวกับละอองควัน

เราสามารถบอกได้เต็มปากไหม ว่าพวกมันถูกกำจัดไปแล้ว?

“พอหาวัตถุดิบได้แล้ว ก็เอาเข้ามาให้ฉันเลย ฉันจะเตรียมตัวรอสร้างอาวุธไว้แล้ว”

“ครับ”

ฉันลังเลเล็กน้อย แล้วพูดขึ้น

“แต่ว่า ท่านนายช่าง มีอะไรอยากจะถามสักอย่างครับ”

“อืม? อยากรู้เยอะจังนะ? อายุเท่านี้ก็อยากรู้เรื่องราวของโลกมากสินะ อยากรู้เรื่องอะไร?”

“คือว่า……”

ฉันเล่าเรื่องที่เกิดขึ้น ตอนที่กำจัดกองกำลังพรายราตรีไปเมื่อครู่

ถึงจะฆ่าพวกมันได้ แต่พวกมันก็หายไปเป็นละอองควัน มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่

เคลลิเบย์ที่ใช้ชีวิตอยู่ในที่แห่งนี้ มาหลายสิบปี คงรู้สาเหตุ ฉันจึงถามเขา

แล้วเขาก็ตอบมาอย่างง่ายดาย

“พวกมันไม่ตาย และหายไปเป็นละอองควัน นั่นเพราะคำสาปที่พวกมันได้รับไง”

เคลลิเบย์บอกคำตอบอย่างง่ายดาย ฉันเบิกตาโพลง

“คำสาป……เหรอครับ?”

“อ้อ ไม่รู้เหรอ? คำสาปทั้งสาม ที่ลงมาสู่อาณาจักรแห่งทะเลสาบนี้?”

เคลลิเบย์หัวเราะเบา ๆ แล้วลูบเคราด้วยปลายนิ้ว

“ฉันก็ไม่รู้ว่า สองคำสาปนั้นคืออะไร แต่ฉันรู้คำสาปหนึ่ง พวกประชาชนในประเทศนี้ ที่เหลือรอดมาได้ ต่างก็ต้องทนทุกข์ทรมานเพราะคำสาปนี้”

“คำสาปนั้นคืออะไรเหรอครับ?”

“คำสาปที่ทำให้พวกมันต้องคืบคลานอยู่ที่ก้นทะเลสาบมาเป็นร้อย ๆ ปี คิดว่ามันคืออะไรล่ะ?”

เคลลิเบย์ใช้มือหนา บีบคอตัวเองเป็นเชิงเปรียบเทียบ

“แน่นอนว่ามันคือ คำสาปแห่งชีวิตนิรันดร์!”

ติดตามผู้แปลได้ที่แฟนเพจ:ยักษาแปร ผู้แปลลงแค่ในMy-NovelและThai-novelเท่านั้น หากอ่านที่อื่นรบกวนมาสนับสนุนทีนะครับผม หรือจะมากดไลก์แฟนเพจก็ได้ กระซิกกระซิก ;-;_

จบบทที่ ◈บทที่ 106. [ช่างตีเหล็กเวทมนตร์]

คัดลอกลิงก์แล้ว