- หน้าแรก
- บุปผาฤดูใบไม้ผลิ หนึ่งจอกชะตาข้ามภพ
- บทที่ 47 - ขนหัวลุก
บทที่ 47 - ขนหัวลุก
บทที่ 47 - ขนหัวลุก
บทที่ 47 - ขนหัวลุก
"พวกเขาจะมาเคารพข้าทำไม"
ใบหน้าของหยางเกอดำคล้ำ "พวกเจ้าไปหาเรื่องพวกเขาหรือ"
ฟางเค่อรีบส่ายหัวเป็นกลองป๋องแป๋ง "ไม่ๆๆ ต่อให้ท่านให้ความกล้าข้าอีกสองเท่า ข้าก็ไม่กล้าไปหาเรื่องพวกเขาหรอก!"
คำพูดนี้ฟังดูน่าสนใจ หยางเกอขมวดคิ้ว พูดเสียงหนัก "เจ้าเล่ามาให้ข้าฟังละเอียดๆ เลย ตกลงมันเรื่องอะไรกันแน่!"
ฟางเค่อเหลือบมองเขาอย่างระมัดระวัง พูดเสียงเบา "เรื่องที่ราคาข้าวสารในอำเภอช่วงนี้สูงขึ้น ท่านได้ยินมาบ้างใช่หรือไม่"
หยางเกอพยักหน้า
ฟางเค่อยิ้มประจบ "นี่ก็เพราะพวกเขากลัวว่าพวกเราจะไปหาเรื่องพวกเขา ก็เลยรีบมาหยอดน้ำมันพวกเราก่อน..."
"ปัง!"
หยางเกอพลันตบโต๊ะกินข้าวเสียงดังลั่น สีหน้าเคร่งขรึมตวาดเสียงกร้าว "ให้เจ้าพูดเจ้าก็พูดมาให้ละเอียดๆ ถ้ายังกล้ามาเล่นลิ้นกับข้าอีก อย่าหาว่าข้าไม่เห็นแก่มิตรภาพสหายร่วมรบ ลงทัณฑ์ตามกฎ!"
ฟางเค่อตกใจจนสะดุ้ง ใบหน้าพลันตึงเครียด พูดอย่างรวบรัดได้ใจความ "เรียนนายกอง ร้านค้าข้าวสารใหญ่สามแห่งร่วมมือกันควบคุมการกระจายเสบียงหญ้าของเขตเหอเป่ยเต้า เขตเหอหนานเต้า เขตหวยหนานเต้า และสองเขตเจียงหนาน แอบกักตุนเสบียงหญ้า ปั่นราคา ที่ที่พวกเขาผ่านล้วนมีผู้มีอำนาจค้ำประกัน ใช้เงินเปิดทาง ส่วนที่ส่งมาถึงมือท่านนี้ ก็เป็นเพียงการทำตามธรรมเนียมเท่านั้น มิใช่กรณีพิเศษ"
หยางเกอชะงักไป พูดอย่างไม่อยากเชื่อ "หมายความว่า ร้านค้าข้าวสารใหญ่สามแห่งกำลังอาศัยช่วงที่ราชสำนักกักตุนเสบียงเตรียมทำสงครามทำให้เกิดภาวะขาดแคลนอาหารชั่วคราว เพื่อฉวยโอกาสกอบโกยทรัพย์สินอย่างนั้นหรือ อำเภอลู่ถิงถือเป็นประตูสู่เมืองหลวง เป็นเขตปริมณฑลที่สำคัญ พวกเขากล้าดียังไง!"
ฟางเค่อตอบกลับ "ประตูสู่เมืองหลวง... ท้ายที่สุดก็ยังไม่ใช่เมืองหลวงมิใช่หรือ"
หยางเกอ "ไม่สิ ธุรกิจที่แค่จิ้มทีเดียวก็แตกแบบนี้ ทำไมถึงทำได้ใหญ่โตขนาดนี้ ขุนนางบุ๋นบู๊ทั่วราชสำนักตาบอดกันหมดหรือไง"
ฟางเค่อเห็นว่าพูดมาถึงขนาดนี้แล้ว ก็เลยไม่คิดจะปิดๆ บังๆ อีกต่อไป "เป็นไปได้หรือว่า ท่านคิดว่าร้านค้าข้าวสารใหญ่ๆ เหล่านี้ร่ำรวยมาจากการขายข้าวสารกินส่วนต่างราคาในปีที่อุดมสมบูรณ์จริงๆ"
"เช่นนั้นท่านก็คงจะดูถูกพ่อค้าใหญ่เหล่านี้เกินไปแล้ว!"
"การเป็นพ่อค้าข้าวสาร ปกติแล้วการกินส่วนต่างราคาได้เงินมาเล็กๆ น้อยๆ นั่นเพียงแค่พอประทังชีวิต ถ้าอยากจะร่ำรวยทางลัดจริงๆ ก็ต้องรอช่วงเวลาที่ขาดแคลนอาหารแบบนี้!"
"ท่านลองคิดดู ราคาข้าวสารสูงขึ้น ราษฎรไม่มีเงินซื้อข้าวสารลงหม้อ แต่ก็ยังต้องมีชีวิตอยู่ใช่หรือไม่"
"แล้วจะทำอย่างไร"
"ก็มีอะไรก็ขายอย่างนั้นน่ะสิ!"
"มีวัวมีแกะก็ขายวัวขายแกะ มีบ้านมีที่ดินก็ขายบ้านขายที่ดิน ถ้าไม่มีอะไรจริงๆ ก็ขายลูกขายเมีย ขายตัวเอง!"
"พ่อค้าใหญ่เหล่านั้น มือซ้ายก็ขายข้าวสารราคาสูงกอบโกยไปก้อนใหญ่ มือขวาก็กดราคารับซื้อวัวแกะ บ้าน ที่ดิน พอถึงปีที่อุดมสมบูรณ์ก็นำกลับมาขายอีก ก็กอบโกยไปได้อีกก้อนใหญ่!"
"กำไรที่ได้จากการทำแบบนี้ ปีที่ขาดแคลนหนึ่งปี เทียบเท่ากับกำไรจากการขายข้าวสารกินส่วนต่างราคาในปีที่อุดมสมบูรณ์ถึงร้อยปี!"
"ท่านอย่าไปมองพวกพ่อค้าที่หาเงินได้ไม่กี่เหรียญทองแดงที่ปกติชอบตะโกนโหวกเหวก แสดงอำนาจ คิดว่าตัวเองเป็นคนใหญ่คนโตแล้ว"
"จริงๆ แล้วในสายตาของคนใหญ่คนโตที่แท้จริง พวกเขาเป็นเพียงหมูในคอกหมูเท่านั้น!"
"แค่รอให้โอกาสมาถึง มีดเล่มเดียวก็สามารถเชือดกิจการของตระกูลที่พวกเขาสั่งสมมาหลายชั่วอายุคนจนเกลี้ยงได้!"
เพียงแค่คำพูดไม่กี่ประโยค
ก็ทำเอากรอบความคิดของหยางเกอเปิดกว้าง เขาพยายามเรียบเรียงความคิด "ไม่สิ เรื่องใหญ่ขนาดนี้ไม่มีใครจัดการเลยหรือ ต้าเว่ยเป็นของตระกูลพวกเขารึไง"
ฟางเค่อหัวเราะเยาะ "ใครจะมาจัดการ ใครจะกล้าจัดการ ท่านก็แค่พูดว่าข้าวสารจะต้องเดินทางจากเขตเจียงหนานตะวันออกเพื่อมาถึงที่นี่ ต้องผ่านกี่เมืองกี่อำเภอ กี่ด่านตรวจ พวกเขาในเมื่อสามารถควบคุมการกระจายข้าวสารในทุกเส้นทางได้ ท่านยังไม่เข้าใจอีกหรือว่านี่หมายความว่าอย่างไร"
หยางเกอ "เกี่ยวข้องกับหลายเมืองหลายอำเภอขนาดนี้ หลายขั้นตอนขนาดนี้ หลายคนขนาดนี้ พวกเขากล้าการันตีได้หรือว่าทุกครั้งจะปิดมิดชิด ไม่เคยมีแม้แต่ครั้งเดียวที่เรื่องจะรั่วไหลไปถึงราชสำนัก"
ฟางเค่อคิดอยู่ครู่หนึ่ง ตอบกลับ "ไม่ต้องพูดถึงว่าจะมีคนสามารถรายงานไปถึงราชสำนักได้หรือไม่ ต่อให้มีคนรายงานไปถึงราชสำนักจริงๆ ใครจะกล้าการันตีได้ว่าคนที่ลงมาสืบสวน จะไม่ใช่คนของพวกเขาที่อยู่เบื้องหลัง"
"ถอยสุดๆ เลยก็คือ ต่อให้เรื่องมันมาถึงจุดที่ปิดบังต่อไปไม่ได้แล้วจริงๆ ก็เป็นแค่พ่อค้ากับขุนนางผู้น้อยที่ทำงานให้ไม่กี่คนที่ต้องตาย แต่คนใหญ่คนโตที่ได้ผลประโยชน์จริงๆ แม้แต่ขนอ่อนก็ไม่ร่วงสักเส้น!"
หยางเกอมองฟางเค่อที่มีสีหน้าเรียบเฉยอย่างเหม่อลอย เหลือบมองห่อเงินบนโต๊ะกินข้าว ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกขนหัวลุก
คำพูดเหล่านี้ หากเขาได้ยินมาจากปากของเฉิ่นฝา เขาอาจจะตกตะลึงในด้านมืดของชนชั้นสูงในต้าเว่ย แต่คงไม่ถึงกับรู้สึกขนหัวลุก
เพราะอย่างไรเสีย เฉิ่นฝาก็เป็นถึงพันครัวเรือนกองปักภูษา ทั้งยังเป็นลูกหลานนายทหาร เขารู้เรื่องสกปรกของชนชั้นสูงเหล่านี้ ก็นับเป็นเรื่องปกติอย่างยิ่ง
แต่ฟางเค่อมีสถานะอะไร
แม้แต่คนเล็กๆ อย่างเขาก็ยังรู้ตื้นลึกหนาบางในเรื่องนี้อย่างชัดเจน!
แล้วหยางเกอตัวเขาล่ะมีสถานะอะไร
แม้แต่คนเล็กๆ อย่างเขา ก็ยังอยู่ในขอบเขตที่อีกฝ่ายต้องมาหยอดน้ำมันด้วย!
เขาพูดอะไรไม่ออก พึมพำกับตัวเอง "มืดมิดจริงๆ มืดมิดจริงๆ... ไอ้แม่เย มืดมิดจริงๆ!"
เขารู้ว่าราชวงศ์ระบอบศักดินานั้นมืดมิด ทุกยุคทุกสมัยต่างก็มีความมืดมิดในแบบของตัวเอง
เพราะอย่างไรเสีย สมัยที่เขายังเรียนมัธยมต้น เขาก็ยังเคยเป็นถึงหัวหน้าวิชาประวัติศาสตร์
แต่รู้ก็เรื่องหนึ่ง
การได้สัมผัสด้วยตัวเองก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ตอนนี้เขารู้สึกเพียงแต่อึดอัด หายใจไม่ออก ราวกับกำลังจมน้ำอยู่กลางแม่น้ำที่เชี่ยวกราก
ด้วยการศึกษาและสภาพแวดล้อมที่เขาเติบโตมา เขายากที่จะเข้าใจจริงๆ ว่าคนใหญ่คนโตที่ได้ขึ้นสู่ตำแหน่งสูง เสวยสุขไม่รู้จบเหล่านั้น ทำไมถึงยังสามารถเลวทรามได้ถึงขนาดนี้เพื่อเงินทอง...
เงินเหล่านั้นพวกเขาถือไว้ นอนหลับลงจริงๆ หรือ
ยามฝันกลางดึกไม่มีวิญญาณอาฆาตมาร่ำไห้คร่ำครวญข้างหูบ้างหรือไร
ฟางเค่อมองใบหน้าที่สลับซับซ้อนราวกับจานสีของหยางเกอ ก็ไม่กล้าปริปากอีก
ผ่านไปครู่ใหญ่ หยางเกอถึงได้เอ่ยปาก "นอกจากที่ข้าแล้ว ที่พวกเจ้ามีด้วยหรือไม่"
ฟางเค่อตอบอย่างระมัดระวัง "มีกันทุกคน นายหมู่คนละสองร้อยเหลี่ยง พลทหารคนละสามสิบเหลี่ยง"
หยางเกอเหลือบมองห่อเงินบนโต๊ะกินข้าว "พูดอีกอย่างก็คือ เฉพาะที่พวกเรา พวกเขาก็ทุ่มไปแล้วสามพันเหลี่ยง ช่างใจป้ำจริงๆ!"
ฟางเค่อไม่กล้าตอบ
หยางเกอนิ่งเงียบไปนาน ชี้ไปที่ห่อเงินบนโต๊ะกินข้าว "เอาส่วนของข้าคืนไป ส่วนของพวกเจ้าข้าจะแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นอะไรทั้งนั้น กลับไปแล้วให้รีบไปเอานกพิราบสื่อสารมาให้ข้าสามตัว!"
ฟางเค่อตกใจจนสะดุ้ง รีบร้อนกล่าว "นายกอง เงินนี้พวกเราไม่รับไม่ได้นะ ท่านลืมไปแล้วหรือว่าข้าเคยพูดอะไรกับท่านไว้..."
หยางเกอกัดฟันกรามพูดขัดจังหวะเขาอย่างเกรี้ยวกราด "ข้าไม่ลืม คืนไปแค่ส่วนของข้าส่วนเดียว เกิดเรื่องอะไรขึ้นข้าจะรับไว้เอง ไม่ลากพวกเจ้าเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย!"
ฟางเค่อพยายามพร่ำสอน "นายกอง ท่านฟังข้าสักครั้งเถอะ ข้ารู้ว่าท่านใจดีมีคุณธรรม แต่นี่ไม่ใช่เวลาที่จะมาใช้อารมณ์นะ คำโบราณยังว่าไว้ ตัดทางรวยคนอื่นเหมือนฆ่าพ่อฆ่าแม่เขา คนใหญ่คนโตมากมายขนาดนั้นกำลังถูมือรอที่จะกอบโกยในรอบปี จะยอมให้คนเล็กๆ อย่างท่านกับข้ามาขัดขวางเรื่องดีๆ ของพวกเขาได้หรือ อีกอย่าง ท่านคิดว่าเรื่องเฮงซวยพวกนี้ฝ่าบาทจะไม่ทรงล่วงรู้แม้แต่น้อยเลยหรือ เป็นไปได้หรือ"
เขาเริ่มตื่นตระหนกแล้ว
ตื่นตระหนกจริงๆ...
"อย่าเอาไอ้ทฤษฎีห่วยแตกของเจ้ามาผูกมัดข้า!"
หยางเกอสบถออกมา สีหน้าฉุนเฉียวอย่างบอกไม่ถูก "ข้ารู้แค่ว่า ถ้าพวกเขาทำแบบนี้ จะทำให้คนมากมายนับไม่ถ้วนไม่สามารถผ่านพ้นฤดูหนาวนี้ไปได้ ถ้าข้าเป็นแค่ชาวบ้านธรรมดาก็ช่างเถอะ อย่างมากก็แค่หิวจนทนไม่ไหว ข้าก็ออกไปปล้นไอ้พวกสารเลวเหล่านั้นเอง แต่ในเมื่อข้านั่งอยู่ในตำแหน่งนี้ ข้าก็ต้องทำในสิ่งที่ตำแหน่งนี้ควรจะทำ!"
"คิดจะให้หยางเกออย่างข้าเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด เป็นสุนัขรับใช้ให้พวกมันหรือ"
"ฝันกลางวันไปเถอะไอ้แม่เย!"
ฟางเค่อ "นายกอง..."
หยางเกอเบิกตาโตเท่าตาวัว "ฟางเค่อ พวกเราเป็นสหายร่วมรบกัน ข้าไม่ลากพวกเจ้าลงน้ำไปด้วย แต่ถ้าเจ้ายังกล้ามาพูดจาจู้จี้อยู่ตรงนี้อีก เชื่อหรือไม่ว่าข้าจะเริ่มจากเจ้าเป็นคนแรก!"
สีหน้าของฟางเค่อเดี๋ยวเขียวเดี๋ยวแดงสลับกันไป ผ่านไปไม่กี่อึดใจ เขาก็พลันปัดก้อนเงินบนโต๊ะจนกระจัดกระจายเกลื่อนห้อง จากนั้นก็หัวเราะเสียงกร้าวทั้งที่หน้าแดงก่ำ "ได้ ในเมื่อพวกเราเป็นสหายร่วมรบกัน ท่านก็ไม่ต้องมาพูดว่าเกิดเรื่องอะไรจะรับไว้คนเดียว ไอ้แค่นกพิราบสื่อสารของท่านน่ะ เพิ่งจะถึงบ้านก็คงมีคนได้กลิ่นตามมาถึงที่แล้ว ถึงเวลานั้นไม่ใช่แค่ท่านที่ต้องตาย พวกเราพี่น้องก็ไม่มีใครรอด!"
"ท่านอยากจะบ้าข้าก็จะบ้าเป็นเพื่อนท่านสักครั้ง ข้าจะกลับบ้านไปเอาม้าเดี๋ยวนี้ แล้วจะบุกเข้าเมืองหลวงไปเข้าพบท่านเฉิ่นทั้งคืน เอาความตั้งใจของท่านไปรายงานให้เขาทราบ!"
"จะตายพวกเราพี่น้องก็ตายด้วยกัน ใครก็อย่ามาทำเป็นไร้เยื่อใย!"
หยางเกอ "ไสหัวไปเลย ข้าไม่มีญาติพี่น้อง เกิดเรื่องขึ้นมาก็ไม่เดือดร้อนใคร เจ้าจะมาบ้าตามข้าทำไม"
ฟางเค่อหัวเราะเยาะอย่างไม่ไยดี "พูดอย่างกับว่าใครเขามีญาติพี่น้องนักล่ะ!"
พูดจบ เขาก็ประสานมือคารวะหยางเกออย่างหนักแน่น ไม่สนใจเสียงตะโกนห้ามของหยางเกอ หันหลังเปิดประตูแล้วก้าวยาวๆ จากไป
[จบแล้ว]