- หน้าแรก
- บุปผาฤดูใบไม้ผลิ หนึ่งจอกชะตาข้ามภพ
- บทที่ 48 - เรื่องยากลำบากใจ
บทที่ 48 - เรื่องยากลำบากใจ
บทที่ 48 - เรื่องยากลำบากใจ
บทที่ 48 - เรื่องยากลำบากใจ
หลังจากฟางเค่อจากไป...
หยางเกอนั่งนิ่งอยู่ในห้องเพียงลำพังอยู่นาน ก็ยังรู้สึกว่าจิตใจยากจะสงบลงได้
เขานึกถึงถ้อยคำท่อนหนึ่งขึ้นมา
บันทึกประวัติศาสตร์นั้นใหญ่เกินไป บรรจุประวัติศาสตร์ห้าพันปีของฮวาเซี่ยไว้ได้
บันทึกประวัติศาสตร์ก็บางเกินไป บรรจุชีวิตอันยิ่งใหญ่เกรียงไกรของคนเพียงคนเดียวไว้ไม่หมด
หน้าที่ถูกพลิกผ่านไปอย่างง่ายดายในหนังสือประวัติศาสตร์ เนื้อหาที่ถูกขีดเส้นใต้ไว้นั้น อาจเป็นชีวิตของคนนับหมื่นนับแสน...
ในความคิดของหยางเกอ "เรื่องเล็กน้อย" อย่างราคาข้าวสารที่พุ่งสูงขึ้นในตอนนี้ บางทีอาจไม่มีคุณสมบัติพอที่จะถูกบันทึกลงในหน้าประวัติศาสตร์ด้วยซ้ำ
หรืออีกนัยหนึ่ง คนรุ่นหลังอาจจะต้องพลิกค้นบันทึกประวัติศาสตร์จนทั่ว ถึงจะสามารถขุดคุ้ยเจอประโยคหนึ่งจากท่ามกลางตัวอักษรที่มากมายดั่งควันไฟว่า ปีซีผิงที่สิบสองแห่งต้าเว่ย เกิดทุพภิกขภัยครั้งใหญ่
แต่ความทุกข์ระทมของพวกจางเอ้อหนิวนั้น กลับเป็นเรื่องจริง เป็นเรื่องสดใหม่
ซื้อข้าวสารไม่ไหว พวกเขาก็ต้องขายบ้านขายที่ดิน ขายลูกขายเมียจริงๆ...
บางทีพวกเขาอาจจะคุ้นชินกับโลกแบบนี้ไปแล้ว เหมือนกับวัวที่โดนค้อนทุบ ก้มหน้าก้มตา ยอมรับการขูดรีดและการกดขี่จากเหล่าผู้มีอำนาจแต่โดยดี
อย่างมากก็แค่แอบด่าลับหลังเบาๆ สักประโยคว่า ขอให้ลูกที่เกิดมาไม่มีรูตูด...
แต่หยางเกอยังไม่ชิน
และเขาก็ไม่คิดที่จะชินด้วย
ดังนั้นเมื่อเขาต้องเผชิญหน้ากับความจริงของโลกที่โหดร้ายมืดมิดเช่นนี้อย่างกะทันหัน ก็ราวกับถูกทิ้งไว้กลางทุ่งน้ำแข็งหิมะเพียงลำพัง ต่อให้สวมเสื้อนวมหนาหนักอุ่นสบาย ก็ยังรู้สึกหนาว... หนาวเยียบไปถึงกระดูก
เขาไม่ใช่นักบุญพลีชีพ เขาไม่สามารถตะโกนคำขวัญอันห้าวหาญอย่าง "ที่แห่งใดมีมรรคธรรม แม้ต้องเผชิญหน้ากับคนนับหมื่นข้าก็จะมุ่งไป" ออกมาได้
แต่โลกที่กินคนใบนี้ หากคิดจะขืนใจเจตจำนงของเขาอย่างง่ายดายสบายๆ แล้วยังต้องการให้เขาร่วมมือส่งเสียงร้องว่า "สุดยอด" ล่ะก็... ก็คงเป็นได้แค่ฝันกลางวัน!
ใต้ดวงจันทร์อันเดียวดาย...
หยางเกอถือดาบก้าวช้าๆ เข้าไปในลานบ้าน
เขาทะยานขึ้น ตวัดดาบหนึ่งครั้งม้วนหิมะคลุ้งฟ้า
เพลงดาบประกายเหมันต์ นับจากนี้ เข้าสู่มรรคา
...
สี่วันต่อมา ณ หน่วยเหนือลั่วหยาง
เฉิ่นฝาผู้สวมชุดคลุมกิเลนปักลายงดงามบนพื้นดำสนิท สวมหมวกขุนนางบู๊ทรงสูง นั่งอยู่บนโถงสูง ฟางเค่อผู้เต็มไปด้วยฝุ่นผงจากการเดินทางยืนอยู่เบื้องล่าง รายงานเรื่องราวที่สามพ่อค้าข้าวสารใหญ่ปั่นราคาข้าวสารและติดสินบนกองปักภูษาลู่ถิงทั้งหมดให้เฉิ่นฝาทราบ
"ปัง!"
เฉิ่นฝาตบเท้าแขนเก้าอี้ไม้จันทน์หักสะบั้น ตวาดเสียงกร้าวด้วยความตกตะลึงและโกรธเกรี้ยว "สารเลว ขุนนางฉ้อราษฎร์บังหลวง หนูยักษ์แห่งแผ่นดิน กล้าดีถึงเพียงนี้!"
ฟางเค่อประสานมือคารวะ ก้มหน้า ไม่กล้าพูดอะไรมาก
เฉิ่นฝาลุกขึ้นยืนอย่างไม่อาจระงับความโกรธได้ เอามือไพล่หลังเดินไปมาในโถง สองมือกำแน่นแล้วคลายออกอยู่หลายครั้ง
เป็นเวลานาน เขาถึงได้ถอนหายใจออกมาหนักๆ พูดเสียงเรียบอย่างท้อแท้ "เป็นหยางเกอที่ให้เจ้ามา"
ฟางเค่อ "เรียนท่านผู้ใหญ่ เป็นนายกองหยางที่ส่งผู้ใต้บังคับบัญชาเข้าเมืองหลวงมารายงานจริงๆ"
เฉิ่นฝาเอนหลังพิงเก้าอี้ราชครูอย่างหนักหน่วง หัวเราะอย่างขมขื่นพลางส่ายหน้า "หยางเกอเอ๋ยหยางเกอ เจ้าช่างหาเรื่องยากลำบากใจมาให้ข้าจริงๆ!"
ฟางเค่อรีบกล่าว "ท่านผู้ใหญ่ นายกองหยางก็เพียงแค่ทำเพื่อส่วนรวม ร้องทุกข์แทนราษฎร ไม่มีเจตนาอื่นใดแอบแฝงแน่นอน"
เฉิ่นฝาพูดอย่างหมดแรง "ไม่ต้องพูดมาก ข้าเข้าใจเจ้าหมอนั่นดียิ่งกว่าเจ้า ถ้าเขามีใจเห็นแก่ตัว กลับจะเป็นเรื่องดีเสียอีก แต่เรื่องนี้... เฮ้อ!"
เขาเองก็เพิ่งจะล่วงรู้เรื่องนี้
แต่เขาก็รู้ว่า องค์เหนือหัวในปัจจุบันย่อมต้องล่วงรู้เรื่องนี้มานานแล้ว
กองปักภูษาเป็นหูเป็นตาของฝ่าบาทก็จริง แต่ฝ่าบาทก็ไม่ได้มีเพียงหูเป็นตาแค่คู่เดียว
ในเมื่อฝ่าบาทยังไม่เคยเอ่ยถึง และไม่เคยไต่ถามเกี่ยวกับเรื่องนี้ ก็หมายความว่า เขาทรงรู้เห็นเป็นใจกับเรื่องนี้แล้ว
ทุกสิ่งล้วนเป็นการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์
ทุกสิ่งล้วนเพื่อการโจมตีพวกต๋าจื่อทางเหนือในปีหน้า...
แต่ในเมื่อเขาล่วงรู้เรื่องนี้แล้ว ก็ไม่สามารถที่จะรู้แล้วไม่รายงานได้
แต่ต่อให้รายงานขึ้นไป ผลลัพธ์ก็ย่อมไม่เป็นไปตามที่หวังอย่างแน่นอน
เรื่องราวในราชสำนัก ก็เหมือนกับขนมเปี๊ยะที่ยัดไส้อุจจาระ ถ้าไม่กิน ก็ต้องไม่กิน แต่ถ้าจะกิน ก็ต้องกลืนอุจจาระลงไปด้วย
แม้แต่องค์เหนือหัวเองก็ยังไม่สามารถสลัดกฎเกณฑ์ราชสำนักที่ว่า "โอรสสวรรค์ปกครองใต้หล้าร่วมกับปราชญ์ขุนนาง" เพื่อที่จะบริหารปกครองแผ่นดินได้อย่างอิสระ แล้วนับประสาอะไรกับพันครัวเรือนกองปักภูษาตัวเล็กๆ อย่างเขา
ฟางเค่อได้ยินเฉิ่นฝาถอนหายใจ ในใจก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ยังรวบรวมความกล้ากล่าว "ผู้ใต้บังคับบัญชากล้าดี ขอให้ท่านผู้ใหญ่โปรดลงมือคุ้มครองนายกองหยางด้วย คนที่ซื่อตรงถึงเพียงนี้ ไม่ควรต้องมาตายเพราะเรื่องสกปรกพรรค์นี้!"
เฉิ่นฝาโบกมือ "เจ้างูตายตัวนั้นยังอุตส่าห์ยอมแข็งขืนเพื่อบ้านเมืองเพื่อราษฎร ข้าจะทรยศเขาได้อย่างไร เพียงแต่ผลลัพธ์ของเรื่องนี้ เกรงว่าจะต้องทำให้เขาผิดหวัง!"
ฟางเค่อรีบตอบกลับ "ผู้ใต้บังคับบัญชาขอขอบคุณในบุญคุณช่วยชีวิตครั้งใหม่ของท่านผู้ใหญ่แทนนายกองหยาง!"
"เหอะ!"
เฉิ่นฝาได้ยินก็หัวเราะออกมาเบาๆ อย่างสนใจ จ้องเขม็ง "ดูท่าเจ้าสองคนจะเข้ากันได้ดีนี่"
ฟางเค่อลังเลเล็กน้อย ก่อนจะตอบตามความจริง "เรียนท่านผู้ใหญ่ แม้ว่านายกองหยางจะเป็นขุนนางที่ค่อนข้าง... ซื่อตรงเกินไป แต่คุณธรรมของความเป็นลูกผู้ชายที่มุ่งมั่นช่วยเหลือส่วนรวม เกลียดชังความชั่วร้ายดั่งศัตรู และให้ความสำคัญกับมิตรภาพและคุณธรรมของเขานั้น เป็นสิ่งที่ผู้ใต้บังคับบัญชาเพิ่งเคยพบเห็นเป็นครั้งที่สองในชีวิตรองจากท่านผู้ใหญ่เท่านั้น การทำงานภายใต้สังกัดนายกองหยาง ผู้ใต้บังคับบัญชาเพียงแค่ต้องระวังหอกดาบจากศัตรู ไม่จำเป็นต้องระวังลูกธนูจากด้านหลัง ทั้งยังไม่มีเรื่องวุ่นวายเกี่ยวกับการเมืองภายในและการแก่งแย่งชิงดีกัน นับว่าสบายใจอย่างยิ่ง ราวกับปลาได้น้ำ"
"แปะ แปะ แปะ!"
เฉิ่นฝาหัวเราะพลางปรบมือ "ดูท่าข้าจะมีสายตาแหลมคมในการมองคน รู้จักใช้คนให้ถูกกับงานจริงๆ!"
ฟางเค่อรีบส่งคำเยินยอตามไปทันที "ท่านผู้ใหญ่มีสายตาดั่งคบเพลิง มองการณ์ไกลทะลุปรุโปร่ง ความเคารพที่ผู้ใต้บังคับบัญชามีต่อท่านก็เปรียบดั่ง..."
"หยุด!"
เฉิ่นฝา "ไปๆ มาๆ ก็มีอยู่ไม่กี่ประโยคนี้ เจ้ายังพูดไม่เบื่อ แต่ข้าฟังจนเบื่อแล้ว!"
ฟางเค่อยิ้มแหยๆ พลางหุบปาก เก็บงำความดีความชอบไว้แต่เพียงผู้เดียว
เฉิ่นฝาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ยื่นมือไปเปิดกล่องเหล็กหล่อบนโต๊ะ ค้นหาป้ายอาญาสีเงินชุบออกมาจากด้านใน โยนข้ามอากาศไปให้ฟางเค่อ
ฟางเค่อรีบยื่นสองมือรับป้ายอาญาไว้ ก้มลงมอง ก็พลันเบิกตากว้าง ป้ายประจำตำแหน่งนายกองร้อยทดลอง!
เขามองเฉิ่นฝาอย่างงุนงงระคนยินดี "ท่านผู้ใหญ่ นี่มัน..."
เฉิ่นฝาประสานมือคารวะไปยังทิศทางของวังหลวง "ข้าสืบสวนคดีที่จาวอู่โหวตระกูลเซี่ยแอบติดต่อกับศัตรูจนมีความดีความชอบ ได้รับพระเมตตาจากฝ่าบาท ในไม่ช้าก็จะได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการหน่วยเหนือ การเลื่อนยศของนายทหารระดับต่ำกว่าพันครัวเรือนในกอง ข้าล้วนตัดสินใจได้ในคำเดียว!"
"เจ้าจงนำคำสั่งนี้กลับไปมอบให้หยางเกอที่ลู่ถิง บอกว่านี่คือรางวัลความดีความชอบที่ทางบ้านมอบให้เขาจากการรายงานเรื่องที่สามพ่อค้าข้าวสารใหญ่กักตุนสินค้า ส่วนตราประทับและเครื่องแบบขุนนางที่เกี่ยวข้อง จะถูกส่งตามไปที่ลู่ถิงในภายหลัง"
"ส่วนเจ้า ก็รับตำแหน่งต่อจากนายกองร้อยหยางของเจ้า ทำหน้าที่เป็นนายกองลู่ถิงไปเสีย"
ฟางเค่อดีใจจนเนื้อเต้น กุมป้ายอาญาในมือพลางก้มศีรษะคำนับ "ผู้ใต้บังคับบัญชาขอบคุณท่านผู้ใหญ่ที่ฟูมฟัก ผู้ใต้บังคับบัญชาขอน้อมขอบคุณท่านผู้ใหญ่แทนนายกองร้อยหยางที่ชี้แนะ!"
เฉิ่นฝา "ไม่ต้องขอบคุณข้าแทนเขา ฝากบอกเขาแทนข้าด้วยว่า ข้าจะรอเขานัดเลี้ยงฉลองเลื่อนตำแหน่ง... ส่วนเรื่องที่สามพ่อค้าข้าวสารใหญ่กักตุนสินค้านั้น ข้าจะจัดการเอง สั่งให้เขาอย่าได้ยื่นมือเข้าไปยุ่งอีก ขอเพียงรอคอยอย่างสงบก็พอ"
ฟางเค่อประสานมือ "ผู้ใต้บังคับบัญชาจะนำคำสั่งของท่านผู้ใหญ่ ไปถ่ายทอดให้นายกองร้อยหยางฟังอย่างครบถ้วนไม่ขาดตกบกพร่อง"
เฉิ่นฝาโบกมือ "ลงไปพักผ่อนเถอะ พักผ่อนให้เพียงพอแล้วก็รีบกลับไปลู่ถิง เกรงว่าเจ้าล่อดื้อตัวนั้นจะอดรนทนไม่ไหว ความอดทนน้อยนิดจะทำให้เสียแผนการใหญ่"
ฟางเค่อ "ขอรับ ผู้ใต้บังคับบัญชาขอลา!"
เขาก้มตัวถอยหลังเดินออกไป แต่ยังไม่ทันจะเดินไปได้กี่ก้าว ก็ได้ยินเสียงจากเบื้องบนดังมาอีกครั้ง
"จริงสิ เดี๋ยวข้าจะเตรียมของขวัญปีใหม่ไว้ส่วนหนึ่ง เจ้าจงนำไปมอบให้นายกองร้อยหยางของเจ้าแทนข้า ถือเสียว่าเป็นของขวัญแสดงความยินดีที่ข้ามอบให้เขาในโอกาสที่ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นนายกองร้อยทดลอง!"
ฟางเค่อชาไปทั้งตัว รับคำหนึ่งเสียง ไม่รู้ว่าควรจะเดินต่อหรือควรจะหยุด
เฉิ่นฝาครุ่นคิดกับตัวเองอยู่ครู่หนึ่ง เงยหน้าขึ้นมาเห็นฟางเค่อยังคงยืนทื่ออยู่ในโถง ก็ถามอย่างสงสัย "ทำไม เจ้าไม่รู้หรือว่าโรงอาหารไปทางไหน"
ฟางเค่อ ...
หลังจากที่ฟางเค่อล่าถอยออกไปแล้ว เฉิ่นฝาก็คว้าดาบประจำตัวบนโถงขึ้นมาเหน็บไว้ที่เอว ตะโกนเสียงดัง "มีใครอยู่หรือไม่ เตรียมม้า ข้าจะเข้าวังเพื่อเข้าเฝ้าฝ่าบาท"
[จบแล้ว]